การระบุคุณค่าเรือนแถวเก่าริมน้ำประแสเพื่อการอนุรักษ์
Main Article Content
บทคัดย่อ
ชุมชนริมน้ำประแสเป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีชาวไทยเชื้อสายจีน มาตั้งรกรากอยู่ในกลุ่มเรือนแถวไม้ริมแม่น้ำประแสนานกว่าหนึ่งร้อยปี อาชีพหลักของคนในท้องถิ่นคือการจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค และทำการประมงพื้นบ้าน ในปัจจุบันถึงแม้ว่าผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นจะตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่ต้องการจะรักษาคุณค่าเหล่านั้น แต่พวกเขาไม่สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันเกิดขึ้นจากการพัฒนาเมือง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ส่งผลให้อัตลักษณ์และคุณค่าของชุมชนค่อยๆ สูญหายไป จากการสำรวจพื้นที่ภาคสนาม การสัมภาษณ์ผู้อาศัยในท้องถิ่นและการประเมินคุณค่า สามารถสรุปได้ว่า การอนุรักษ์เรือนแถวเก่าริมน้ำประแสมีเป้าหมายสำคัญ คือเพื่อรักษาลักษณะสำคัญของพื้นที่ อันหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมบนฐานของการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ที่คงคุณค่าความสำคัญที่ควรรักษาไว้ ประกอบด้วย คุณค่าทั้งจากมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ 1) คุณค่าจากภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ ที่รวมถึงองค์ประกอบของเมือง และการตั้งถิ่นฐานบริเวณปากแม่น้ำที่เหมาะสมกับลักษณะของดิน ภูมิอากาศ และพืชพรรณไม้ การเชื่อมต่อที่ดีระหว่างกิจกรรมภายในอาคารและทางเดินสาธารณะ และทัศนียภาพอันงดงามของเรือนแถวแบบดั้งเดิมที่สอดคล้องไปกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ 2) คุณค่าที่ขึ้นอยู่กับรูปแบบทางสถาปัตยกรรม องค์ประกอบและโครงสร้าง ตามช่วงเวลาการก่อสร้าง (ระหว่าง 40 - 100 ปี) และ 3) คุณค่าจากการใช้งานของเรือนแถว ทั้งการใช้สอยแบบดั้งเดิมที่ผสมผสานระหว่างการทำงานประมง การค้าขาย การเกษตรและการอยู่อาศัย รวมทั้งการใช้งานแบบใหม่ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของกิจกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้คุณค่าจากมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ควรได้รับการรักษาไว้ที่ช่วยรักษามรดกทางกายภาพให้ดำรงอยู่ ประกอบด้วย หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อ แบบแผนการปฏิบัติ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข แนวทางการรักษาคุณค่าเหล่านี้ไว้ คือการจัดการความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้สามารถรองรับคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัย ในขณะที่ส่งเสริมการใช้งานใหม่ตามความต้องการในปัจจุบัน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
Cullen, G. (1995). The concise townscape. London: Architectural Press.
Feilden, B. M. & Jokilehto, J. (1998). Management guidelines for world cultural heritage sites. Rome: International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of Cultural Property.
Lynch, K. (1977). The image of the city. Cambridge: The MIT Press.
Office of natural resources and environmental policy and planning. (2012). Khumue karn anurak singwaetlom silapakam praphet yan chumchon kao. (In Thai) [Cultural environment traditional communities conservation handbook]. Bangkok: Property print company.
Orbasli, A. (2007). Architectural conservation: principles and practice. London: John Wiley and Sons.
Pendleton, R. (1936). Rayong changwat (Thailand), boardwalk in Pra Sae. Retrieved January 15, 2018, from https://collections.lib.uwm.edu/digital/collection/ agsphoto/id/10813/rec/30
Phiraphatnakun, P. (2014). Karn sueksa sathapattayakam phuen thin chumchon pak nam Pra Sae changwat Rayong. (In Thai) [A study vernacular architecture of Pra Sae community, Rayong province]. (Research report). Bangkok: Rajamangala University of Technology Tawan-ok.
Thetsaban tambon mueang Klaeng. (2002). Mueang Klaeng khong rao mueang kao bap chon. (In Thai) [Our city of Klaeng ancestral old town]. Rayong: Author.
Thetsaban tambon mueang Klaeng. (2003). Mueang Klaeng. (In Thai) [The city of Klaeng]. Rayong: Author.
Thinbangtieo, O. (2016). Karn sueksa prawattisat setthakit karn thongthin duay withi karn mueang thongthin duai withikarn prawattisat boklao: koranee sueksa tambon Krasae bon amphur Klaeng changwat Rayong. (In Thai) [A study of oral history of local history of economy and politics: case study Krasae bon subdistrict, Klaeng district, Rayong province]. Burapha Journal of Political Economy, 4 (2), 1-27.