วารสารการบัญชีและการจัดการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs <h2 style="color: #1c86ee; font-size: 28px; margin-bottom: 8px; font-family: 'Sarabun',Arial,sans-serif;"> </h2> <h2 style="color: #1c86ee; font-size: 28px; margin-bottom: 8px; font-family: 'Sarabun',Arial,sans-serif;"><strong>วารสารการบัญชีและการจัดการ</strong></h2> <p><br />วารสารการบัญชีและการจัดการ เป็นวารสารวิชาการ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปัจจุบันได้รับการประเมินคุณภาพและจัดอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่มที่ 1 (Tier 1) ในรอบการประเมินครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2568–2572)</p> <p data-path-to-node="1,1">วารสารฯ ยินดีรับผลงานจากนักวิชาการและนักวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านบริหารธุรกิจ การบัญชี และการจัดการ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมนวัตกรรมทางวิชาการและความร่วมมือแบบสหวิทยาการ</p> <p data-path-to-node="1,2">กองบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิของเราเป็นผู้พิจารณาและดูแลกระบวนการตีพิมพ์ เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความถูกต้องและคุณภาพทางวิชาการขั้นสูงสุด บทความทุกเรื่องจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณากลั่นกรองอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทาง โดยที่ผู้ประเมินและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind peer-review)</p> <p data-path-to-node="1,3">ผู้อ่านสามารถเข้าถึงวารสารฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยล่าสุด รวมถึงรับข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ของวารสารได้ผ่านทางเว็บไซต์ของเรา</p> <p> </p> <p><strong>English : </strong>Journal of Accountancy and Management</p> <p><strong>ภาษาไทย : </strong>วารสารการบัญชีและการจัดการ</p> <p><strong>ตัวย่อวารสาร : </strong>J. Account. Manag.</p> <p><strong>ISSN :</strong> 1906-7933 &amp; 2730-3276 (online)</p> <p><strong>ตีพิมพ์ตั้งแต่ :</strong> พ.ศ. 2552</p> <p><strong>ภาษา</strong> <strong>: </strong>วารสารการบัญชีและการจัดการรับและตีพิมพ์ต้นฉบับที่เขียนด้วย ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ผู้แต่งควรใช้ภาษาที่ชัดเจนและรัดกุม พร้อมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ไวยากรณ์และระดับภาษาทางวิชาการที่ถูกต้อง</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong></p> <p>วารสารการบัญชีและการจัดการ เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอุทิศตนเพื่อเผยแพร่งานวิจัยคุณภาพสูงที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาต่างๆ ด้านการจัดการธุรกิจ การบัญชี และเศรษฐศาสตร์ เป้าหมายของเราคือการสนับสนุนนวัตกรรมและความร่วมมือทางวิชาการ ด้วยการแบ่งปันการค้นพบที่มีผลกระทบสูง รวมถึงการตีความรูปแบบใหม่ๆ ในสาขาเหล่านี้</p> <p>วารสารเปิดรับตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่หลากหลาย ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ งานเขียนที่ส่งเข้ามาทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเข้มงวดจากผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ เพื่อรับประกันความถูกต้องและความเป็นเลิศทางวิชาการ</p> <p><strong>วารสารครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย ดังนี้</strong></p> <ul> <li><strong>การบัญชีและการจัดการทางการเงิน (</strong><strong>Accounting and Financial Management):</strong> การปฏิบัติงานทางบัญชี, การจัดการทางการเงิน, การตรวจสอบบัญชี และการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ</li> <li><strong>การจัดการและผู้ประกอบการ (</strong><strong>Management and Entrepreneurship):</strong> การจัดการธุรกิจ, การจัดการผู้ประกอบการ, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และพฤติกรรมองค์กร</li> <li><strong>เทคโนโลยีและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (</strong><strong>Technology and E-commerce):</strong> เทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ, การคอมพิวเตอร์ธุรกิจ, การจัดการเทคโนโลยี และการจัดการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</li> <li><strong>ธุรกิจระดับโลกและเศรษฐศาสตร์ (</strong><strong>Global Business and Economics):</strong> ธุรกิจระหว่างประเทศ, กลยุทธ์การตลาด และเศรษฐศาสตร์ประยุกต์</li> </ul> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการบัญชีและการจัดการ</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> Kittipol.w@acc.msu.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.จรวย สาวิถี (Asst. Prof. Dr. Charuay Savithi)) nattakan.j@mbs.msu.ac.th (Nattakan Jandachote) Fri, 25 Sep 2026 10:55:03 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจยอมรับและนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้ของเกษตรกรรุ่นใหม่ในประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281533 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจในการยอมรับและนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้ในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยใช้กรอบแนวคิด Unified Theory of Acceptance and Use of Technology: UTAUT ที่ขยายด้วยตัวแปรความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovativeness) และความเต็มใจนำไปใช้ (Willingness to Adopt) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรรุ่นใหม่จำนวน 370 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบไม่ใช่ความน่าจะเป็นโดยอาศัยการตอบแบบสมัครใจ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์จากเครือข่าย Young Smart Farmer (YSF) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่และร้อยละ) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรสำคัญทั้ง 5 ได้แก่ ความคาดหวังต่อผลสัมฤทธิ์ (Performance Expectancy: PE) ความง่ายดายในการใช้งาน (Effort Expectancy: EE) อิทธิพลทางสังคม (Social Influence: SI) เงื่อนไขสนับสนุน (Facilitating Conditions: FC) และแรงจูงใจเชิงสุขนิยม (Hedonic Motivation: HM) ทั้งหมดนี้มีอิทธิพลโดยตรงและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งเป็นตัวแปรตัวกลางสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเต็มใจนำไปใช้เทคโนโลยีของเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเฉพาะแรงจูงใจเชิงสุขนิยม เป็นปัจจัยที่ส่งผลส่งเสริมแนวคิดริเริ่มและการเปิดรับนวัตกรรมมากที่สุด รองลงมาคือ ความง่ายดายในการใช้งาน อิทธิพลทางสังคม และเงื่อนไขสนับสนุน ตามลำดับ นอกจากนี้ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม มีอิทธิพลสูงและโดยตรงต่อความเต็มใจนำเทคโนโลยีไปใช้ ผลการวิจัยที่ได้เป็นข้อเสนอแนะให้กับผู้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมปัจจัยเชิงสาเหตุและความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อนำไปสู่ความเต็มใจในการยอมรับและนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว</p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจในการยอมรับและนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้ในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยใช้กรอบแนวคิด Unified Theory of Acceptance and Use of Technology: UTAUT ที่ขยายด้วยตัวแปรความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovativeness) และความเต็มใจนำไปใช้ (Willingness to Adopt) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรรุ่นใหม่จำนวน 370 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบไม่ใช่ความน่าจะเป็นโดยอาศัยการตอบแบบสมัครใจ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์จากเครือข่าย Young Smart Farmer (YSF) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่และร้อยละ) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรสำคัญทั้ง 5 ได้แก่ ความคาดหวังต่อผลสัมฤทธิ์ (Performance Expectancy: PE) ความง่ายดายในการใช้งาน (Effort Expectancy: EE) อิทธิพลทางสังคม (Social Influence: SI) เงื่อนไขสนับสนุน (Facilitating Conditions: FC) และแรงจูงใจเชิงสุขนิยม (Hedonic Motivation: HM) ทั้งหมดนี้มีอิทธิพลโดยตรงและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งเป็นตัวแปรตัวกลางสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเต็มใจนำไปใช้เทคโนโลยีของเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเฉพาะแรงจูงใจเชิงสุขนิยม เป็นปัจจัยที่ส่งผลส่งเสริมแนวคิดริเริ่มและการเปิดรับนวัตกรรมมากที่สุด รองลงมาคือ ความง่ายดายในการใช้งาน อิทธิพลทางสังคม และเงื่อนไขสนับสนุน ตามลำดับ นอกจากนี้ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม มีอิทธิพลสูงและโดยตรงต่อความเต็มใจนำเทคโนโลยีไปใช้ ผลการวิจัยที่ได้เป็นข้อเสนอแนะให้กับผู้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมปัจจัยเชิงสาเหตุและความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อนำไปสู่ความเต็มใจในการยอมรับและนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว</p> พิสชานันท์ สนธิธรรม, อุบลวรรณ สุวรรณภูสิทธิ์ , ชนม์ณัฐชา กังวานศุภพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281533 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 โมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยขับเคลื่อนความภักดีของลูกค้าในการไลฟ์สตรีมมิ่งคอมเมิร์ซ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284526 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการไลฟ์สตรีมมิ่งคอมเมิร์ซ และ2) อิทธิพลของความพึงพอใจของลูกค้าในการไลฟ์สตรีมมิ่งคอมเมิร์ซต่อความตั้งใจซื้อซ้ำและความภักดีของลูกค้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคชาวไทยที่มีประสบการณ์ในการซื้อสินค้าประเภทเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายผ่านการไลฟ์สตรีมมิ่งคอมเมิร์ซบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม AMOS ผลการวิจัยพบว่า ความเชี่ยวชาญของสตรีมเมอร์และการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ ล้วนมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการไลฟ์สตรีมมิ่งคอมเมิร์ซ โดยการโต้ตอบแบบเรียลไทม์เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด นอกจากนี้ ความพึงพอใจของลูกค้ายังมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการซื้อซ้ำและความภักดีของลูกค้า เช่นเดียวกับความตั้งใจในการซื้อซ้ำมีบทบาทในการเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าในการไลฟ์สตรีมมิ่งคอมเมิร์ซ โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความภักดีของลูกค้าได้ร้อยละ 31.2 (R<sup>2</sup> = 0.312) ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยภาครัฐควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการและยกระดับมาตรฐานการไลฟ์สตรีมมิ่งคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตลาดออนไลน์</p> ปิยพัชร วิมลโสภณกิตติ, สิริพาพร ยืนสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284526 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศและการเป็นพลเมืองอัจฉริยะ ที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281573 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบผลกระทบของการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศและการเป็นพลเมืองอัจฉริยะที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรสายสนับสนุนของสถาบัน จำนวน 218 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) การยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านความคาดหวังในระบบการใช้งาน และด้านอิทธิพลของสังคม มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 2) การยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านความคาดหวังในระบบการใช้งาน และด้านอิทธิพลของสังคม มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับการเป็นพลเมืองอัจฉริยะ และ 3) การเป็นพลเมืองอัจฉริยะ ด้านทักษะความคิดสร้างสรรค์ในนวัตกรรม ด้านทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ด้านทักษะความร่วมมือในการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ และด้านทักษะความยืดหยุ่นและความเข้าใจต่างวัฒนธรรม มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน สรุปได้ว่า การยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นทัศนคติพฤติกรรมการตัดสินใจในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานเพื่อนำไปสร้างคุณค่าเชิงบวกในระดับบุคคลและองค์กรในยุคดิจิทัลการเป็นพลเมืองอัจฉริยะเป็นคุณลักษณะของบุคคลที่บ่งชี้ว่ามีความรู้ความสามารถทักษะในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำไปสร้างคุณค่าการปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งกระตุ้นและส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติโดยตรง ผลวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรเกิดการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศและการเป็นพลเมืองอัจฉริยะ เพื่อประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กรรวมทั้งยังนำไปเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยอัจฉริยะในระดับสากลต่อไป</p> พิษณุ คุณชื่น, ปวริศา แสงคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281573 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 Human Resource Management Practice and Firm Survival of Electronic Parts Businesses in Thailand https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284549 <p>In this study, human resource management practices are regarded as a key instrument employed by firms to promote organizational efficiency, effectiveness, excellence, and in the long-term survival. This study investigates the influence of human resource management practice on firm survival. The research employs a sample of 269 electronic parts businesses in Thailand. Data were collected through a mail survey using questionnaires to human resource directors or human resource managers. The regression analysis was conducted to examine all hypotheses. The findings reveal that human resource management practice has a positive impact on organizational excellence effectiveness (Adjusted R2 = 0.154), organizational productivity enhancement (Adjusted R2 = 0.161), and firm survival (Adjusted R2 = 0.130). Moreover, organizational excellence effectiveness and organizational productivity enhancement has a positive impact on firm survival (Adjusted R2 = 0.317). Thus, executives of firms need to implement of human resource management practice to survive and sustain in the competitive market environments. Future research should explore the potential antecedents that contribute to implement human resource management practices with the aim of developing a more comprehensive relational model to enhance competitive advantage and improve business performance.</p> Aphi Khamphroh, Sasichai Pimpan, Suparada Pimpan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284549 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะองค์กรที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าทอและเสื้อผ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281711 <p>การยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนด้านผ้าทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจาก กลุ่มผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดทักษะเชิงผู้ประกอบการ การบริหารจัดการที่เป็นระบบ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล งานวิจัยนี้มุ่งศึกษากลไกเชิงสาเหตุที่กำหนดสมรรถนะองค์กรและผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนด้านผ้าทอและเสื้อผ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดยใช้กรอบทฤษฎีระบบ (System Theory) ร่วมกับแนวคิดเชิงทรัพยากรและสมรรถนะองค์กร อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการภายใน และผลลัพธ์องค์กร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 420 แห่งได้รับการวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลเชิงบวกต่อสมรรถนะองค์กร ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดอิทธิพลไปสู่ผลการดำเนินงานขององค์กร โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะองค์กรได้ร้อยละ 90 และของผลการดำเนินงานได้ร้อยละ 96 สะท้อนประสิทธิภาพในการทำนายผลลัพธ์เชิงองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ยืนยันบทบาทของสมรรถนะองค์กรในฐานะกลไกกลางที่บูรณาการความรู้ ทักษะ และเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พึ่งพาภูมิปัญญาท้องถิ่นและเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง</p> อธิษฐาน ทองเชื้อ, วิชิต อู่อ้น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281711 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 A Structural Equation Model of Causal Factors Influencing Brand Loyalty toward Functional Beverages among Generation Z Consumers in Bangkok https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284573 <p>This study develops and empirically tests a structural equation model (SEM) to examine the causal factors influencing brand loyalty toward functional beverages among Generation Z consumers in Bangkok. Drawing on relationship marketing and experiential marketing theories, the proposed model investigates the effects of electronic word-of-mouth (eWOM) and brand experience on brand trust and brand loyalty, while exploring the mediating role of brand trust. Data were collected from 300 Generation Z consumers in Bangkok who had consumed functional beverages within the past six months using a multi-stage sampling technique. Structural Equation Modeling was employed to analyze the hypothesized relationships.</p> <p>The findings indicate that brand experience plays a central role in driving brand loyalty, both directly and indirectly through brand trust. This suggests that experiential interactions influence both immediate responses and long-term commitment through trust. In contrast, eWOM demonstrates a limited and inconsistent role; it does not significantly influence brand trust and exhibits a significant negative effect on brand loyalty, suggesting that exposure to online information may encourage comparison rather than reinforce commitment. </p> <p>These results highlight the importance of distinguishing between experiential and informational mechanisms in understanding consumer behavior. In the context of functional beverages, where perceived risk is higher, consumers appear to rely more on experiential validation than on externally generated information. The study contributes by clarifying the differential roles of these mechanisms and by showing that brand trust functions as an effective mediator primarily in experience-driven pathways. The findings also suggest that firms should prioritize authentic and consistent brand experiences to build sustainable brand loyalty among Generation Z consumers in Bangkok</p> Kanitta Richkamroph ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284573 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 Developing a Sustainability Model for Community Enterprises in Eastern Thailand: An Integration of Sufficiency Economy Philosophy, Innovation Management, Social Capital https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/282052 <p>This study investigates the structural relationship and influence pathways among sufficiency economy philosophy, innovation management, social capital, and sustainability of community enterprises in Eastern Thailand. Using a stratified random sampling approach, data were collected through online questionnaires and emails from community enterprise representatives, resulting in 486 valid responses. Structural equation modeling (SEM), integrating confirmatory factor analysis (CFA) and path analysis, was employed to examine the proposed relationships. The study reveals that the proposed structural model demonstrates a good fit with the empirical data. Sufficiency economy philosophy exerted significant direct effects on innovation management and social capital and also influenced sustainability both directly and indirectly through these mediating variables. The findings further demonstrate that innovation management and social capital play critical roles in enhancing the sustainability and governance capacity of community enterprises. Moreover, sufficiency economy philosophy, innovation management, and social capital jointly explained 63% of the variance in sustainability, indicating the model’s strong predictive power. From a policy and practical perspective, the results provide valuable guidance for policymakers and development agencies in designing community enterprise support programs that integrate sufficiency economy principles with innovation capacity building and social capital strengthening, thereby fostering sustainable regional development in Eastern Thailand.</p> Jantana Ridsomboon, Naris Uraipan, Atchawan Saraithong, Pawinee Thongyamd, Vicharinee Sawasdee, Sriwaree Sujaritchai, Poonsiri Prakongpak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/282052 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและค่าตอบแทนผู้บริหารต่อโอกาสการลงทุน โดยมีต้นทุนเงินทุนเป็นตัวแปรส่งผ่าน สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284827 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมของผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และค่าตอบแทนผู้บริหารต่อโอกาสการลงทุน (Investment Opportunity Set: IOS) โดยมีต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นตัวแปรส่งผ่าน สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ในฐานข้อมูล Bloomberg ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2566 รวมจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 223 รายปีบริษัท โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เส้นทาง (Path Analysis)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ESG การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และค่าตอบแทนผู้บริหารมีอิทธิพลทางบวกต่อโอกาสการลงทุน นอกจากนี้ ESG มีอิทธิพลทางลบต่อต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น ในขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีอิทธิพลทางบวกต่อต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนค่าตอบแทนผู้บริหารไม่พบอิทธิพลต่อต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังพบว่า ต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นมีอิทธิพลทางบวกต่อโอกาสการลงทุน สะท้อนว่าต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงขึ้นอาจเป็นผลจากการขยายการลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวังสูงมากกว่าจะเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนในด้านอิทธิพลทางอ้อม พบว่า ESG มีอิทธิพลทางลบต่อโอกาสการลงทุนผ่านต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น สะท้อนบทบาทของต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นในฐานะเกณฑ์คัดกรองโครงการลงทุนมากกว่าการเป็นกลไกกระตุ้นการขยายการลงทุนโดยตรง ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีอิทธิพลทางบวกต่อโอกาสการลงทุนผ่านต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น โดยสะท้อนการลงทุนเชิงรุกของบริษัทเพื่อปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างไรก็ตาม ไม่พบอิทธิพลทางอ้อมของค่าตอบแทนผู้บริหารต่อโอกาสการลงทุนผ่านต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นบทบาทของ ESG และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการกำหนดต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้นและโอกาสการลงทุน ขณะเดียวกันสามารถนำไปใช้ในการบริหารความเสี่ยงและสนับสนุนการพัฒนานโยบายด้านการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนได้</p> โศรัญญา ลิมอักษร, อเนก พุทธิเดช, สุรชัย เอมอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284827 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลาแห้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและ ศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ วิถีโคกหนองนา ในอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284089 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลาแห้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ วิถีโคกหนองนา อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ 2) ศึกษาผลการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลาแห้ง ภายหลังการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้นำชุมชนจำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก แบบประเมิน และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (Paired-sample t-test) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลาแห้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขัน ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) กิจกรรมต้นน้ำ มุ่งเน้นการจัดการระบบโลจิสติกส์ โดยการเพิ่มจำนวนคู่ค้าและสร้างเครือข่ายเกษตรกรในชุมชน 2) กิจกรรมกลางน้ำ มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การพัฒนาตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ และ 3) กิจกรรมปลายน้ำ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดออนไลน์และการบัญชี ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบห่วงโซ่คุณค่ามีความเป็นไปได้และความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลจากการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลาแห้งทำให้วิสาหกิจชุมชนมีต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลาแห้งที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP และมาตรฐานอาหารและยา (อย.) รวมถึงมีตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่น นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังมีศักยภาพด้านการตลาดออนไลน์และการบัญชีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและมีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น</p> หทัยกาญจน์ ทองศรีสุข, สำเริง ไกยวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284089 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของเรื่องสำคัญในการตรวจสอบต่อความเสี่ยงในการสอบบัญชี: บทบาทกำกับของการเติบโตอย่างยั่งยืน และผลการดำเนินงานทางการเงินในบริษัทจดทะเบียนไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/285072 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของจำนวนเรื่องสำคัญในการตรวจสอบและรูปแบบการนำเสนอเรื่องสำคัญในการตรวจสอบต่อความเสี่ยงในการสอบบัญชีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์กับการเติบโตอย่างยั่งยืนและผลการดำเนินงานทางการเงิน ตลอดจนทดสอบบทบาทกำกับของการเติบโตอย่างยั่งยืน อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ และกำไรต่อหุ้น โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงินและรายงานแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2567 จำนวน 723 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จำนวนเรื่องสำคัญในการตรวจสอบและรูปแบบการนำเสนอเรื่องสำคัญในการตรวจสอบมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเสี่ยงในการสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ รูปแบบการนำเสนอเรื่องสำคัญในการตรวจสอบมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับผลการดำเนินงานทางการเงินพบว่า จำนวนเรื่องสำคัญในการตรวจสอบมีความสัมพันธ์เชิงลบกับกำไรต่อหุ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างรูปแบบการนำเสนอเรื่องสำคัญในการตรวจสอบกับความเสี่ยงในการสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่การเติบโตอย่างยั่งยืน อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ และกำไรต่อหุ้นไม่พบบทบาทกำกับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า จำนวนเรื่องสำคัญในการตรวจสอบและรูปแบบการนำเสนอเรื่องสำคัญในการตรวจสอบมีความสำคัญต่อการอธิบายและทำความเข้าใจระดับความเสี่ยงในการสอบบัญชี และเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้สอบบัญชี ผู้บริหาร และผู้ลงทุนในการประเมินความเสี่ยงและการตัดสินใจลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุทธิวรรณ นันทกาญจน์, จิรัฐติกาล วุฒิพันธุ์, เฉวียง วงค์จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/285072 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 Relationship of Sustainability Report and Firm Value of Sustainable Stocks Group in Thai listed Companies https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284090 <p>This study aims to 1) examine the relationship between ESG score and the firm value of sustainable stock groups; 2) investigate the relationship between ESG score and the financial performance of these sustainable stock groups;<br />3) explore the relationship between financial performance and the firm value of sustainable stock groups; and 4) analyze how financial performance serves as a mediating variable in the relationship between ESG score and the firm value of sustainable stock groups in Thai listed companies. A sample of 192 firms was analyzed in 2023. ESG scores were obtained from the setsustainability.com website, while financial data was sourced from the SETSMART database. Pearson correlation analysis and OLS regression analysis were employed to analyze the data. The findings indicated a positive correlation between financial performance and firm value. However, there was no identified relationship between the ESG score and the firm value of the sustainable stock group. Additionally, financial performance was not recognized as a mediator in the relationship between the ESG score and the firm value of the sustainable stock group of Thai listed companies. It also adds the literature regarding the determinants of firm value on non-financial factors.</p> sumintorn baotham, Jirapa Chalatharawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284090 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการ คลินิกทันตกรรมเอกชน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284422 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้ารับบริการ (2) ศึกษาระดับปัจจัยคุณภาพการบริการ (3) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการ และ (4) ทดสอบอิทธิพลของคุณภาพการให้บริการที่มีต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลินิกทันตกรรมเอกชน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ที่เคยเข้ารับบริการจากคลินิกทันตกรรมเอกชน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ตัวแปรที่ใช้ในศึกษา ได้แก่ คุณภาพการบริการ และการตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบการวิจัยด้วยสมการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21 – 35 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นนักเรียน/นักศึกษา มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อปัจจัยคุณภาพการบริการและตัดสินใจเข้ารับบริการของคลินิกทันตกรรมเอกชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ ด้านการให้ความมั่นใจแก่ผู้รับบริการ ด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ และด้านความน่าเชื่อถือ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการคลินิกทันตกรรมเอกชน ได้แก่ ความเป็นรูปธรรมของการบริการ การตอบสนองต่อผู้รับบริการ และความน่าเชื่อถือ โดยปัจจัยดังกล่าวพยากรณ์การตัดสินใจเข้ารับบริการคลินิกทันตกรรมเอกชน ได้ร้อยละ 79.00</p> อัจฉราพรรณ ตั้งจาตุรโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/284422 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700