โครงการวิจัยเรื่องการจัดการปัญหาขยะเศษรังไหม โดยใช้นวัตกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยแนวคิดความยั่งยืน
Main Article Content
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยเรื่องการจัดการปัญหาขยะเศษรังไหมโดยใช้นวัตกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยแนวคิดความยั่งยืน มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ 1. เพื่อแก้ปัญหาขยะเศษรังไหมจากส่วนอุตสาหกรรมสิ่งทอแฟชั่นและเครื่องนุ่งห่ม 2. เพื่อใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากขยะเศษรังไหม 3. เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์จากผ้าเศษรังไหมนวัตกรรมสร้างสรรค์ เป็นวิจัยเชิงทดลองและวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลการทดลองในรูปแบบตารางและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการแก้ไขปัญหาขยะเศษรังไหมจากส่วนอุตสาหกรรมสิ่งทอแฟชั่นและเครื่องนุ่งห่ม โดยการนำเศษขยะรังไหมมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นเส้นใยและเส้นด้าย และทดสอบความแข็งแรงของเส้นด้ายและอัตราการยืดตัวก่อนขาด ตามมาตรฐาน ASTM D2256-97 ทดสอบความต้านทานแรงดึงของผ้า ตามมาตรฐาน ASTM 5035-90 และทดสอบความต้านแรงฉีกขาดของผ้าตามมาตรฐาน ASTM 1424-83 จากนั้นนำเส้นด้ายประมาณเบอร์ 5 Ne ไปทอเป็นผลิตภัณฑ์ผืนผ้าไหมลาย Twill ขึ้น 3 ลง 1 ผิวสัมผัสแคนวาสหรือผ้าดิบ 2) ผลการใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์เพิ่มมูลค่าเศษรังไหม โดยการทดสอบความแข็งของผ้าตามมาตรฐาน ASTM D-1388-08 พบว่า การตกแต่งผ้าด้วยสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มีความเข้มข้นต่างกัน ไม่ส่งผลต่อความแข็งและสีของผ้า และมีความกระด้างมากกว่าผ้าที่ยังไม่ผ่านการตกแต่งเพียงเล็กน้อย และนำไปทดสอบการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย 2 ชนิด คือ E. coli และ S. aureus ผลพบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ได้ในระดับดีในความเข้มข้น 20 กรัมต่อลิตร ในการทดสอบการดูดซึมน้ำของผ้าตามมาตรฐาน AATCC-792018 ผลพบว่าสามารถดูดซึมน้ำได้ดี และการทดสอบการซักล้างจำนวน 20 ครั้ง พบว่าผ้าที่ผ่านการตกแต่งด้วยสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียยังคงมีประสิทธิภาพหลังการซักในระดับดี 3) ผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยแนวคิดความยั่งยืน จากการสัมภาษณ์ได้วิเคราะห์พบว่าควรออกแบบเสื้อผ้าที่สนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเจเนเรชั่น Z รูปแบบเสื้อผ้าต้องสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ (Transformation clothing) และดูแลรักษาทำความสะอาดได้ง่าย ลักษณะรูปแบบตามสมัยนิยม มีความโดดเด่น เพื่อให้ผู้สวมใส่เกิดความมั่นใจในการนำเสนอตัวตนผ่านสื่อสังคมโซเชียลมีเดีย จึงได้ออกแบบเสื้อผ้าจำนวน 10 รูปแบบ ในธีมการผสมผสานกับธรรมชาติสู่ความยั่งยืน (Blending with nature themes) โดยใช้ผ้าจากโครงการวิจัยในครั้งนี้ทำแบบผ้าเดนิมสีบลูยีนส์ ซึ่งเป็นผ้าที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมแฟชั่นสิ่งทอ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ. (2565). มาตรการที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนฟุตพรินท์ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมใน อุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศต่างๆ. สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ.
สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2561). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ฉบับราชกิจจานุเบกษา. สำนักนายกรัฐมนตรี.https://www.nesdc.go.th/download/document/SAC/NS_SumPlanOct2018.pdf
อัชชา หัทยานนท์, บุษรา สร้อยระย้า และประพาฬภรณ์ ธีรมงคล. (2556). การพัฒนาผืนผ้าด้วยเส้นด้ายพิเศษจากเศษ วัสดุสิ่งทอเหลือทิ้ง. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. https:// www.rmutp.ac.th/การศึกษาและพัฒนากระบวน/
ธารา บัวคำศรี. (2559). แฟชั่นล้ำ ขยะล้น. https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/721612
เมริษา จิ๋วประดิษฐกุล. (2562). การผสมผสานความแตกต่างของเทคนิค เพื่อเกิดเป็นแฟชั่น. [วิทยานิพนธ์ศิลปะมหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยรังสิต. https://rsuir-library.rsu.ac.th/browse?type=author&value
สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้. (2559). OKMD 02 การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่น. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ.