https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/issue/feed วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2021-08-25T16:06:11+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา ปาโนรัมย์ pronprun.sk@bru.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นวารสารวิชาการที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยครอบคลุมศาสตร์ต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ บัญชี บริหารธุรกิจ การจัดการ บริหารทรัพยากรมนุษย์ การเงินการธนาคาร การตลาด คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม สื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสหวิทยาการจัดการ โดยนำเสนอในรูปแบบ</p> <ol> <li>บทความประสบการณ์ และบทความเรียบเรียง</li> <li>บทความวิจัย เป็น Concept paper หรือ ผลงานวิจัยที่ทำเสร็จสมบูรณ์</li> <li>ผู้นำเสนอบทความเป็นบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ</li> </ol> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/247082 การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการให้บริการการปฏิบัติงาน ของกองประชุมและพิธีการ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2021-01-31T14:05:25+07:00 บุญตา แสนกล้า boonta.san@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย&nbsp; เพื่อประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการให้บริการการปฏิบัติงานของกองประชุมและพิธีการ&nbsp; สำนักงานอธิการบดี &nbsp;มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp; เพื่อศึกษาความต้องการและความคิดเห็นของนักศึกษา&nbsp; บุคลากรภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เกี่ยวกับการให้บริการการปฏิบัติงาน และเพื่อศึกษาปัญหา&nbsp; อุปสรรค&nbsp; ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการให้บริการของกองประชุม และพิธีการ&nbsp; สำนักงานอธิการบดี&nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp; และเปรียบเทียบการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการให้บริการการปฏิบัติงาน&nbsp; จำแนกตามเพศ&nbsp; และสถานะ&nbsp; &nbsp;กลุ่มตัวอย่าง&nbsp; ได้แก่&nbsp; นักศึกษา&nbsp; บุคลากรภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp;&nbsp; จำนวน&nbsp; 125&nbsp; คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมี 3&nbsp; ลักษณะ&nbsp; คือ&nbsp;&nbsp; แบบตรวจสอบรายการ &nbsp;(Check List)&nbsp; แบบมาตราส่วนประมาณค่า&nbsp; (Rating&nbsp; Scale)&nbsp; 5&nbsp; ระดับ&nbsp; และแบบปลายเปิด&nbsp; (Open-ended&nbsp; Form)&nbsp; สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล &nbsp;ได้แก่&nbsp; &nbsp;ร้อยละ&nbsp; ค่าเฉลี่ย&nbsp; และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp; ทดสอบสมมติฐานโดยการสมมติค่า&nbsp; t-test&nbsp; Independent&nbsp; และ&nbsp; F-test&nbsp; เมื่อพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในแต่ละด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทำการเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟฟ&nbsp; กำหนดค่าสถิติที่ระดับนัยสำคัญ&nbsp; .05&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า :</p> <ol> <li class="show">การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการให้บริการการปฏิบัติงานของ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองประชุมและพิธีการ&nbsp; สำนักงานอธิการบดี&nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp;&nbsp; โดยภาพรวม&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อยู่ในระดับมาก&nbsp; (= 4.42)&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน&nbsp; พบว่า&nbsp; ทุกด้านมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากเช่นกัน&nbsp; โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ&nbsp; ด้านบุคลากร&nbsp; (= 4.47)&nbsp; รองลงมา&nbsp; คือ&nbsp; ด้านเอกสาร/ข้อมูล&nbsp; (= 4.44)&nbsp; และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด&nbsp; คือ&nbsp; ด้านสถานที่&nbsp; (= 4.36)</li> <li class="show">ผลการเปรียบเทียบการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการให้บริการ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปฏิบัติงาน ของกองประชุมและพิธีการ&nbsp; สำนักงานอธิการบดี&nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ที่มีเพศต่างกัน&nbsp;&nbsp; โดยภาพรวมและรายด้าน&nbsp; ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3&nbsp; ผลการเปรียบเทียบการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการให้บริการ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปฏิบัติงานของกองประชุมและพิธีการ&nbsp; สำนักงานอธิการบดี&nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ที่มีสถานะต่างกัน&nbsp; โดยภาพรวมและรายด้าน&nbsp; ไม่แตกต่างกัน</p> <ol start="4"> <li class="show">ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ ที่มีจำนวนมากที่สุด&nbsp; คือ&nbsp; ควรมีการจัดลำดับในการเข้ารับบริการเพื่อเป็นแรงจูงใจให้การมาติดต่อได้รับความสะดวกมากขึ้น&nbsp; คิดเป็นร้อยละ 27.27&nbsp; รองลงมา&nbsp; คือ&nbsp; ควรมีระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องมีเวลาการเตรียมการมาประชุม&nbsp; คิดเป็นร้อยละ &nbsp;22.73&nbsp;&nbsp; และควรมีข้อแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสม ในการให้บริการการปฏิบัติงาน&nbsp; คิดเป็นร้อยละ 18.18&nbsp;</li> </ol> <p>&nbsp;</p> 2020-11-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/249238 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ดนตรี สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบุรีรัมย์ 2021-05-22T10:53:53+07:00 ธิติ ปัญญาอินทร์ pompom1414@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ดนตรีในโรงเรียน ด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม สถานที่ดำเนินการวิจัย&nbsp; ได้แก่&nbsp; โรงเรียนพิมรัฐประชาสรรค์&nbsp; โรงเรียนนางรอง&nbsp; โรงเรียนละหานทรายวิทยา &nbsp;โรงเรียนโนนเจริญพิทยาคม&nbsp; โรงเรียนพุทไธสง&nbsp; โรงเรียนปะคำพิทยาคม&nbsp; ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบุรีรัมย์ ผลการวิจัยพบว่า&nbsp; โรงเรียนมีปัญหาด้านการจัดการเรียนรู้ดนตรี เนื่องจากสภาพความพร้อมทางด้านครูผู้สอนและครุภัณฑ์ อุปกรณ์ทางดนตรี จึงส่งผลต่อการเรียนรู้ให้นักเรียนไม่เกิดการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง&nbsp; กระบวนการจัดการเรียนรู้ดนตรีที่พัฒนาขึ้น&nbsp; จัดทำคู่ขนานกับการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ดนตรีแบบ Comprehensive Musician ship&nbsp; จัดสนทนากลุ่มเพื่อสะท้อนความคิดเห็น&nbsp; และให้ความรู้ โดยวิทยากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ดนตรีในโรงเรียน โดยใช้รูปแบบ Comprehensive Musician Ship ดีขึ้น&nbsp; เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ถูกต้อง&nbsp; ชัดเจน&nbsp; กำหนดวิธีสอนได้สอดคล้องกับ&nbsp; จุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้&nbsp; ครูส่วนใหญ่จัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้&nbsp; ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้&nbsp; และเห็นว่าระบบติดตามประเมินผล&nbsp; ทำให้เกิดความกระตือรือร้น&nbsp; ครูได้รับการพัฒนา &nbsp;ได้ประเมินตนเอง&nbsp; ประเมินซึ่งกันและกัน&nbsp; ได้ช่วยเหลือกันทำงาน&nbsp; มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน&nbsp; เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน&nbsp; และเกิดความมั่นใจในการทำงานยิ่งขึ้น&nbsp; แสดงว่าระบบติดตามประเมินผลการพัฒนาครูทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp; มีความสัมฤทธิ์ผล&nbsp; บรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้&nbsp;</p> 2020-07-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/249256 ศาสตร์พระราชา : เกษตรทฤษฎีใหม่ในรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” 2021-05-20T11:17:56+07:00 มาริษา ศรีษะแก้ว management009@hotmail.com สถาพร วิชัยรัมย์ management009@hotmail.com สากล พรหมสถิตย์ management009@hotmail.com <p>โคก หนอง นา โมเดล&nbsp; เป็นหลักการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด&nbsp; โดยเน้นการกักเก็บน้ำให้เพียงพอ&nbsp; และการสร้างผลผลิตเพื่อดำรงชีพในระดับบุคคลและครัวเรือน&nbsp; องค์ประกอบของโคก หนอง นา&nbsp; ประกอบด้วย&nbsp; (1) โคก (พื้นที่สูง) คือการใช้ดินที่ได้จาการขุดหนองน้ำมาเป็นโคก&nbsp; หรือคันนาที่มีขนาดใหญ่&nbsp; ปลูกพืชและไม้ผล&nbsp; เพื่อสร้างอาหารและรายได้ให้แก่ครัวเรือน&nbsp; (2) หนอง (แหล่งกักเก็บน้ำ)&nbsp; เป็นการขุดหนองน้ำ ที่มีความลึกประมาณ 6-8 เมตร เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดทั้งปี&nbsp; รวมทั้งมีการขุดคลองไส้ไก่&nbsp; กระจายน้ำไปยังส่วนต่างๆ ในพื้นที่&nbsp; สร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่&nbsp; (3) นา (พื้นที่ปลูกข้าว) คือการปลูกข้าวแบบอินทรีย์เพื่อบริโภคอย่างปลอดภัย&nbsp; อันจะเป็นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่แบบพึ่งพาตนเอง&nbsp; ลดการพึ่งพาจากภายนอก&nbsp; สร้างความมั่นคงในครัวเรือนและชุมชน&nbsp; นำไปสู่ความเข้มแข็งในการพัฒนาประเทศ</p> 2020-07-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/250283 ผลการศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบ Inclusive Leadership ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วงสถานการณ์ COVID-19 2021-07-05T15:22:10+07:00 กิตติกวินท์ เอี่ยมวิริยาวัฒน์ mek.eai@gmail.com รังสิมา สว่างทัพ aewlek@hotmail.com รพีพรรณ พงษ์อินทร์วงศ์ drrapheephan@gmail.com ชนินาถ ทิพย์อักษร air_spu3@hotmail.com กิตติกร ฮวดศรี kittikron_2204@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัย เรื่อง ระดับภาวะผู้นำแบบ Inclusive Leadership ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วงสถานการณ์ COVID-19 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบ Inclusive Leadership ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วงสถานการณ์ COVID-19 โดยมีสมมติฐานว่าผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดบุรีรัมย์ มีลักษณะภาวะผู้นำแต่ละองค์ประกอบ Inclusive Leadership ในระดับสูง ดำเนินการวิจัยโดยการสำรวจระดับพฤติกรรมภาวะผู้นำตามแนวคิด Inclusive Leadership ของ Deloitte Global Research (2016) อันประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ สำคัญ คือ 1.ความยึดมั่นต่อแนวคิดผู้นำยุคใหม่แบบครบวงจร (Commitment) 2.ความกล้า (Courage) 3.การไม่มีอคติ (Cognizance of bias) 4. การอยากรู้ (Curiosity) 5. ความเข้าใจถึงความแตกต่างของภูมิหลัง (Cultural Intelligence) 6. ความร่วมมือ (Collaboration) การวิจัยนี้เป็นแบบเชิงสำรวจ (Survey Research) ทำการศึกษาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 83 คน เครื่องมือที่ใช้ในเก็บข้อมูลการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมภาวะผู้นำยุคใหม่แบบครบวงจร (Inclusive Leadership) วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ SPSS สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำ พบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดบุรีรัมย์ มีระดับพฤติกรรมภาวะผู้นำตามแนวคิด Inclusive Leadership ด้วยค่าคะแนนเฉลี่ยระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ทั้ง 6 องค์ประกอบ โดยองค์ประกอบพฤติกรรมภาวะผู้นำ : ด้านความยึดมั่นต่อแนวคิดผู้นำยุคใหม่แบบครบวงจร (Commitment) มีค่าคะแนนสูงสุด และ องค์ประกอบพฤติกรรมภาวะผู้นำ : ด้านความร่วมมือ มีค่าคะแนนรองลงมา</p> 2020-07-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/250284 ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2021-07-05T15:26:53+07:00 ทิพย์สุดา ทาสีดำ thipsuda.ts@bru.ac.th ผกามาศ บุตรสาลี mon-noi@hotmail.com สายฝน อุไร sayfon03102533@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบระหว่างความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชีและประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีในสำนักงานบัญชี ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถทางด้านบัญชี ประสิทธิภาพในการจัดทำบัญชีของนักบัญชี และเพื่อทดสอบผลกระทบของความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชีกับประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีในสำนักงานบัญชี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบัญชีในสำนักงานบัญชี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) นักบัญชีส่วนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุส่วนใหญ่อยู่ที่ 30-40 ปี ระดับการศึกษาส่วนใหญ่ปริญญาตรี ประสบการณ์ในการทำงานด้านการจัดทำบัญชีส่วนใหญ่น้อยกว่า 6 ปี 2) นักบัญชี มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) นักบัญชี มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก&nbsp; 4) ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี ด้านความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ ด้านเจตคติ และด้านการสื่อสารส่งผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีในสำนักงานบัญชีโดยรวม</p> 2020-07-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/251459 พฤติกรรมและสภาพปัญหาการจัดทำบัญชีครัวเรือนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดปัญหาหนี้สินของเกษตรกรบ้านหินลาดหมู่ 4, หมู่ 5, หมู่ 6 และหมู่ 9 ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ 2021-08-25T16:06:11+07:00 ทศพร แก้วขวัญไกร pompom1414@hotmail.com ฐิติพร วรฤทธิ์ pronprun.sk@bru.ac.th บุญญฤทธิ์ เทียนวรรณ pompom1414@hotmail.com จินตนา น้อยโพนทัน pompom1414@hotmail.com วัลวิภา ชาติชาวนา pompom1414@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดทำบัญชีครัวเรือนของกลุ่มเกษตรกรบ้านหินลาด 2) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการจัดทำบัญชีครัวเรือนของกลุ่มเกษตรกรบ้านหินลาด กลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัย จำนวน 259 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มเกษตรกรบ้านหินลาดส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 155 คน จบการศึกษาประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 อาชีพทำการเกษตรและรับจ้างทั่วไป โดยพฤติกรรมทั่วไปเข้าใจในการทำบัญชีในระดับปานกลางและเริ่มทำน้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งเป็นการจดบันทึกเน้นเขียนเป็นรายเดือนมากกว่ารายวัน ขณะที่ทัศนคติต่อการจัดทำบัญชีครัวเรือนมีระดับมากที่เห็นว่ามีความสำคัญต่อการลดปัญหาหนี้สินในอนาคต 2) สภาพปัญหาอุปสรรคที่พบเกิดจากขาดความรู้ความเข้าใจ แรงจูงใจในการทำบัญชีครัวเรือน อันเกิดจากขาดการช่วยเหลือแนะนำและอธิบายถึงการจดบันทึกอย่างถูกต้อง</p> 2020-07-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/251460 กลยุทธ์การปรับตัวของนักศึกษาที่มีต่อคุณลักษณะความเป็นพลโลกในศตวรรษที่ 21 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2021-08-25T16:04:47+07:00 จันทิราพร ศิรินนท์ pompom1414@hotmail.com นลินทิพย์ พิมพ์กลัด pompom1414@hotmail.com พิสมัย ประชานันท์ pompom1414@hotmail.com อัจฉรา หลาวทอง pompom1414@hotmail.com ฤทัยภัทร ให้ศิริกุล pompom1414@hotmail.com จตุพร จันทารัมย์ pompom1414@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การปรับตัวของนักศึกษาที่มีต่อคุณลักษณะความเป็นพลโลกในศตวรรษที่ 21 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาทุกสาขาวิชาของคณะวิทยาการจัดการ จำนวนทั้งสิ้น 340 คน เครื่องมือที่ใช้ในรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การปรับตัวด้านร่างกายของนักศึกษาโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก นักศึกษามีทัศนคติต่อการเรียนในทางที่ดีขึ้น นักศึกษามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง มีการตอบรับต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และนักศึกษามีความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตที่สมบูรณ์มากขึ้นตามเหตุการณ์ต่าง ๆ กลยุทธ์การปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์ของนักศึกษาโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก&nbsp; นักศึกษารู้จักเก็บรักษาและแสดงภาพลักษณ์ของตนเองในทางที่ดีอยู่เสมอ นักศึกษามีมุมมองความคิดที่ต่างไปจากเดิมพิจารณาไตร่ตรองเหตุการณ์บ้านเมืองได้อย่างกว้างขวาง และนักศึกษามีความมั่นใจต่อบุคลิกภาพที่ดีขึ้นของตนเอง กลยุทธ์การปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่ของนักศึกษาโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก นักศึกษาให้ความสำคัญต่อบทบาทหน้าที่ของการเรียนเป็นอันดับต้น ๆ นักศึกษามีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่อการศึกษาเล่าเรียนได้อย่างสมเหตุสมผล และนักศึกษาสามารถวิเคราะห์ทางเลือกในการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์การปรับตัวด้านการพึ่งพาอาศัยของนักศึกษาโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด นักศึกษาเลือกเทคโนโลยีเพื่อใช้เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารสร้างความสัมพันธ์ต่อเพื่อนนักศึกษาได้ นักศึกษาเลือกที่จะทำงานกลุ่มหรือกิจกรรมกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ &nbsp;และนักศึกษารู้จักปรับตัวเพื่อเข้าหาสังคมมากกว่าการอยู่เพียงลำพัง&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลยุทธ์การปรับตัวของนักศึกษามีความสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อตัวแปรด้านการตระหนักถึงสถานการณ์ของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข และด้านการปฏิสัมพันธ์ในสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนกลยุทธ์การปรับตัวของนักศึกษาในเชิงบวกต่อตัวแปรด้านการลงมือปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ และด้านการประพฤติตน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2020-07-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020