วิเคราะห์อำนาจหน้าที่พระสังฆาธิการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์สามประการ คือ เพื่อศึกษาการใช้อำนาจ หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่เป็นธรรม เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ อำนาจ หน้าที่ของพระสังฆาธิการของคณะสงฆ์ในประเทศกัมพูชา และ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจ หน้าที่ของพระสังฆาธิการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พร้อมทั้งวางแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและสอดคล้องกับพระธรรมวินัย
ผลการวิจัยพบว่า
1.วัดถือว่าเป็นนิติบุคลตามกฎหมายมหาชน ได้มีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองและมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขของฝ่ายอาณาจักร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 จะได้กำหนด กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และแนวทางการปกครองคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับการปกครองไทยในปัจจุบัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์พระพุทธศาสนา ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคณะสงฆ์ และการปกครองคณะสงฆ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีความสัมพันธ์กับหน่วยงานฝ่ายอาณาจักรหรือฝ่ายบ้านเมือง ที่จะต้องดำเนินการให้เกิดการประสานสอดคล้องตลอดถึงความร่วมมือในการปกครองให้องค์กรของคณะสงฆ์อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีธรรม มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และพัฒนาให้เท่าทันกับการปกครองของฝ่ายอาณาจักร เพื่อความเจริญก้าวหน้าในองค์กรของคณะสงฆ์และต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อพระธรรมวินัย
2.ในสังคมปัจจุบันนั้น กฎหมายมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคนในการดำรงชีวิต กฎและกติกาทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการบัญญัติไว้เป็นตัวบทกฎหมายนั้น ได้วางกรอบไว้เพื่อให้สังคมดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย หากแม้มีผู้ใดได้กล่าวอ้างว่าไม่รู้กฎหมายจึงไม่มีความผิด การกล่าวอ้างเช่นนั้น เพื่อปฏิเสธความรับผิดในทางกฎหมายคงไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ได้บัญญัติไว้ว่า “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ” อย่างไรก็ตามผู้มีอำนาจ หน้าที่ตามกฎหมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หลักกฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างสร้างสรรค์ กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับกำหนดความถูกผิด เพื่อเป็นหลักวินิจฉัยในการอำนวยความยุติธรรม ให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องรักษาเจตนารมณ์อันแท้จริงของกฎหมาย