วารสารนิเทศศาสตร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ISSN</strong> : 0857-085X <br /><strong>eISSN</strong> : 2673-0146</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร </strong><br />วารสารนิเทศศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการสาขานิเทศศาสตร์และสังคมศาสตร์ของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <br /></span><span style="font-weight: 400;">จัดทำเป็น<strong>วารสารราย 4 เดือน</strong> (ปีละ 3 ฉบับ) ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม </span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><br />โดยมี<strong>วัตถุประสงค์</strong> ดังนี้ <br />1. เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทรรศน์ และบทวิจารณ์หนังสือ ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับนิเทศศาสตร์ เช่น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การสื่อสารการตลาด ตราสินค้า วารสารศาสตร์ นโยบายสื่อสาร ภาพยนตร์และภาพนิ่ง สื่อสารการแสดงวาทวิทยา การกระจายภาพและเสียง สื่อใหม่ จิตวิทยา สารนิเทศ การสื่อสารการเมือง การสื่อสารในองค์กร การจัดการการสื่อสาร และสาขาวิชาอื่นๆ ตามการพิจารณาของกองบรรณาธิการ <br />2. เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข่าวสาร สาระสำคัญ ประสบการณ์แก่นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ<br /></span><span style="font-weight: 400;"><br /><strong>นโยบายการจัดพิมพ์ของวารสาร</strong> <br />1.ประเภทของบทความที่นำเสนอเพื่อตีพิมพ์ ต้องเป็นบทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทรรศน์ หรือบทวิจารณ์หนังสือซึ่งอาจเขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ <br />2.บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องเขียนตามรูปแบบของวารสารนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต้องผ่านกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องก่อน ทั้งนี้ บทความที่ตีพิมพ์จะต้องเป็นบทความที่ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อนหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาจากวารสารอื่นๆ <strong>หากพบว่าผู้เขียนส่งหรือตีพิมพ์บทความในที่อื่นๆ กองบรรณาธิการถือว่าเป็นการกระทำคัดลอกผลงานตนเอง (Self Plagiarism) ซึ่งกองบรรณาธิการจะระงับการตีพิมพ์และแจ้งต้นสังกัดของผู้เขียนต่อไป</strong><br />3.บทความที่ตีพิมพ์/เผยแพร่ทุกบทความต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากผู้ประเมินบทความ (Peer Reviewed) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ ซึ่งทั้งผู้ประเมินบทความและผู้แต่งจะไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double-blind Peer Review) โดยบทความที่ลงตีพิมพ์ได้นั้นจะต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">วารสารไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการส่งบทความเพื่อพิจารณา</span></p>
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
en-US
วารสารนิเทศศาสตร์
0857-085X
-
ตราสินค้าศิลปินนักร้อง: อิทธิพลของความต้องการและภาพลักษณ์ ตราสินค้า ต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm/article/view/280816
<p>การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการของผู้บริโภค ภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง การตอบสนองของผู้บริโภค (ได้แก่ ความผูกพัน ความพึงพอใจ ความไว้วางใจ ความมุ่งมั่น และความตั้งใจซื้อ) และความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค 2) อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ต่อการตอบสนองของผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของการตอบสนองของผู้บริโภค ต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีวิจัยเชิงสํารวจ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี จำนวน 435 คน ที่ติดตามศิลปิน ATLAS หรือศิลปิน PROXIE บนช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของศิลปิน ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของผู้บริโภค ในมิติบรรทัดฐานของเพื่อน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด และภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ในมิติการออกแบบ และความสามารถรอบด้าน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า การตอบสนองของผู้บริโภค ในด้านความผูกพัน และความตั้งใจซื้อ มีอิทธิพลต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค</p>
ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
สราวุธ อนันตชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
43 3
1
25
-
กลยุทธ์การกำหนดประเด็นข่าวในสื่อวารสารศาสตร์แบบออนไลน์ เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm/article/view/280706
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและวิเคราะห์กลยุทธ์การกำหนดประเด็นข่าวในสื่อวารสารศาสตร์แบบออนไลน์ ในฐานะกระบวนการเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงบทบาทเชิงสาธารณะของสื่อเข้ากับความอยู่รอดและความยั่งยืนทางธุรกิจขององค์กรสื่อในยุคดิจิทัล โดยผู้เขียนเสนอกรอบแนวคิดกระบวนการ “มอง–จับ–กำหนด” เพื่อใช้เป็นเครื่องมืออธิบายและวิเคราะห์การเลือก จัดลำดับ และจัดกรอบประเด็นข่าวภายใต้เงื่อนไขของการแข่งขันด้านความสนใจ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม และพฤติกรรมผู้รับสาร การศึกษานี้อาศัยการทบทวนวรรณกรรม โดยบูรณาการทฤษฎีการกำหนดวาระข่าว ทฤษฎีการจัดกรอบข่าว แนวคิดคุณค่าข่าวและความคุ้มค่าต่อการรายงาน รวมถึงแนวคิดการกำหนดวาระข่าวเชิงเครือข่าย เพื่ออธิบายพลวัตของการกำหนดประเด็นข่าวในบริบทสื่อออนไลน์ที่เน้นความเร็ว ความเฉพาะกลุ่ม และศักยภาพในการแปรรูปเนื้อหาให้เป็นรายได้</p> <p>นอกจากนี้ บทความยังนำเสนอการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบจากกรณีศึกษาขององค์กรสื่อต่างประเทศ ได้แก่ The New York Times ซึ่งพัฒนาการกำหนดประเด็นข่าวเชิงลึกไปสู่การออกแบบชุดเนื้อหาแบบบูรณาการ และโมเดลการสมัครสมาชิกแบบรวมหลายผลิตภัณฑ์ The Guardian ซึ่งต่อยอดประเด็นข่าวสิ่งแวดล้อมสู่การระดมทุนผ่านระบบสมาชิกและการบริจาค และ VICE Media ซึ่งใช้การกำหนดประเด็นข่าวย่อยและการจัดกรอบเฉพาะกลุ่มเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดสื่อระดับโลก กรณีศึกษาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดประเด็นข่าวอย่างมีกลยุทธ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการชี้ว่าเรื่องใดควรได้รับความสนใจ แต่ยังเป็นรากฐานของการออกแบบ “ผลิตภัณฑ์ข่าว” ที่เชื่อมโยงผู้รับสาร ทั้งในฐานะพลเมืองและลูกค้าเข้ากับโมเดลรายได้ขององค์กรสื่ออย่างเป็นรูปธรรม</p>
ภัคภาคิน หาญจริง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
43 3
26
46
-
ปฏิบัติการของการสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์: กรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm/article/view/262753
<p>เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) ตั้งแต่ปี 2004 ยังไม่มีทีท่าจะว่ายุติลงในเวลาอันใกล้ ที่ผ่านมา มีงานวิชาการจำนวนมากได้ศึกษาสาเหตุและที่มาของความรุนแรงระหว่างรัฐกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ อย่างไรก็ดี งานเหล่านั้นมักจะละเลยมิติความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ระหว่างผู้กระทำการทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายความมั่นคงของรัฐกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่) ฉะนั้น เพื่อจะทำความเข้าใจอิทธิพลของแพลตฟอร์มออนไลน์และความขัดแย้งรูปแบบใหม่ งานชิ้นนี้สนใจศึกษาปฏิบัติการของการสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงระหว่างรัฐไทยกับกลุ่มชาติพันธุ์มลายูในจังหวัดชายแดนใต้โดยใช้ฐานข้อมูลของ Zocial Eye ในการตรวจจับข้อมูล “ประทุษวาจา” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2564 ผลการศึกษาจากข้อความทั้งหมด 1,061 รายการชี้ให้เห็นว่า “เพจนิรนาม” สร้างข้อความที่สร้างความเกลียดชังมากที่สุดแม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียวก็ตาม ในขณะที่เพจสื่อมวลชนจากส่วนกลางมีอิทธิพลกับประชาคมเฟซบุ๊กมากที่สุด ข้อความส่วนใหญ่เน้นการผลิตซ้ำมายาคติ การด้อยค่า และการแพร่มลทินต่อกลุ่มชาติพันธุ์มลายู นอกจากนั้น ประทุษวาจาใน จชต. ปรากฎในลักษณะการเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ความรุนแรงและมีเป้าหมายเพื่อให้ความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรง ผลการศึกษาของงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าหากรัฐต้องการจะเปลี่ยนผ่านความความรุนแรงไปสู่สันติสุขแล้ว รัฐก็ควรคำนึงว่าปฏิบัติการประทุษวาจาในพื้นที่ จชต. ไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ ในทางกลับกัน หน่วยงานภาครัฐควรเปิดสนามการทำงานที่ยืดหยุ่นและสร้างสรรค์กับองค์กรเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นักวิชาการและภาคประชาชนให้หลากหลายมากขึ้นเพื่อหยุดการสร้างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมจากทั้งสองฝ่าย</p>
อันวาร์ กอมะ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
43 3
47
66
-
การรณรงค์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและการยุติความรุนแรง ต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ผ่านภาพยนตร์สั้นและการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm/article/view/279077
<p>ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการดำรงชีวิต รวมถึงเป็นปัญหาทางสังคมที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยรณรงค์ผ่านภาพยนตร์สั้นและการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้ความรู้และร่วมยุติปัญหาดังกล่าวได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการรณรงค์ผ่านสื่อภาพยนตร์สั้นเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตภายใต้บริบทสังคมไทย 2) ศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนในการสร้างความตระหนักรู้และร่วมยุติปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว วิธีดำเนินการวิจัย ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัว จำนวน 21 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการสื่อสารด้านเนื้อหา ควรนำเสนอดังนี้ 1) ลักษณะของความรุนแรง สาเหตุและผลกระทบ 2) ความรุนแรงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความรักและไม่ใช่เรื่องปกติ 3) ความเสมอภาคทางเพศและการเคารพซึ่งกันและกัน 4) กฎหมายและโทษ 5) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและช่องทางการให้ความช่วยเหลือ 6) ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว 7) ไม่ผลิตซ้ำภาพความรุนแรง 8) วิธีการป้องกันและรับมือกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และ 9) การสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ถูกกระทำความรุนแรง ส่วนสื่อสำหรับนำเสนอควรบูรณาการสื่ออย่างหลากหลาย ด้านแนวทางการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1) คำนึงถึงผู้ร่วมกิจกรรมอย่างรอบด้าน 2) เลือกใช้สื่อและวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม 3) สื่อสารเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจตามช่วงวัย 4) จำลองสถานการณ์และบทบาทสมมติ 5) การสร้างประสบการณ์ร่วมจากกรณีศึกษา 6) ระดมสมอง 7) การให้ความรู้ควบคู่กับกิจกรรมสันทนาการ และ 8) ใช้ตัวอย่างจากสื่อที่พบเห็นในปัจจุบัน</p>
จุติพร ปริญโญกุล
เกรียงไกร พัฒนกุลโกเมธ
ณธกร สุทธิรัตน์
นฤมล จินตวัฒนากิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
43 3
67
83
-
อิทธิพลขององค์ประกอบการมีส่วนร่วมทางเรื่องเล่าในภาพยนตร์ไทยแนวสุขภาพต่อเจตคติด้านสุขภาพของผู้ชมวัยหนุ่มสาว
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm/article/view/281351
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลขององค์ประกอบการมีส่วนร่วมทางเรื่องเล่าในภาพยนตร์ไทยแนวสุขภาพต่อเจตคติด้านสุขภาพของผู้ชมวัยหนุ่มสาวชาวไทยอายุ 20–35 ปี โดยประยุกต์กรอบแนวคิดความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ ในมิติของเจตคติ ร่วมกับทฤษฎีการมีส่วนร่วมทางเรื่องเล่า การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 218 คน ซึ่งมีประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ไทยแนวสุขภาพที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (S-CVI/Ave = 0.95) และมีค่าความเชื่อมั่นภายในอยู่ในระดับเหมาะสม (Cronbach’s α = 0.79–0.87) ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนพบว่า ความถี่ในการรับชมภาพยนตร์ไทยแนวสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้ด้านสุขภาพ (ρ = –0.009, 95% CI = –0.142 ถึง 0.124, p = 0.895) และเจตคติด้านสุขภาพ (ρ = 0.072, 95% CI = –0.061 ถึง 0.203, p = 0.287) อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณตามโมเดลเชิงทฤษฎีพบว่า การรับรู้ถึงความสมจริงของเนื้อหาในภาพยนตร์ (β = 0.854, 95% CI = 0.176 ถึง 1.532, p = 0.014) และการรับรู้ว่าภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนมุมมองของผู้ชมต่อบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ป่วย (β = 1.407, 95% CI = 0.730 ถึง 2.082, p < 0.001) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับเจตคติด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของเจตคติด้านสุขภาพได้ร้อยละ 50.1 ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพของการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ไทยแนวสุขภาพ โดยเฉพาะในมิติของความสมจริงของเนื้อหาและการตอบสนองเชิงมุมมองที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร มีบทบาทสำคัญต่อการก่อรูปเจตคติด้านสุขภาพของผู้ชมวัยหนุ่มสาว มากกว่าความถี่ในการรับชมเพียงอย่างเดียว ผลการศึกษาสะท้อนศักยภาพของภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ในฐานะสื่อสุขภาพแฝง โดยเฉพาะเมื่อผู้ชมรับรู้ความสมจริงของเนื้อหาและเกิดการตอบสนองเชิงมุมมองที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร ซึ่งสัมพันธ์กับเจตคติด้านสุขภาพในระดับปัจเจก</p>
วรรณลักษณ์ อินทร์จันทร์
วิยะดา แดนไกล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
43 3
84
98