การรณรงค์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและการยุติความรุนแรง ต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ผ่านภาพยนตร์สั้นและการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชน
Main Article Content
บทคัดย่อ
ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการดำรงชีวิต รวมถึงเป็นปัญหาทางสังคมที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยรณรงค์ผ่านภาพยนตร์สั้นและการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้ความรู้และร่วมยุติปัญหาดังกล่าวได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการรณรงค์ผ่านสื่อภาพยนตร์สั้นเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตภายใต้บริบทสังคมไทย 2) ศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนในการสร้างความตระหนักรู้และร่วมยุติปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว วิธีดำเนินการวิจัย ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัว จำนวน 21 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการสื่อสารด้านเนื้อหา ควรนำเสนอดังนี้ 1) ลักษณะของความรุนแรง สาเหตุและผลกระทบ 2) ความรุนแรงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความรักและไม่ใช่เรื่องปกติ 3) ความเสมอภาคทางเพศและการเคารพซึ่งกันและกัน 4) กฎหมายและโทษ 5) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและช่องทางการให้ความช่วยเหลือ 6) ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว 7) ไม่ผลิตซ้ำภาพความรุนแรง 8) วิธีการป้องกันและรับมือกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และ 9) การสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ถูกกระทำความรุนแรง ส่วนสื่อสำหรับนำเสนอควรบูรณาการสื่ออย่างหลากหลาย ด้านแนวทางการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1) คำนึงถึงผู้ร่วมกิจกรรมอย่างรอบด้าน 2) เลือกใช้สื่อและวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม 3) สื่อสารเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจตามช่วงวัย 4) จำลองสถานการณ์และบทบาทสมมติ 5) การสร้างประสบการณ์ร่วมจากกรณีศึกษา 6) ระดมสมอง 7) การให้ความรู้ควบคู่กับกิจกรรมสันทนาการ และ 8) ใช้ตัวอย่างจากสื่อที่พบเห็นในปัจจุบัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์. (2565). สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เผยรายละเอียดภาวะ PTSD ความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์ความรุนแรง.https://pr.moph.go.th/index.php?url=pr/detail/2/02/179609/
กรมกิจการเด็กและเยาวชน. (2560). คู่มือปฏิบัติและข้อตกลงร่วมกัน เรื่อง การคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กในภาวะเสี่ยง และเป็นผู้เสียหายจากการละเมิดละเลยทอดทิ้งแสวงประโยชน์และความรุนแรง. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว. (2565). ชุดข้อมูลสถิติความรุนแรงในครอบครัว ในรอบ 7 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2559 – 2565. https://opendata.nesdc.go.th/dataset/domestic-violence-statistics-in-the-last-7-years
การันตร์ วงศ์ปราการสันติ. (2564). ภาพยนตร์สั้นบำบัดเพื่อเพิ่มคุณค่าเชิงบวก ลดภาวะความเครียดและปรับเปลี่ยนวิธีการเผชิญกับปัญหาสำหรับกลุ่มนักศึกษาชั้นปริญญาตรีในจังหวัดเชียงใหม่. แผนงานศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด(ศศก.) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
การีมะห์ และหีม. (2564). ผลของการจัดกิจกรรมแบบเน้นประสบการณ์ต่อการป้องกัน การรังแกบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา. 3(2). 32-64.
จักรกฤษฎ์ แก้วประเสริฐ ภัททิรา กลิ่นเลขา มณฑนรรห์ วัฒนกุล และปิติพงศ์ เกิดทิพย์ (2565). การพัฒนาภาพยนตร์สั้นรณรงค์ป้องกันนักสูบหน้าใหม่ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา. วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์. 26(2). 66-77.
จันทร์เพ็ญ สุวรรณคร. (2558). มุมมองใหม่ของการจัดกิจกรรมแนะแนวสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร. 13(1). 88-103.
ณัฏฐธิดา จันเทร์มะ. (2559). การสร้างอัตลักษณ์อีสานผ่านภาพยนตร์สั้นในเทศกาลภาพยนตร์อีสาน.วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต. คณะนิเทศศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประชาชาติธุรกิจ (2564). จะทำอย่างไร เมื่อความรุนแรงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และบ้านไม่ใช่ Safe Zone ของทุกคน. https://www.prachachat.net/d-life/news-653845#:~:text=หากพบเห็นความรุนแรงในของมนุษย์%20(พม.)
พร้อมสิทธิ์ จริยาคุณการ. (2564). การประกอบสร้างความหมายมัมมีผ่านภาพยนตร์ ในฐานะภาพตัวแทนวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พัชรินทร์ ครองธรรม. (2559). ผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดบนพื้นฐานของการเจริญสติต่อความวิตกกังวลในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รณชัย คงสกนธ์ และนฤมล โพธิ์แจ่ม. (2551). ความรุนแรงในครอบครัว. สำนักพิมพ์สหประชาพาณิชย์.
รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม. (2546). นักสร้าง สร้างหนัง หนังสั้น. โครงการตำราคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักข่าวเอชโฟคัส. (2563). พบผู้หญิงทั่วโลก 1 ใน 3 เจอความรุนแรงด้านจิตใจมากที่สุด สสส.สานพลังภาคีเครือข่าย หยุดความสูญเสีย. https://www.hfocus.org/content/2023/02/27026.
สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2558). คู่มือการปฏิบัติงานของเครือข่าย เพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยความเสี่ยงต่อความรุนแรงในครอบครัว. กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
สุธนิต เวชโช และ ใจทิพย์ ณ สงขลา. (2560). แนวคิดทฤษฎีกิจกรรม : กรณีศึกษาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์แบบสะท้อนคิด. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา. 12(4). 681 – 694.
American Psychiatric Association. (2013). Diagnostic and statistical manual of mental disorders. 5th ed. Washington DC: American Psychiatric Association.
Atkin, C. K., & Freimuth, V. (2013). Guidelines for formative evaluation research in campaign design. Public communication campaigns, 4, 53-68.
Craske, M. G., Stein, M. B., Eley, T. C., Milad, M. R., Holmes, A., Rapee, R. M., & Wittchen, H. U. (2017). Anxiety disorders. Nature reviews. Disease primers, 3, 17024. https://doi.org/10.1038/nrdp.2017.24
Engeström, Y. (1999). ACTIVITY THEORY AND EXPANSIVE DESIGN. University of California, San Diego and University of Helsinki.
Fox, C. L., Corr, M. L., Gadd, D., & Sim, J. (2016). Evaluating the effectiveness of domestic abuse prevention education: Are certain children more or less receptive to the messages conveyed?. Legal and Criminological Psychology, 21(1), 212-227.
Ganley, A. L. (1995). Understanding domestic violence. Improving the health care response to domestic violence: A resource manual for health care providers, 15-42.
Giacaman, R., Shannon, H. S., Saab, H., Arya, N., & Boyce, W. (2007). Individual and collective exposure to political violence: Palestinian adolescents coping with conflict. The European Journal of Public Health, 17(4), 361-368.
Hall, S. (1980). Encoding/decoding. In S. Hall, D. Hobson, A. Lowe, & P. Willis (Eds.), Culture, media, language (pp. 128–138). Hutchinson.
Holt, S., Buckley, H., & Whelan, S. (2008). The impact of exposure to domestic violence on children and young people: A review of the literature. Child abuse & neglect, 32(8), 797-810.
Kessler, R. C., Molnar, B. E., Feurer, I. D., & Appelbaum, M. (2001). Patterns and mental health predictors of domestic violence in the United States: Results from the National Comorbidity Survey. International journal of law and psychiatry, 24(4-5), 487-508.
McKinney, C. M., Caetano, R., Ramisetty-Mikler, S., & Nelson, S. (2009). Childhood family violence and perpetration and victimization of intimate partner violence: Findings from a national population-based study of couples. Annals of epidemiology, 19(1), 25-32.
Paek, H. J., Hove, T., Ju Jeong, H., & Kim, M. (2011). Peer or expert? The persuasive impact of YouTube public service announcement producers. International Journal of Advertising, 30(1), 161-188.
Ribeiro Cardoso, P., Jólluskin, G., Paz, L., Fonseca, M. J., & Silva, I. (2023). Effects of awareness campaigns against domestic violence: perceived efficacy, adopted behavior and word of mouth. Journal of criminological research, policy and practice, 9(3/4), 177-192.
Rice, R. E., & Atkin, C. K. (Eds.). (2012). Public communication campaigns. SAGE publications.
Singhal, A., & Rogers, E. (2012). Entertainment-education: A communication strategy for social change. Routledge.
Walby, S. (2004). The cost of domestic violence. Women and Equality Unit (DTI).