โครงการวิจัยผู้ฟังวิทยุชุมชน (ภาคประชาชน)
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผู้ฟังของวิทยุชุมชน (ภาคประชาชน) ซึ่งหมายถึง สถานีวิทยุกระจายเสียงของท้องถิ่นที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ. 2540 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ ศึกษาผู้ฟังวิทยุชุมชน (ภาคประชาชน) ใน 6 ภูมิภาค
ผลการวิจัยในด้านลักษณะประชากร รูปแบบการเปิดรับและความพึงพอใจในการเปิดรับเนื้อหาจากสถานีวิทยุชุมชน พบว่าผู้ฟังวิทยุชุมชนภาคประชาชนส่วนใหญ่ในทุกภาคจะเป็นกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ส่วนปัญหาสำคัญในการเปิดรับคือการรับฟังไม่ชัดเจนและมีคลื่นแทรกหรือคลื่นทับกัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ฟังส่วนใหญ่ชอบฟังรายการแบบสาระบันเทิง ชอบลีลาการดำเนินรายการแบบพื้นบ้านหรือใช้ภาษาท้องถิ่น ชอบรับฟังเพลงลูกทุ่งหรือเพลงพื้นบ้าน นิยมรับฟังข่าวสารที่ใกล้ตัวและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้ฟัง
ผลการศึกษาความรู้ความเข้าใจของผู้ฟังที่มีต่อบทบาทหน้าที่ ปรัชญาและหลักการดำเนินงาน และการดำรงอยู่ของสถานีวิทยุชุมชน พบว่า ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของวิทยุชุมชนในระดับสูงโดยเฉพาะในฐานะเป็นเครื่องมือสื่อสารเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่น และเป็นพื้นที่ในการเผยแพร่ผลงานของศิลปินพื้นบ้านและอนุรักษ์สืบทอดวัฒนธรรมของชุมชน นอกจากนี้ ผู้ฟังยังมีความรู้ความเข้าใจบทบาทของวิทยุชุมชนในระดับสูง โดยเฉพาะหน้าที่ในการให้ทั้งสาระและความบันเทิง การรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ปัญหา เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของชุมชน เป็นเครื่องมือสื่อสารทำให้เกิดเครือข่ายของชาวบ้าน สร้างแนวร่วมในการทำกิจกรรมของชุมชน
ด้านความตระหนักของประชาชนต่อผลกระทบของวิทยุชุมชนด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ฯลฯ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ฟังมีความตระหนักถึงผลกระทบของวิทยุชุมชนในระดับสูง โดยเฉพาะการที่วิทยุชุมชนทำให้สมาชิกในชุมชนสื่อสารกันมากขึ้น ช่วยผ่อนคลาย เป็นสื่อที่พึ่งพาได้ ช่วยสร้างสามัคคี ส่งเสริมจิตสำนึกสาธารณะ และเป็นสื่อทางเลือกเพื่อการพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชน
ผลการศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการวิทยุชุมชนพบว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วมด้านการก่อตั้งวางแผน และกำหนดนโยบาย และส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ในการเชิญชวนให้มีส่วนร่วมกิจกรรมของสถานีวิทยุชุมชนแต่ผู้ฟังส่วนใหญ่เคยมีส่วนร่วมด้านการเป็นผู้เฝ้าฟังความเหมาะสมและความถูกต้องของเนื้อหามากที่สุดรองลงมาคือ เป็นผู้เฝ้าฟังความโปร่งใส ความเป็นกลางความเป็นธรรมของเนื้อหา ส่วนผู้ฟังที่ไม่เคยมีส่วนร่วมฯ ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจในหลักการดำเนินงานและบทบาทหน้าที่ของวิทยุชุมชน ไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการตรวจสอบและการประเมิน รวมทั้งการที่คลื่นสัญญาณวิทยุไม่ชัดเจนทำให้การรับฟังลดน้อยลงจนไม่ทราบข่าวสารการเชิญให้มีส่วนร่วม ตลอดจนคนในชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสถานีมาตั้งแต่ยุคแรกจึงทำให้ขาดความผูกพันกับสถานี
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ. (ม.ป.ป.). คู่มือวิทยุชุมชน (FNS). เอกสารอัดสำเนา.
____.(2549). วิทยุชุมชน: คลื่นหนุนการสร้างพลังให้ท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
ดนุชา สลีวงศ์. (2549). การศึกษาความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ฟังรายการวิทยุชุมชนมูลนิธิบุญญาภรณ์ (F.M. 90.75 MHz.) วัดโสภณาราม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่.วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
บัวผิน โตทรัพย์. (2550). การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของผู้ที่มีต่อรายการวิทยุชุมชนชมรมเครดิตยูเนี่ยนภาคใต้ (เครือข่ายจังหวัดสุราษฎร์ธานี). วิทยานิพนธ์วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ปัฐยา เรืองเริงกุลฤทธิ์. (2546). พฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุชุมชนของคนโคราช สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารสื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พัชรี กวางคีรี. (2551). วิทยุชุมชนกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการสื่อสารเพื่อการพัฒนาองค์กรชุมชน กรณีศึกษา : องค์กรชุมชนบ้านจำรุง หมู่ที่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ พัฒนาชุมชนมหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พิรงรอง รามสูต. (2554). คู่มือจริยธรรมวิทยุชุมชน. กรุงเทพฯ : สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ.
ภริตพร สุขโกศล. (2547). กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของวิทยุชุมชน อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง. วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ. (2542). การวิเคราะห์ผู้รับสาร. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ลัดดา แคนบุญจันทร์. (2553). พฤติกรรมการรับฟังรายการข่าวสารความรู้ การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยระบบเอฟ.เอ็ม. 101.75 MHz. ของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์. วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตร มหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ลีลาวดี วัชโรบล. (2548). การมีส่วนร่วมของประชาชนในวิทยุชุมชน : กรณีศึกษาวิทยุชุมชนคนเมืองปทุม ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาการ) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.
วิทยุชุมชน: ก้าวเล็กๆที่ชัดเจนบนเส้นทางเสรีสื่อ. แหล่งที่มา: http://www.thaingo.org/story3/news_radiocommun.htm [30 กันยายน 2548]
วีรพงษ์ พลนิกรกิจ และนิภากร กำจรเมนุกูล. (2547). แนวทางการพัฒนาวิทยุชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนจังหวัดนครราชสีมา. วารสารนิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 2547.
ศิวพร ศรีสมัย. (2550). การเชื่อมโยงสื่อเพื่อลดช่องว่างทางดิจิตัล: การเชื่อมโยงสารสนเทศจากสื่ออินเทอร์เน็ตสู่วิทยุชุมชน. วิทยานิพนธ์ นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อนุตรา พรวดี. (2544). ความต้องการรายการวิทยุชุมชนของผู้ฟังในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ภาษาอังกฤษ
Atton, C. (2002). Alternative media. CA: Sage.
Cochran, W. G. (1953). Sampling Techniques, 2nd Ed., New York: John Wiley and Sons, Inc.
Enzensberger, H. M. (1976). Constituents of a theory of the media.’ In Raids and reconstructions: Essays on politics, crime and culture. (pp. 20-53). London: Pluto Press.
McQuail, D. (1993). MacQuail’s Mass Communication Theory. Oxford: The Alden Press.
O’ Sullivan, T. (1994). Alternative Media. In O’ Sullivan, T., Hartley, J., Saunders, D., Montogomery, M., & Fiske, M. Key Concepts in Communication and Cultural Studies, 2 nd ed. London: Routledge.
Yamane, T. (1993). Statistics: An introduct analysis. 2 nd ed. New York : Harper & Row.