https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/issue/feed
วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
2025-12-24T10:38:25+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.สมจิต จันทร์ฉาย
jssrnpru@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong><strong>ของวารสารสังคมศาสตร์วิจัย</strong></p> <p> วารสารสังคมศาสตร์วิจัย (Journal for Social Sciences Research) เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏภูมิภาคตะวันตก 4 มหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี) โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่งานวิจัยของนักศึกษา อาจารย์ และบุคคลทั่วไป ที่เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์<br /> วารสารสังคมศาสตร์วิจัย กำหนดตีพิมพ์วารสารราย 6 เดือน ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม วารสารสังคมศาสตร์วิจัยเน้นการนำเสนอบทความวิจัย และบทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารต้องได้รับผลการประเมินให้ผ่านจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 คน จาก 3 คน ชื่อผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิถือเป็นความลับ และการประสานงานระหว่างผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิต้องผ่านกองบรรณาธิการเท่านั้น<br /> ผู้ประสงค์จะส่งบทความ ให้เตรียมบทความตามคำแนะนำสำหรับผู้เขียน และต้องรับรองว่าผลงานดังกล่าวเป็นของตนจริงและเป็นผลงานใหม่ไม่เกิน 2 ปี ไม่เคยเผยแพร่ในที่ใด ไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อเผยแพร่ในที่ใด และจะไม่ส่งเพื่อพิจารณาเผยแพร่ในที่ใดภายใน 90 วัน จากวันที่รับบทความ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยหของนักศึกษา อาจารย์ และบุคคลทั่วไป</p> <p><strong>สาขาที่เปิดรับบทความ</strong></p> <p> 1) สังคมศาสตร์ทั่วไป 2) การศึกษา 3) จิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา 4) ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี 5) สุขภาพ (สังคมศาสตร์)</p> <p><strong>ประเภทบทความ</strong></p> <p> บทความวิจัย </p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์วารสาร</strong></p> <p> กำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN)</strong></p> <p> - รูปแบบตีพิมพ์ : <br /> ISSN 3027-7604 (Print)<br /> เริ่มตั้งแต่วารสารปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2566)<br /> ISSN 2228-8287 (Print) <br /> วารสารปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2553) - ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2566)<br />- รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ : ISSN 2985-2374 (Online)<br /> เริ่มตั้งแต่วารสารปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2566)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (Language) : </strong>ภาษาไทย (Thai)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ : </strong>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>เงื่อนไข</strong></p> <ol> <li>ผู้ประสงค์จะส่งบทความ ต้องเตรียมบทความตามคำแนะนำสำหรับผู้เขียนของวารสาร โดยบทความต้องเป็นศาสตร์ในสาขาที่วารสารกำหนด</li> <li>บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารต้องได้รับผลการประเมินให้ผ่านจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 คน จาก 3 คน</li> <li>ชื่อผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิถือเป็นความลับ และการประสานงานระหว่างผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิต้องผ่านกองบรรณาธิการเท่านั้น (double-blind peer review)</li> <li>ผู้เขียนต้องรับรองว่าผลงานดังกล่าวเป็นของตนจริงและเป็นผลงานใหม่ไม่เกิน 2 ปี ไม่เคยเผยแพร่ในที่ใด ไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อเผยแพร่ในที่ใด และจะไม่ส่งเพื่อพิจารณาเผยแพร่ในที่ใดภายใน 90 วัน จากวันที่ส่งบทความ</li> <li>ผู้เขียนบทความต้องปฏิบัติตามจริยธรรมในการตีพิมพ์วารสารสังคมศาสตร์วิจัยอย่างเคร่งครัด</li> <li>กรณีที่บทความเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ควรใส่ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้เขียนร่วมด้วย</li> </ol>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/274632
การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ทักษะการสร้างแบบจำลองและพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย
2024-11-03T12:56:17+07:00
กัญญาณัฐ บุญลดา
kanyanat.bun@mail.pbru.ac.th
เวธกา เช้าเจริญ
wethaka.cha@mail.pbru.ac.th
สุธิดา กรรณสูตร
suthida.tho@mail.pbru.ac.th
วัชราภรณ์ ประภาสะโนบล
vatcharaporn.pra@mail.pbru.ac.th
พิชิต สุดตา
pichit.sud@mail.pbru.ac.th
บุษราคัม สิงห์ชัย
butsarakham.sin@mail.pbru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบทักษะการสร้างแบบจำลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 3) เปรียบเทียบพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตัวอย่างในงานวิจัยนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย จำนวน 79 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มควบคุม 39 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดทักษะการสร้างแบบจำลอง และ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบเป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลอง เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการสร้างแบบจำลองของกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับดีเยี่ยมและทักษะการสร้างแบบจำลองของกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) พฤติกรรมการทำงานของกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับดีมาก และค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานของกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/275065
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี
2024-11-22T13:38:47+07:00
สุธารัตน์ มีจันทร์
sutharat.mee@ku.th
สุมิตร สุวรรณ
Sumit.s@ku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 106 คน และผู้ให้ข้อมูลที่เป็นผู้บริหารการศึกษาหรือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า </p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ตามลำดับ</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี มีทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ มี 5 แนวทาง ดังนี้ 1.1) กำหนดมาตรฐานและค่านิยมที่ดี 1.2) อุทิศตนและเป็นแบบอย่างที่ดี 1.3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วม 1.4) พัฒนาทักษะผู้นำ 1.5) นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มี 4 แนวทาง ดังนี้ 2.1) ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม 2.2) มีระบบให้รางวัลและผลตอบแทน 2.3) พัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 2.4) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 3) ด้านการกระตุ้นทางปัญญา มี 4 แนวทาง ดังนี้ 3.1) ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ 3.2) คิดค้นวิธีการแก้ปัญหาใหม่ ๆ 3.3) ต้องมีแผนพัฒนาองค์กรและบุคลากร 3.4) สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ และ 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มี 3 แนวทาง ดังนี้ 4.1) วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของบุคลากร 4.2) มอบหมายภาระงานที่เหมาะสม 4.3) สร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากร</li> </ol>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/275581
ผลของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มที่มีต่อความงอกงามในตน การเผชิญปัญหา และการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
2025-01-02T11:01:24+07:00
เจษฎา บุญมาโฮม
krutonpsy@gmail.com
วรรณีย์ เล็กมณี
wannee77849@gmail.com
เสมา เดชะดิลก
semaeducation1@gmail.com
สุวิมล นราองอาจ
suwimon202504@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความงอกงามในตน การเผชิญปัญหา และการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาก่อนและหลังการเข้าร่วมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม 2) เปรียบเทียบความงอกงามในตน การเผชิญปัญหา และการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม และ 3) ศึกษาสัมประสิทธิ์การกระจายของความงอกงามในตน การเผชิญปัญหา และการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาหลังการเข้าร่วมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 24 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 12 คน และกลุ่มควบคุม 12 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม 2) แบบวัดความงอกงามในตน 3) แบบวัดการเผชิญปัญหา และ 4) แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และสัมประสิทธิ์การกระจาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักศึกษาที่เข้าร่วมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มมีความงอกงามในตน การเผชิญปัญหา และการเห็นคุณค่าในตนเองสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักศึกษากลุ่มทดลองมีความงอกงามในตน การเผชิญปัญหา และการเห็นคุณค่าในตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>สัมประสิทธิ์การกระจายของความงอกงามในตนเท่ากับร้อยละ 2.40 การเผชิญปัญหาเท่ากับร้อยละ 2.70 และการเห็นคุณค่าในตนเองเท่ากับร้อยละ 6.30</li> </ol>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/275919
การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคนเดียวของเจนแซด
2025-01-13T13:38:14+07:00
ปริญญา แสงตะคล้อ
parinyasaengtaklo@gmail.com
อภัสรา สุขแสวง
apadsara09@gmail.com
เจนจิรา บุญนา
jenjira.bunn@gmail.com
พงศ์เสวก เอนกจำนงค์พร
pongsavake.a@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทัศนคติต่อการท่องเที่ยวและการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคนเดียว 2) เปรียบเทียบการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคนเดียวกับปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาอิทธิพลของทัศนคติต่อการท่องเที่ยวกับการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคนเดียวของเจนแซด กลุ่มตัวอย่าง คือ คนไทยเจนแซด จำนวน 400 คน ได้มาโดยการเลือกแบบสะดวก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสำหรับการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบเป็นอิสระจากกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ผลการวิจัย พบว่า 1) เจนแซดมีทัศนคติต่อการท่องเที่ยวระดับสูง ตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคนเดียวระดับสูงที่สุด 2) เจนแซดที่มีอายุ สถานภาพการสมรส ภูมิลำเนา และรายได้ต่างกันตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคนเดียวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ทัศนคติต่อการท่องเที่ยวมีอิทธิพลกับการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคนเดียวของเจนแซดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/275884
รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของครูในการออกแบบนวัตกรรมการศึกษาโดยใช้อัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
2025-01-17T08:48:56+07:00
ถวิล หวังกุ่ม
thwangkum@gmail.com
ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย
wantoo_@hotmail.com
ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน
sithchon@hotmail.com
ไชยยศ ไพวิทยศิริธรรม
chaiyos.pai@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพ และ 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของครูในการออกแบบนวัตกรรมการศึกษาโดยใช้อัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยดำเนินการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบ เครื่องมือวิจัย คือ แบบวิเคราะห์เอกสาร และข้อมูลจากบุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และผู้บริหารสถานศึกษา 18 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง และครู 76 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 313 คน โดยใช้แบบสอบถาม ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบด้วยการนำข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 มาใช้ในการร่างรูปแบบและหาคุณภาพของรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน เครื่องมือวิจัยเป็นประเด็นสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สรุปได้ว่า รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพควรใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาครูในด้านการออกแบบนวัตกรรมการศึกษาที่มีการบูรณาการอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและมี 5 ขั้นตอน ดังนี้ วิเคราะห์ข้อมูลและความต้องการ กำหนดเป้าหมายร่วมกัน วางแผนและเลือกเทคนิคการพัฒนา ดำเนินการพัฒนาผ่านการโค้ชและให้คำปรึกษา และประเมินและสะท้อนผล</li> <li>รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพเป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบของครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการออกแบบนวัตกรรมการศึกษาด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียน 2) วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาครูให้มีความสามารถในการออกแบบนวัตกรรมการศึกษาโดยใช้อัตลักษณ์ท้องถิ่น และเพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียน 3) กระบวนการพัฒนาวิชาชีพ 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ปัญหา ขั้นที่ 2 ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย ขั้นที่ 3 ร่วมกันเลือกวิธีการพัฒนาวิชาชีพ ขั้นที่ 4 ร่วมใจพัฒนาวิชาชีพ ขั้นที่ 5 ร่วมมือกันประเมินผล 4) การวัดและประเมินผล สมรรถนะการออกแบบนวัตกรรมการศึกษาของครูและความสามารถในการสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียน และ 5) ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิชาชีพโดยทำให้เกิดความร่วมมือของครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา และครูต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบนวัตกรรมการศึกษา การโค้ชและการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตนเองได้ นอกจากนี้ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นว่ารูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมให้ครูนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างนวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์และนวัตกรรมของผู้เรียนได้</li> </ol>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/275766
ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2
2025-01-27T10:05:42+07:00
วรากร จันทร์ประดิษฐ์
varakronj66@nu.ac.th
สำราญ มีแจ้ง
samranm@nu.ac.th
สถิรพร เชาวน์ชัย
sathirapornc@nu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู และ 3) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 94 คน และครู จำนวน 197 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 รวมทั้งหมด 291 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมบรรยากาศในสถานศึกษา ด้านการมีกัลยาณมิตรในการนิเทศ และด้านการมีวิสัยทัศน์ ตามลำดับ 2) ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้านการเตรียมการสอน ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการใช้หลักจิตวิทยา และด้านการใช้เทคนิคการสอน ตามลำดับ และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับสูง (r = 0.62**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/276130
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม
2025-01-20T14:14:14+07:00
พัชรินทร์ แปดทิพย์
patcharin.pa@ksu.ac.th
ประภาพร หนองหารพิทักษ์
prapaporn.no@ksu.ac.th
ปวีณา ขันธ์ศิลา
paweena.kh@ksu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เลขยกกำลัง โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสมก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เลขยกกำลัง โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 25 คน โรงเรียนบ้านนาคูพัฒนา “กรป.กลางอุปถัมภ์” อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เลขยกกำลัง โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง เลขยกกำลัง และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.80/83.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เลขยกกำลัง โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เลขยกกำลัง โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/275872
กลยุทธ์การปฏิบัติราชการตามรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย
2025-03-04T08:52:07+07:00
พิมพกานต์ จันแสง
pim_pimphakarn11667@hotmail.com
ประยูร อิมิวัตร์
prayoon.imi@crru.ac.th
วราดวง สมณาศักดิ์
waraduang@hotmail.com
นวลนภา จุลสุทธิ
Nualnapa.chull@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาจากการปฏิบัติราชการตามรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย 2) จัดทำกลยุทธ์การปฏิบัติราชการตามรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย และ 3) ประเมินกลยุทธ์การปฏิบัติราชการตามรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีกลุ่มประชากร 3 กลุ่ม จำนวน 376 คน แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 บุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลที่รับผิดชอบตามตัวชี้วัดของการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย ทั้งหมด 70 แห่ง จำนวน 350 คน มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งละ 5 คน ซึ่งรับผิดชอบการตรวจประเมินจำนวน 5 ด้าน กลุ่มที่ 2 ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการประเมินประสิทธิภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย จำนวน 10 คน คัดเลือกคุณสมบัติจากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการตรวจประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (LPA) กลุ่มที่ 3 ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์ ทั้งหมด 4 แห่ง จำนวน 16 คน โดยคัดเลือกคุณสมบัติจากองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีผลการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประจำปี พ.ศ. 2566 ที่มีผลคะแนนเกิน 90 คะแนน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และการประชุมเชิงปฏิบัติการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัญหาจากการปฏิบัติราชการตามรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ลำดับสูงที่สุด คือ ด้านการบริการสาธารณะ รองลงมา คือ ด้านการบริหารงานบุคคลและกิจการสภา ด้านธรรมาภิบาล ด้านการบริหารจัดการ และด้านการบริหารการเงินและการคลัง ตามลำดับ 2) การจัดทำกลยุทธ์การปฏิบัติราชการตามรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย 8 กลยุทธ์ 11 กิจกรรม 3) ผลการประเมินกลยุทธ์การปฏิบัติราชการตามรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย มีค่าผลการประเมินความเหมาะสมในระดับมาก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/276694
แนวทางการพัฒนาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี
2025-02-17T14:03:17+07:00
ณัชชา ศรีเสน
natchasrisen@gmail.com
ณัฐวรรณ พุ่มดียิ่ง
nuttawan@npru.ac.th
พิชญาภา ยืนยาว
pitchayapa@npru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) เปรียบเทียบการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามขนาดของโรงเรียน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 308 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้างานที่รับผิดชอบด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และครู รวมทั้งสิ้น 5 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน ภาพรวมอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลมีการดำเนินงานสูงที่สุด รองลงมา คือ การคัดกรองนักเรียน การส่งต่อ การป้องกันและแก้ไขปัญหา และการส่งเสริม ตามลำดับ</li> <li>โรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการส่งต่อ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการพัฒนาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนจัดเตรียมเครื่องมือที่หลากหลายสำหรับการเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลของนักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างครบถ้วน จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติเพื่อใช้ในการคัดกรองนักเรียน ดำเนินการสำรวจและจัดกลุ่มนักเรียนตามความสนใจและความต้องการของแต่ละบุคคล รวมถึงการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียน นอกจากนี้ โรงเรียนควรมีระบบการส่งต่อนักเรียนไปยังผู้เชี่ยวชาญภายนอกหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li> </ol>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ssr/article/view/278700
แนวโน้มและทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตของประเทศไทย
2025-05-03T16:07:50+07:00
ธีรยุทธ สัจจะบุตร
6381032527@student.chula.ac.th
ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ
duangkamol.tr@gmail.com
สุวิมล ว่องวาณิช
wsuwimon@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อสรุปเชิงสารสนเทศเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตของประเทศไทย อันเป็นสมรรถนะสำคัญสำหรับครูในยุคที่สังคมมีความหลากหลายและเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น การวิจัยประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิจัยเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต เพื่อวิเคราะห์สภาพทั่วไปของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตในประเทศไทยและการสังเคราะห์ลักษณะของตัวแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การสังเคราะห์เชิงบรรยาย และ 2) การสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อศึกษาแนวโน้ม ทิศทาง และวิธีการออกแบบหลักสูตรพหุวัฒนธรรมในบริบทของประเทศไทย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ ลงรหัสข้อมูลตามประเภทค่านิยม ทัศนคติ และความเชื่อ ผลการวิจัยพบว่า แม้หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตของประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับทักษะวิชาการและคุณธรรมจริยธรรม แต่ยังขาดความชัดเจนในการบูรณาการสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ การสังเคราะห์ตัวแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพจากงานวิจัยนานาชาติยังแสดงให้เห็นว่า การส่งเสริมสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมต้องอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การสะท้อนความคิดเชิงวิพากษ์ การมีส่วนร่วมของผู้เรียน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางวัฒนธรรม ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรควรเปลี่ยนกรอบคิดจากหลักสูตรแบบเน้นวิชาการไปสู่หลักสูตรพหุวัฒนธรรมที่ออกแบบอย่างบูรณาการในทุกระดับ ตั้งแต่วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการเรียนรู้ ไปจนถึงกระบวนการประเมิน เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้สามารถจัดการเรียนการสอนในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจิตสำนึกทางสังคม</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิจัย