ระดับยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้การศึกษาชั้นเรียน และวิธีการแบบเปิด

Main Article Content

ศรัณยา ภูสง่า
สัมพันธ์ ถิ่นเวียงทอง
ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูจำนวน 1 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 คน โรงเรียนบ้านบึงเนียมบึงใคร่นุ่นท่าหิน จัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการแบบเปิดในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องจำนวนบวกและจำนวนลบ จำนวน 7 คาบ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการบันทึกวีดิทัศน์ระหว่างการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน การสังเกตการสอนร่วมกัน และการสะท้อนผลการปฏิบัติการสอนร่วมกัน ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ได้แก่ 1) ข้อมูลในรูปโพรโทคอล การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน การสังเกตการสอนร่วมกัน และการสะท้อนผลการปฏิบัติการสอนร่วมกัน 2) ข้อมูลจากผลงานการทำกิจกรรมของนักเรียน โดยทำการวิเคราะห์ตามลำดับของกระบวนการการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิดตามแนวคิดของ Inprasitha (2011) และยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ของ Anghileri (2006)


ผลการวิจัย พบว่า 


  1. การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน พบยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ระดับที่ 1 ได้แก่ 1) การจัดกลุ่มนักเรียนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) การเตรียมสื่อการสอนเพื่อสนับสนุนการคิดของนักเรียน และ 3) การจัดลำดับสถานการณ์ปัญหาและคำสั่งเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

  2. การสังเกตการสอนร่วมกัน เมื่อวิเคราะห์ตามลำดับขั้นของการสอนด้วยวิธีการแบบเปิด พบว่า

    2.1 ขั้นการนำเสนอปัญหาปลายเปิด พบยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ ระดับที่ 1 ได้แก่ 1) การจัดกลุ่มนักเรียนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) การใช้สื่อการสอนเพื่อสนับสนุนการคิดของนักเรียน และ  3) การจัดลำดับสถานการณ์ปัญหาและคำสั่งเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  และระดับที่ 2 ได้แก่ 1) การทบทวนความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมของนักเรียน


   2.2 ขั้นการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนผ่านการแก้ปัญหา พบยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ ระดับที่ 1 ได้แก่     1) การจัดกลุ่มนักเรียนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 2) การใช้สื่อการสอนเพื่อสนับสนุนการคิดของนักเรียน และระดับที่ 2 คือ 1) การทบทวนความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมของนักเรียน


   2.3 ขั้นการอภิปรายและการเปรียบเทียบร่วมกันทั้งชั้นเรียน พบยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ ระดับที่ 2 ได้แก่    1) การทบทวนความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมของนักเรียน และ 2) การจัดโครงสร้างการคิดใหม่ และระดับที่ 3 ได้แก่        1) การให้โอกาสนักเรียนเพื่อสรุปแนวคิดทางคณิตศาสตร์ และ 2) การตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนเชื่อมโยงแนวคิดทางคณิตศาสตร์ และ    


  2.4 ขั้นสรุปโดยเชื่อมโยงแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นของนักเรียน พบยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ ระดับที่ 3 ได้แก่ 1) การให้โอกาสนักเรียนเพื่อสรุปแนวคิดทางคณิตศาสตร์  และ 2) การตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนเชื่อมโยงแนวคิดทางคณิตศาสตร์


  1. การสะท้อนผลการปฏิบัติการสอนร่วมกัน พบว่า ครูผู้สอนกล่าวสะท้อนผลเกี่ยวกับการใช้ยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ ได้แก่ ระดับที่ 1 การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และส่งผลให้นักเรียนเกิดปัญหาและอยากแก้ปัญหา ระดับที่ 2 การทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนและกระตุ้นให้นักเรียนคิดแก้ปัญหา ทำให้นักเรียนเกิดโครงสร้างการคิดใหม่ และระดับที่ 3 การเปิดโอกาสให้นักเรียนสรุปและเชื่อมโยงแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงและสรุปความคิดรวบยอดตามเป้าหมายของบทเรียน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
[1]
ภูสง่า ศ. . ., ถิ่นเวียงทอง ส. . ., และ อินทร์ประสิทธิ์ ไ. ., “ระดับยุทธวิธีการเสริมต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้การศึกษาชั้นเรียน และวิธีการแบบเปิด”, JILS, ปี 12, ฉบับที่ 2, น. 84–94, มิ.ย. 2018.
ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Research article)

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
_______. (2555). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
ปรีชา ศรีเรืองฤทธิ์. (2549). การใช้แนวคิด เรื่อง พื้นที่ รอยต่อพัฒนาการ (Zone of Proximal Development) ของวิก๊อตสกี้ เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎี บัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
พิมพ์ลักษณ์ มูลโพธิ์. (2549). การสื่อสารในการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ในบริบทวัฒนธรรมในชั้นเรียน: กรณีศึกษาชั้นเรียนไทยและชั้นเรียนญี่ปุ่น. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์. (2549). การใช้วิธีการพัฒนากระบวนการคิดของนักเรียนแบบ Open Approach เพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู คณิตศาสตร์แบบ Lesson Study Approach. (รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์). ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ และคณะ. (2546). การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนโดยเน้นกระบวนการทางคณิตศาสตร์. ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์.
สันติ บรรเลง. (2558). การตั้งคำถามช่วยเหลือทางการ เรียนเพื่อส่งเสริมการให้เหตุผลทางพีชคณิตในชั้นเรียนที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 38(3), 126-132.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2554). สอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิด Brain-Based Learning. กรุงเทพฯ: สำนักงาน.
Anghileri, J. (2006). Scaffolding Practices That Enhance Mathematics Learning. Journal of Mathematics Teacher Education, 9(1), 33–52.
Inprasitha, M. (2011). One Feature of Adaptive Lesson Study in Thailand: Designing a Learning Unit. Journal of Science and Mathematics Education in Southeast Asia, 34(1), 47-66.
McCosker, N. & Diezmann, C.M. (2009). Scaffolding students’ thinking in mathematical investigations. Australian Primary Mathematics Classroom, 14(3), 27-32.
Nohda, N. (2000). A study of “Open-Approach” Method in School Mathematics Teaching. Paper presented at the 10th ICME, Makuhari, Japan.
Wood, D., Bruner, J.S. & Ross, G. (1976). The role of tutoring in problem solving. Journal of Child Psychology and Child Psychiatry, 17(2), 89-100.