วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารบัณฑิตแสงโคมคำเป็นวารสารวิชาการ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานวิชาการ การศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความต่าง ๆ ในสาขาวิชาที่วิทยาเขตพะเยาได้เปิดสอน คือ (1) พระพุทธศาสนาเเละปรัชญา (2) การสอนสังคมศึกษา (3) การสอนภาษาไทย เเละ (4) รัฐศาสตร์ 2) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดถึงการบูรณาการสหวิทยาการต่าง ๆ ของคณาจารย์ บุคลากร นิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานอื่น อันเป็นการบริการวิชาการแก่สังคม 3) เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา และสร้างความร่วมมือในการบูรณาการการเรียนการสอนกับการเผยแพร่ผลงาน องค์ความรู้ของคณาจารย์ บุคลากรและนิสิตในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> <p> ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิแบบ Double-blind อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยรับพิจารณาต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย กำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน)</p> <p> ทั้งนี้ ต้องเป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องตามหลักเกณฑ์ที่วารสารกำหนด</p> <p> ทัศนะและความคิดเห็นในบทความวารสารบัณฑิตแสงโคมคำ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ</p> <p> ในกรณีกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองบทความมีความเห็นว่า ควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหลัก และขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ตีพิมพ์ในกรณีที่บทความไม่ตรงกับวัตถุประสงค์และรูปแบบของวารสารบัณฑิตแสงโคมคำ หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ หากบทความใดได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยเสียงข้างมากให้ตีพิมพ์ ผู้เขียนจะได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากวารสาร (เฉพาะผู้เเจ้งความประสงค์เท่านั้น)</p> <p><strong>อัตราค่าตีพิมพ์บทความ </strong></p> <p> กำหนดค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ บทความละ 6,000 บาท</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong></p> <p> หลังจากผู้เขียนส่งบทความต้นฉบับและกรอกแบบฟอร์มเสนอผลงานเพื่อตีพิมพ์ (ใบสมัคร) เข้าระบบวารสารออนไลน์ และผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการแล้ว จึงจะแจ้งให้ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ จำนวน 6,000 บาท/บทความ ตามรายละเอียด ดังนี้ </p> <p> <strong>ชื่อธนาคาร: ออมสิน สาขามหาวิทยาลัยพะเยา</strong></p> <p><strong> ชื่อบัญชี: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ มจร.พะเยา</strong></p> <p><strong> บัญชีเลขที่: 020320117631</strong></p> <p> จากนั้น ให้ผู้เขียนแจ้งผลการโอนพร้อมหลักฐานการโอนมาในระบบ ThaiJo โดยระบุชื่อผู้โอนและชื่อบทความ (หากประสงค์จะให้ออกใบเสร็จในนามหน่วยงานหรือองค์กรใด กรุณาระบุให้ชัดเจน)</p> <p> ***ทั้งนี้ ทางวารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียม ในกรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากค่าธรรมเนียมได้นำไปเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว</p> <p> อนึ่ง ในกรณีบทความใด ถูกปฏิเสธโดยเสียงข้างมากของผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณากลั่นกรอง (2 ใน 3) วารสารจะยึดเสียงข้างมากของผู้ทรงคุณวุฒิในการปฏิเสธหรือยุติการดำเนินการตีพิมพ์บทความนั้นทันที ยกเว้นในกรณีต่อไปนี้ 1) ผู้เขียนยืนยันที่จะตีพิมพ์บทความนั้นอีกครั้ง 2) ผู้เขียนได้ปรับแก้บทความตามผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเสียงข้างมากที่ปฏิเสธการตีพิมพ์นั้นแล้ว และ 3) กองบรรณาธิการเห็นสมควรให้บทความที่ปรับแก้ใหม่นั้นส่งประเมินอีกรอบได้ จากนั้น วารสารจึงจะดำเนินการต่อในขั้นตอนต่อไป โดยผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการชำระค่าธรรมเนียมในส่วนของค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม (2 ท่าน) ตามที่วารสารกำหนดค่าตอบแทนไว้</p> <p><strong>กำหนดออกเผยเเพร่</strong> </p> <p> ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong> </strong>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 30 เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 31 สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 31 ธันวาคม </p> <p> E-mail: jsbsmcu@gmail.com, Facebook Page: วารสารบัณฑิตเเสงโคมคำ </p> <p> Website: <a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/index">https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/index</a></p> <p><strong>© เจ้าของ (Owner)</strong></p> <p>บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา 566 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 56000</p>
บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
th-TH
วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
2697-5998
-
การวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบเสียงสระของภาษาอังกฤษกับภาษาไทยในเชิงสัทวิทยา: แนวทางประยุกต์เพื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/281896
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบระบบหน่วยเสียงสระในภาษาอังกฤษกับภาษาไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ผลการศึกษาพบว่า ระบบหน่วยเสียงสระของทั้งสองภาษามีจำนวนเสียงใกล้เคียงกัน โดยภาษาอังกฤษมีหน่วยเสียงสระทั้งหมด 25 หน่วยเสียง ขณะที่ภาษาไทยมี 21 หน่วยเสียง ซึ่งในจำนวนนี้มีบางเสียงที่ออกเสียงได้ใกล้เคียงหรือเหมือนกัน โดยเฉพาะสระเดี่ยวจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันระหว่างสองภาษา ในส่วนของสระประสมพบว่า สระประสมตัวมีความแตกต่างในการออกเสียงค่อนข้างมาก และสระประสมสามเสียงจะพบเฉพาะในภาษาอังกฤษแบบบริติชเท่านั้น ไม่ปรากฏอยู่ในระบบเสียงของภาษาไทย ทำให้ผู้เรียนคนไทยออกเสียงได้ยาก ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่พบ คือ คนไทยมักประสบความยากลำบากในการออกเสียงภาษาอังกฤษ เนื่องจากอิทธิพลของภาษาแม่ โดยเฉพาะการออกเสียงตามตัวอักษร A E I O U ซึ่งมักเกิดความคลาดเคลื่อนในการออกเสียง ดังนั้น ในการสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษให้แก่ผู้เรียนชาวไทย ผู้สอนสามารถนำการวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบหน่วยเสียงสระของทั้งสองภาษามาใช้เพื่ออธิบายความแตกต่างตามหลักสัทศาสตร์ อันจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงสระภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น องค์ความรู้ใหม่ คือ การนำการวิเคราะห์ระบบสัทวิทยาของสระภาษาอังกฤษ-ไทยเชิงแผนที่เสียง และลักษณะพลวัตของสระประสมมาใช้เป็นเครื่องมือฝึกการออกเสียงสำหรับผู้เรียนชาวไทย จะช่วยให้ผู้เรียนมีการออกเสียงสระภาษาอังกฤษที่ชัดเจนและใกล้เคียงเจ้าของภาษามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
อาทิตย์ ถมมา
พงษ์เทพ บุญเรือง
อัมราภรณ์ หนูยอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
11 1
229
251
-
ผลของการใช้รูปแบบการสอนซิปปาที่มีต่อทักษะการอ่าน และการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/273499
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนซิปปา 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนซิปปากับนักเรียนที่เรียนโดยวิธีปรกติ 3) เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์และความเท่ากันของเมทริกท์ความแปรปรวนร่วมด้านทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนซิปปากับนักเรียนที่เรียนโดยวิธีปรกติ กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 แผนการเรียนศิลปศาสตร์ จำนวน 2 ห้อง ห้องละ 30 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบยกกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้การวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนซิปปากับนักเรียนที่เรียนโดยวิธีปรกติ แบบวัดทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก ฉบับก่อนเรียนและฉบับหลังเรียนซึ่งเป็นแบบวัดคู่ขนาน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การคำนวณค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนซิปปา มีคะแนนทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนซิปปา มีคะแนนทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปรกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) การพิจารณาความเท่ากันของเมทริกซ์ความแปรปรวนร่วมระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมพบว่า ไม่แตกต่างกัน ส่วนการทดสอบความสัมพันธ์กันของทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมพบว่า มีความสัมพันธ์กัน ขณะที่การพิจารณาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมพบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ รูปแบบการสอนซิปปาเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้และสามารถนำไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงสามารถส่งเสริมทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้จริง</p>
โซเฟีย มะลี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
11 1
1
18
-
แนวทางการพัฒนานโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/280426
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนานโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ 1) ผู้บริหารที่อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการจ้างงานผู้สูงอายุ 4 จังหวัด จังหวัดละ 2 คน ได้แก่ ลำปาง นครสวรรค์ ขอนแก่นและสงขลา เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุอันดับต้นของภูมิภาค 2) นักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ จำนวน 4 คน และ 3) ผู้สูงอายุที่ได้รับการจ้างงานใน 4 จังหวัด จำนวน 4 คน รวมทั้งหมด 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีลักษณะที่เน้นกลยุทธ์ในการปรับตัวและท้าทายในเชิงปฏิบัติ ซึ่งขับเคลื่อนจากความตระหนักของผู้บริหารในคุณค่าและประสบการณ์ของผู้สูงอายุ โดยยึดหลักความคุ้มค่ามากกว่าการสงเคราะห์ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้อยู่ภายใต้ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ เพดานอัตรากำลัง 40% ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องใช้รูปแบบการจ้างเหมาบริการเป็นทางออกหลัก ทำให้สัญญาจ้างขาดความมั่นคงและต่อเนื่อง นอกจากนี้ การประเมินผลยังมีจุดอ่อนสำคัญ คือ ขาดวงจรการเรียนรู้เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายอย่างเป็นระบบ แม้ว่าในทางปฏิบัติ นโยบายนี้จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างคุณค่าทางใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุก็ตาม ข้อเสนอแนะจากการวิจัยชี้ว่า การพัฒนานโยบายให้ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ โดยมีประเด็นเร่งด่วนที่สุด คือ การปฏิรูปกฎระเบียบและงบประมาณจากส่วนกลางเพื่อทลายกำแพงเพดานอัตรากำลัง 40% พร้อมทั้งส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สร้างสรรค์อาชีพในชุมชนที่มีรูปแบบการจ้างงานหลากหลายและยืดหยุ่น (จ้างเป็นครั้งคราว จ้างไม่เต็มเวลา) และสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลผ่านการพัฒนาทักษะและขยายความร่วมมือสู่ภาคเอกชน องค์ความรู้หลักของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ การจ้างงานผู้สูงอายุเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แต่ความสำเร็จนี้ตั้งอยู่บนกระบวนการที่ไม่เป็นทางการและเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเชิงปฏิบัติเพื่อรับมือกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบและงบประมาณ</p>
ไพรินทร์ ขัดธิพงษ์
ภุชงค์ เสนานุช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
11 1
19
39
-
การพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาตำบลเขาดิน อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/281189
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาศักยภาพของชุมชนและทุนทางสังคม 2. วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 3. นำเสนอแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของชุมชน และ 4. พัฒนารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรชุมชน ปราชญ์ชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชน รวม 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แนวทางการสนทนากลุ่ม ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ศักยภาพของชุมชนและทุนทางสังคม ชุมชนเขาดินมีเข้มแข็งเพราะความหลากหลายของทุนทางสังคม ได้แก่ ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางองค์กร 2) สถานการณ์ปัจจุบันได้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยใช้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นศูนย์กลาง ใช้ทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ปัจจัยส่งเสริม คือ ความร่วมมือของชุมชน เครือข่ายภาครัฐ การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้นในการผลิต ปัจจัยอุปสรรค คือ การขาดองค์ความรู้ด้านการตลาด ระบบการจัดการกลุ่มและงบประมาณในการลงทุน 3) แนวทางในการพัฒนาศักยภาพของชุมชน ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตแบบอินทรีย์ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ 4) รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน KHODIN Model มีองค์ประกอบดังนี้ (1) การเสริมสร้างความรู้และทักษะ (2) การจัดการอย่างเป็นองค์รวม (3) การพัฒนาเครือข่าย (4) การพัฒนาบนฐานอัตลักษณ์ชุมชน (5) การนำนวัตกรรมมาใช้ (6) การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย คือ รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ดังนี้ (1) การสร้างความรู้และนวัตกรรม (2) การจัดการแบบองค์รวม (3) การพัฒนาเครือข่ายองค์กร (4) การขับเคลื่อนด้วยอัตลักษณ์ชุมชน (5) การนำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ และ (6) การพัฒนาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การวิจัยชี้ให้เห็นว่า ชุมชนเขาดินมีศักยภาพด้านทุนทางสังคมที่เข้มแข็งสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ควรส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดการจัดการกลุ่มควบคู่กับการพัฒนาช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย</p>
หทัยชนก คะตะสมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
11 1
40
62
-
การจัดการทุนชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่น เทศบาลตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279008
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฐานคิดในการจัดการทุนชุมชน วิเคราะห์ทุนและศักยภาพของชุมชน รวมถึงเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น เทศบาลตำบลแพรกศรีราชา จังหวัดชัยนาท การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือวิศวกรสังคมทั้ง 5 เครื่องมือ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 40 คน จาก 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้กำกับนโยบาย ผู้ปฏิบัติการ ปราชญ์/ผู้นำชุมชน และนักวิชาการ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยการเปรียบเทียบและตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลเพื่อหาความน่าเชื่อถือ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ฐานคิดในการบริหารจัดการท้องถิ่นของเทศบาลตำบลแพรกศรีราชาประกอบด้วย 3 ฐานคิดสำคัญ ได้แก่ การทำงานเชิงรุกและเน้นผลสัมฤทธิ์ การบริหารแบบผสมผสานทั้งความถูกต้องและเป็นเหตุเป็นผล และการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากนี้ ยังพบทุนและศักยภาพของชุมชนรวม 5 ด้าน ได้แก่ ทุนสังคม ทุนมนุษย์ ทุนการเงิน ทุนทรัพยากรธรรมชาติและทุนกายภาพ จากผลการศึกษางานวิจัยได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายที่เน้นการกำหนดนโยบายตามฐานทุนชุมชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยย้ำว่า ชุมชนควรมีบทบาทหลักในการพัฒนาและการทำงานควรบูรณาการในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย คือ ควรมีการจัดทำฐานข้อมูลชุมชนอย่างเป็นระบบ ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น และจัดกิจกรรมสำหรับกลุ่มเปราะบางเพื่อเสริมสร้างคุณค่าในตนเอง องค์ความรู้หลักจากงานวิจัย คือ การพัฒนาชุมชนต้องยึดทุนชุมชนเป็นฐาน คนในพื้นที่ต้องเป็นเจ้าของกระบวนการ และภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่คล่องตัว นอกจากนี้ การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การบ่มเพาะนักศึกษาด้วยการลงพื้นที่จริงช่วยสร้างการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงได้ดีกว่าการเรียนรู้เชิงทฤษฎีในห้องเรียน</p>
สุวภัทร พิรณฤทธิ์
อรินทร์ศักดิ์ รัตนะวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
11 1
63
79
-
การบูรณาการการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านกับเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามา เพื่อพัฒนาการอ่านเชิงวิเคราะห์ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในเขตภาคเหนือ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/280896
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2) ศึกษาแนวทางการบูรณาการการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านกับเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามาเพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์ สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) อาจารย์ผู้สอนในรายวิชาทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ จำนวน 5 คน 2) นิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ชั้นปีที่ 4 จำนวน 38 รูป/คน โดยได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหาการเรียนการสอนฯ 2) แบบสัมภาษณ์แนวทางการจัดการเรียนรู้ฯ และ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัญหาด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนด้านการอ่าน ด้านผู้สอนพบว่า ผู้สอนมีปัญหาในการใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนและการจัดสรรเวลาในการเรียนการสอน ด้านผู้เรียนพบว่า สภาพปัญหาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.85; S.D.=0.60) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า สภาพปัญหาที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.52; S.D.=0.54) รองลงมา คือ ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.56; S.D.=0.72) และด้านการวัดและประเมินผล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.49; S.D.=0.55) ตามลำดับ 2) แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การบูรณาการแนวคิดทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านกับเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามาช่วยส่งเสริมให้นิสิตมีความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาบทอ่านได้อย่างครบถ้วนและเชื่อมโยงข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ องค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านและเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามาช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนิสิตในการสร้างความหมายจากการอ่าน การอภิปรายกลุ่มและกิจกรรมการทำแผนผังความคิดควบคู่กับการใช้หนังสือเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยมีการประเมินผลที่หลากหลายโดยเน้นการคิดวิเคราะห์ ช่วยติดตามและพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนิสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
รัตนาภรณ์ ทับทิมจันทร์
ทรงภพ ขุนมธุรส
กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
11 1
80
97
-
ผลการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนสำหรับนักศึกษาเทคโนโลยีบัณฑิตเพื่อหาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่องการทดสอบวัสดุแบบทำลายสภาพ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279980
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการสอน รายวิชาการทดสอบวัสดุแบบทำลายสภาพ สำหรับนักศึกษาเทคโนโลยีบัณฑิต 2) หาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการสอนจากผลสัมฤทธิ์การเรียนของผู้เรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีการเชื่อม 10 คน คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา 5 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ (1) เอกสารประกอบการสอน 14 หน่วย (2) ข้อสอบท้ายหน่วยการเรียนและข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เพื่อหาประสิทธิภาพผลลัพธ์ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญและผู้เรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรให้พัฒนาเอกสารประกอบการสอนที่มีเนื้อหาตรงตามสมรรถนะและคำอธิบายรายวิชาเพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนในการสืบค้นและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ด้านผู้เชี่ยวชาญพบว่า ข้อสอบท้ายหน่วยการเรียนผ่านเกณฑ์วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือทุกข้อหลังแก้ไขตามคำแนะนำและแสดงความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการสอนในระดับมาก (x̄=4.46; S.D.=0.52) 2) ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนด้านกระบวนการ (E<sub>1</sub>) มีผลคะแนนการทำข้อสอบผ่านเกณฑ์ประเมินทุกคนที่ร้อยละ 77.86 ด้านประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) มีผลคะแนนการทำข้อสอบผ่านเกณฑ์ประเมินทุกคนที่ร้อยละ 75.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยที่ตั้งไว้ร้อยละ 70/70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.40; S.D.=0.50) องค์ความรู้จากงานวิจัยครั้งนี้ คือ การเข้าใจถึงสภาพปัญหาและความต้องการนวัตกรรมทางการศึกษาร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักสูตรด้วยการเข้าถึงองค์ความรู้จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านการจัดทำเอกสารประกอบการสอนและการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนด้วยองค์ความรู้ ด้านการทดสอบและหาประสิทธิภาพกระบวนการจัดการเรียนรู้ ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้และด้านความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนตามหลักการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา</p>
สายชล ปัญจมาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
11 1
98
115
-
การศึกษาสภาพปัญหาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและแนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/280602
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 1) ครูภาษาไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร จำนวน 12 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 2) นักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร จำนวน 335 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ตารางของเครจซีและมอร์แกน 3) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับครูผู้สอนวิชาภาษาไทย 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญ 3) แบบสอบถามสำหรับนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้านครูผู้สอนได้สะท้อนสภาพปัญหาเกี่ยวกับทักษะการตีความ การแยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น การตั้งคำถาม การสังเคราะห์ข้อมูลและทัศนคติของนักเรียน ด้านนักเรียนได้สะท้อนสภาพปัญหาจากครูผู้สอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.93; S.D.=0.79) ปัญหาจากบทอ่านโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.25; S.D.=0.68) และปัญหาจากนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.94; S.D.=0.81) 2) แนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า มีความเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การนำผลการศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและแนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ</p>
สมศักดิ์ ปัญจศิล
กาญจนา วิชญาปกรณ์
กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
11 1
116
131
-
การศึกษาเอกลักษณ์ลวดลายผ้าทอท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282680
<p>บทความนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเอกลักษณ์ลวดลายและเทคนิคการทอผ้าท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย โดยเก็บข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประธานหรือตัวแทนกลุ่มทอผ้าในจังหวัดเชียงรายจำนวน 18 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการสรุปประเด็นสำคัญและจัดหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผ้าทอท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายมีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งในด้านลวดลาย กระบวนการผลิตและเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่มีความเฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมร่วมในการออกแบบลวดลายตามวิถีชีวิตและธรรมชาติในท้องถิ่น หากพิจารณาเทคนิคและลวดลายจำแนกตามกลุ่มพบว่า 1) กลุ่มผ้าทอพื้นเมือง ใช้เทคนิคการทอแบบยกเขาสองตะกอและการจก โดยใช้เส้นยืนเป็นตัวกำหนดลวดลายและใช้เทคนิคการจกเมื่อสร้างลวดลายจากด้ายเส้นพุ่ง ลายเอกลักษณ์ที่นิยม ได้แก่ ลายเครือ ลายนก ลายดอกไม้ 2) กลุ่มผ้าทอไทลื้อลักษณะผืนผ้ามีสีสันสดใสโดยใช้เส้นพุ่งในการสร้างลวดลายใช้เทคนิคการทอแบบเกาะล้วงและการยกเขา ลายเอกลักษณ์ที่สำคัญ ได้แก่ ลายแมงปอ ลายน้ำไหล ลายตาไก่ ลายดอกไม้และสัตว์ในตำนาน 3) กลุ่มผ้าทอกะเหรี่ยง ใช้เทคนิคการทอด้วยกี่เอวทำให้หน้าผ้ามีลักษณะแคบ รวมถึงใช้เทคนิคการมัดย้อม ลายเอกลักษณ์ประกอบด้วยลายธรรมชาติ รูปสัตว์และดอกไม้ 4) กลุ่มผ้าทออีสาน ใช้เส้นพุ่งเป็นตัวกำหนดลวดลายโดยเทคนิคการมัดหมี่ ลายเอกลักษณ์ที่พบ ได้แก่ ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต สัตว์ในตำนาน (สัตว์พิเศษ) องค์ความรู้ที่ได้รับจากงานวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีรากฐานมาจากวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ ความเชื่อและการประกอบอาชีพ โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ ทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของช่างทอผ้าในการสร้างสรรค์ลวดลาย</p>
ณรงค์ เจนใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-22
2026-04-22
11 1
132
148
-
การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์พระบ้านกร่างเชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279007
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ประวัติความเป็นมาและแบบพิมพ์ของการสร้างพุทธศิลป์พระบ้านกร่างเชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 2) วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของการสร้างพระบ้านกร่างกับคำสอนในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 3) ถ่ายทอดคุณค่าพุทธศิลป์พระบ้านกร่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสารโบราณ หลักฐานทางโบราณคดี ตำนานท้องถิ่น รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พระบ้านกร่างมีต้นกำเนิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 20-22) และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามในยุคนั้น ถูกค้นพบในกรุวัดบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในภูมิภาคมี 4 พิมพ์หลัก ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ขุนแผน พิมพ์นางพญา และพิมพ์ลีลา ซึ่งสะท้อนแนวคิดทางพุทธศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอู่ทองและศิลปะอยุธยา ในแง่ของความเชื่อทางศาสนา พระบ้านกร่างได้รับการเคารพบูชาในฐานะวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณด้านแคล้วคลาด ป้องกันภัยและเมตตามหานิยม 2. การบูชาพระบ้านกร่างมีความเชื่อมโยงกับหลักธรรมสำคัญ เช่น ไตรลักษณ์ พรหมวิหาร บุญกิริยาวัตถุ หิริโอตตัปปะ ซึ่งแสดงถึงคุณค่าทางศาสนาและจิตวิญญาณของชาวพุทธ 3. การถ่ายทอดคุณค่าของพระบ้านกร่างผ่านการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนและความเป็นจริงเสริม และโครงการอนุรักษ์สำหรับเยาวชนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธศิลป์และโบราณคดีสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่และส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน องค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า พระบ้านกร่างเป็นพระเครื่องสำคัญที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม พระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ ถ่ายทอดคุณค่าอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละมิติสัมพันธ์กันอย่างเป็นองค์รวม ทั้งในเชิงวัตถุ (พระเครื่อง) และนามธรรม (ความเชื่อ ศรัทธา คุณธรรม)</p>
พระครูสุนทรสีลสัมบัน
พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ
พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-22
2026-04-22
11 1
149
166
-
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมของวัดในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279009
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาศักยภาพและความสามารถในการรองรับการท่องเที่ยวของวัด 2. พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมของวัด และ 3. ยกระดับวัดและชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยเน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แนวทางการสนทนากลุ่มย่อย และแบบปฏิบัติการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 คน และการสนทนากลุ่มย่อย จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) วัดในอำเภอศรีประจันต์มีศักยภาพสูงในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรม คือ วัดพังม่วง วัดบ้านกร่าง วัดเถรพลาย วัดจรรย์ วัดดอนบุบผาราม เพราะมีความโดดเด่นทางศาสนา วัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นพื้นที่นำร่องพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรม 2) การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวของวัดได้ออกแบบให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ ได้แก่ “เส้นทางเดินป่าธรรมะ” ที่วัดพังม่วงเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมท่ามกลางธรรมชาติ “เดินตามรอยประวัติศาสตร์พระบ้านกร่าง” ที่วัดบ้านกร่างเพื่อเรียนรู้พุทธศิลป์และมรดกทางวัฒนธรรม “เข้าวัดบวชใจ” ที่วัดเถรพลาย ซึ่งเน้นการปฏิบัติธรรมและดิจิทัลดีท็อกซ์ “ค่ายเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่วัดจรรย์เพื่ออนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมของชุมชน และ “ฝึกสมาธิกับธรรมะ 4 ทิศ” ที่วัดดอนบุบผารามเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบที่หลากหลาย 3) การยกระดับวัดและชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก (2) การบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับเศรษฐกิจชุมชน (3) การพัฒนาระบบประชาสัมพันธ์และการตลาดผ่านการจัดทำเว็บไซต์ แอปพลิเคชันท่องเที่ยวศรีประจันต์ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมศรีประจันต์ประกอบด้วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรม อนุรักษ์วัฒนธรรมและโบราณสถาน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนบทบาทของชุมชนและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายการตลาดการท่องเที่ยว</p>
พระครูสมุห์พงษ์นรินทร์ ฐิตวโร
พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ
พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-22
2026-04-22
11 1
167
186
-
ลายคำประยุกต์ในงานศิลปะล้านนา: การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัยเพื่อการสืบทอดวิถีชีวิตชุมชนในพระพุทธศาสนา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279309
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์ให้ได้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพุทธนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ทางวิชาการงานศิลป์ 2) เพื่อจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานลายคำประยุกต์ล้านนาเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของวิถีชีวิตชุมชนในพระพุทธศาสนาแบบมีส่วนร่วม เป็นการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์และแนวคำถามในการสนทนากลุ่มย่อย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ได้แก่ 1) กลุ่มนักวิชาการศิลปะ จำนวน 5 คน 2) กลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปิน นายช่างหรือสล่าผู้สร้างสรรค์ลายล้านนา พระภิกษุและเยาวชน จำนวน 15 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมภายในวิหารเจ้าดารารัศมี วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลงานสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์ในงานศิลปะล้านนาร่วมสมัยในศาสนสถานสำคัญของชุมชนมี 2 ด้าน คือ (1) ผนังหลังพระประธาน 1 ด้าน เป็นการสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์และปั้นปูนประติมากรรมนูนต่ำผสมผสานในเรื่องพระเจ้า 5 พระองค์ (2) ผนังด้านตรงข้ามพระประธาน เป็นการสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์ในเรื่องประเพณีสรงน้ำรอยพระพุทธบาท โดยนำเสนอลักษณะรูปแบบลายคำร่วมสมัยในล้านนา 2) การจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานลายคำประยุกต์ล้านนาเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของวิถีชีวิตชุมชนในพระพุทธศาสนาแบบมีส่วนร่วม เช่น การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ศิลปะด้านประเพณีและคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของคณะวิจัยและประธานชุมชนที่ได้นำเสนอการเรียนรู้แบบสัมผัสได้จริงเกี่ยวกับความเชื่อ องค์ความรู้ รูปแบบและเทคนิควิธีการสร้างลายคำล้านนาที่เป็นศิลปะล้านนาแบบร่วมสมัยในประเพณีทรงน้ำรอยพุทธบาท ซึ่งเป็นประเพณีที่ชุมชนให้ความสำคัญ และได้ถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานลายคำประยุกต์ล้านนาจากสถานที่จริงสู่สาธารณชนในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงการมีส่วนร่วมกับเครือข่าย ซึ่งทำให้ชุมชนมีแหล่งเศรษฐกิจและแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่สำคัญของประเทศสืบไป</p>
อำนาจ ขัดวิชัย
ปฏิเวธ เสาว์คง
ธีระพงษ์ จาตุมา
สุวิน มักได้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-23
2026-04-23
11 1
187
203
-
การศึกษาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าชุมชน ในลุ่มน้ำอิง จังหวัดพะเยา-เชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278812
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดวิธีการและรูปแบบทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น และเพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าชุมชนในลุ่มน้ำอิง จังหวัดพะเยา-เชียงราย กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ ผู้นำชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐและเอกชน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 30 รูป/คน พื้นที่ในการศึกษา คือ 1) บ้านบัว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา 2) บ้านปี้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และ 3) บ้านบุญเรือง ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้หลักการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการจำแนกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงความสัมพันธ์และสร้างข้อสรุปจากข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมไว้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดและวิธีการทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าชุมชน ตามหลักการจัดการทรัพยากรป่าไม้เพื่อให้เกิดผลผลิตที่ยั่งยืน 3 ด้าน คือ 1) การใช้อย่างชาญฉลาด 2) การฟื้นฟูสิ่งที่เสื่อมโทรม 3) การเก็บกักและแบ่งปัน 2. ทั้ง 3 ชุมชนมีรูปแบบทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในอนุรักษ์ฯ ที่เหมือนกัน คือ พิธีบวชป่า พิธีสืบชะตาแม่น้ำ พิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ และความเชื่อเรื่องผีเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งการใช้ภูมิปัญญาที่เป็นความรู้ใหม่ คือ การทำแนวกันไฟ การดับไฟป่า การปลูกป่า การเพาะพันธุ์กล้าไม้ท้องถิ่น การจัดตั้งคณะกรรมการและกฎระเบียบในการจัดการป่าชุมชน องค์ความรู้ในทางพระพุทธศาสนาประกอบด้วย 1) ด้านศาสนธรรม 2) ด้านศาสนบุคคล และ 3) ด้านศาสนพิธี ในทางภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วย (1) ความเชื่อเรื่องผีและขึด (2) ความรู้ใหม่ (3) พิธีกรรม และ (4) จารีตประเพณีหรือวิถีปฏิบัติ</p>
ชูชาติ สุทธะ
นภาพร หงษ์ทอง
พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์
พระครูใบฎีกาเฉลิมพล อริยวํโส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-23
2026-04-23
11 1
204
228