การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนวังหมัน จังหวัดชัยนาท

Main Article Content

สมคเน แผลงฤทธิ์
ภัคธร ชาญฤทธิเสน
สุกานดา สารน้อย
อรวรรณ เชื้อน้อย
พัทธนันท์ รัตนวรเศวต
สุพรรณี ปลัดศรีช่วย
แววรวี ลาภเกิน
ธมาภรณ์ พูมพิจ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่นชุมชนวังหมัน และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนวังหมัน  การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการศึกษาเอกสารหลักฐาน การสัมภาษณ์ และการอภิปรายกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า  ชุมชนวังหมันเป็นชุมชนชาวลาวครั่งที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณพื้นที่ตำบลวังหมันตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ในอดีตชุมชนมีขนาดเล็กดำรงวิถีชีวิตตามแบบชุมชนชาวลาวที่รักษาวัฒนธรรมและความเชื่อตามแบบชาวลาวครั่งอย่างชัดเจน  ต่อมา ชุมชนลาวครั่งวังหมันมีการขยายครอบครัว แต่งงานกับชาวไทย ชาวจีน และชาวลาวในพื้นที่ข้างเคียง ทำให้มีประชากรเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาพื้นที่ชุมชนวังหมันถูกทำลายจากการตัดไม้เผาถ่าน เกิดภาวะแห้งแล้งชาวชุมชนจึงเริ่มประสบปัญหาการทำการเกษตรที่เป็นอาชีพหลัก จึงอพยพออกไปหางานทำในท้องที่อื่นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ประกอบกับในปัจจุบันชาวชุมชนรุ่นใหม่ไม่มีความพยายามที่จะรักษาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั่งเดิมของชุมชน  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชุมชนวังหมัน คือ สภาพพื้นที่ทำกินแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ำ  การเกิดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นเพื่อประกอบอาชีพ  รวมถึงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ภายในชุมชน  ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนวังหมัน ทั้งด้านภาษา การแต่งกาย การประกอบอาชีพ ประเพณี และการใช้ภูมิปัญญาภายในท้องถิ่น สูญเสียเอกลักษณ์สำคัญของชุมชนชาวลาวครั่ง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
แผลงฤทธิ์ ส., ชาญฤทธิเสน ภ. ., สารน้อย ส., เชื้อน้อย อ., รัตนวรเศวต พ., ปลัดศรีช่วย ส., ลาภเกิน แ., & พูมพิจ ธ. (2024). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนวังหมัน จังหวัดชัยนาท. วารสารศิลปศาสตร์ มทร.กรุงเทพ, 6(2), 103–117. สืบค้น จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/larts-journal/article/view/270719
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กวี รักษ์พลอริยคุณ. (2546). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนย่านตลาดพลู. (วิทยานิพนธ์ปริญญา-ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี.

จรัญ พรหมอยู่. (2526). ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมไทย. โอเดียนสโตร์.

จามะรี เชียงทอง. (2543). พลวัตของชุมชนในการจัดการทรัพยากร : สถานการณ์ประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุน-การวิจัย.

จารุภา ศิริธุวานนท์. (2551). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนมอญเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร.

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. (2537). วัฒนธรรมหมู่บ้านไทย. สร้างสรรค์.

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. (2552). ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์. (พิมพ์ครั้งที่ 2). มูลนิธิเด็ก.

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. (2504ก). พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 เล่ม 1. คุรุสภา.

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. (2504ข). พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 เล่ม 2. คุรุสภา.

ธิดา สาระยา. (2539). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น : ประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสังคมมนุษย์. (พิมพ์ครั้งที่ 2). เมืองโบราณ.

นิเทศ ตินณะกุล. (2544). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม. โครงการผลิตตำราและเอกสารการสอนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บังอร ปิยะพันธุ์. (2540). ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

ผจงจิตต์ อธิคมนันทะ. (2545). การเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรม. มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

พวงผกา ประเสริฐศิลป์. (2542). ประเพณีไทยกับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสวัฒนธรรมโลก. เสมาธรรม.

พิเนตร ดาวเรือง. (2552). กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดพุทธมงคล ตำบลคันธารราษฎร์ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต).มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

พิศมัย เอี่ยมกิจ. (2550). การศึกษาสภาพการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนลาวโซ่ง ตำบลดอนคลัง จังหวัดราชบุรี. มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.

สุเทพ สุนทรเภสัช. (2540). มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์. เมืองโบราณ.

สุนธร หิรัญวงษ์. (2541). เอกสารประกอบการสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น. สถาบันราชภัฏเทพสตรี.

สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์. (2554). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านเก่าในกรุงเทพมหานคร. เอราวัณการพิมพ์.

อรณิชา ภมรเวชวรรณ. (2560). อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของชาวลาวครั่ง : กรณีศึกษาชุมชนลาวครั่งหมู่บ้านกุดจอก จังหวัดชัยนาท. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร.

อานันท์ กาญจนพันธ์. (2543). “แนวความคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในมิติทางวัฒนธรรม”. วารสารสถาบันวิจัยศิลปวัฒนธรรม, 7(1), 18-25.