อิทธิพลของหลักนิติธรรม ประสิทธิผลของรัฐบาล และเสถียรภาพทางการเมืองต่อการควบคุม การทุจริตในกลุ่มประเทศอาเซียน: การวิเคราะห์เชิงประจักษ์
คำสำคัญ:
การควบคุมการทุจริต, หลักนิติธรรม, ประสิทธิผลของรัฐบาลบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสถาบันระหว่างหลักนิติธรรม ประสิทธิผลของรัฐบาล และเสถียรภาพทางการเมือง กับการควบคุมการทุจริตในประเทศอาเซียน และ 2. เพื่อเปรียบเทียบความสำคัญเชิงสัมพัทธ์ของปัจจัยด้านกฎหมายและปัจจัยด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐต่อการควบคุมการทุจริต ภายใต้บริบทของเสถียรภาพทางการเมืองและระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลทุติยภูมิ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลตัวชี้วัดธรรมาภิบาลโลก และรายงานตัวชี้วัดการพัฒนาระดับโลก จากธนาคารโลก ที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นเพื่อรวบรวมตัวชี้วัดจากฐานข้อมูลสากล โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือประเทศสมาชิกอาเซียนและติมอร์-เลสเต รวม 11 ประเทศ ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง ครอบคลุมช่วงเวลาปี ค.ศ. 2012–2023 รวม 12 ปี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยแบบจำลองอิทธิพลคงที่ และปรับแก้ความคลาดเคลื่อนด้วย Robust Standard Errors ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลของรัฐบาล เป็นปัจจัยเชิงสถาบันเพียงตัวเดียวที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการควบคุมการทุจริตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.440, p-value = 0.0237) 2) หลักนิติธรรมและเสถียรภาพทางการเมือง ไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อวิเคราะห์ร่วมในโมเดลเดียวกัน (β = 0.345, p-value = 0.1406 และ β = 0.005, p-value = 0.9245 ตามลำดับ) และ 3) ปัจจัยด้านระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (GDP per Capita) ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการลดการทุจริตในบริบทนี้ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อิทธิพลของกรอบกฎหมายในเชิงรูปแบบ (De Jure) อาจถูกลดทอนบทบาทลงเมื่อพิจารณาร่วมกับสมรรถนะเชิงการบริหารของรัฐ (De Facto) เนื่องจากความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างของตัวชี้วัด ข้อค้นพบนี้ชี้ว่าการยกระดับขีดความสามารถของภาครัฐและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ มีความสำคัญต่อการลดการทุจริตมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการปฏิรูปกฎหมายหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
