แนวทางการจัดการเรียนรวมสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา

ผู้แต่ง

  • ณัฐพรรษ สอนประสาร นิสิตมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์ นิสิตดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สุธนะ ติงศภัทิย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประจําสาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

DOI:

https://doi.org/10.14456/jescu.2026.6

คำสำคัญ:

การจัดการเรียนรวม, นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษระดับ 2, โครงสร้าง SEAT Framework

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนรวมสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษาและ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรวมสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา ตัวอย่าง คือ โรงเรียนจำนวน 95 โรง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ครูพลศึกษา และครูการศึกษาพิเศษ จำนวน 228 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ โดยจำแนกโรงเรียนตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรวมสำหรับนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษา แต่ยังขาดบุคลากรเฉพาะทางและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงต้องพึ่งพารูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบมาตรฐานและ 2) แนวทางการเรียนรวมตาม SEAT Framework อยู่ในระดับมาก (M = 3.98, SD = 0.16) และมีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาให้กับผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ได้รับการสนับสนุนจากครูผู้สอนเป็นอย่างดี แต่ยังมีจุดด้อยด้านเครื่องมือ (M = 3.57, SD = 0.23) โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะในการเรียนวิชาพลศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และด้านครูการศึกษาพิเศษที่มีจำนวนน้อย ซึ่งบางโรงเรียนไม่มีครูเหล่านี้ ผลการวิจัยครั้งนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการปรับปรุงการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ 

เอกสารอ้างอิง

ภาษาไทย

จริยา ตรุษฎี. (2562). แนวทางการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี]. DSpace at RMUTT. http://www.repository.rmutt.ac.th/xmlui/handle/123456789/3944

นันทวัน วงษ์ประเสริฐ และ รุ่งระวี สมะวรรธนะ. (2557). แนวทางการจัดการเรียนรู้พลศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ: กรณีศึกษาโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, 9(2), 86-99. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/OJED/article/view/20312

บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). สุวีริยาสาส์น.

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. (2542, 19 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 116 ตอนที่ 74ก. หน้า 1–33. https://www.cr3.go.th/wp-content/uploads/2022/07/พรบ.การศึกษาแห่งชาติ-พ.ศ.2542.pdf

พิชราพร มีปิ่น และ สุมิตรา โรจนนิติ. (2564). ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมในโรงเรียนประถมศึกษา : กรณีศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, 7(2), 33–52. https://ojs.mcupr.ac.th/index.php/jgrp/article/view/57

พนิดา บุญยศยิ่ง. (2565). การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมตามโครงสร้างซีท (SEAT Framework) ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยพะเยา]. University of Phayao Digital Collections. https://updc.up.ac.th/items/8148e420-4916-43cd-899e-ef145f5a44b8

ศิริจันทร์ ภักดีโต. (2553). สภาพและปัญหาการบริหารงานแบบเรียนร่วมสำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 [สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร]. Education Researches. http://www.edu.nu.ac.th/researches/view_is.php?id=195

ศรียา นิยมธรรม. (2548). การเรียนร่วมสำหรับเด็กปฐมวัย (พิมพ์ครั้งที่ 6). รำไทย เพรส.

สุทธิสาร คำหวาน และ เมธาวี โชติชัยพงศ์. (2568). การบริหารจัดการเรียนรวมตามกรอบโครงสร้างซีท (SEAT Framework) เพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1. วารสารมหาจุฬาคชสาร, 16(2), 13-28. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/gajasara/article/view/277562/190254

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้. กระทรวงศึกษาธิการ. https://backoffice.onec.go.th/uploads/Book/1857-file.pdf

ภาษาอังกฤษ

Alper, S., & Ryndak, D. L. (1992). Educating students with severe handicaps in regular classes. The Elementary School Journal, 92(3), 373-387. https://www.journals.uchicago.edu/doi/abs/10.1086/461698

Bucher, C. A., & Thaxton, N. A. (1979). Physical education for children: Movement foundations and experiences. Macmillan. ERIC. https://eric.ed.gov/?id=ED171719

McGregor, G., & Vogelsberg, R. T. (1998). Inclusive schooling practices: Pedagogical and research foundations: A synthesis of the literature that informs best practices about inclusive schooling. Brookes. https://archive.org/details/inclusiveschooli0000mcgr

Thomas, G., & Vaughan, M. (2004). Inclusive education: Readings and reflections. Open University Press. https://archive.org/details/inclusiveeducati0000unse_t4k9/mode/2up

Global Education Monitoring Report Team. (2020). Global education monitoring report 2020: Inclusion and education: All means all, easy to read version, key messages, recommendations. UNESCO. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000373724

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-24

รูปแบบการอ้างอิง

สอนประสาร ณ., จูรณสิริพงศ์ ป., & ติงศภัทิย์ ส. (2026). แนวทางการจัดการเรียนรวมสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา. วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 54(2), 1–17. https://doi.org/10.14456/jescu.2026.6

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research Articles