ผลของการเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวน เป็นกลุ่มเพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อออกแบบการเรียนแบบผสมผสาน ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังการจัดการเรียนด้วยการเรียนรู้ผสมผสาน (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนแบบผสมผสาน (4) เพื่อวัดความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่มเพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 32 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย จากนักเรียน 3 ห้อง ทั้งหมด 81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) บทเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ 2) แบบวัดการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ มีค่าความอยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.50 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.60 โดยมีความความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.4 – 0.75 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 4) แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.7 การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบหาค่าที (T-test)
ผลการวิจัยพบว่า
- บทเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 02/81.96
- การคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของการเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
- มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่มเพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมาก
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์. (2559). การศึกษาไทย 4.0 ในบริบทการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน. ค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2560, จากhttp://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=46211&Key=news _Teerakiat
ประยุทธ์ จันทร์โอชา. (2559). ไขรหัส “ประเทศไทย 4.0” สร้างเศรษฐกิจใหม่ ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง. ค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2560, จาก https://www.thairath.co.th/content/613903
พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์. (2559). บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยต่อ Thailand 4.0. ค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2560,จาก https://www.facebook.com/MinisterPichet/posts
ไพรินทร์ ศรีสินทร. (2561). ผลของการประยุกต์ใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือในการจัดกาเรียนการสอนภาษาจีน ในฐานะภาษาต่างประเทศ:กรณีศึกษาวิชาไวยากรณ์ภาษาจีน. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 41(4), 54-59
วิจารณ์ พาณิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: ตถาพับลิเคชั่น.
ศรัณยา อินทรภิรมย์. (2556). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างห้องเรียนปกติและบนเครือข่ายสังคมโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง ระบบการจัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศ. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการเรียนรู้และสื่อสารมวลชน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี.
สุวัฒน์ นิยมไทย.(2553). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชาชีพแบบผสมผสาน โดยใช้โครงงานเป็นฐานในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหาสำหรัยนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช่างอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Ahlfeldt, S. L. (2004). Problem-Based Learning in The Public Speaking Classroom. Retrieved August 26, 2006, from http://dcms.thailis.or.th/cgibin/websis?show= 002495&from=ebook
Ausburn, L. J. (2004). Design components most valued by adult learners in blended online education environments: An American perspective. Educational Media International, 41(4), 327-337.
Garrison, D. R., & Vaughan, N. (2008). Blended Learning in Higher Education: Framework, Principles, and Guidelines. Retrieved March 2, 2017, from https://coi.athabascau.ca/books/book-blended-learning-in-higher-education/
Graham, C. R. (2012). Emerging practice and research in blended learning. In M.G. Moore (Ed.). Handbook of distance education. 3rded. (pp. 333–350). New York: Routledge.
Glenna, K. D. (2006). Proportional Process Conflict In Undergraduate Cooperative Learning Groups. [n. p.]: Liberty University.
Horn, M., & Staker, H. (2011). A case study of blended teaching and learning in a New Zealand secondary school, using an ecological framework. Pinelopi Zaka: University of Canterbury
Johnson, D. W. (1999). Cooperative Learning and Competition. [n. p.]: Minn Interaction Book.
Joyce, B., & Weil, M. (1992). Models of Teaching. 3rded. Englewood Cliffs, N.J.:Prentice- Hall.
Khan, B. H. (1997). Web-based instruction. New Jersey: Educational Technology Publications.
Rothmund, A. C. (2008). Correlation between Course Interactive and Reported Levels of Student Satisfaction in Hybrid Courses. Texas: University of North Texas.