วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs
<h2 style="color: #1c86ee; font-size: 28px; margin-bottom: 8px; font-family: 'Sarabun',Arial,sans-serif;"> </h2> <h2 style="color: #1c86ee; font-size: 28px; margin-bottom: 8px; font-family: 'Sarabun',Arial,sans-serif;"><strong>วารสารการบัญชีและการจัดการ</strong></h2> <p><br />วารสารการบัญชีและการจัดการ เป็นวารสารวิชาการ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปัจจุบันได้รับการประเมินคุณภาพและจัดอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่มที่ 1 (Tier 1) ในรอบการประเมินครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2568–2572)</p> <p data-path-to-node="1,1">วารสารฯ ยินดีรับผลงานจากนักวิชาการและนักวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านบริหารธุรกิจ การบัญชี และการจัดการ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมนวัตกรรมทางวิชาการและความร่วมมือแบบสหวิทยาการ</p> <p data-path-to-node="1,2">กองบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิของเราเป็นผู้พิจารณาและดูแลกระบวนการตีพิมพ์ เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความถูกต้องและคุณภาพทางวิชาการขั้นสูงสุด บทความทุกเรื่องจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณากลั่นกรองอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทาง โดยที่ผู้ประเมินและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind peer-review)</p> <p data-path-to-node="1,3">ผู้อ่านสามารถเข้าถึงวารสารฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยล่าสุด รวมถึงรับข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ของวารสารได้ผ่านทางเว็บไซต์ของเรา</p> <p> </p> <p><strong>English : </strong>Journal of Accountancy and Management</p> <p><strong>ภาษาไทย : </strong>วารสารการบัญชีและการจัดการ</p> <p><strong>ตัวย่อวารสาร : </strong>J. Account. Manag.</p> <p><strong>ISSN :</strong> 1906-7933 & 2730-3276 (online)</p> <p><strong>ตีพิมพ์ตั้งแต่ :</strong> พ.ศ. 2552</p> <p><strong>ภาษา</strong> <strong>: </strong>วารสารการบัญชีและการจัดการรับและตีพิมพ์ต้นฉบับที่เขียนด้วย ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ผู้แต่งควรใช้ภาษาที่ชัดเจนและรัดกุม พร้อมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ไวยากรณ์และระดับภาษาทางวิชาการที่ถูกต้อง</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong></p> <p>วารสารการบัญชีและการจัดการ เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอุทิศตนเพื่อเผยแพร่งานวิจัยคุณภาพสูงที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาต่างๆ ด้านการจัดการธุรกิจ การบัญชี และเศรษฐศาสตร์ เป้าหมายของเราคือการสนับสนุนนวัตกรรมและความร่วมมือทางวิชาการ ด้วยการแบ่งปันการค้นพบที่มีผลกระทบสูง รวมถึงการตีความรูปแบบใหม่ๆ ในสาขาเหล่านี้</p> <p>วารสารเปิดรับตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่หลากหลาย ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ งานเขียนที่ส่งเข้ามาทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเข้มงวดจากผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ เพื่อรับประกันความถูกต้องและความเป็นเลิศทางวิชาการ</p> <p><strong>วารสารครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย ดังนี้</strong></p> <ul> <li><strong>การบัญชีและการจัดการทางการเงิน (</strong><strong>Accounting and Financial Management):</strong> การปฏิบัติงานทางบัญชี, การจัดการทางการเงิน, การตรวจสอบบัญชี และการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ</li> <li><strong>การจัดการและผู้ประกอบการ (</strong><strong>Management and Entrepreneurship):</strong> การจัดการธุรกิจ, การจัดการผู้ประกอบการ, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และพฤติกรรมองค์กร</li> <li><strong>เทคโนโลยีและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (</strong><strong>Technology and E-commerce):</strong> เทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ, การคอมพิวเตอร์ธุรกิจ, การจัดการเทคโนโลยี และการจัดการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</li> <li><strong>ธุรกิจระดับโลกและเศรษฐศาสตร์ (</strong><strong>Global Business and Economics):</strong> ธุรกิจระหว่างประเทศ, กลยุทธ์การตลาด และเศรษฐศาสตร์ประยุกต์</li> </ul>
Faculty of Accounting and Management, Mahasarakham University (คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)
th-TH
วารสารการบัญชีและการจัดการ
1906-7933
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการบัญชีและการจัดการ</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
การพัฒนาภาวะผู้นำในตนเองสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280665
<p class="15" style="tab-stops: 42.55pt 2.0cm 70.9pt 3.0cm 99.25pt 4.0cm;"><span lang="TH" style="letter-spacing: 0pt;">การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span style="letter-spacing: 0pt;">1<span lang="TH">) ศึกษาประสบการณ์เชิงบวกของทีมพัฒนาตลาดต่างประเทศเกี่ยวกับภาวะผู้นำในตนเอง </span>2<span lang="TH">) พัฒนาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำในตนเองของทีมพัฒนาตลาดต่างประเทศ และ </span>3<span lang="TH">) ประเมินประสิทธิผลของโครงการพัฒนาภาวะผู้นำในตนเองของทีมพัฒนาตลาดต่างประเทศ ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้บริหารและพนักงานทีมพัฒนาตลาดต่างประเทศขององค์กรวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งหนึ่ง รวม </span>8<span lang="TH"> คน ใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินภาวะผู้นำในตนเองตามกรอบสมรรถนะ </span>6<span lang="TH"> ด้าน สำหรับผู้บริหารประเมินพนักงาน แบบสอบถามภาวะผู้นำในตนเองฉบับปรับปรุง </span>(RSLQ) <span lang="TH">สำหรับพนักงานประเมินตนเอง แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการและการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบวิลคอกซันของประชากรสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระกัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม </span>ATLAS.ti <span lang="TH">ตามกรอบสมรรถนะ </span>6 <span lang="TH">ด้าน และแนวทางการวิเคราะห์ซออาร์</span></span></p> <p class="15" style="tab-stops: 42.55pt 2.0cm 70.9pt 3.0cm 99.25pt 4.0cm;"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.2pt;">ผลการศึกษา พบว่า </span><span style="letter-spacing: -.2pt;">1<span lang="TH">) ทีมพัฒนาตลาดต่างประเทศมีประสบการณ์เชิงบวกในด้านการสื่อสาร การรับผิดชอบต่องาน และการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นจุดร่วมที่ส่งเสริมภาวะผู้นำในตนเองอย่างมีประสิทธิผล </span>2<span lang="TH">) แนวทางการพัฒนาออกแบบเป็นโครงการฝึกอบรม </span>3<span lang="TH"> โมดูลหลัก ได้แก่ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเป็นเลิศ ด้านการบริหารจัดการ </span>3<span lang="TH">) ผลการประเมินประสิทธิผลของโครงการหลังการพัฒนา พบว่าคะแนนเฉลี่ยภาวะผู้นำในตนเองของพนักงานทีมพัฒนาตลาดต่างประเทศสูงขึ้นทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span>0<span lang="TH">.</span>05<span lang="TH"> และตัวชี้วัดประสิทธิผลองค์กร เช่น ความพึงพอใจของลูกค้าต่างประเทศและอัตราการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้น การศึกษานี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรและเพิ่มความพร้อมขององค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน</span></span></p>
วิไลวรรณ คำมี
อัจฉริยะ อุปการกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
230
244
-
บทบาทของเพศในการกำกับความสัมพันธ์ระหว่างชุดความคิดการเป็นผู้ประกอบการ กับความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรี ในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280903
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของเพศในการกำกับความสัมพันธ์ระหว่างชุดความคิดการเป็นผู้ประกอบการกับความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 400 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักเชิงคุณภาพจำนวน 17 คน</p> <p>ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบว่า ชุดความคิดการเป็นผู้ประกอบการด้านการเห็นถึงโอกาส การยอมรับความเสี่ยง และความอดทนต่อความคลุมเครือ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการในระดับต่ำถึงปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการมองโลกในแง่ดีและความคิดสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ เมื่อทดสอบด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ตัวแปรการเห็นถึงโอกาสมีผลต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวได้ว่า เมื่อบุคคลมีการเห็นถึงโอกาสในระดับที่สูงขึ้น จะส่งผลให้มีความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย (β = .303, p < .001) และเพศมีบทบาทในการกำกับความสัมพันธ์นี้ ผลชี้ว่าเพศหญิงมีแนวโน้มลดอิทธิพลของการเห็นถึงโอกาสต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการ (β = –.218, p = .004) ส่วนตัวแปรอื่นไม่มีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่า เพศชายและเพศหญิงมีรูปแบบการตอบสนองต่อชุดความคิดการเป็นผู้ประกอบการและความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการที่แตกต่างกัน โดยเพศชายให้ความสำคัญกับการยอมรับความเสี่ยง ส่วนเพศหญิงเน้นความอดทนต่อความคลุมเครือ ขณะที่เพศทางเลือกอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางแผนธุรกิจและให้ความสำคัญกับการมองโลกในแง่ดี</p> <p>สรุปผลการวิจัยพบความสอดคล้องของข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยชี้ว่า การเห็นถึงโอกาส เป็นปัจจัยที่ส่งอิทธิพลสูงสุดต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการ นอกจากนี้ เพศ ยังมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับที่สำคัญโดยเฉพาะในการลดทอนความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดเชิงบวกและการลงมือทำ</p>
รินธิดา เด่นพิทัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
245
262
-
แนวทางและความตั้งใจในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281311
<p>การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางลดผลกระทบอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของแนวทางและความตั้งใจในการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม 2) เพื่อศึกษาผลของตัวแปรตามกรอบแนวคิดที่มีต่อความตั้งใจดังกล่าว และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้เกิดความยั่งยืน โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมจำนวน 480 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรสำคัญจากการวิเคราะห์ CFA คือ “การเลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคาร์บอนต่ำ” (PEN4 = 0.753) สะท้อนถึงความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการ ส่วนผลการวิเคราะห์ SEM พบว่า “เจตคติที่มีต่อพฤติกรรม” มีอิทธิพลสูงสุดต่อความตั้งใจลดคาร์บอน (β = 0.732, p < .001) โดยแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ²/df = 1.88, GFI = 0.999, RMSEA = 0.042, SRMR = 0.037) และมีค่า R² = 0.712 อธิบายความตั้งใจลดคาร์บอนได้ร้อยละ 71.2 ดังนั้นภาครัฐควรส่งเสริมทัศนคติและแรงจูงใจด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินทุนสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมควรเน้นการใช้วัสดุคาร์บอนต่ำและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในระยะยาว</p> <p> </p>
ภัทรพล ชุ่มมี
ปรีชา คำมาดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
263
288
-
An Empirical Analysis of Recent Dynamics of Catastrophe Bonds
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281290
<p>This study extends catastrophe bond pricing analysis to the post-2012 period, examining how structural innovations, market regime shifts, and cross-peril diversification influence primary market spreads. I analyze catastrophe bond tranches issued over the past decade and a half, incorporating extended structural variables including life/mortality risks, emerging risks, risk modeling disclosure, upsize options, and aggregate structures. Structural break tests identify economically meaningful regime shifts at 2020 (COVID-19 pandemic) and 2022 (hard reinsurance market peak). Quantile regression across the spread distribution reveals substantial pricing heterogeneity masked by conditional mean analysis. Cross-peril differentials constitute first-order pricing determinants: life bonds trade at material discounts while emerging risks command sizable premiums, magnitudes that dwarf structural feature effects. Post-2020 repricing exhibits steeper expected loss slopes, surging PEAK territory premiums, and activated emerging risk premiums, representing demand-side risk aversion distinct from 2022’s supply-side capacity constraints. Expected loss pricing is strongly convex, rising dramatically from lower to upper quantiles, while capital market pass-through amplifies in distribution tails. These findings reveal pronounced cross-sectional and temporal heterogeneity in catastrophe bond pricing, with implications for sponsors’ peril selection strategies, investors' portfolio positioning, and sovereigns’ regional risk-pooling arrangements.</p>
Isariya Suttakulpiboon
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
289
312
-
ประสิทธิผลการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในมุมมองของผู้ตรวจสอบภายใน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280949
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน มาตรฐานการตรวจสอบภายในและสภาพแวดล้อมภายในองค์กรที่มีผลต่อประสิทธิผลการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือในมุมมองของผู้ตรวจสอบภายใน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีสอบถามจากผู้ตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 353 คน นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ไปวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ในการอธิบายคุณลักษณะส่วนบุคคลและความคิดเห็นของผู้ตรวจสอบภายใน และวิธีวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุมากกว่า 35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้ต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท มีประสบการณ์ทำงานกองคลัง ประสบการณ์ทำงานตรวจสอบภายใน 1 – 5 ปี และเป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยตำแหน่ง 2) กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าแรงจูงใจในการทำงาน มาตรฐานการตรวจสอบภายใน และสภาพแวดล้อมภายในองค์กร มีผลกระทบต่อประสิทธิผลการตรวจสอบภายในในระดับมาก และมีความเห็นว่ารายงานตรวจสอบภายในเสร็จสมบูรณ์ตามเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนด การปฏิบัติงานตรวจสอบภายในเป็นไปตามแผนงานและมีมาตรฐานแสดงถึงประสิทธิผลการตรวจสอบภายในในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน มาตรฐานการตรวจสอบภายใน และสภาพแวดล้อมภายในองค์กรมีผลกระทบต่อประสิทธิผลการตรวจสอบภายใน ซึ่งสามารถนำผลวิจัยไปใช้ในการพัฒนา และปรับปรุงการปฏิบัติงานของหน่วยงานตรวจสอบภายในเพื่อให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบภายใน</p>
นวพร อิ่มเอิญ
ศิรประภา ศรีวิโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
313
331
-
การยอมรับ การรับรู้ความเสี่ยง และการตั้งใจใช้ Digital Banking ของผู้ประกอบการตลาดสดในจังหวัดกำแพงเพชร: บทบาทของทัศนคติและความไว้วางใจในฐานะตัวแปรคั่นกลาง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281970
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตั้งใจใช้ Digital Banking 2) เพื่อศึกษาระดับการยอมรับ ทัศนคติ การรับรู้ความเสี่ยง ความไว้วางใจ และพฤติกรรมการตั้งใจใช้ Digital Banking และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรงและอิทธิพลทางอ้อมของการยอมรับการชำระเงินผ่าน Digital Banking และการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตั้งใจใช้ Digital Banking ผ่านตัวแปรคั่นกลางทัศนคติและความไว้วางใจของผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสดจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการโครงสร้าง (SEM) โดยพัฒนาแบบสอบถามจากกรอบแนวคิด UTAUT2 และ TAM เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการในตลาดสดทั้ง 11 อำเภอของจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 361 ราย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความเหมาะสมกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก และผู้ประกอบการมีการยอมรับการใช้ Digital Banking ในระดับสูง (x̄ = 3.82) แต่มีพฤติกรรมการตั้งใจใช้ (x̄ = 3.34) ทัศนคติ (x̄ = 2.94) และความไว้วางใจ (x̄ = 2.91) ในระดับปานกลาง จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า ทัศนคติมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการตั้งใจใช้ (β = 0.402, p <0.001) และมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจ (β = 0.634, p <0.001) ขณะที่ความไว้วางใจมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการตั้งใจใช้ (β = 0.275, p <0.001) เมื่อพิจารณาอิทธิพลทางอ้อมและอิทธิพลโดยรวม พบว่า ทัศนคติมีอิทธิพลทางอ้อมต่อพฤติกรรมการตั้งใจใช้ผ่านความไว้วางใจ (0.175) อย่างมีนัยสำคัญซึ่งบ่งชี้ว่าความไว้วางใจทำหน้าที่เป็นตัวกลางบางส่วน และทัศนคติมีอิทธิพลรวมสูงสุด (0.577) รองลงมาคือความไว้วางใจ (0.275) โดยทั้ง 4 ปัจจัยสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการตั้งใจใช้ ได้ร้อยละ 37.80</p> <p>ข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมการใช้ Digital Banking ในตลาดสด ควรเน้นการพัฒนาทัศนคติเชิงบวกผ่านการสื่อสารประโยชน์และความสะดวก การสร้างความไว้วางใจผ่านการรับประกันความปลอดภัย และลดการรับรู้ความเสี่ยงผ่านการให้ความรู้ การวิจัยนี้สนับสนุนทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยีและแสดงความสำคัญของกลไกการส่งผ่านของทัศนคติและความไว้วางใจในบริบทของผู้ประกอบการขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท</p>
พลอยณัชชา เดชะเศรษฐ์ศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
332
361
-
ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ด้านการกำกับดูแลกิจการ ผลการดำเนินงานด้านการเงิน และราคาหลักทรัพย์ กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281090
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่มีต่อราคาหลักทรัพย์ (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของผลการดำเนินงานด้าน ESG แบบแยกรายมิติที่มีต่อราคาหลักทรัพย์ (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของผลการดำเนินงานด้านการเงินที่มีต่อราคาหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษาจากบริษัทที่มีคะแนนสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ประเมินโดย London Stock Exchange Group ในช่วง พ.ศ. 2564–2566 จำนวน 387 รายปีบริษัท ใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ พร้อมทั้งทดสอบความทนทานของผลด้วยตัวแปรอิสระแบบหน่วงเวลา 1 ปี ผลการศึกษาพบว่า ผลการดำเนินงานด้าน ESG มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ หากผลการดำเนินงานด้าน ESG เพิ่มขึ้น 1 คะแนนสัมพันธ์กับราคาที่สูงขึ้น 1.11% และผลการดำเนินงานด้าน ESG ในปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 1 คะแนนสัมพันธ์กับราคาปีปัจจุบันที่สูงขึ้น 1.41% ขณะที่การวิเคราะห์รายมิติพบว่า ผลการดำเนินงานด้านสังคมและการกำกับดูแลกิจการ เพิ่มขึ้น 1 คะแนนสัมพันธ์กับราคาที่สูงขึ้น 0.80% นอกจากนี้ผลการดำเนินงานด้านการเงินพบว่า อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น เพิ่มขึ้น 1% สัมพันธ์กับราคาหลักทรัพย์ที่สูงขึ้น 2.43% และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหุ้นสัมพันธ์กับราคาที่สูงขึ้น 13.09% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสะท้อนว่าผลของผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) อาจทยอยส่งผ่านสู่ราคาหลักทรัพย์ในมิติเวลาด้วย ดังนั้น ผลการวิจัยชี้ว่าในบริบทตลาดทุนไทยมีผลการดำเนินงานด้านมิติสังคมการกำกับดูแลกิจการเป็นองค์ประกอบที่ตลาดตอบสนองชัดเจนกว่า และการใช้ตัวแปรหน่วงเวลาช่วยยืนยันความทนทานของข้อค้นพบในภาพรวม</p>
จิรณัฐ เหมราช
อุษณา แจ้งคล้อย
พร้อมพร ภูวดิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
362
383
-
การศึกษาอิทธิพลของการกำกับดูแลกิจการต่อการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงองค์กร ของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/282154
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการกำกับดูแลกิจการต่อการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงองค์กรของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยเก็บข้อมูลจากรายงานประจำปีของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ในระหว่างปี พ.ศ. 2564 - 2566 ทำให้มีขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 455 ตัวอย่าง (Firm-year observations) จากสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ จำนวน 139 แห่ง งานวิจัยครั้งนี้ทดสอบสมมุติฐานงานวิจัยโดยใช้การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า ค่าตอบแทนคณะกรรมการและความสามารถของผู้ตรวจสอบกิจการมีอิทธิพลต่อการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ สหกรณ์ออมทรัพย์และหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการกำหนดโครงสร้างค่าตอบแทนคณะกรรมการสหกรณ์ และกำหนดคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบกิจการให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงสหกรณ์ต่อไป</p>
ศรรสนีย์ ทีปรักษพันธ์
กลางใจ แสงวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
384
397
-
การวางแผนภาษีกับผลการดำเนินงานและราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281467
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการวางแผนภาษีกับอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการวางแผนภาษีกับราคาหลักทรัพย์ และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นกับราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565-2567 จำนวน 701 บริษัท ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์เพียร์สัน และใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อทำการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ตัวชี้วัดการวางแผนภาษีคือ อัตราภาษีเงินได้ที่แท้จริงและอัตราภาษีเงินได้ต่อสินทรัพย์ ผลการวิจัยพบว่า อัตราภาษีเงินได้ที่แท้จริงและอัตราภาษีเงินได้ต่อสินทรัพย์มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น อัตราภาษีเงินได้ต่อสินทรัพย์มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ดังนั้นการวางแผนภาษีมีผลกระทบเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นมากกว่าราคาหลักทรัพย์ เนื่องจากการวางแผนภาษีส่งผลต่อกำไรสุทธิและการใช้สินทรัพย์ของกิจการ ด้วยเหตุนี้กรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ควรกำหนดแนวทางการเปิดเผยนโยบายและผลกระทบทางภาษี</p>
กฤตพงศ์ วัชระนุกุล
กันยารัตน์ ดาษจันทึก
มนัสนันท์ ดวงเกตุ
บุราทร แซ่แต้
ชญานี มาดี
เจนจิรา สารสี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
398
413
-
Factors Influencing Consumption Patterns of the Elderly in Thailand’s Northeastern Region
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/278861
<p>This study aims to investigate the consumption behavior of elderly individuals in Thailand’s Northeastern region, a demographically significant yet underrepresented area in aging research. Specifically, the study explores how demographic characteristics—such as gender, age, and occupation—and the components of the service marketing mix (7Ps) influence spending behavior and purchasing decisions. By applying the Engel–Kollat–Blackwell (EKB) decision-making model as the theoretical foundation, the research seeks to provide a regionally grounded and marketing-centered understanding of the factors shaping elderly consumers’ choices.</p> <p>The results, based on quantitative data from 400 elderly participants, reveal that demographic variables, particularly gender and age, have a statistically significant influence on both the type of products/services consumed and the frequency of spending. Occupation, however, shows no significant relationship. Among the 7Ps, only the “People” element—representing interpersonal service interactions—has a significant effect on both spending frequency and purchase decisions. Other elements such as Product, Price, Place, Promotion, Physical Evidence, and Process showed no statistically significant impact, although Promotion and Product approached significance. These findings suggest that emotional and relational aspects of service are more influential than logistical or design-oriented factors for this population.</p> <p>The study contributes to both theoretical and practical domains. Theoretically, it expands the application of the EKB model within an aging, rural consumer segment in Thailand, offering insight into age- and region-specific decision-making behaviors. Practically, the findings provide evidence-based recommendations for businesses and policymakers to develop inclusive service designs and marketing strategies tailored to the needs and preferences of elderly consumers in Northeastern Thailand, a population segment that is growing rapidly as the country moves toward becoming a super-aged society.</p>
Wannapa Naburana
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
414
429
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างเงินทุนและมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET 100
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281416
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างเงินทุนและมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียน</p> <p>ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100 ตั้งแต่ปี 2563 - 2567 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100 เป็นบริษัทที่มีดัชนีราคาหุ้นที่มีมูลค่าราคาตามตลาดสูงสุด 100 อันดับแรก และการซื้อขายที่มีสภาพคล่องอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้จะมีการพิจารณาเลือกทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งสิ้น 445 รายปีรายบริษัท (Firm-year) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยการวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis) ซึ่งใช้หลักการประมาณค่าด้วยความเป็นไปได้สูงสุด (Maximum Likelihood: ML) ผลการศึกษาพบว่า ผลการดำเนินงาน มีอิทธิต่อโครงสร้างเงินทุน ผลการดำเนินงานมีอิทธิพลต่อมูลค่าของกิจการผ่านโครงสร้างเงินทุน สินทรัพย์ที่มีตัวตน มีอิทธิพลต่อโครงสร้างเงินทุน และสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีอิทธิพลต่อมูลค่าของกิจการผ่านโครงสร้างเงินทุน และโครงสร้างเงินทุนที่มีอิทธิพลต่อมูลค่าของกิจการ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การก่อหนี้จากแหล่งภายนอกที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มเพิ่มต้นทุนเงินทุนและส่งผลต่อมูลค่ากิจการ ขณะที่โครงสร้างเงินทุนซึ่งวัดจากอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยมีอิทธิพลต่อมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ</p>
เพ็ญจันทร์ แสงอาวุธ
สุกัณยา กิตติคุณงาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
452
471
-
ปัจจัยด้านความกลัวอาหารแปลกใหม่ ไลฟ์สไตล์ทางสังคม และความใส่ใจในสุขภาพที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ: กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคอมบูชาจากว่าน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281634
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยเชิงจิตวิทยา ได้แก่ ความกลัวอาหารแปลกใหม่</p> <p>ไลฟ์สไตล์ทางสังคม และความใส่ใจในสุขภาพ ที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อเครื่องดื่มคอมบูชาจากว่านกาบหอย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี ซึ่งเคยบริโภคหรือมีความสนใจในผลิตภัณฑ์คอมบูชา จำนวน 402 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวิจัยมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (CMIN/DF = 2.403, NFI = 0.922, RFI = 0.912, IFI = 0.953, CFI = 0.953, RMSEA = 0.059) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความใส่ใจในสุขภาพมีอิทธิพลทางบวกต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>(β = 0.23, p < .001) ในขณะที่ความกลัวอาหารแปลกใหม่มีอิทธิพลทางลบต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.36, p < .001) อย่างไรก็ตาม ไม่พบอิทธิพลจากไลฟ์สไตล์ทางสังคมต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในการทำการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนวัตกรรมใหม่ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารคุณประโยชน์ด้านสุขภาพเพื่อกระตุ้นผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างความคุ้นเคยและลดการรับรู้ถึงความแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์เพื่อลดอุปสรรคจากความกลัวอาหารใหม่</p>
พิจักษณ์ ปคุณวานิช
ศิริรัตน์ รัตนพิทักษ์
สิริกันย์ สพันธุพงศ์
ปัณณปภณ ใจฉกรรจ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
18 2
430
451