ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของบุคลากรระดับปฏิบัติการถึงระดับชำนาญการในสำนักงบประมาณ
คำสำคัญ:
การคงอยู่ในองค์กร, แรงจูงใจในการทำงาน, คุณภาพชีวิตในการทำงานบทคัดย่อ
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงาน 2. เพื่อศึกษาระดับการคงอยู่ในองค์กร 3. เพื่อเปรียบเทียบระดับการคงอยู่ในองค์กรจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 4. เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และอิทธิพลของปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานต่อการคงอยู่ในองค์กร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสำนักงบประมาณระดับปฏิบัติการ/ปฏิบัติงานถึงระดับชำนาญการ/ชำนาญงาน ประชากรทั้งหมด 611 คน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 242 คน ที่มาจากการคำนวนโดยใช้สูตร ทาโร่ ยามาเน่ (1973) ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 และจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เก็บได้จริงทั้งสิ้น 245 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบโดยการทดสอบค่าที และการทดสอบค่าสถิติค่าเอฟ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.81) โดยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและด้านการได้รับการยอมรับนับถือมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 3.92) ขณะที่ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (x̄ = 3.62). 2) การคงอยู่ในองค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.79) โดยด้านความพึงพอใจในการทำงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 3.86) รองลงมาคือด้านความผูกพันต่อองค์กร (x̄ = 3.84) และด้านความตั้งใจคงอยู่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (x̄ = 3.69). 3) บุคลากรที่มีระดับการศึกษาและอายุราชการแตกต่างกันมีระดับการคงอยู่ในองค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลด้านอื่น ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยเดือน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 4) ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการคงอยู่ในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ด้านความมั่นคง และด้านภาระงานและความรับผิดชอบ สามารถร่วมกันพยากรณ์การคงอยู่ในองค์กรได้ร้อยละ 61.3 โดยด้านการได้รับการยอมรับนับถือมีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.305)
