กระบวนการบริหารการจัดการเรียนรวมตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนในจังหวัดสิงห์บุรี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารการจัดการเรียนรวมของโรงเรียนในจังหวัดสิงห์บุรี 2. เพื่อเสนอกระบวนการบริหารการจัดการเรียนรวม ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนในจังหวัดสิงห์บุรี การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี โดยใช้วิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร ครู กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาสิงห์บุรี และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำนวน 196 คน กำหนดขนาดโดยเปิดตารางเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 รูป/คน มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 สภาพการบริหารการจัดการเรียนรวม ของโรงเรียนในจังหวัดสิงห์บุรี มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการบริหารการจัดการเรียนรวม ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนในจังหวัดสิงห์บุรี โดยภาพรวม เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งอยู่ในระดับมาก (X ̅ = 4.32 , S.D. = 0.50) รองลงมาคือด้านนักเรียน ซึ่งอยู่ในระดับมาก (X ̅ = 4.25 , S.D. = 0.55) รองลงมาคือด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งอยู่ในระดับมาก (X ̅ = 4.20 , S.D. = 0.55) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านเครื่องมือ ซึ่งอยู่ในระดับมาก (X ̅ = 4.18 , S.D. = 0.83) และ 2. กระบวนการบริหารการจัดการเรียนรวม ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียน ในจังหวัดสิงห์บุรี ได้แก่ 1) ด้านนักเรียน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรจัดให้มีการประชุม เพื่อสร้างความเข้าใจในการกระบวนการบริหารการจัดการเรียนรวมไปในทิศทางเดียวกัน 2) ด้านสภาพแวดล้อม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมสร้างบรรยากาศความรัก และความเอื้อเฟื้อ ในโรงเรียน 3) ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมกิจกรรมที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียนเรียนรวมและนักเรียนปกติ และ 4) ด้านเครื่องมือ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการใช้แนวทางที่ต้องการช่วยเหลือ ด้านสื่ออำนวยความสะดวกนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ