วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> วารสารบัณฑิตแสงโคมคำเป็นวารสารวิชาการ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานวิชาการ การศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความต่าง ๆ ในสาขาวิชาที่วิทยาเขตพะเยาได้เปิดสอน คือ (1) พระพุทธศาสนาเเละปรัชญา (2) การสอนสังคมศึกษา (3) การสอนภาษาไทย เเละ (4) รัฐศาสตร์ 2) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดถึงการบูรณาการสหวิทยาการต่าง ๆ ของคณาจารย์ บุคลากร นิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานอื่น อันเป็นการบริการวิชาการแก่สังคม 3) เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา และสร้างความร่วมมือในการบูรณาการการเรียนการสอนกับการเผยแพร่ผลงาน องค์ความรู้ของคณาจารย์ บุคลากรและนิสิตในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> <p> ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิแบบ Double-blind อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยรับพิจารณาต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย กำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน)</p> <p> ทั้งนี้ ต้องเป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องตามหลักเกณฑ์ที่วารสารกำหนด</p> <p> ทัศนะและความคิดเห็นในบทความวารสารบัณฑิตแสงโคมคำ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ</p> <p> ในกรณีกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองบทความมีความเห็นว่า ควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหลัก และขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ตีพิมพ์ในกรณีที่บทความไม่ตรงกับวัตถุประสงค์และรูปแบบของวารสารบัณฑิตแสงโคมคำ หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ หากบทความใดได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยเสียงข้างมากให้ตีพิมพ์ ผู้เขียนจะได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากวารสาร (เฉพาะผู้เเจ้งความประสงค์เท่านั้น)</p> <p><strong>อัตราค่าตีพิมพ์บทความ </strong></p> <p> กำหนดค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ บทความละ 6,000 บาท</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong></p> <p> หลังจากผู้เขียนส่งบทความต้นฉบับและกรอกแบบฟอร์มเสนอผลงานเพื่อตีพิมพ์ (ใบสมัคร) เข้าระบบวารสารออนไลน์ และผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการแล้ว จึงจะแจ้งให้ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ จำนวน 6,000 บาท/บทความ ตามรายละเอียด ดังนี้ </p> <p> <strong>ชื่อธนาคาร: ออมสิน สาขามหาวิทยาลัยพะเยา</strong></p> <p><strong> ชื่อบัญชี: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ มจร.พะเยา</strong></p> <p><strong> บัญชีเลขที่: 020320117631</strong></p> <p> จากนั้น ให้ผู้เขียนแจ้งผลการโอนพร้อมหลักฐานการโอนมาในระบบ ThaiJo โดยระบุชื่อผู้โอนและชื่อบทความ (หากประสงค์จะให้ออกใบเสร็จในนามหน่วยงานหรือองค์กรใด กรุณาระบุให้ชัดเจน)</p> <p> ***ทั้งนี้ ทางวารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียม ในกรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากค่าธรรมเนียมได้นำไปเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว</p> <p> อนึ่ง ในกรณีบทความใด ถูกปฏิเสธโดยเสียงข้างมากของผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณากลั่นกรอง (2 ใน 3) วารสารจะยึดเสียงข้างมากของผู้ทรงคุณวุฒิในการปฏิเสธหรือยุติการดำเนินการตีพิมพ์บทความนั้นทันที ยกเว้นในกรณีต่อไปนี้ 1) ผู้เขียนยืนยันที่จะตีพิมพ์บทความนั้นอีกครั้ง 2) ผู้เขียนได้ปรับแก้บทความตามผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเสียงข้างมากที่ปฏิเสธการตีพิมพ์นั้นแล้ว และ 3) กองบรรณาธิการเห็นสมควรให้บทความที่ปรับแก้ใหม่นั้นส่งประเมินอีกรอบได้ จากนั้น วารสารจึงจะดำเนินการต่อในขั้นตอนต่อไป โดยผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการชำระค่าธรรมเนียมในส่วนของค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม (2 ท่าน) ตามที่วารสารกำหนดค่าตอบแทนไว้</p> <p><strong>กำหนดออกเผยเเพร่</strong> </p> <p> ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong> </strong>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 30 เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 31 สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม เผยแพร่ออนไลน์ไม่เกิน 31 ธันวาคม </p> <p> E-mail: jsbsmcu@gmail.com, Facebook Page: วารสารบัณฑิตเเสงโคมคำ </p> <p> Website: <a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/index">https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/index</a></p> <p><strong>© เจ้าของ (Owner)</strong></p> <p>บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา 566 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 56000</p> บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา th-TH วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ 2697-5998 การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม สำหรับบุคลากรสายวิชาการในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาตามทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/277448 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมร่วมกับทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงในการบริหารสถาบันอุดมศึกษา โดยมุ่งเน้นการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างคุณธรรมทางพระพุทธศาสนากับหลักการภาวะผู้นำสมัยใหม่ อันนำไปสู่การบูรณาการที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในการบริหารบุคลากรสายวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า หลักธัมมัญญุตา (รู้หลัก) สัมพันธ์กับอิทธิพลเชิงอุดมคติที่ทำให้ผู้นำเป็นแบบอย่างที่ดี หลักอัตถัญญุตา (รู้เป้าหมาย) เชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจที่กระตุ้นการทำงานร่วมกันของบุคลากร หลักอัตตัญญุตา (รู้จักตนเอง) เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความตระหนักรู้ในตนเอง หลักมัตตัญญุตา (รู้จักประมาณ) สอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีจริยธรรม หลักกาลัญญุตา (รู้จักเวลา) เกี่ยวข้องกับการปรับตัวและการบริหารการเปลี่ยนแปลง หลักปริสัญญุตา (รู้จักชุมชนและสังคม) สนับสนุนการสร้างการมีส่วนร่วมในองค์กร และหลักปุคคลัญญุตา (รู้จักบุคคล) เชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล เมื่อบูรณาการเข้าด้วยกันแล้วจึงเกิดกรอบแนวคิดใหม่ด้านภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมเชิงเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับผู้บริหารสายวิชาการในการแก้ปัญหาการขาดแรงบันดาลใจ การจัดการทรัพยากรอย่างไม่สมดุล และความขัดแย้งในองค์กร โดยองค์ความรู้จากบทความนี้ไม่เพียงสะท้อนการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้จริงที่ช่วยเสริมสร้างสมดุลระหว่างคุณธรรมกับประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนของสถาบันอุดมศึกษาในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> พงศ์ศธร พิมพะนิตย์ ชัยวัฒน์ อุทัยแสน วรวิทย์ นิเทศศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 10 3 242 259 Policy Briefs for Potential Development of Railway Tourism at Khao Luang Area in Nakhon Si Thammarat Province https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279260 <p>This study examines policy briefs for the potential development of railway tourism in the Khao Luang area of Nakhon Si Thammarat Province. It is a mixed-methods study, with a sample of 560 people and 22 key informants representing various railway tourism stakeholders, including government agencies, the private sector, residents, and community enterprises. Using descriptive statistics, the study identifies two main issues related to the development of railway tourism potential in the region: 1) the community's existing potential for managing railway tourism and 2) the community potential that needs further development for managing railway tourism. The research considers the top three potentials for management and the final three potentials for development. This data will be analyzed and interpreted to create policy briefs for the development of railway tourism. Additionally, the researcher used the five strategic issues outlined in the Nakhon Si Thammarat Province Tourism Development Plan (2022-2027) as a guideline for writing the policy briefs.</p> Umaporn Kanjanaklod Tharinee Jariyapayuklert Chanikarn Saikuea Chanida Rodyhou Methawat Phutornpukdee ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 10 3 1 21 การพัฒนารูปแบบการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านแบบออนไลน์ด้วยโครงงานเป็นฐานร่วมกับเครี่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครู https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278090 <p>ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ สมรรถนะด้านดิจิทัลของนักศึกษาครูจึงเป็นทักษะจำเป็นที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ การสื่อสาร การสร้างสรรค์เนื้อหา และความปลอดภัยทางดิจิทัล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเรียนการสอนออนไลน์และการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครูในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย 2) ศึกษาสมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครูในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย 3) พัฒนารูปแบบการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านแบบออนไลน์ด้วยโครงงานเป็นฐานร่วมกับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครู 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ และ 5) เพื่อนำเสนอรูปแบบฯ เป็นวิธีการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตวิชาชีพครูระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสำรวจสมรรถนะดิจิทัล รูปแบบการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านฯ แบบวัดสมรรถนะดิจิทัล แบบประเมินผลงาน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบรับรองรูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติประกอบด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบกลุ่มไม่เป็นอิสระและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพผู้สอนจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์และใช้เครื่องมือดิจิทัลหลายชนิดเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครูและพบปัญหาความไม่พร้อมด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ การมีส่วนร่วมในห้องเรียนออนไลน์และการขาดทักษะการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสร้างสรรค์งาน 2) สมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครูในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ภาพรวมอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.00; S.D.=0.87) 3) รูปแบบการเรียนฯ มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ บทบาทผู้สอนและผู้เรียน กระบวนการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านแบบออนไลน์ด้วยโครงงานเป็นฐาน เครื่องมือดิจิทัล และการวัดผลและประเมินผล 4) ผลการใช้รูปแบบฯ 4.1) สมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4.2) สมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครูจากผลงานโครงงาน ภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 87.20 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 4.3) ความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.73; S.D.=0.32) 5) รูปแบบฯ ได้รับการรับรองมีความเหมาะสมในภาพรวมระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.55; S.D.=0.28) องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย คือ การได้รูปแบบการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านแบบออนไลน์ด้วยโครงงานเป็นฐานร่วมกับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของนิสิตวิชาชีพครูที่เรียกว่า OFPD Model ซึ่งส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัล</p> กอบสุข คงมนัส กิตติพงษ์ พุ่มพวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 10 3 22 44 รูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278463 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ พัฒนารูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ และตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นของครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ โดยเก็บข้อมูลจากครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 108 คน ด้วยแบบสอบถาม ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน ด้วยการจัดสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ และระยะที่ 3 การตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ปฏิบัติ จำนวน 9 คน ด้วยการจัดสนทนากลุ่ม จากนั้น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นของครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ ด้านวิธีดำเนินการพบลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ 1) การดำเนินการ 2) การวางแผนและการกำหนดจุดมุ่งหมาย 3) การศึกษาความต้องการ 4) การติดตามและประเมินผล 5) การสะท้อนผล ส่วนด้านกิจกรรมการพัฒนาครูมี 3 กิจกรรม คือ 1) การเรียนรู้ผ่านเครือข่ายและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) การฝึกอบรม 3) การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) องค์ประกอบของการพัฒนาครู 4) วิธีดำเนินการ 5) เงื่อนไขความสำเร็จ จากการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบรูปแบบพบว่า รูปแบบมีความถูกต้องและมีความเหมาะสม การตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพ จากการสนทนากลุ่มผู้ปฏิบัติเพื่อตรวจสอบรูปแบบพบว่า รูปแบบมีประโยชน์และมีความเป็นไปได้ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การได้รูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอาชีพที่มีประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการบูรณาการและประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</p> อุมาพร ทองมาก ร่มพฤกษ์ ชนิกานต์ ใสยเกื้อ ชูศักดิ์ เอกเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 10 3 45 63 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278464 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา และ 3) เพื่อตรวจสอบรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา และระยะที่ 3 การตรวจสอบรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมสุขภาพพบว่า การออกกำลังกายและการบริการอนามัยโรงเรียนมีค่าสูงสุด รองลงมา คือ การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ส่วนการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางสังคม มีค่าน้อยที่สุด 2) การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา ประกอบด้วย (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) องค์ประกอบของการส่งเสริมสุขภาพ (4) วิธีดำเนินการ และ (5) เงื่อนไขความสำเร็จ จากการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญพบว่า รูปแบบมีความถูกต้องและมีความเหมาะสม 3) การตรวจสอบรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนของสถานศึกษา จากการสนทนากลุ่มผู้ปฏิบัติพบว่า รูปแบบมีความเป็นประโยชน์และมีความเป็นไปได้ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การส่งเสริมสุขภาพผู้เรียนเป็นกระบวนการแบบองค์รวมและเป็นระบบที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากหลายภาคส่วน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจนและต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารในการขับเคลื่อน รวมทั้งครูผู้เป็นกลไกสำคัญในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง และที่สำคัญที่สุด คือ ผู้เรียนต้องมีความต้องการและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ</p> เซน ร่มพฤกษ์ พณกฤษ บุญพบ ชูศักดิ์ เอกเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-19 2025-12-19 10 3 64 81 แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมเรื่อง มนุษย์และการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศเพื่อพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278772 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม เรื่องมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม ประเภทเกมการศึกษาที่รับรู้บริบท 2) แบบสะท้อนการจัดการเรียนรู้ 3) ใบกิจกรรม และ 4) แบบวัดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดำเนินการโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมมี 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นกำหนดสถานการณ์ นักเรียนอภิปรายบริบทร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) ขั้นศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติ นักเรียนค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเตรียมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3) ขั้นเรียนรู้แนวคิดสำคัญ นักเรียนสรุปแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของบริบท และ 4) ขั้นนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ผ่านการเล่นบอร์ดเกมแล้วอภิปรายร่วมกันถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับบริบท และหลังการจัดการเรียนรู้พบว่า นักเรียนมีการพัฒนาระดับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงขึ้น จากระดับพอใช้เป็นระดับดี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับความสนใจจากสังคมสามารถกระตุ้นความสนใจได้ดี ทำให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อนำมาสรุปแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ และบอร์ดเกมที่รับรู้บริบทที่เกิดขึ้นจริงเป็นสถานการณ์ที่ส่งเสริมให้นักเรียนตัดสินใจเลือกใช้แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับบริบทได้ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม เรื่องมนุษย์และการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้าอากาศ สามารถพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนักเรียนได้</p> ขนิษฐา บุญยัง สุรีย์พร สว่างเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 10 3 82 102 การการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองของกลุ่มเยาวชน เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279853 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรู้ความเข้าใจการเมืองการปกครองของกลุ่มเยาวชนในระบอบประชาธิปไตย 2. เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจการเมืองการปกครองของกลุ่มเยาวชนตามระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้สถานศึกษาพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ 5 แห่ง ได้แก่ 1) โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล 2) โรงเรียนสตรีชัยภูมิ 3) โรงเรียนเมืองพญาแล 4) โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ และ 5) โรงเรียนกุดตุ้มวิทยา เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัญหาความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองของเยาวชนพบว่า เยาวชนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองในระดับพื้นฐาน โดยมีความเข้าใจในด้านสิทธิ หน้าที่และบทบาทของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยไม่เพียงพอ ความสนใจทางการเมืองส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากกระแสในสื่อสังคมออนไลน์มากกว่าการเรียนรู้ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพบว่า ขาดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยในสถานศึกษา 2. แนวทางการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจตามระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน ประกอบด้วย 1) พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่บูรณาการประเด็นทางการเมืองกับการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน 2) จัดกิจกรรมเวทีเสวนา อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเยาวชนในสถานศึกษากับชุมชน 3) ส่งเสริมการใช้สื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นความสนใจทางการเมือง 4) สนับสนุนให้มีโครงการฝึกอบรมผู้นำเยาวชนที่ส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย และ 5) ประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัวและหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาเยาวชนให้มีจิตสำนึกพลเมืองที่ดี องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยพบว่า เยาวชนมีความรู้ทางการเมืองในระดับพื้นฐาน ขาดความเข้าใจเชิงลึกและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางส่งเสริมควรบูรณาการการเรียนรู้ทางการเมืองกับชีวิตจริง ใช้สื่อสร้างสรรค์ จัดกิจกรรมเสวนา พัฒนาผู้นำเยาวชนและสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน</p> ธรรมรัตน์ โรมแพน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 10 3 103 119 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์บูรณาการร่วมกับบริบทพื้นที่อันดามันเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/280116 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์บูรณาการร่วมกับบริบทพื้นที่อันดามันเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ 2) พัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์บูรณาการร่วมกับบริบทพื้นที่อันดามัน เป็นรูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 44 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และแบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ขั้นที่ 2 การสำรวจและเก็บข้อมูล ขั้นที่ 3 การพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรม และขั้นที่ 4 การนำเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้และสรุปแนวคิดของตนเอง รูปแบบกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีจุดเด่นในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม โดยเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนรู้เข้ากับปัญญาประดิษฐ์และบริบทพื้นที่อันดามันเพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับชีวิตจริง และสามารถนำไปสู่การออกแบบนวัตกรรมทางการศึกษาได้อย่างสร้างสรรค์คุณภาพรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลอยู่ในระดับดี ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.46, S.D.=0.62) และ 2) ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์บูรณาการร่วมกับบริบทพื้นที่อันดามันอยู่ในระดับดีมาก มีคะแนนระหว่าง 16.00–20.00 คะแนน (ร้อยละ 79.55) องค์ความรู้จากการวิจัย คือ รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์บูรณาการร่วมกับบริบทพื้นที่อันดามันเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมมีกระบวนการของการวิจัยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน 2) การสำรวจและเก็บข้อมูล 3) การพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรม และ 4) การนำเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้และสรุปแนวคิดของตนเอง</p> ปสุตา แก้วมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 10 3 120 139 รูปแบบการสร้างความสัมพันธ์ด้วยหลักพุทธธรรมของประชาชนโดยใช้วัดเป็นฐานในชุมชนวัดจรรย์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278963 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของประชาชนโดยใช้วัดเป็นฐาน เพื่อพัฒนากิจกรรมการสร้างความสัมพันธ์ด้วยหลักพุทธธรรม และเพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมการสร้างความสัมพันธ์ด้วยหลักพุทธธรรมของประชาชนโดยใช้วัดเป็นฐานในชุมชนวัดจรรย์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 40 คน ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน เยาวชน และประชาชนในชุมชน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การจัดเวทีสนทนากลุ่ม เพื่อออกแบบและปฏิบัติการทำกิจกรรมการสร้างความสัมพันธ์ด้วยหลักพุทธธรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. วัดจรรย์ถือเป็นศูนย์กลางของศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชน แต่บทบาทการเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ของประชาชนลดลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยีส่งผลต่อวิถีชีวิต แต่วัดยังเป็นพื้นที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของประชาชนผ่านการพัฒนากิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนและหลักพุทธธรรม 2. การพัฒนากิจกรรมการสร้างความสัมพันธ์ด้วยหลักพุทธธรรมมีจุดศูนย์กลางที่วัด โดยการออกแบบกิจกรรมเชื่อมโยงหลักสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ได้แก่ กิจกรรมแบ่งปันบุญ แบ่งปันใจ ซึ่งส่งเสริมการช่วยเหลือกันในชุมชน ปิยวาจา ได้แก่ กิจกรรมธรรมะสื่อสารสัมพันธ์ชุมชนที่ใช้การสื่อสารเชิงบวกและเทคโนโลยีในการเผยแพร่หลักพุทธธรรม อัตถจริยา ได้แก่ กิจกรรมเยาวชนอาสาพุทธธรรมที่เน้นการสร้างจิตอาสาและให้เยาวชนมีบทบาทในวัด และสมานัตตตา ได้แก่ กิจกรรมพระพุทธศาสนาเพื่อความสามัคคีในชุมชน เน้นการเสริมสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้ง 3. การสร้างรูปแบบกิจกรรมการสร้างความสัมพันธ์พบว่า หลักสังคหวัตถุ 4 ทำให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องและปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์สังคม องค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า การสร้างความสัมพันธ์ของประชาชนโดยใช้วัดเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ของประชาชนผ่านกิจกรรมตามหลักพุทธธรรม ได้แก่ การให้และช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในชุมชน การมีส่วนร่วมของเยาวชนโดยใช้วัดเป็นฐานเพื่อจูงใจให้เยาวชนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของวัด การสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและลดความขัดแย้ง และสร้างความร่วมมือของชุมชนให้ยั่งยืน เกิดความสามัคคีในการทำงานร่วมกัน</p> พระปลัดสุชาติ สุชาโต (สิงห์คุณ) พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-21 2025-12-21 10 3 140 158 การออกแบบระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด เพื่อยกระดับเป็นต้นแบบวัดเชิงนิเวศ จังหวัดนครปฐม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/277586 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการออกแบบระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดยกระดับให้เป็นต้นแบบวัดเชิงนิเวศ จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมขับเคลื่อนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดยกระดับให้เป็นต้นแบบวัดเชิงนิเวศ จังหวัดนครปฐม 3) เพื่อประเมินระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดยกระดับให้เป็นต้นแบบวัดเชิงนิเวศ จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พระสงฆ์ คณะกรรมการวัด ผู้นำชุมชน ประชาชนและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม โดยการสัมภาษณ์/สนทนากลุ่มย่อย จำนวน 25 คน ใช้แบบสอบถาม/แบบประเมิน เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 100 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจำแนกกลุ่ม ตีความและประมวลผลแล้วเขียนนำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับเป็นต้นแบบวัดเชิงนิเวศประกอบด้วยการกำหนดนโยบาย การวางแผน การประยุกต์ปฏิบัติ การตรวจสอบและแก้ไข การพิจารณาทบทวน โดยกำหนดทิศทางที่สอดคล้องกับบริบทของวัดและชุมชน แปลงนโยบายสู่แผนงานที่เป็นรูปธรรมบนฐานการมีส่วนร่วม ตรวจสอบประเมินความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ และการทบทวนช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2) การพัฒนากิจกรรมด้านการจัดการขยะ การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว และการสร้างจิตสำนึกผ่านการบูรณาการหลักพุทธธรรม ปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ ความมุ่งมั่นของผู้นำ การมีส่วนร่วม ระบบการติดตามที่มีประสิทธิภาพ 3) ผลการประเมินพบว่า วัดมีการดำเนินการในภาพรวมอยู่ในระดับมากในด้านนโยบายและด้านการวางแผน การประเมินกิจกรรม GREEN มีการดำเนินงานด้านการจัดการขยะ ห้องสุขา โภชนาการ พลังงาน ส่วนที่ต้องพัฒนา คือ ระบบบำบัดน้ำเสีย สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ นวัตกรรมประหยัดพลังงาน ระบบตรวจวัดแสงสว่างและมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย คือ GREEN TEMPLE Model ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับเป็นวัดเชิงนิเวศ โดยการบูรณาการหลักอปัสเสนธรรม หลักคิดในการตัดสินใจและดำเนินการเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม หลักสัปปายะ 7 เป้าหมายการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในวัด 7 ด้าน</p> พระเจริญพงษ์ วิชัย พระมหาณรงค์ศักดิ์ สุทฺนโต พระมหาถนอม ฐานวโร ปัทมาวดี แสนเขื่อนแก้ว ธเนศ เกษศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-21 2025-12-21 10 3 159 180 โมเดลการเรียนการสอนเชิงผลิตภาพการสะท้อนการสร้างความเป็นพลเมืองผ่านบริบทพลเมืองในกาดหลวง เมืองเชียงตุง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/280821 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาบริบทของกาดหลวงเมืองเชียงตุงและความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของพลเมืองในแต่ละชนชั้นในกาดหลวงเมืองเชียงตุง 2) พัฒนาและสร้างโมเดลการเรียนการสอนเชิงผลิตภาพการสะท้อนการสร้างความเป็นพลเมืองผ่านบริบทพลเมืองในกาดหลวง เมืองเชียงตุง โดยมีขั้นตอนดำเนินงาน 2 ระยะ ได้แก่ การเก็บข้อมูลภาคสนามจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นพลเมือง 3 ระดับชนชั้นในกาดหลวง และการพัฒนาและสร้างโมเดลการเรียนการสอน โดยทดลองกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนิสิตครุศาสตร์ที่เคยฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสะท้อนคิด การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเชิงสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และการบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยสรุปว่า 1) ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นในอดีตกับปัจจุบันของกาดหลวง เมืองเชียงตุง มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่อวิถีชีวิตของพลเมือง แต่ในกาดหลวงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ทุกชนชั้นอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมจริยธรรมและการยอมรับความต่างของทุกชนชั้น ตั้งแต่ในอดีตจากชนชั้นปกครองต้องการให้กาดหลวงเป็นที่สร้างการค้าเกิดรายได้ให้แก่พลเมืองทุกชนชั้น ต่อเนื่องให้เกิดความเจริญของการค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากไทย จีน อังกฤษ จนเกิดศูนย์กลางระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใหญ่ที่สุดในรัฐฉาน และยังคงอัตลักษณ์ในเชิงประวัติศาสตร์ของตนเองไว้ได้ ร่วมกับการเปิดรับวัฒนธรรมต่างเมืองสู่การปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตในกาดหลวงจนถึงปัจจุบัน 2) การสร้างความเป็นพลเมืองเป็นแกนหลักของการสอนหมวดสังคมศึกษา และการนำแนวคิดการสอนเชิงผลิตภาพจะช่วยเสริมทักษะนิสิตครูในการออกแบบแผนการเรียนรู้ ได้แก่ 1) คิดวิเคราะห์ 2) คิดสร้างสรรค์ 3) มีผลผลิต 4) ความรับผิดชอบ ร่วมกับบูรณาการอัตลักษณ์ของวิถีพลเมืองในกาดหลวง เมืองเชียงตุง นำมาพัฒนาและสร้างเป็นโมเดลการเรียนการสอนจะส่งผลให้การสร้างพลเมืองผ่านระบบการศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p> ศรีสกุล ชัยเวียง อำนาจ ขัดวิชัย เดชา ตาละนึก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-21 2025-12-21 10 3 181 201 การพัฒนาสมรรถนะพระสอนศีลธรรมบนฐานองค์ความรู้ในศตวรรษที่ 21 อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278995 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะการสอนของพระสอนศีลธรรมบนฐานองค์ความรู้ในศตวรรษที่ 21 2) เพื่อสร้างกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะพระสอนศีลธรรม และ 3) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนของพระสอนศีลธรรม ในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสมรรถนะการสอน แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบสะท้อนผล แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรม แผนการจัดกิจกรรม และแผนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งมีประสบการณ์ในการสอนธรรมะในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีประสบการณ์การสอนธรรมะไม่น้อยกว่า 2 ปี จำนวน 15 รูป ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะการสอนของพระสอนศีลธรรมมีความเชี่ยวชาญด้านเนื้อหาธรรมะและการถ่ายทอดหลักธรรมแบบดั้งเดิมเป็นอย่างดี แต่มีข้อจำกัดในด้านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตจริงของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 รวมถึงขาดทักษะด้านการบริหารจัดการพฤติกรรมผู้เรียนและการใช้พุทธจิตวิทยาในชั้นเรียน 2) การสร้างกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะพระสอนศีลธรรม โดยออกแบบและทดลองใช้กิจกรรมพัฒนาสมรรถนะพระสอนศีลธรรม ได้แก่ กิจกรรมศิลปะการสอนธรรมะ กิจกรรมสร้างสื่อธรรมะยุคดิจิทัล กิจกรรมเสริมภาวะผู้นำเชิงพุทธ และกิจกรรมสร้างห้องเรียนธรรมะให้น่าเรียนรู้ และ 3) การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนของพระสอนศีลธรรมพบพัฒนาการด้านวิชาชีพ การใช้เทคโนโลยี ภาวะผู้นำเชิงพุทธ และการบริหารจัดการห้องเรียน สามารถนำทักษะใหม่ ๆ ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนยุคใหม่ องค์ความรู้จากการวิจัยได้นำเสนอภายใต้รูปแบบ PĀVANĀ Model ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะพระสอนศีลธรรมในศตวรรษที่ 21 โดยบูรณาการหลักพุทธธรรมกับแนวทางการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่</p> พระมหาวีระ วีรนาโค พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 10 3 202 220 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์เชิงพุทธบูรณาการของคณะสงฆ์ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278960 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์รูปแบบการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ที่มีผลลัพธ์เชิงสังคมของพระสงฆ์ไทย 2) พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์เชิงพุทธบูรณาการของคณะสงฆ์ และ 3) นำเสนอรูปแบบการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์เชิงพุทธบูรณาการของคณะสงฆ์อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ชุดกิจกรรมและกระบวนการเพื่อสร้างการรับรู้การขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์เชิงพุทธบูรณาการ แบบประเมินการรับรู้ของพระสงฆ์ และแบบสังเกตพฤติกรรม เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 รูป/คน ได้แก่ พระสังฆาธิการ หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนภาคประชาสังคม และไวยาวัจกร รวมทั้งพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์เชิงพุทธบูรณาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์ไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ในฐานะผู้นำทางศีลธรรม เป็นผู้ส่งเสริมคุณธรรมในชุมชน และเป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต 2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ 1) การใช้หลักพรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 และอิทธิบาท 4 2) กลไกความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ ภาครัฐ เอกชนและประชาชน 3) กิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ในมิติการศึกษา สุขภาพ อาชีพและสิ่งแวดล้อม และ 4) ระบบติดตามและขยายผล 3. การนำเสนอรูปแบบโครงการต้นแบบ ได้แก่ โครงการใจแลกใจและโครงการสาธารณสงเคราะห์ด้านการศึกษา สะท้อนถึงความสำเร็จในการบูรณาการหลักธรรมกับการพัฒนาสังคม องค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า รูปแบบงานสาธารณสงเคราะห์เชิงพุทธบูรณาการของคณะสงฆ์ประกอบด้วย B-Buddhist (พุทธ) การใช้หลักธรรมพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางหลักในการสงเคราะห์ประชาชน S-Social (สังคม) กลไกความร่วมมือและเครือข่าย เช่น วัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในการพัฒนาสังคม W-Welfare (สาธารณสงเคราะห์) การพัฒนากิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ จัดกิจกรรมช่วยเหลือประชาชน</p> พระครูพิศาลจารุวรรณ พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 10 3 221 241