การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุปัจจัยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพล ต่อประสิทธิผลของโรงเรียนกีฬาในประเทศไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุปัจจัยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์
ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนกีฬาในประเทศไทย 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของการพัฒนารูปแบบความ
สัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุปัจจัยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนกีฬาในประเทศไทย
ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) ศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวม ของปัจจัยที่มีอิทธิพล
ต่อประสิทธิผลของโรงเรียนกีฬาในประเทศไทย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครู และบุคลากร
ทางการศึกษาในโรงเรียนกีฬาทุกสังกัดในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 27 โรงเรียน จำนวน 868 คน ปีการศึกษา 2557
ได้มาโดยวิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้รูปแบบของ สุภมาส อังศุโชติ และคณะ (2551) ซึ่งมีข้อกำหนดว่าควรมี
ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 20 เท่าของตัวแปร การวิจัยครั้งนี้มีตัวแปรทั้งสิ้น 33 ตัวแปร เกณฑ์ขั้นต่ำของขนาดกลุ่มตัวอย่าง
จึงควรมีไม่น้อยกว่า 660 คน ผู้วิจัยจึงใช้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 660 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามแบบ
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของ Likert ซึ่งเครื่องมือผ่านการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหา
โดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.8 – 1.00 และมีค่าความเที่ยง (Reliability) เท่ากับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อทดสอบสมมุติฐานการวิจัย ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์โมเดลสมการ
โครงสร้างเชิงสาเหตุ (SEM) ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
1) การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุปัจจัยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของ
โรงเรียนกีฬาในประเทศไทยที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ตัวแปรแฝง 6 ตัวแปร และตัวบ่งชี้ 27 ตัวแปร ได้แก่ 1) ตัวแปรผล
คือ ประสิทธิผลของโรงเรียนกีฬาในประเทศไทย ที่มีตัวแปรสังเกตได้ที่เป็นตัวบ่งชี้ 4 ตัวแปร 2) ตัวแปรเชิงสาเหตุ 5 ตัวแปร
23 ตัวบ่งชี้ จำแนกเป็นตัวแปรแฝงภายนอก 1 ตัวแปร ได้แก่ วิสัยทัศน์ ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 4 ตัวแปร ได้แก่
มีความคิดทันยุคสมัยและความคิดสร้างสรรค์การมองการณ์ไกลและชัดเจน การมีส่วนร่วมรู้จักใช้นวัตกรรมและการบริหาร
ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตัวแปรแฝงภายใน 4 ตัวแปร ได้แก่ (1) ตัวแปรด้านการกำหนดทิศทางขององค์การ ประกอบ
ด้วยตัวแปรสังเกตได้ 6 ตัวแปร ได้แก่ ความคิดความเข้าใจในระดับสูง ความสามารถในการคิดเชิงปฏิวัติ ความสามารถ
ในการนำปัจจัยมากำหนดกลยุทธ์ ความสามารถในการพยากรณ์และกำหนดอนาคต ความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์
ความสามารถบริหารเชิงรุก (2) ตัวแปรด้านการวางแผนและการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้
5 ตัวแปร ได้แก่ การวางแผน การจัดการองค์การ การนำไปปฏิบัติ การควบคุมการปฏิบัติการ การรายงานและปรับปรุง
การปฏิบัติงาน (3) ตัวแปรด้านการควบคุมและการประเมินกลยุทธ์ ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 3 ตัวแปร ได้แก่
การวัดผลการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐานที่กำหนดการแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่ผิดพลาด
หรือเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน (4) ตัวแปรด้านคุณธรรมจริยธรรม ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 5 ตัวแปร ได้แก่
ความซื่อสัตย์ สุจริต มีความรับผิดชอบในหน้าที่ การใช้หลักการและเหตุผลในการปฏิบัติงาน มีความยุติธรรมในการทำงาน
มีขันติธรรม
1) การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุปัจจัยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผล
ของโรงเรียนกีฬาในประเทศไทย ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาได้จากค่า
สถิติวัดระดับความกลมกลืน โดยมีค่า Chi-square = 159.025, df = 138, p-value = 0.106, RMSEA = 0.015, GFI
= 0.983, AGFI = 0.953, CFI = 0.999, TLI = 0.998, RMR = 0.005และค่า χ2/df = 1.152
2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวม ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนกีฬาใน
ประเทศไทย พบว่า การกำหนดทิศทางองค์การ มีอิทธิพลทางตรงสูงสุด มีค่าอิทธิพลเท่ากับ 0.493 ที่ระดับนัยสำคัญ
0.001 วิสัยทัศน์มีอิทธิพลทางอ้อมสูงสุด มีค่าอิทธิพลเท่ากับ 0.848 และวิสัยทัศน์ มีอิทธิพลรวมสูงสุด มีค่าอิทธิพลเท่ากับ
0.925