https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/issue/feed สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 2026-06-22T14:45:20+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์ shmujournal@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>ชื่อวารสาร</strong></p> <p>สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p> <p>Sahasat: Journal of Social Sciences and Humanities</p> <p> </p> <p><strong>ชื่อย่อวารสาร</strong></p> <p>SJSSH</p> <p> </p> <p><strong>ชื่อย่อวารสารสำหรับการอ้างอิง</strong></p> <p>Sahasat J. Soc. Sci. Hum.</p> <p> </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong></p> <p>สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการในกลุ่มสหวิทยาการที่เปิดรับบทความทั้งในรูปแบบบทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Original Article) และบทความปริทัศน์ (Review Article) โดยมุ่งเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ในกลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ รวมถึงสาขาที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้แบบสหศาสตร์ โดยบทความที่ส่งเข้ามาเพื่อตีพิมพ์ต้องแสดงให้เห็นความชัดเจนในแนวคิดและกรอบทฤษฎี พร้อมกับมีการนำเสนอผลการวิเคราะห์หรือผลการวิจัยที่เป็นระบบแบบแผน และสนับสนุนการพัฒนาทางวิชาการในบริบทของสหศาสตร์อย่างมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ</p> <p>วารสารรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในแหล่งใดมาก่อน และไม่มีการส่งซ้ำเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ทั้งนี้ วารสารมีนโยบายการเข้าถึงแบบเปิด (Open Access) โดยเผยแพร่บทความฉบับเต็มผ่านเว็บไซต์ของวารสาร ซึ่งเปิดให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการอย่างเสรี ภายใต้หลักจริยธรรมและการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong></p> <p>สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รับพิจารณาบทความ 3 ประเภท ได้แก่</p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research Article) ต้องมีการดำเนินงานวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัด ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ สมมติฐาน และกรอบแนวคิดที่ชัดเจน พร้อมรายงานผลการวิจัยที่น่าเชื่อถือ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และมีการอภิปรายผลอย่างรอบด้าน โดยยึดหลักฐานเชิงทฤษฎีและนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหรือการประยุกต์ใช้ที่เป็นประโยชน์</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Article) ควรนำเสนอแนวคิดและเนื้อหาเชิงลึก มีการวิเคราะห์ วิพากษ์ และอภิปรายที่สร้างสรรค์ พร้อมนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงวิชาการที่เสริมสร้างองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้อง</li> <li>บทความปริทัศน์ (Review Article) ควรเป็นการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้หรือผลงานวิจัยในประเด็นเฉพาะอย่างเป็นระบบ โดยมีกรอบแนวคิดที่ชัดเจน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นพัฒนาการ แนวโน้ม หรือช่องว่างขององค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้อง บทความควรเสนอข้อวิจารณ์เชิงวิเคราะห์ที่มีเหตุผล และข้อเสนอแนะที่มีคุณค่าเชิงวิชาการ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาองค์ความรู้หรือทิศทางการวิจัยในอนาคตได้</li> </ul> <p> </p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p>สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รับตีพิมพ์บทความ 2 ภาษา ดังนี้</p> <ul> <li>ภาษาไทย</li> <li>ภาษาอังกฤษ</li> </ul> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความที่ส่งพิจารณาตีพิมพ์ต้องเป็นผลงานวิชาการต้นฉบับที่ไม่เคยเผยแพร่ในที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวารสารอื่น ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการซ้ำซ้อนและการละเมิดลิขสิทธิ์ บทความจะได้รับการกลั่นกรองเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการก่อนส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาอย่างน้อย 3 ท่าน ทำการประเมินตามกระบวนการผู้ทรงคุณวุฒิแบบปกปิดสองฝ่าย (Double-blind peer review) ซึ่งเป็นกระบวนการที่รักษาความเป็นกลาง และส่งเสริมคุณภาพของบทความตามมาตรฐานการตีพิมพ์ในระดับสากล</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออก</strong></p> <p>สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</li> </ul> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กำหนดนโยบายด้านค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้นิพนธ์ตลอดกระบวนการพิจารณาบทความและการตีพิมพ์เผยแพร่</p> <p>ทั้งนี้ หากมีการถอนบทความระหว่างกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ภายหลังจากที่ได้มีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนแล้ว หรือการถอนบทความภายหลังจากได้รับการตอบรับเพื่อตีพิมพ์ (Accepted) วารสารกำหนดให้ผู้นิพนธ์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงค่าตอบแทนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว</p> <p> </p> <p><strong>หน่วยงานเจ้าของวารสาร</strong></p> <p>คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Faculty of Social Sciences of Humanities, Mahidol University)</p> <p> </p> <p><strong>หมายเหตุ</strong></p> <p>เพื่อให้การดำเนินงานของวารสารเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาการ และสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ กองบรรณาธิการจึงมีมติปรับเปลี่ยนนโยบายบางประการของวารสารตามที่ได้ระบุไว้ข้างต้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน พ.ศ. 2569) เป็นต้นไป</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/282527 ภาระหรือการลงทุน: การวิเคราะห์นโยบายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดในมิติการคลัง 2025-10-20T11:46:40+07:00 มัชฌิมา เรืองโรจน์ ssofiamch@gmail.com สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ Somboon.sir@mahidol.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์นโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในประเทศไทยในมิติทางการคลัง โดยใช้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์สวัสดิการและฟังก์ชันการคลังสาธารณะ การศึกษาพิจารณาแนวโน้มงบประมาณและจำนวนผู้ได้รับสิทธิตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2559 จนถึงปี 2568 ผลการศึกษาพบว่า แม้โครงการจะขยายความครอบคลุมและจำนวนผู้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เงินอุดหนุน 600 บาทต่อเดือนยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่จำเป็น (1,897-3,393 บาท/เดือน) จึงเกิดช่องว่างด้านความเพียงพอของสวัสดิการในด้านการคลัง งบประมาณโครงการคิดเป็นเพียง 0.03-0.05% ของ GDP และประมาณ 2–2.5% ของงบประมาณสวัสดิการรวม ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานภูมิภาค อย่างไรก็ตาม โครงการยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติ (Automatic stabilizer) โดยช่วยรักษากำลังซื้อของครัวเรือนรายได้น้อยและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจการวิเคราะห์เชิงนโยบายยังสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Trade-off) ระหว่างนโยบายถ้วนหน้าที่มีข้อได้เปรียบด้านความเท่าเทียมและการยอมรับทางการเมืองกับนโยบายเฉพาะกลุ่มที่มีประสิทธิภาพเชิงการคลังแต่เสี่ยงต่อการตกหล่นของผู้มีสิทธิ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เหมาะสมคือการใช้แนวทางผสมผสาน “ถ้วนหน้าขั้นพื้นฐาน” ควบคู่กับ “เงินเติมเฉพาะกลุ่ม” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนทางการคลัง บทความจึงสรุปว่า นโยบายเงินอุดหนุนเด็กควรถูกมองเป็น “การลงทุนทางสังคม” มากกว่าภาระการคลัง เนื่องจากให้ผลตอบแทนระยะยาวในการพัฒนาทุนมนุษย์ ลดความยากจนเชิงรุ่นสู่รุ่น และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/282377 เครื่องมือการสอนสังคมศึกษาที่บูรณาการการเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดียเพื่อส่งเสริมสมรรถนะความเป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา 2025-10-17T10:29:28+07:00 กวินภพ นิ่มพยา bigmax215@gmail.com ชรินทร์ มั่งคั่ง charin.mangkhang@cmu.ac.th กฤติภัทร สระทองชุน kittiphat_sra@cmu.ac.th <p>การสอนสังคมศึกษาในระดับอาชีวศึกษาไทยภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นกำลังคนที่มีทั้งทักษะวิชาชีพและความพร้อมในการดำรงชีวิตในสังคมร่วมสมัย อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนในทางปฏิบัติยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ความไม่พร้อมของครูในการออกแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการ และรูปแบบการเรียนการสอนที่ยังคงเน้นการถ่ายทอดเนื้อหาเป็นหลัก ส่งผลให้การพัฒนาสมรรถนะด้านการคิด การสื่อสาร และความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายศักยภาพของแนวคิดการเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดียในการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนระดับอาชีวศึกษาไทย พร้อมทั้งเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการออกแบบการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลเชิงสมรรถนะที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมดิจิทัลและลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนในระดับอาชีวศึกษา เนื้อหาของบทความนี้ได้จากการทบทวน วิเคราะห์ และสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษา แนวคิดการเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดีย และสมรรถนะความเป็นพลเมืองดิจิทัล เพื่อนำมาประมวลเป็นกรอบแนวคิดสำหรับการออกแบบการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลเชิงสมรรถนะที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนระดับอาชีวศึกษาไทยในสังคมดิจิทัล การศึกษาอาชีวะ แนวคิดพลเมืองดิจิทัล และการเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดีย เพื่อนำมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดเชิงอธิบาย ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการทรานส์มีเดียสามารถช่วยเพิ่มแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน และเอื้อต่อการส่งเสริมสมรรถนะสำคัญ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ การรู้เท่าทันสื่อ การสื่อสารอย่างมีความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมสาธารณะเชิงจริยธรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร เวลา และทักษะของครูที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ บทความเสนอกรอบการสอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การออกแบบเรื่องเล่าโลกคดี การกระจายเรื่องราวผ่านหลายสื่อ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน และการเชื่อมโยงกิจกรรมกับสมรรถนะความเป็นพลเมืองดิจิทัลควบคู่การประเมินด้วยรูบริกและแฟ้มสะสมงาน เพื่อเป็นฐานเชิงแนวคิดในการยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคของการศึกษาอาชีวศึกษาไทยให้สอดคล้องกับ SDG 4, 8, 10 และ 16</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/283908 การพัฒนาสังคมของไทยในศตวรรษที่ 21: ช่องว่างและทางออกเชิงนโยบาย 2026-01-16T11:41:47+07:00 สุรศักดิ์ วงค์ษา surasak.wo@lpru.ac.th วรเมธ ยอดบุ่น worameta.y@ku.th <p>บทความทางวิชาการฉบับนี้เป็นบทความแนวคิดโดยพยายามอธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมในประเทศไทย โดยได้รับอิทธิพลจากปฏิญญาโคเปนเฮเกนว่าด้วยการพัฒนาสังคม พ.ศ. 2538 เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ พ.ศ. 2543 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2558 ผู้เขียนยังนำเสนอปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาเหล่านั้น รวมถึงทางออกเชิงนโยบายที่เหมาะสม ผลลัพธ์จากการค้นคว้าจะช่วยรื้อฟื้นความเข้าใจต่อการพัฒนาสังคมในทิศทางเดียวกันและส่งเสริมให้เกิดการนำไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย ผู้เขียนอาศัยเอกสารเชิงทุติยภูมิในลักษณะของรายงานวิจัยและบทความทางวิชาการจำนวน 37 เรื่องที่เป็นภาษาไทยและอังกฤษจากฐานข้อมูลออนไลน์เป็นหลัก และถูกสังเคราะห์ร่วมกับการตีความตามบริบทพบว่า การพัฒนาสังคมของประเทศไทยมีพัฒนาการสอดคล้องตามทิศทางของสังคมโลกและถูกทำให้เกิดการปฏิบัติได้ผ่านแผน 3 ระดับ ได้แก่ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ระดับ 1) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ระดับ 2) และแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (ระดับ 3) ต่อเนื่องกันไป อนึ่งบริบททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมที่ผันผวนอย่างไม่หยุดนิ่ง ร่วมกับการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคมครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมานี้ได้มีการทบทวนความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาสังคมที่เหมาะสม ดังนั้น แนวทางการพัฒนาสังคมของไทยมีทั้งหมด 9 ประเด็น ได้แก่ พัฒนาเศรษฐกิจภาคธุรกิจ SMEs สร้างหลักประกันความมั่นคงด้วยการกระจายผลประโยชน์ เพิ่มคุณภาพของทุนมนุษย์ทุกช่วงอายุ ยกระดับการทดแทนทรัพยากร สร้างระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติบนฐานข้อมูล ปรับปรุงการบริหารงานภาครัฐให้มีศักยภาพสูง สนับสนุนบทบาทของคณะกรรมการระดับพื้นที่ ส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบโปร่งใสและสำนึกรับผิดชอบร่วม และลดช่องว่างการบริการทางเทคโนโลยีดิจิทัล</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/284196 "หนีอายพิศม์ไปรับลมทะเล": ภูมิทัศน์บำบัดว่าด้วยการแสวงหาสุขภาวะของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 2026-01-26T13:59:14+07:00 สืบสายสยาม ชูศิริ seubsaisiam.c@tsu.ac.th จีรุทม์ อารมณ์ชื่น jeerut.a@tsu.ac.th กรีกมล หนูเกื้อ kreekamon.n@tsu.ac.th <p>บทความนี้ศึกษาชุดความคิดเกี่ยวกับการแสวงหาสุขภาวะของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการสำรวจความเชื่อเรื่อง “อากาศสกปรก” หรือ “อายพิศม์” ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักของความเจ็บป่วยในยุคสมัยนั้น โดยมุ่งตอบคำถามว่า ชุดความคิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางไกลเพื่อพักฟื้นร่างกาย ณ หัวเมืองชายทะเลของบรรดาชนชั้นนำสยามอย่างไร ท่ามกลางบริบทแวดล้อมที่องค์ความรู้เรื่องทฤษฎีเชื้อโรคเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมสยาม โดยใช้กรอบคิดเรื่อง “ภูมิทัศน์บำบัด” เป็นหลัก และบทความนี้ใช้วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ในการศึกษา โดยวิเคราะห์หลักฐานชั้นต้นประเภทบันทึกความทรงจำและรายงานการเสด็จประพาส ควบคู่ไปกับเอกสารชั้นรอง ผลการศึกษาพบว่า ชนชั้นนำสยามยังคงยึดถือแนวคิดที่สอดคล้องกับทฤษฎีอายพิศม์อย่างเหนียวแน่น โดยเชื่อว่าการ “เปลี่ยนอากาศ” จากพื้นที่พระนครไปสู่สถานที่หัวเมืองชายทะเลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาร่างกาย การปฏิบัติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอากาศและทะเลถูกให้ความหมายในฐานะพื้นที่เยียวยาที่ปลอดภัยจากความแออัดและอายพิศม์ในพระนคร โดยองค์ประกอบที่ทำให้ทะเลเป็นตัวเลือกที่เหมาะเป็นสถานที่พักฟื้น แบ่งได้ 3 องค์ประกอบตามหลักภูมิทัศน์บำบัดคือ มิติทางธรรมชาติ มิติทางกายภาพสิ่งก่อสร้าง และมิติทางสังคม</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/284766 การจัดการศึกษาและการวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนในสถานศึกษา 2026-02-18T16:02:13+07:00 เบญจรัตน์ อุปนันท์ Benjarat@sa.ac.th เศรษฐพงษ์ เลิศปรีชา settapong@sa.ac.th ประภาศรี เลิศปรีชา Prapasri@sa.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิด หลักการ และรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพควรดำเนินการภายใต้กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตร ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตามช่วงวัย ตั้งแต่การปลูกฝังคุณลักษณะพื้นฐาน การเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพ การค้นพบตนเอง จนถึงการพัฒนาทักษะเฉพาะทาง 2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากประสบการณ์ สถานการณ์จำลอง และการมีส่วนร่วมของชุมชนและสถานประกอบการ และ 3) ด้านการวัดประเมินผลที่สะท้อนศักยภาพของผู้เรียน และใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้ ทักษะอาชีพที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ควรพัฒนาอย่างสมดุลระหว่างทักษะจำเป็นสำหรับอาชีพ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ควบคู่กับทักษะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้เฉพาะด้านและการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการทำงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต จากการสังเคราะห์องค์ความรู้สามารถพัฒนาเป็นรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพของผู้เรียน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 หลักการ องค์ประกอบที่ 2 ปัจจัยนำเข้า องค์ประกอบที่ 3 กระบวนการบริหารจัดการ และองค์ประกอบที่ 4 ผลผลิต ข้อค้นพบสำคัญชี้ให้เห็นว่า การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพจะประสบผลสำเร็จเมื่อสถานศึกษาบูรณาการหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลอย่างสอดคล้องกัน ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สามารถค้นพบศักยภาพของตนเอง วางแผนเส้นทางการศึกษาและอาชีพได้อย่างเหมาะสม อันนำไปสู่การพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตลาดแรงงานในอนาคต</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/283484 การเสริมสร้างการควบคุมตนเองของเจนเนอเรชั่นวายที่มีภาวะหนี้สิน ด้วยการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้น 2026-01-05T09:51:23+07:00 ญษา อิทธิกุลวัฒน์ yasa.itti@gmail.com เพ็ญนภา กุลนภาดล pennapha@go.buu.ac.th ประชา อินัง pracha@go.buu.ac.th วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ warakorn@go.buu.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการปรึกษาแบบออนไลน์ทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นต่อการส่งเสริมการควบคุมตนเองของเจนเนอเรชั่นวายที่มีภาวะหนี้สิน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคคลวัยเจนเนอเรชั่นวายที่มีหนี้สินจำนวน 20 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง 10 คน และกลุ่มควบคุม 10 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามการควบคุมตนเองด้านการก่อหนี้ 12 ข้อ และโปรแกรมการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นที่ผู้วิจัยพัฒนาเอง กลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมการปรึกษา 6 ครั้ง ครั้งละ 45-60 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการปรึกษา วัดผลทดลอง 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม เมื่อพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยใช้วิธีบอนเฟอโรนี ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีการควบคุมตนเองด้านการก่อหนี้ในระยะติดตามผลเพิ่มขึ้นกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองมีการควบคุมตนเองด้านการก่อหนี้ในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลเพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การปรึกษาแบบออนไลน์ทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นสามารถเสริมสร้างการควบคุมตนเองด้านการก่อหนี้ของบุคคลวัยเจนเนอเรชั่นวายที่มีภาวะหนี้สินได้</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/284065 Unraveling Climate Change Narratives in Thai Media: Exploring Discourse, Misconceptions, and Marginalized Perspectives 2026-01-16T12:19:10+07:00 Napat Wesshasartar wesshasartar@thomsonreuter.com Kanang Kantamaturapoj kanang.kan@mahidol.ac.th <p>Climate change is an undeniable global challenge with far-reaching impacts, including altered weather patterns that threaten food security and rising sea levels that increase the risk of catastrophic flooding. According to the Global Climate Risk Index 2025 published by Germanwatch, Thailand ranks 30th among countries most affected by extreme weather events in the long-term index (1993–2022) (Germanwatch, 2025). This ranking reflects the human and economic impacts of climate-related events such as storms, floods, and heatwaves over the assessed period. This study investigates how climate change is portrayed in Thai media and assesses the effectiveness of related communication strategies. Eighteen key informants representing six stakeholder groups-traditional media, digital media, vulnerable groups, NGOs (Non-governmental organizations), experts, and corporations-were interviewed in-depth between May and July 2025. The data were analyzed according to seven themes identified in the literature: (1) employing frames that resonate and engage, (2) communicating the existence of scientific consensus, (3) prioritizing accuracy goals over directional goals in climate change communication, (4) utilizing credible messengers, (5) incorporating authoritative scientific information, (6) presenting both problems and solutions, and (7) mobilizing action. The research identifies key discourse patterns, misconceptions, and marginalized perspectives within Thai media, aiming to enhance understanding of climate communication strategies and bridge the gap between local and global perspectives. By addressing these discrepancies, this study seeks to promote informed public discourse and contribute to more effective climate action in Thailand.</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/sahasart/article/view/284063 อนิจจังในกาพย์พระไชยสุริยา 2026-01-27T13:24:54+07:00 ณัฐพงษ์ แก้วสีสด s65121109002@ssru.ac.th สุภัคธัช สุธนภิญโญ Suphakkhathat.su@ssru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาอนิจจังในกาพย์เรื่องพระไชยสุริยาของสุนทรภู่ โดยใช้การวิเคราะห์ตัวบทวรรณคดีจากฉบับกรมศิลปากร พ.ศ. 2508 เป็นข้อมูลหลักและอ้างอิงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดอนิจจังในกาพย์พระไชยสุริยา ปรากฏชัดผ่านเหตุการณ์และพฤติกรรมของตัวละคร โดยสามารถจำแนกได้เป็น 4 ประการ ได้แก่ 1) เกิดดับ (อุปฺปาทวยปฺปวตฺติโต) แสดงผ่านการเกิดขึ้นและดับสูญของ ความรุ่งเรืองแห่งเมืองสาวัตถีและอำนาจของพระไชยสุริยา ซึ่งสื่อให้เห็นกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม 2) แปรปรวน (วิปริณามโต) ปรากฏในความเสื่อมทางจิตใจและศีลธรรมของผู้คน ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและโชคชะตา 3) ชั่วคราว (ตาวกาลิกโต) แสดงให้เห็นว่า ความสุข ความมั่งคั่ง และสถานะทางโลกดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ ก่อนจะสิ้นสุดลงตามเวลา และ 4) แย้งต่อความเที่ยง (นิจจปฏิกเขปโต) สื่อให้เห็นว่าสรรพสิ่งไม่อาจดำรงอยู่คงที่ แม้มนุษย์จะพยายามยึดถือหรือสร้างที่พึ่งที่มั่นคงด้วยอำนาจหรือไสยศาสตร์ก็ตาม ซึ่งวรรณคดีเรื่องนี้เป็นเครื่องสะท้อนโลกทัศน์ทางพุทธปรัชญาที่มุ่งให้มนุษย์ตระหนักถึงอนิจจังของชีวิตและหันกลับมาปฏิบัติธรรม เพื่อละวางความยึดติดในสังขารซึ่งเป็นหนทางสู่ความสงบเย็นอย่างแท้จริง</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สหศาสตร์: วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์