การเปรียบเทียบหลักเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญากับ เจตนาในพระธรรมวินัย
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ประการคือ (1) เพื่อศึกษาเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา (2) เพื่อศึกษาหลักเจตนาในพระธรรมวินัย (3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบหลักเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา กับเจตนาในพระธรรมวินัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลทาง เอกสารโดยศึกษาข้อมูลทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ เช่น พระไตรปิฎก ตํารา คําบรรยาย กฎหมายและคําพิพากษาศาลฎีกา เป็นต้น แล้วนํามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเด็นต่างๆอาทิ องค์ประกอบที่ครบเจตนาในการกระทําความผิด เกณฑ์ในการตัดสินเจตนาทั้งสองฝ่ายว่ามีความ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร พร้อมนําเสนอแนวคิดของผู้วิจัยโดยมุ่งตอบวัตถุประสงค์ และ ปัญหาที่ต้องการทราบ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เจตนาในประมวลกฎหมายอาญาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 59 โดยผู้วิจัยพบว่า1.ในมาตราดังกล่าวนี้ได้แบ่งเจตนาออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) เจตนาประสงค์ต่อผล รู้สํานึกมุ่งหมายจะให้เกิดผลขึ้น (2) เจตนาเล็งเห็นผล ไม่ได้ประสงค์ต่อผล ไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดผลขึ้นเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลขึ้นอย่างแน่นอน เจตนาตามพระธรรมวินัยนั้นจะมีลักษณะประกอบเป็นกรรมมีผลต่อบุคคลซึ่งกระทํานั้นๆ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้มีการกระทําที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ คือ (1) ต้องมีเจตนา (กุศลกรรม หรืออกุศลกรรม) เป็นองค์ประกอบ (2) ต้องมีการลงมือกระทํา ซึ่งปรากฏออกมาได้ 3 ช่องทางได้แก่ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ จึงจะปรากฏเป็นผลกรรมที่สมบูรณ์ และเมื่อปรากฏผลออกมาแล้วก็จะส่งผลในชาตินี้พร้อมทั้งมีผลกับการเกิดในภพชาติใหม่ต่อไป 2. เจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา หรือเจตนาตามพระธรรมวินัย เป็นเรื่องที่สําคัญ(เพราะว่าการกระทําต่างๆไม่ว่าจะออกมาในลักษณะหรือรูปแบบใด ประเด็นสําคัญที่สุด ที่จะเป็นตัวกําหนดเกณฑ์ในการตัดสินหรือดําเนินการใดๆ จะต้องพิจารณาจากเจตนาเป็นเบื้องต้นทั้งสิ้น ดังนั้นการศึกษาเปรียบเทียบเจตนาในประมวลกฎหมายอาญา และเจตนาตามพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาจึงเป็นประโยชน์แก่ นักกฎหมาย นักการศึกษา นักการศาสนา ซึ่งจะเข้าใจหลักต่างๆ ในเรื่องเจตนา ได้อย่างชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกฎหมายจะเป็นประโยชน์ในการนําไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญาและเจตนาในทางพระพุทธศาสนาต่อไป