วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารบัณฑิตแสงโคมคำเป็นวารสารวิชาการ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานวิชาการ การศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความต่าง ๆ ในสาขาวิชาที่วิทยาเขตพะเยาได้เปิดสอน คือ (1) พระพุทธศาสนาเเละปรัชญา (2) การสอนสังคมศึกษา (3) การสอนภาษาไทย เเละ (4) รัฐศาสตร์ 2) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดถึงการบูรณาการสหวิทยาการต่าง ๆ ของคณาจารย์ บุคลากร นิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานอื่น อันเป็นการบริการวิชาการแก่สังคม 3) เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา และสร้างความร่วมมือในการบูรณาการการเรียนการสอนกับการเผยแพร่ผลงาน องค์ความรู้ของคณาจารย์ บุคลากรและนิสิตในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> <p> ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิแบบ Double-blind อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยรับพิจารณาต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย กำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน)</p> <p> ทั้งนี้ ต้องเป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องตามหลักเกณฑ์ที่วารสารกำหนด</p> <p> ทัศนะและความคิดเห็นในบทความวารสารบัณฑิตแสงโคมคำ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ</p> <p> ในกรณีกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองบทความมีความเห็นว่า ควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหลัก และขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ตีพิมพ์ในกรณีที่บทความไม่ตรงกับวัตถุประสงค์และรูปแบบของวารสารบัณฑิตแสงโคมคำ หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ หากบทความใดได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยเสียงข้างมากให้ตีพิมพ์ ผู้เขียนจะได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากวารสาร (เฉพาะผู้เเจ้งความประสงค์เท่านั้น)</p> <p><strong>อัตราค่าตีพิมพ์บทความ </strong></p> <p> กำหนดค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ บทความละ 6,000 บาท</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong></p> <p> หลังจากผู้เขียนส่งบทความต้นฉบับและกรอกแบบฟอร์มเสนอผลงานเพื่อตีพิมพ์ (ใบสมัคร) เข้าระบบวารสารออนไลน์ และผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการแล้ว จึงจะแจ้งให้ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ จำนวน 6,000 บาท/บทความ ตามรายละเอียด ดังนี้ </p> <p> <strong>ชื่อธนาคาร: ออมสิน สาขามหาวิทยาลัยพะเยา</strong></p> <p><strong> ชื่อบัญชี: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ มจร.พะเยา</strong></p> <p><strong> บัญชีเลขที่: 020320117631</strong></p> <p> จากนั้น ให้ผู้เขียนแจ้งผลการโอนพร้อมหลักฐานการโอนมาในระบบ ThaiJo โดยระบุชื่อผู้โอนและชื่อบทความ (หากประสงค์จะให้ออกใบเสร็จในนามหน่วยงานหรือองค์กรใด กรุณาระบุให้ชัดเจน)</p> <p> ***ทั้งนี้ ทางวารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียม ในกรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากค่าธรรมเนียมได้นำไปเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว</p> <p> อนึ่ง ในกรณีบทความใด ถูกปฏิเสธโดยเสียงข้างมากของผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณากลั่นกรอง (2 ใน 3) วารสารจะยึดเสียงข้างมากของผู้ทรงคุณวุฒิในการปฏิเสธหรือยุติการดำเนินการตีพิมพ์บทความนั้นทันที ยกเว้นในกรณีต่อไปนี้ 1) ผู้เขียนยืนยันที่จะตีพิมพ์บทความนั้นอีกครั้ง 2) ผู้เขียนได้ปรับแก้บทความตามผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเสียงข้างมากที่ปฏิเสธการตีพิมพ์นั้นแล้ว และ 3) กองบรรณาธิการเห็นสมควรให้บทความที่ปรับแก้ใหม่นั้นส่งประเมินอีกรอบได้ จากนั้น วารสารจึงจะดำเนินการต่อในขั้นตอนต่อไป โดยผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการชำระค่าธรรมเนียมในส่วนของค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม (2 ท่าน) ตามที่วารสารกำหนดค่าตอบแทนไว้</p> <p><strong>กำหนดออกเผยเเพร่</strong> </p> <p> ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong> </strong>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 30 เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 31 สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 31 ธันวาคม </p> <p> E-mail: jsbsmcu@gmail.com, Facebook Page: วารสารบัณฑิตเเสงโคมคำ </p> <p> Website: <a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/index">https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/index</a></p> <p><strong>© เจ้าของ (Owner)</strong></p> <p>บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา 566 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 56000</p> th-TH jsbsmcu@gmail.com (พระราชปริยัติ, รศ.ดร. (ณษิกรณ์ อรินฺทโม)) jsbsmcu@gmail.com (นายนพดล อินปิง , นางสาวสิริกานดา คำแก้ว) Sat, 29 Aug 2026 10:21:32 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการส่งเสริมทักษะการมีงานทำของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นฐาน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/230-249 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการส่งเสริมทักษะการมีงานทำของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นฐาน เนื่องจากการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในสถานศึกษายังมีช่องว่างจากความคาดหวังของสถานประกอบการในด้านพฤติกรรมการทำงาน ทักษะสังคม การสื่อสาร และความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง วัตถุประสงค์ของบทความนี้ คือ (1) เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่เชื่อมโยงการเตรียมความพร้อมในโรงเรียนกับความต้องการของสถานประกอบการ และ (2) เพื่อนำเสนอแนวทางการแปลงความต้องการของสถานประกอบการไปสู่สมรรถนะที่พัฒนาได้ ตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรม และแนวทางสนับสนุนร่วมระหว่างโรงเรียนกับสถานประกอบการ บทความนี้ใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีจากงานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องด้านทักษะการมีงานทำ การเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนสู่การทำงาน และการสนับสนุนในสถานประกอบการ ผลการสังเคราะห์พบว่า แนวทางที่นำเสนอมีสาระสำคัญ คือ การใช้กลไกแปลงความต้องการของสถานประกอบการเป็นฐานในการออกแบบการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ทักษะชีวิต พฤติกรรมการทำงาน ทักษะสังคมและการสื่อสาร และความพร้อมในการทำงานผ่านระบบสนับสนุน โดยประกอบด้วยแนวทางเชิงปฏิบัติ 6 ด้าน และขั้นตอนการดำเนินงาน 5 ขั้น ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของสถานประกอบการ การกำหนดสมรรถนะและตัวชี้วัด การจัดการฝึกตามลำดับ การเตรียมความพร้อมสู่สถานประกอบการ และการติดตามปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปแนวทางนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนกับความต้องการของสถานประกอบการ และเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> กนกพร กิริยะ, อนุชา กอนพ่วง, ณัฐกานต์ ประจันบาน, พิทยา แสงสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/230-249 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาอัตลักษณ์ตำนานท้องถิ่น อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282702 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของตำนาน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม แบบการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแนวทางการสนทนากลุ่มในอำเภอพิปูน จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลพิปูน ตำบลเขาพระ ตำบลยางค้อม ตำบลกะทูนและตำบลควนกลาง โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนและผู้มีความรู้เรื่องตำนาน จำนวน 30 คน เพื่อตอบแบบสัมภาษณ์ และจำนวน 8 คน เพื่อสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ของตำนานปรากฏ 4 ด้าน ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ด้านประเพณี ด้านนี้แสดงให้เห็นว่า ประเพณีลากพระเดือนห้ามีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากการผสานความศรัทธาทางศาสนาเข้ากับกุศโลบายในการแก้ปัญหาชุมชน โดยมีมูลเหตุจากตำนานการลากพระเพื่อขับไล่เสือและคุ้มครองชาวบ้านจากสัตว์ร้าย ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและศรัทธาที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านวันขึ้นปีใหม่ไทย 2) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นลักษณะเฉพาะของชุมชน และทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน 3) อัตลักษณ์ด้านความเชื่อในพระพุทธศาสนา การอุทิศตนเพื่อสังคมและประวัติศาสตร์ชุมชน ตำนานพระเกจิเป็นการสะท้อนความเชื่อในพระพุทธศาสนา การอุทิศตนเพื่อสังคมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์และวัฒนธรรมในพื้นที่ และ 4) อัตลักษณ์ด้านพิธีกรรม การบนและการแก้บนหลังจากได้ดังประสงค์เป็นการแสดงความเคารพต่อคำมั่นสัญญาและการแสดงความขอบคุณต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อัตลักษณ์ตำนานถูกหล่อหลอมขึ้นจากการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรม โดยมีวัดเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ ตำนานดังกล่าวจึงสะท้อนความคิดร่วม อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่มาของสิ่งต่าง ๆ ผ่านวิถีชีวิตและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ อัตลักษณ์ตำนานที่เกิดจากการผสานความเชื่อเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมได้สร้างการรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ผ่านประเพณี ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและพิธีกรรมที่สะท้อนการอุทิศตนเพื่อสังคมและการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์</p> จุไรรัตน์ รัตติโชติ, วรเวช ว่องศิริ, ชญาดา ชูชัยสิงหกุล, จตุพร เจริญพรธรรมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282702 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การสร้างฐานอำนาจทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283037 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพและลักษณะการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา 2. เพื่อวิเคราะห์เครือข่ายและกลไกที่มีผลต่อการสร้างและคงอยู่ของฐานอำนาจทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา และ 3. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการเมืองท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมาให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใสและเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 กลุ่ม จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพและลักษณะการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมามีลักษณะเป็นกระบวนการทางสังคมการเมืองที่เชื่อมโยงระหว่างผู้นำท้องถิ่นกับประชาชนในรูปแบบของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความต่อเนื่องของวัฒนธรรมการเมืองแบบดั้งเดิมควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการเมืองสมัยใหม่ในระดับท้องถิ่น 2. เครือข่ายและกลไกทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมามีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงระดับจังหวัดและระดับชาติ โดยเครือข่ายดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง สนับสนุนและคงไว้ซึ่งฐานอำนาจทางการเมืองในพื้นที่ 3. แนวทางการพัฒนาระบบการเมืองท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมาจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการในหลายมิติเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความโปร่งใสและความยั่งยืนของระบบการเมือง ประกอบด้วย 5 ประการ คือ 1) การพัฒนาผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นให้มีคุณภาพและคุณธรรม 2) การเสริมสร้างความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบในระบบบริหารท้องถิ่น 3) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับของกระบวนการเมือง 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการเมืองแบบพหุภาคี 5) การพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมและยั่งยืน องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การได้แนวทางการพัฒนาระบบการเมืองท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา</p> สมชาย ภิญโญ, ณัฐดนัย แก้วโพนงาม, ธรรมรัตน์ โรมแพน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283037 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาลักษณะเฉพาะของแบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนิสิตครู https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283039 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของลักษณะเฉพาะของแบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนิสิตครู และ 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนิสิตครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2567 วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 365 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพลักษณะเฉพาะของแบบวัด และแบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนิสิตครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ลักษณะเฉพาะของแบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนิสิตครู ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) วัตถุประสงค์ของแบบวัด (2) เนื้อหา/ทักษะที่ต้องการวัด (3) รูปแบบของแบบวัด (4) โครงสร้างของแบบวัด (5) ลักษณะข้อคำถามและคำตอบ (6) ตัวอย่างข้อคำถาม และ (7) เกณฑ์การให้คะแนน โดยมีคุณภาพในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (M=4.80, S.D.=0.38) และ 2) แบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนิสิตครู มีลักษณะเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ที่ตัดสินใจลำบาก จำนวน 29 ข้อ มีความตรงเชิงเนื้อหา (ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00) มีความตรงเชิงโครงสร้าง (chi-square=245.338, df=215, p=0.076, CFI=0.992, TLI=0.989, RMSEA=0.020) มีความเที่ยงในระดับสูง (a=0.936) และมีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.257-0.717 ผลการวิจัยนี้ทำให้ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและสร้างลักษณะเฉพาะของแบบวัดที่สามารถใช้ในการพัฒนาแบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมได้อย่างมีคุณภาพครอบคลุมในทุกองค์ประกอบ รวมถึงได้แบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมที่เป็นไปตามลักษณะเฉพาะของแบบวัด สามารถวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนิสิตครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อาภาพรรณ ประทุมไทย, นริศรา เสือคล้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283039 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาวรรณคดีเรื่องภาพพจน์สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282564 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ (1) เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาภาษาวรรณคดี เรื่องภาพพจน์ สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้เรื่องภาพพจน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตก่อนและหลังการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาภาษาวรรณคดี (3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาภาษาวรรณคดีของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรังสิต จำนวน 23 คน ซึ่งลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาวรรณคดี (THA 234) ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาภาษาวรรณคดี เรื่องภาพพจน์ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนา ทดสอบสมมุติฐานด้วยค่าการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยได้ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 82.32/96.52 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ นักศึกษามีความพึงพอใจต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.51; S.D.=0.36) แสดงให้เห็นว่า สื่อการเรียนรู้นี้สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล และมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาวรรณคดีได้อย่างเหมาะสม องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาภาษาวรรณคดี เรื่องภาพพจน์ สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสื่อที่ได้รับการออกแบบที่ตรงกับระดับความรู้ความสามารถของกลุ่มตัวอย่างและสามารถนำไปใช้ได้จริงในการเรียนการสอน</p> รพีพรรณ เพชรอนันต์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282564 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 จากภูมิปัญญาสู่ร่วมสมัย: การพัฒนาและส่งเสริมศิลปหัตถกรรมผ้ามัดย้อมของวิสาหกิจชุมชนผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติบ้านโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/284283 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เทคนิคการมัดย้อมผ้ามัดย้อมโคกขาม พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมให้มีรูปแบบร่วมสมัยเป็นสากล และส่งเสริมการรับรู้เพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาหัตถกรรมท้องถิ่น การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การทำแบบประเมินความพึงพอใจเบื้องต้น การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ศูนย์เรียนรู้เพียงแห่งเดียวในพื้นที่ที่ใช้สีสกัดจากธรรมชาติ เก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลจากการลงพื้นที่ในโครงการ การสนทนากลุ่ม การอบรมเชิงปฏิบัติการและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผ้ามัดย้อมบ้านโคกขามมีอัตลักษณ์โดดเด่นจากการใช้เทคนิคการย้อมร้อนเพื่อให้สีติดทนนาน โดยใช้สีย้อมจากพืชพรรณท้องถิ่นในป่าชายเลน ได้แก่ เปลือกต้นโกงกางให้โทนสีน้ำตาลเข้มถึงดำ และต้นจากให้โทนสีเหลืองอมน้ำตาล การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อแบรนด์ “โคกขามคิด(ส์) (Khok Kham KIDs)” เปลี่ยนผ่านงานหัตถกรรมดั้งเดิมสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เช่น เสื้อผ้าแฟชั่นเด็กและผู้ใหญ่ เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน โดยบูรณาการลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด เช่น ลายปลากัดมหาชัย พร้อมทั้งประยุกต์ใช้นวัตกรรมอุปกรณ์แม่แบบพิเศษเพื่อลดข้อจำกัดด้านระยะเวลาและเพิ่มความประณีตในการสร้างสรรค์ลวดลาย นอกจากนี้ การเผยแพร่ผลงานผ่านนิทรรศการพบว่า ผู้เข้าชมมีความพึงพอใจต่อความคิดสร้างสรรค์และการจัดแสดงในระดับสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีความต้องการรับรู้ข้อมูลเชิงลึกผ่านการเล่าเรื่อง และมีแนวโน้มพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปสู่การแสวงหาประสบการณ์ตรงผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติหรือเวิร์กช็อปสูงที่สุด ข้อสรุปนี้จึงเป็นแนวทางในการพัฒนาผ้ามัดย้อมโคกขามให้ก้าวสู่สินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับบริบทสังคมสมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน เชื่อมโยงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะในเป้าหมายที่ 12 และเป้าหมายที่ 14</p> บุณยนุช นาคะ, พิชญา คุ้มแคว้น, ศุภารมย์ ประสาทแก้ว, รัชพล แย้มกลีบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/284283 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจภายในต่อการทำงานและความตั้งใจคงอยู่ของบุคลากรในภาคธุรกิจท่องเที่ยว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/284294 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจภายในต่อการทำงานของบุคลากรในภาคธุรกิจท่องเที่ยว และ 2) ศึกษาแรงจูงใจภายในต่อความตั้งใจคงอยู่ของบุคลากรในภาคธุรกิจท่องเที่ยว โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก ด้วยการใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ปฏิบัติงานในโรงแรม พนักงานขับรถบริษัทท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) แรงจูงใจภายในที่ส่งผลต่อการทำงานของบุคลากรในภาคธุรกิจท่องเที่ยวประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ความเป็นอิสระพบว่า บุคลากรสามารถตัดสินใจเฉพาะหน้าในงานได้เอง โดยไม่ต้องขออนุญาตทุกเรื่อง (2) ความสามารถพบว่า บุคลากรได้ใช้จุดแข็งของตนเองในการทำงาน และ (3) ความสัมพันธ์พบว่า บุคลากรมีมิตรภาพที่ดีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา และ 2) แรงจูงใจภายในส่งผลความตั้งใจคงอยู่ของบุคลากรในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้น การส่งเสริมบรรยากาศในการทำงานให้เอื้อต่อการเสริมสร้างแรงจูงใจภายใน โดยให้บุคลากรรับรู้ถึงความเป็นอิสระในการทำงาน ได้ใช้ความสามารถที่เป็นจุดแข็งของตนเอง และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกในองค์กร สามารถเพิ่มโอกาสต่อความตั้งใจคงอยู่ ลดปัญหาภาวะการลาออกของบุคลากรในภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ แรงจูงใจภายในของบุคลากรในภาคธุรกิจท่องเที่ยวประกอบด้วยความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา 3 ประการ ได้แก่ ความเป็นอิสระ ความสามารถและความสัมพันธ์ เมื่อบุคลากรได้รับอิสระในการตัดสินใจและกำหนดวิธีการทำงานภายในบทบาทหน้าที่ของตน ได้ใช้ศักยภาพและจุดแข็งในการทำงานควบคู่กับการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรในการพัฒนาความสามารถ และดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความสัมพันธ์อันดี มีการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บุคลากรจะเกิดแรงจูงใจภายในที่เข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความตั้งใจคงอยู่ในองค์กร โดยมีแนวโน้มที่จะผูกพันกับองค์กรและเลือกที่จะอยู่ทำงานต่อ แม้ต้องเผชิญกับความกดดันและความไม่แน่นอนที่เป็นลักษณะเฉพาะของภาคธุรกิจท่องเที่ยว</p> เทวินทร์ พิมพ์ใจพงศ์, ปิ่นกนก วงศ์ปิ่นเพ็ชร์ พิบูลแถว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/284294 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการพหุวัฒนธรรมเกาะภูเก็ตเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283781 <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่บูรณาการพหุวัฒนธรรมเกาะภูเก็ตสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ และศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนผ่านรูปแบบดังกล่าว การเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การเก็บข้อมูลเชิงประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและเนื้อหา จำนวน 5 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงเพื่อตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ ระยะที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 27 คน โดยได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่บูรณาการพหุวัฒนธรรมเกาะภูเก็ตสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ 2) แบบประเมินคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่บูรณาการพหุวัฒนธรรมเกาะภูเก็ต และ 3) แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่บูรณาการพหุวัฒนธรรมเกาะภูเก็ต Peranakan-Creative Learning Model (PCLM) ผลการประเมินคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พบว่า ภาพรวมของรูปแบบมีคุณภาพในระดับสูงสุด 2) ผลการศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนพบว่า ผู้เรียนมีความสามารถในด้านความคิดริเริ่ม การเลือกเรื่องราวสะท้อนวัฒนธรรมและการเล่าเรื่องอยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม การใช้สื่อเสียงและภาพ รวมถึงการสื่อสารแนวคิดยังต้องปรับปรุง โดยเฉพาะในด้านการสื่อสารแนวคิดซึ่งบางส่วนอยู่ในระดับพอใช้ นอกจากนี้ การจัดการเวลาในการนำเสนอควรมีการพัฒนาเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการนำเสนอ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ซึ่งบูรณาการพหุวัฒนธรรมเกาะภูเก็ตที่คณะผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีแนวคิดหลักที่เน้นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เชื่อมโยงผู้เรียนกับพหุวัฒนธรรมเกาะภูเก็ต โดยเฉพาะวัฒนธรรมเพอรานากันและบูรณาการความรู้สมัยใหม่เข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรมท้องถิ่นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นเตรียมการ (P-Prepare) ขั้นสร้างสรรค์ (C-Creative) ขั้นเรียนรู้ (L-Learn) และขั้นเชี่ยวชาญ (M-Master)</p> ปสุตา แก้วมณี, ไพวรัญ พนมอุปการ, อัจฉราพรรณ พุ่มผกา, รัฐพล พรหมสะอาด, สุวิชา วิริยมานุวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283781 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลลัพธ์ทางสังคมจากการดำเนินงานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283385 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางสังคมจากการดำเนินงานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะทางวิชาการสำหรับพัฒนาการดำเนินงานในอนาคต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี พื้นที่ศึกษา คือ ชุมชนวัดถ้ำผาจม บ้านแม่สายหมู่ 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 150 ครัวเรือน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการลงพื้นที่ภาคสนาม และการสนทนากลุ่มย่อย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการจัดหมวดหมู่เชิงเนื้อหา และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และรับรู้บทบาทของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นแหล่งช่วยเหลือหลัก ผลการประเมินผลลัพธ์ทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมิติด้านสังคมมีค่าสูงสุด สะท้อนความเชื่อมั่น ความรู้สึกมั่นคง และทุนทางสังคมที่เข้มแข็ง ขณะมิติด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมยังมีข้อจำกัดในเชิงความมั่นคงระยะยาว งานวิจัยนี้สร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ว่า การนำผลการประเมินผลลัพธ์ทางสังคมมาใช้ในการจัดการภัยพิบัติในบริบทชุมชน มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิผลของการฟื้นฟูหลังอุทกภัยโดยประสิทธิผลดังกล่าวมิได้ขึ้นอยู่กับมาตรการเฉพาะหน้า หากแต่ขึ้นกับการบูรณาการเชิงระบบระหว่างนโยบาย การปฏิบัติการ และการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน องค์ความรู้นี้เสนอกรอบความเข้าใจเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงทั้งสามระดับในลักษณะเกื้อหนุนกัน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติด้านการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อรุณี อินเทพ, นาวิน พรมใจสา, ประยูร อิมิวัตร์, เสถียร ฉันทะ, ชวดี โกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283385 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารมืออาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเทศบาลเมืองบ้านดุง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/281513 <p>การเป็นผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การใช้อำนาจตามหน้าที่ แต่จะต้องมีคุณลักษณะของความเป็นผู้บริหารมืออาชีพทางด้านการบริหารจัดการด้วยการกำหนดแผนการดำเนินการและวิธีการบรรลุเป้าหมายของบริหารการจัดการ รวมถึงวิธีโน้มน้าวให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารมืออาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาลเมืองบ้านดุง 2. เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารมืออาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาลเมืองบ้านดุง จำแนกตาม เพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาสังกัดเทศบาลเมืองบ้านดุงและเจ้าหน้าที่กองการศึกษา เทศบาลเมืองบ้านดุง เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาลเมืองบ้านดุง โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.21; S.D.=0.13) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.26; S.D.=0.22) ด้านคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.24; S.D.=0.25) ด้านทักษะทางการบริหาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.21; S.D.=0.20) ด้านประสบการณ์และผลสำเร็จในการปฏิบัติงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.19; S.D.=0.18) ด้านความรู้ความสามารถ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.18; S.D.=0.20) และด้านวิสัยทัศน์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.18; S.D.=0.24) และ 2. ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาสถานศึกษาสังกัดเทศบาลเมืองบ้านดุง และเจ้าหน้าที่กองการศึกษา เทศบาลเมืองบ้านดุงที่มีเพศ การศึกษา และประสบการณ์ทำงาน แตกต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะพึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาพบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน องค์ความรู้จากการวิจัย คือ คุณลักษณะความเป็นนักการบริหารการศึกษามืออาชีพทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้และความเข้าใจในวิชาชีพ สมรรถนะทางวิชาชีพ จริยธรรมและความรับผิดชอบและภาวะผู้นำข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ คือ ควรส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้ศึกษาข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้บริหารควรแสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรและเข้าร่วมอบรมด้านการศึกษาให้ทันต่อยุคปัจจุบัน</p> อิศเรศ จิณฤทธิ์, สมเกียรติ วุฒิธรรมาภิวัฒน์, ปฏิพัฒน์ บุญรักษ์, ดนัย ลามคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/281513 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282279 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกอบรมการพัฒนาสมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนว 2) ศึกษาผลของชุดฝึกอบรมที่มีต่อสมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนว เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูที่ทำหน้าที่เป็นครูแนะแนวในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง ซึ่งได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 52 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) ชุดฝึกอบรมการพัฒนาสมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนว 2) แบบทดสอบวัดทักษะสมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์คุณภาพชุดฝึกอบรมสมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนว โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.55; S.D.=0.51) เมื่อพิจารณารายด้าน สามารถเรียงด้านที่มีค่ามากที่สุดไปหาค่าน้อยที่สุด ดังนี้ ใบกิจกรรมด้านเจตคติ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.55; S.D.=0.51) รองลงมา ได้แก่ ใบความรู้ด้านความรู้ อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.43; S.D.=0.57) ส่วนด้านที่มีค่าน้อยที่สุด คือ ใบความรู้ด้านเจตคติ อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.03; S.D.=0.61) 2) สมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนวหลังการใช้ชุดฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการใช้ชุดฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การพัฒนาชุดฝึกอบรมได้ออกแบบอย่างเป็นระบบครอบคลุม 3 ด้านหลักของสมรรถนะ (ความรู้ ทักษะ เจตคติ) และใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงกิจกรรม สามารถยกระดับสมรรถนะการให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของครูแนะแนวได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาครูแนะแนวในบริบทสถานศึกษาอื่นได้ต่อไป</p> จุฑามาศ ชูจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282279 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 เส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิ: การรังสรรค์คุณค่าพระพุทธศาสนาตามแนวศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/286997 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาเส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิ 2) เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาตามแนวศาสตร์พระราชาบนเส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการรังสรรค์คุณค่าพระพุทธศาสนาตามแนวศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนเส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง จำนวน 16 รูป/คน โดยเก็บข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถาและหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏตามเส้นทางสุวรรณภูมิในการรังสรรค์คุณค่าพระพุทธศาสนาตามแนวศาสตร์พระราชา จากนั้น นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และนำเสนอในรูปแบบเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิโดยรวมแบ่งออกเป็น 3 เส้นทาง ได้แก่ (1) เส้นทางเอเชียกลางเชื่อมไปสู่ตะวันออกกลางถึงยุโรป (2) จากเอเชียกลางถึงประเทศจีนและตะวันออกไกล และ (3) จากเอเชียกลางไปสุดที่ตะวันออกเฉียงใต้ 2) พระพุทธศาสนาตามแนวศาสตร์พระราชาบนเส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิมีหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่มิได้ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ได้นำมาปรับใช้และสั่งสมจนกลายเป็นแบบแผนการดำรงชีวิตของผู้คนในภูมิภาคสุวรรณภูมิอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถสังเคราะห์ได้เป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) หลักธรรมที่เกี่ยวกับคุณธรรมส่วนตน (2) หลักธรรมที่เกี่ยวกับคุณธรรมสังคม และ (3) หลักธรรมที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ 3) การรังสรรค์คุณค่าพระพุทธศาสนาตามแนวศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนเส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิ แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ (1) ด้านคุณธรรม-จริยธรรม (2) ด้านการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสุวรรณภูมิ (3) ด้านเศรษฐกิจและสังคม และ (4) ด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้จากการวิจัยสามารถสรุปเป็น CCESB Model (รูปแบบเพชรราชา) ซึ่งสะท้อนให้เห็นประโยชน์ในการรังสรรค์คุณค่าพระพุทธศาสนาตามแนวศาสตร์พระราชา โดยต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงจะสามารถเปล่งประกายและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสังคม</p> ชมพูนุช ช้างเจริญ, สุวิญ รักสัตย์, เชษฐ์นิติภัทร พรหมชิน, พระมหาบุญประสิทธิ์ นาถปุญฺโญ, ฉัตรฤดี วิลคี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/286997 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม สำนักงานเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 11 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283018 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็น จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามในการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 11 2) สร้างกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และ 3) ประเมินกลยุทธ์ที่สร้างขึ้น เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 155 รูป/คน โดยใช้การสุ่มแบบง่าย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 14 รูป/คน ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการและผู้แทนนักเรียน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเทคนิคการจัดลำดับความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ความต้องการจำเป็นด้านการบริหารตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ร่วม การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ ชุมชนกัลยาณมิตรและการทำงานเป็นทีม จุดแข็ง คือ ผู้บริหารและครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน จุดอ่อน คือ ภาวะผู้นำยังไม่โดดเด่นและขาดแรงจูงใจการทำงาน โอกาส คือ การสนับสนุนจากนโยบายรัฐและเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ ข้อจำกัดในการออกแบบและประเมินกิจกรรมที่ไม่เข้มแข็ง (2) กลยุทธ์ที่สร้างขึ้นมี 6 ประการ คือ 1) พัฒนาวิสัยทัศน์แบบมีส่วนร่วม 2) สร้างแรงจูงใจและความสัมพันธ์ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3) ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 4) ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยองค์ความรู้ใหม่ 5) เสริมจิตวิญญาณครูด้วยกิจกรรมพัฒนาจิต 6) พัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องจากการเรียนรู้ร่วมกัน (3) ผลการประเมินกลยุทธ์โดยรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุดและมีความเป็นไปได้ในระดับมาก กลยุทธ์ที่เหมาะสมสูงสุด คือ การสร้างแรงจูงใจและความสัมพันธ์ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.75; S.D.=0.49) และที่เป็นไปได้สูงสุด คือ การพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องจากผลการเรียนรู้ร่วมกัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.46; S.D.=0.55) โดยสรุปกลยุทธ์ทั้ง 6 ด้าน ได้รับการยอมรับในระดับสูง มีความโดดเด่นต่างกันในแต่ละกลยุทธ์ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพได้เสนอกลยุทธ์เชิงระบบที่เชื่อมโยงภาวะผู้นำ วัฒนธรรมองค์กรและการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพการบริหารและการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาในบริบทที่ใกล้เคียงอย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระครูปัญญาธุราทร, พระเมธีวัชราภรณ์, วิมลพร สุวรรณแสนทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/283018 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700