การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล)
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยเทคนิค STAD เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 35 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยเทคนิค STAD จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ 15 ข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า
(1) คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยเทคนิค STAD เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
(2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.56, p < .05) และ (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยเทคนิค STAD ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร มจร พุทธโสธรปริทรรศน์ วิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของวิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสีย แต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร และเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้เขียนทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์ บทความให้แก่วารสาร พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้เขียนทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร พุทธโสธรปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
กิตติพงษ์ แสนรัก. (2565). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.
ณัฐวรรณ ลาสิทธิ์. (2565). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD ร่วมกับผังกราฟิก เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต). สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
ทิศนา แขมมณี. (2562). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 23). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระครูปลัดกวีวัฒน์ (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช), พระเสฏฐนันท์ ภทฺราวุโธ, พระกิตติพล ญาณพโล, และศรัณย์
ท้าวมิตร. (2566). การจัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนในบริบทฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal). ศึกษาศาสตร์ มมร, 11(2), 198–208.
มนตรี วงษ์สะพาน. (2563). พื้นฐานการวิจัยทางหลักสูตรและการสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). มหาสารคาม: ตักสิลาการพิมพ์.
โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล). (2568). สารสนเทศโรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) ประจำปีการศึกษา 2568. กรุงเทพฯ: โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล).
ล้วน สายยศ, และ อังคณา สายยศ. (2531). หลักการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: ศึกษาพร.
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (10 ตุลาคม 2563). กฎหมายที่เกี่ยวข้องสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2568, จาก https://ops.moe.go.th/กฎหมายที่เกี่ยวข้อง/
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2568). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2568, จาก http://academic.obec.go.th/web/news/view/7
สุรศักดิ์ เชียนจันทึก, อดิศักดิ์ ลาพิงค์, และพงษ์ศักดิ์ แฝงโกฏิ. (2567). กลยุทธ์การสอนพระพุทธศาสนาโดยใช้กิจกรรมเป็นฐานสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่. วารสารร้อยแก่นสารนนท์, 9(12), 366–386.
Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (1994). Learning together in the social studies classroom. In R. J. Stahl (Ed.), Cooperative learning in social studies: A handbook for teachers (pp. 51–77). New York: Addison-Wesley.
Slavin, R. E. (1991). Synthesis of research of cooperative learning. Educational Leadership, 48(5), 71–82.