การรับรู้ข่าวสาร ความต้องการ และความพึงพอใจของสถานประกอบการ ที่มีต่อแรงงานจากโครงการไอเอ็ม เจแปนของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
คำสำคัญ:
การรับรู้ข่าวสาร , ความต้องการ , ความพึงพอใจ , สถานประกอบการ , โครงการไอเอ็ม เจแปนบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ข่าวสาร ความต้องการ และความพึงพอใจของสถานประกอบการที่มีต่อแรงงานจากโครงการไอเอ็ม เจแปน ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบในรูปแบบการศึกษาเชิงสำรวจ เพื่อวัดผลเพียงครั้งเดียว โดยศึกษากับผู้บริหาร ฝ่ายบุคคลของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่รับแรงงาน จากโครงการ ไอเอ็ม เจ แปน เข้าทำงาน และต้องเป็นผู้ที่มีการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับแรงงานจากโครงการ ไอเอ็ม เจแปน ที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบโควตา และสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติ สถิติ F-test/One-Way ANOVA
ผลการศึกษาพบว่า สถานประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากที่สุด โดยมีจำนวน 189 คน คิดเป็นร้อยละ 47.3 รองลงมา คือ อุตสาหกรรมการเกษตร จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 14.8 และน้อยที่สุด คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 3.8
พื้นที่ตั้งของสถานประกอบการอยู่ในจังหวัดชลบุรี มากที่สุด โดยมีจำนวน 196 คน คิดเป็นร้อยละ 49.0 รองลงมาคือ จังหวัดระยอง จำนวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 29.3 และน้อยที่สุด คือจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 21.7
ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า
1) กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะสถานประกอบการที่แตกต่างกันมีการรับรู้ เกี่ยวกับแรงงานจากโครงการ ไอเอม เจแปน จากสื่อออนไลน์ไม่แตกต่างกัน
2) กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะของสถานประกอบการแตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานจากโครงการ ไอเอ็ม เจแปน โดยรวม แตกต่างกัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นอุตสาหกรรมการเกษตร มีความต้องการแรงงานจากโครงการ ไอเอ็ม เจแปน โดยรวม มากกว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมดิจิทัล
3) กลุ่มตัวอย่างที่มีระยะเวลาการเปิดดำเนินการของสถานประกอบการแตกต่างกัน มีความพึงพอใจแรงงานจากโครงการ ไอเอ็ม เจแปน โดยรวม ไม่แตกต่างกัน
เอกสารอ้างอิง
ชาลาภรณ์ อัจฉริยานุรักษ์. (2550). สิ่งเร้าทางการตลาดและอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
ณัฐวุฒิ ศรีสมบัติ. (2565). แนวโน้มของสถานประกอบการในยุคดิจิทัล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
ดารา ทีปะปาล. (2557). การตีความข้อมูลและสิ่งเร้าในการรับรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
นธกฤต วันต๊ะเมล์. (2555). การรับรู้ข้อมูล: กระบวนการเลือกสรรและการตีความ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
บุญเดิม พันรอบ. (2553). การกำหนดความต้องการแรงงานในองค์กร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
พิมพ์พิศา วงศ์วานิช. (2567). องค์กรในอนาคตและการปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). วิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุธีรา อะทะวงษา. (2555). คุณลักษณะของผู้ประกอบการและลักษณะของสถานประกอบการที่มีผลต่อการเติบโตของ SMEs ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
อุบลวรรณ ภวกานนท์. (2554). การรับรู้และกระบวนการรับข้อมูล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
Asian Development Bank. (2022). Labor standards and international training programs in Asia. Asian Development Bank.
Board of Investment of Thailand. (2023). EEC as a key economic and industrial hub of Thailand. Board of Investment.
International Labour Organization (ILO). (2023). Enhancing Thai labor competitiveness in the global market. ILO.
JETRO. (2023). Japan's industrial standards and their influence on labor skills. Japan External Trade Organization.
Ministry of Labour, Thailand. (2021). IM Japan program: Opportunities for Thai workers to gain experience in Japan. Ministry of Labour.
Office of the National Economic and Social Development Council. (2022). Thailand's labor structure and its challenges. NESDC.
World Bank. (2020). The importance of skilled labor in economic development. World Bank Group.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารบัญชีปริทัศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ไม่อนุญาตให้นำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นลายลักษณ์อักษร