วารสารการบัญชีและการจัดการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs <p>วารสารการบัญชีและการจัดการ ISSN : 1906-7933, ISSN : 2730-3276 (online)</p> <p>วารสารการบัญชีและการจัดการ เป็นวารสารวิชาการ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการให้อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) รอบที่ 5 อยู่ในกลุ่ม 1 (2568-2572) สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ </p> <p>มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ โดยวารสารมีขอบเขตครอบคลุมหลายสาขาวิชาทางด้านธุรกิจได้แก่ การบัญชี การจัดการ การบริหารธุรกิจ การจัดการการประกอบการเทคโนโลยีสารสนเทศธุรกิจ การบริหารการเงิน ธุรกิจระหว่างประเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การจัดการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเศรษฐศาสตร์และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> Faculty of Accounting and Management, Mahasarakham University (คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) th-TH วารสารการบัญชีและการจัดการ 1906-7933 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการบัญชีและการจัดการ</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280933 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เลือกตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 4 จังหวัด ตามสัดส่วนของประชากรจังหวัดในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ รวมจำนวน 322 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ t และสถิติ F ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเจ้าหน้าที่/ผู้ปฏิบัติงาน ระยะเวลาปฏิบัติงาน 6 ปีขึ้นไป อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ประเภทองค์กรภาคเอกชน มีระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้มีภาวะผู้นำทั้งเชิงการเปลี่ยนแปลงและเชิงสร้างสรรค์ในระดับสูง โดดเด่นด้านวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ และการคิดเชิงปัญญา ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค และ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 พบว่า เพศ ตำแหน่งงาน อาชีพ และประเภทองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่และบริบทการทำงานมีผลต่อการแสดงภาวะผู้นำมากกว่าคุณลักษณะส่วนบุคคลอื่น</p> นาตยา โชติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 57 75 ผลกระทบของสมรรถนะทางการบัญชีสมัยใหม่ที่มีต่อคุณภาพรายงานทางการเงินและความสำเร็จในดำเนินงานของนักบัญชีในประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/279650 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบผลกระทบของสมรรถนะทางการบัญชีสมัยใหม่ที่มีต่อคุณภาพรายงานทางการเงิน และทดสอบผลกระทบของคุณภาพรายงานทางการเงินที่มีต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของนักบัญชีในประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบัญชีในประเทศไทย จำนวน 254 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะทางการบัญชีสมัยใหม่มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพรายงานทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) คุณภาพรายงานทางการเงินมีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของนักบัญชีในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าหากนักบัญชีมีสมรรถนะทางการบัญชีสมัยใหม่ และมีการพัฒนาสมรรถนะของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และนำมาประยุกต์ใช้จะส่งผลให้สามารถจัดทำและนำเสนอรายงานทางการเงินที่มีคุณภาพก่อให้เกิดความสำเร็จในการดำเนินงาน </p> สุพัตรา โสระธิวา ภัทราพร ภาระนาค จิตต์ศุภางค์ แก้วคำ ฉัตรรัชดา วิโรจน์รัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 76 94 กลยุทธ์การตลาดและการแบ่งส่วนตลาดลูกค้าสำหรับ ผลิตภัณฑ์ถ่านขาวมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281069 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความพึงพอใจและความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อถ่านขาวและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีเตาเผาแบบสองห้องพร้อมระบบแก๊สซิฟิเคชันที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่ง (Internet of Thing: IoT) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน การศึกษานี้มุ่งแก้ไขความท้าทายในการยอมรับของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากแนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ยั่งยืน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ จึงได้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology Research) โดยการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 74 คน กับข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสำรวจ รวมถึงการวิเคราะห์แบบ Discrete Choice Experiment (DCE) และการสร้างแบบจำลอง Latent Class Model (LCM) ผลการศึกษาพบว่า ความพึงพอใจโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.1 ± 0.6 โดยปัจจัยด้านความปลอดภัย (4.5 ± 0.4) ประสิทธิภาพ (4.4 ± 0.5) และความสะดวกในการใช้งาน (4.3 ± 0.5) ได้รับการให้คุณค่าเป็นปัจจัยระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการระบุกลุ่มผู้บริโภคสำหรับผลิตภัณฑ์ถ่านขาวที่แตกต่างกัน 3 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่หลากหลายและระดับความเต็มใจที่จะจ่าย (Willing To Pay: WTP) ที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาเหล่านี้ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย และการส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจและการพัฒนาชุมชนที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจสีเขียวและการจัดการของเสียในบริบทระดับภูมิภาค</p> อภิญญา กันธิยะ ฐานิญา อิสสระ ชุติสร เรืองนาราบ กันยาพร ไชยวงศ์ อธิกร สงวนศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 95 114 Household Financial Wellbeing: The Role of Financial Behavior, Financial Management Skills, and Financial Security https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/279790 <p>The creation of household financial well-being is an essential aspect of people’s lives because it results from sound financial behavior, strong financial management skills, and financial security, which together enable individuals to manage daily expenses, plan for the future, and reduce financial stress. Therefore, the objective of this research is to explore the causal influence between financial behavior and financial management skills that affect financial security and the creation of financial well-being. This is a quantitative cross-sectional research with fieldwork to collect data from 179 households in Muak Lek District, Saraburi Province. This area was chosen as it reflects typical Thai households facing financial planning and security challenges. The collected data were analyzed through statistical values ​​with Frequency, Percentage, Mean, Standard Deviation, Correlation Analysis, Confirmatory Factor Analysis (CFA), examination of the conceptual framework consistency, and testing of hypotheses using Structural Equation Analysis (SEM). The results of the hypothesis testing show a significant positive influence between financial behavior (cash planning, saving planning, investment planning, and financial planning) and financial management skills. In addition, financial behavior (saving planning and financial planning) has a positive influence on financial security, and financial behavior (saving planning, investment planning, and financial planning) has a positive influence on the creation of financial well-being of households. However, the results of the research found that financial behavior (cash planning and financial planning) has no influence on financial security and financial behavior (cash planning) has no influence on creating financial well-being for households. The findings of this research demonstrate the concept of creating financial well-being for households through financial behavior, financial management skills, and financial security as a part of solving the problem of increasing household debt and promoting financial management and financial planning through the use of appropriate and effective financial management skills to create household sustainability.</p> Subin Putsom Rey Mom ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 115 135 แนวทางการพัฒนาระบบบัญชีดิจิทัลเพื่อรองรับการขับเคลื่อนการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/281108 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบบัญชีดิจิทัลเพื่อรองรับการขับเคลื่อนการเติบโต และ 2)เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบบัญชีดิจิทัลเพื่อรองรับการขับเคลื่อนการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมในเขตจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกด้วยวิธีแบบเจาะจง โดยกำหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำบัญชี จากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย จำนวน 384 คน และผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้บริหารระดับผู้อำนวยการจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำนวน 10 คน และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม SMEs จำนวน 5 คนโดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการระบบบัญชี ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการเติบโต และความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคดิจิทัล มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบบัญชีดิจิทัลเพื่อรองรับการขับเคลื่อนการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย และ 2) แนวทางการพัฒนาเสนอให้มีการจัดวางระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานสากล สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ ระบบคลาวด์ การเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยและเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส และเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาในลักษณะของกลไกพหุภาคี ถือเป็นแนวทางที่สำคัญในการยกระดับสมรรถนะของระบบบัญชีดิจิทัลในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างยั่งยืน</p> ทิพวรรณ รัตนพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 136 155 The Role of Technology Integration in Facilitating Human Capital Development and Institutional Effectiveness in Vocational Education: A Comprehensive Analysis https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280493 <p>This research examines the intricate relationship between technology integration and its dual impact on human capital development and institutional effectiveness within vocational education settings. Through a <strong>mixed-methods design</strong> incorporating <strong>quantitative surveys and qualitative interviews</strong> from <strong>312 vocational institutions across diverse regions</strong><strong>,</strong> this study investigates how <strong>systematic technology integration</strong> influences educational outcomes and institutional performance. The research utilized a <strong>structured survey instrument, semi-structured interviews, and institutional performance metrics analysis</strong><strong>.</strong> Findings reveal <strong>strong positive associations</strong> between technology integration and human capital development (r = 0.78, p &lt; 0.001), and significant improvements in institutional effectiveness (β = 0.65, p &lt; 0.001). The study highlights <strong>key enabling factors</strong> such as infrastructure readiness, faculty digital competency, and adaptive institutional policies. These findings underscore the <strong>novel contribution of linking technology integration to dual outcomes</strong> and provide <strong>practical implications for administrators and policymakers in vocational education</strong><strong>.</strong> The research concludes by proposing a <strong>comprehensive, evidence-based framework</strong> for technology integration that balances human capital development with institutional effectiveness goals.</p> Atchara Limwongthong Nachon Prayoonvong ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 156 172 การพัฒนาโมเดลเชิงโครงสร้างความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการด้วย BOSI DNA ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/279438 <p>บทความนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณที่ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย 2 ข้อ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการเป็นผู้ประกอบการแบบ BOSI DNA และ (2) เพื่อทดสอบโมเดลเชิงโครงสร้างความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ ประชากรเป็นนักศึกษาปริญญาตรีทั้งหมดของคณะบริหารธุรกิจ และได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 207 ชุด โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportionate stratified random sampling) ของนักศึกษาแต่ละชั้นปีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaires) ที่พัฒนามาจากการทบทวนงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ และความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณา เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการทดสอบโมเดลเชิงโครงสร้างความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ พบว่า โมเดลเชิงโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และพบว่า คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการตามโมเดล BOSI DNA 5 องค์ประกอบ คือ 1) คุณลักษณะแบบผู้สร้าง (Builder DNA - BD) 2) คุณลักษณะแบบผู้แสวงหาโอกาส (Opportunist DNA - OD) 3) คุณลักษณะแบบผู้เชี่ยวชาญ (Specialist DNA - SD) 4) คุณลักษณะแบบนวัตกร (Innovator DNA - ID) และ 5) คุณลักษณะแบบผสม (Mixed DNA - MD) ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ (EI) ตามสมมติฐานทั้ง 5 ข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมมติฐานที่ 5 ที่ส่งผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการมากที่สุด แสดงว่า คุณลักษณะแบบผสม (Mixed DNA - MD) มีความสำคัญต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ</p> วินัย ปัญจขจรศักดิ์ แสงสุข พิทยานุกุล มะลิวรรณ กิจวาท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 173 189 การพัฒนาความได้เปรียบในแข่งขันอย่างยั่งยืนผ่านบรรยากาศนวัตกรรม: บทบาทการเป็นตัวกลางของความสามารถในการบูรณาการความรู้ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280558 <p>การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นทำให้องค์กรต้องสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม การศึกษาก่อนหน้านี้ยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับกลไกที่บรรยากาศนวัตกรรมและความสามารถในการบูรณาการความรู้ทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลกระทบของบรรยากาศนวัตกรรมต่อความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน และบทบาทการเป็นตัวกลางของความสามารถในการบูรณาการความรู้ โดยใช้ทฤษฎีมุมมองฐานความรู้เป็นกรอบทฤษฎีหลัก เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงประจักษ์แก่ผู้บริหารบริษัทดิจิทัลในการพัฒนาขีดความสามารถองค์กร การวิจัยใช้แบบจำลอง PLS-SEM และการวิเคราะห์ cIPMA กับข้อมูลจากบริษัทดิจิทัลไทย 158 แห่ง โดยมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ 474 คนเข้าร่วมการสำรวจ ผลการศึกษาพบว่าบรรยากาศนวัตกรรมส่งผลเชิงบวกต่อความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านความสามารถในการบูรณาการความรู้อย่างมีนัยสำคัญ โดยความสามารถในการบูรณาการความรู้มีบทบาทเป็นตัวแปรกลางบางส่วน การวิเคราะห์ cIPMA พบว่า บรรยากาศนวัตกรรมเป็นจุดที่ควรมุ่งเน้นการพัฒนาเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีความสำคัญสูงแต่ประสิทธิภาพต่ำ ขณะที่ความสามารถในการบูรณาการความรู้ควรได้รับการปรับปรุงประสิทธิผล การศึกษาเสนอแนะให้บริษัทดิจิทัลพัฒนาบรรยากาศนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการทดลองใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวมความรู้จากแหล่งต่าง ๆ และแปลงเป็นนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้องค์กรสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนได้</p> กฤศกร จิรภานุเมศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 190 214 สมรรถนะทางการบัญชีดิจิทัลที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน ของพนักงานบัญชีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/279554 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะทางการบัญชีดิจิทัลความสำเร็จในการทำงานและวิเคราะห์สมรรถนะทางการบัญชีดิจิทัลที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงานของพนักงานบัญชีในจังหวัดสุราษฎร์ธานีกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบัญชีจำนวน 385 คน ได้จากการคำนวณตามสูตรของคอแครน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะทางการบัญชีดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านประสบการณ์ในการทำงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือทักษะการค้นหาข้อมูลทางบัญชี และความสามารถในการใช้โปรแกรมบัญชีและโปรแกรมทางธุรกิจ ส่วนความสำเร็จในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความพึงพอใจในงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่าสมรรถนะทางการบัญชีดิจิทัลทุกด้าน ยกเว้นด้านจรรยาบรรณและทัศนคติ มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความสำเร็จในการทำงาน โดยสมรรถนะด้านความสามารถในการใช้โปรแกรมบัญชีและโปรแกรมทางธุรกิจมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือการเข้าใจเครื่องมือดิจิทัลในการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ประสบการณ์ในการทำงาน ทักษะการค้นหาข้อมูลทางบัญชี และความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าทักษะเชิงเทคนิคและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความสำเร็จในการทำงานของพนักงานบัญชีในยุคดิจิทัล</p> กัณณิกา นวลหวาน อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 1 19 อิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าโอทอปของผู้บริโภคในจังหวัดขอนแก่น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280827 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์ของปัจจัยเชิงสาเหตุในการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าโอทอปของผู้บริโภคในจังหวัดขอนแก่น และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าโอทอปของผู้บริโภคในจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ผู้ที่เคยซื้อสินค้าโอทอปในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 ราย ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและใช้โมเดลสมการโครงสร้างวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเพื่อหาเส้นทางอิทธิพลเชิงสาเหตุ พบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) คุณค่าตราสินค้า 2) คุณภาพการให้บริการ 3) การรับรู้ความเสี่ยง และ 4) การตัดสินใจซื้อ ซึ่งโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาจากค่า Chi-square=96.463, df=119, p=0.968, CMIN/DF=0.974, GFI=0.915, AGFI=0.987, CFI=.911, RMSEA=0.018 และ SRMR=0.022 และค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์เท่ากับ 0.82 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า คุณค่าตราสินค้า คุณภาพการให้บริการ และการรับรู้ความเสี่ยงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าโอทอป โดยองค์ประกอบด้านการรับรู้ความเสี่ยงมีอิทธิพลทางตรงมากที่สุด และองค์ประกอบด้านคุณภาพการให้บริการมีอิทธิพลทางอ้อมมากที่สุดต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าโอทอปโดยส่งผ่านองค์ประกอบด้านการรับรู้ความเสี่ยง และสามารถนำผลการวิจัยที่ได้เป็นข้อมูลในการพิจารณาวางแผนพัฒนาองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าโอทอป</p> ชูพงษ์ พันธุ์แดง นภัสวรรณ ดาทุมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 ผลกระทบของการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลที่มีต่อ ผลการดำเนินงานของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/279629 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลในภาพรวม และรายด้านต่อมูลค่ากิจการ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลในฐานข้อมูล Bloomberg จำนวน 139 บริษัท ระหว่างปี พ.ศ. 2564 – 2566 ได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 250 รายปีบริษัท โดยใช้การวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ภาพรวม ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการ (Tobin’s Q) อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (ENV) ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการ (Tobin’s Q) และการเปิดเผยข้อมูลด้านสังคม (SOC) ส่งผลกระทบเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาไม่พบว่าการเปิดเผยข้อมูลด้านบรรษัทภิบาล (GOV) ส่งผลกระทบต่อมูลค่าและผลการดำเนินงานของกิจการแต่อย่างใด ข้อสรุปที่สำคัญจากผลการศึกษา คือ การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย บริษัทควรให้ความสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนและความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนในระยะยาว</p> พิชญธิดา บูรณะ สมชัย ไทยสงวนวรกุล สุรชัย เอมอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 38 56 Leveraging Generational Dynamics to Foster Sustainable Innovation in Organizational Development https://so02.tci-thaijo.org/index.php/mbs/article/view/280204 <p style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">The evolving structure of the twenty-first-century workforce presents significant challenges for organizations due to the increasing presence of employees from multiple generations, each with distinct values, attitudes, and work approaches. Effectively managing generational interactions is essential for enhancing organizational efficiency, innovation, and sustainable development. This article explores the psychological traits and work-related values of Baby Boomers, Generation X, Generation Y, and Generation Z, and how these influence workplace attitudes and cross-generational learning. While existing literature often emphasizes top-down knowledge transfer, this study highlights the underexplored potential of reciprocal intergenerational learning. Drawing on theories of organizational dynamics, generational behavior, innovation, and sustainability, the study proposes a participatory learning model that facilitates creative knowledge exchange and collaboration. It also emphasizes the importance of inclusive leadership and strategic policy in building adaptive organizational cultures. Despite widespread discussion of generational conflict, few studies provide actionable strategies to leverage generational differences as innovation drivers. This study addresses that gap by introducing the Intergenerational Synergy Framework and Innovation through Generational Collaboration, aiming to integrate generational diversity into strategies aligned with environmental, social, and governance (ESG) objectives.</span></strong></p> Luxsana Vathin Pavornrat Lertsuwunseri Raywadee Sakdulyatham Nachon Prayoonvong ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบัญชีและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 18 1 215 229