การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะของนักวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะตามงานที่ปฏิบัติ
ของนักวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะตามงานที่ปฏิบัติ
ของนักวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) การเก็บรวบรวม
ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักวิชาการศึกษา
สังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 136 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale)
มีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยง สภาพที่เป็นจริง α = 0.96 และสภาพที่คาดหวัง α = 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น โดยใช้วิธี
Modified Priority Needs Index (PNImodified) ระยะที่ 2 เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ (Interview) กลุ่มเป้าหมาย
เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
(Content Analysis) และนำเสนอด้วยวิธีการบรรยาย
ผลการวิจัยพบว่า
ความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะตามงานที่ปฏิบัติของนักวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในภาพรวม
พบว่าประชากรมีความต้องการทุกรายการโดยมีค่า PNImodified อยู่ระหว่าง 0.13 ถึง 0.63 รายการความต้องการที่พบว่า
มีค่า PNImodified สูงสุดเป็นลำดับ 1 คือ การคิดวิเคราะห์ (PNImodified = 0.63) ลำดับ 2 คือ ความเข้าใจผู้อื่น (PNImodified
= 0.17) ลำดับ 3 คือ การตรวจสอบความถูกต้องตามกระบวนงาน (PNImodified = 0.16) และลำดับสุดท้าย คือ ความยืดหยุ่น
ผ่อนปรน (PNImodified = 0.13) แสดงให้เห็นว่าประชากรมีความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะตามงานที่ปฏิบัติ
ของนักวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้านการคิดวิเคราะห์สูงสุด รองลงมาได้แก่ ความเข้าใจผู้อื่น การตรวจสอบ
ความถูกต้องตามกระบวนงาน และความยืดหยุ่นผ่อนปรน ตามลำดับ
แนวทางในการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะตามงานที่ปฏิบัติของนักวิชาการศึกษา สรุปแนวทางในการพัฒนาได้ว่า
1) ด้านการคิดวิเคราะห์ ผู้บริหารควรให้การสนับสนุนในการพัฒนาสมรรถนะของนักวิชาการศึกษา โดยการ
ให้การอบรมการทำวิจัยและพัฒนา พัฒนาศักยภาพแก่นักวิชาการศึกษา หรือบุคลากรสายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายบริหารกำหนดแนวทางในการพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ให้กับบุคลากร และนักวิชาการศึกษาควรหมั่นศึกษา
กฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับนั้นๆ อย่างถ่องแท้
2) ด้านความเข้าใจผู้อื่น ฝ่ายบริหารควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างบุคลากร และ
ผู้ที่มารับบริการ ซึ่งจะทำให้บุคลากรมีความเข้าใจสภาวะทางอารมณ์ของผู้อื่น และสามารถหาแนวทางในการแก้ไขสภาวะ
ทางอารมณ์ของผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ พูดคุยทำความเข้าใจกับนักศึกษาหรือผู้รับบริการ เพื่อให้ได้
ประเด็นปัญหา หรือความต้องการที่แท้จริงของนักศึกษา หรือผู้รับบริการจากหน่วยงานอื่น เพื่อให้ได้วิธีการแก้ปัญหาได้
3) ด้านการตรวจสอบความถูกต้องตามกระบวนงาน ฝ่ายบริหารได้มีการสะท้อนผลการดำเนินงานเป็นประจำ
อาจจะเป็นหลังจากที่ดำเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น หรือก่อนสิ้นภาคเรียนหรือสิ้นภาคการศึกษา โดยในกระบวนการสะท้อนผลนั้น
เป็นกระบวนการคิดไตร่ตรอง ทบทวน และพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ เมื่อสิ้นสุดการทำงานแล้ว มีการติดตาม
ผลเสมอ และมีการสอบถามความคืบหน้ากับตัวนักศึกษาทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า นักศึกษาได้นำแนวทาง หรือคำแนะนำ
ไปดำเนินการต่อหรือไม่ และอาจให้นักศึกษาสะท้อนผลการทำงาน ด้วยการให้ทำแบบประเมินความพึงพอใจ เพื่อเป็น
ข้อมูลสำหรับในการพัฒนากระบวนการทำงาน มีการประเมินคุณภาพทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง มีการประกัน
คุณภาพของหน่วยงานอย่างต่อเนื่องทุกภาคการศึกษา
4) ด้านความยืดหยุ่นผ่อนปรน ผู้บริหารจะเปิดรับความคิดเห็นของบุคลากรในหน่วยงาน โดยการให้อิสระ
ทางความคิดในการเสนอแนะความคิดเห็น ตลอดจนสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินการตามสถานการณ์ต่างๆ
ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในหน่วยงาน และแสดงความคิดเห็นที่คิดว่าเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ไม่มีอคติ หรือใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการตัดสินใจ เพื่อนำไปปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างผู้ขัดแย้ง เพื่อหาแนวทางในการ
แก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป