https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/issue/feed วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-04-23T10:26:46+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผกามาศ บุตรสาลี pakamat.bs@bru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>ISSN 3057-1871 (Online)</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต (Focus and Scope)<br /></strong> วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (Interdisciplinary Journal of Buriram Rajabhat University) เป็นวารสารวิชาการที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยครอบคลุมศาสตร์ต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ บัญชี บริหารธุรกิจ การจัดการ บริหารทรัพยากรมนุษย์ การเงินการธนาคาร การตลาด คอมพิวเตอร์ธุรกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม สื่อสารมวลชน และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสหวิทยาการจัดการ โดยครอบคลุมสาขาวิชาหลัก (Main subject category) และสาขาวิชาย่อย (Subject areas) ตามขอบเขตของวารสารฯ ดังนี้<br /> สาขาวิชาหลัก: Social Sciences<br /> สาขาวิชาย่อย: 1. Business, Management, and Accounting <br /> 1.1 General Business, Management, and Accounting<br /> 1.2 Management Information Systems <br /> 1.3 Marketing<br /> 1.4 Organizational Behavior and Human Resource Management<br /> 1.5 Tourism, Leisure, and Hospitality Management<br /> สาขาวิชาย่อย: 2. Economics, Econometrics, and Finance<br /> 2.1 General Economics, Econometrics, and Finance<br /> สาขาวิชาย่อย: 3. Social Sciences<br /> 3.1 Communication<br /> <br /> ทั้งนี้สามารถนำเสนอได้ในรูปแบบบทความวิจัย และบทความวิชาการ เท่านั้น</p> <p><strong>การประเมินบทความ (Peer Review Process)</strong><br /> แต่ละบทความจะถูกประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จากหลากหลายสถาบันอย่างน้อย 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งจะไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double Blinded) </p> <p><strong><em>Time to first decision: 2 Week</em></strong><br /><strong><em>Review time: 6-8 Week<br /></em></strong><strong><em>Acceptance to publication: 4-26 Week</em></strong></p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ (Publication Frequency)</strong><br />การตีพิมพ์วารสารฯ จะมีการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ คือ<br /> 1. ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br /> 2. ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p>-------------------------------------------------------------------------------------------------<strong><br /></strong><strong>วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์</strong><br /><strong>ISSN 2651-124X (Print) (Cancel)</strong><br /><strong>ISSN 2985-0444 (Online) (Cancel)</strong><br /><strong>จำนวนฉบับ</strong> : ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม - มิถุนายน และ กรกฏาคม - ธันวาคม)<br /><strong>ภาษา</strong> : ไทย,อังกฤษ<br /><strong>ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์</strong> : จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบทความที่ได้รับการเผยแพร่ในปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (2567) เป็นต้นไปในอัตราดังนี้<br /> - บุคคลภายนอกเก็บค่าธรรมเนียมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษบทความละ 3,500 บาท (อาจารย์/นักวิจัย/นักวิชาการ/นักศึกษา ของสถาบันอื่น)<br /> - บุคคลภายในเก็บค่าธรรมเนียมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษบทความละ 3,000 บาท (อาจารย์/นักวิจัย/นักวิชาการ/นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์)<br /> - กรณีบุคคลภายในที่มีชื่อเป็นผู้ร่วมผลงานกับบุคคลภายนอกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ชำระค่าธรรมเนียมบทความในอัตราเดียวกับบุคคลภายนอก บทความละ 3,500 บาท</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/281055 ผลกระทบของความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานบัญชีที่มีต่อประสิทธิภาพการทำบัญชีของนักบัญชีสำนักงานบัญชีในประเทศไทย 2025-10-08T11:37:49+07:00 บุญช่วง ศรีธรราษฎร์ boonchaung@hotmail.com สุพร ชากรม Boonchaung@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานบัญชี ประสิทธิภาพการ ทำบัญชี และทดสอบผลกระทบความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานที่มีต่อประสิทธิภาพการทำบัญชีของนักบัญชีสำนักงานบัญชีในประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบัญชีสำนักงานบัญชีในประเทศไทย จำนวน 175 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ จากการทดสอบผลกระทบ พบว่า 1) ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานบัญชี ด้านจรรยาบรรณทางวิชาชีพ มีผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำบัญชีโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.399, p &lt; 0.01) 2) ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานบัญชี ด้านประสบการณ์วิชาชีพ มีผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำบัญชีโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.265, p &lt; 0.01) และ 3) ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานบัญชี ด้านทักษะในการปฏิบัติงาน มีผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำบัญชีโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.133, p &lt; 0.05) โดยตัวแปรทั้งหมดมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ร้อยละ 43.10 (R<sup>2</sup> = 0.431) ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผน ปรับปรุง และพัฒนากระบวนการทำงานของนักบัญชีให้มีความเชี่ยวชาญและนำไปสู่การมีผลลัพธ์การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p> 2026-03-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/283265 สมรรถนะการปฏิบัติงานส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย 2025-12-11T13:50:41+07:00 แดนไทย อุตโพธิ์ dantai171717@gmail.com เสาวลักษณ์ จิตติมงคล sawvaluk.ch@ksu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์ 2) ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงาน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับประสิทธิภาพ และ 4) ศึกษาผลกระทบของสมรรถนะต่อประสิทธิภาพ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานราชการตำแหน่งผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย จำนวน 307 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์มีความคิดเห็นต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม การทำงานเป็นทีม การบริการที่ดี การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ ส่วนความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อโดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ การคำนึงถึงคุณภาพของงานที่ได้รับมอบหมาย มีความกระตือรือร้นและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย และมีการปรับปรุงการทำงานเพื่อให้ได้ปริมาณงานตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนดอยู่เสมอ</p> <p>จากการศึกษา พบว่า สมรรถนะการปฏิบัติงานส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย กล่าวคือ สมรรถนะการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงาน ด้านการายึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม การทำงานเป็นทีม และมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ โดยสามารถสร้างสมการถดถอยได้ว่า</p> <p>OPC = 0.269+0.411 (TEAM)+0.333 (ACH) +0.189 (XPE)</p> 2026-03-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/283569 Audience Perceptions and Engagement with Micro Drama: A Qualitative Case Study in Bangkok, Thailand 2026-01-28T11:15:09+07:00 Jeerawat Pornsuppayakul j.pornsuppayakul@email.kmutnb.ac.th Yarnaphat Shaengchart s.yarnaphat@email.kmutnb.ac.th Nalinpat Bhumpenpein nalinpat.b@itd.kmutnb.ac.th Kanchana Viriyapant kanchana.v@itd.kmutnb.ac.th <p>As short-form, mobile-first narratives continue to grow in popularity, particularly on platforms such as TikTok, Facebook Reels, and YouTube Shorts, understanding audience experiences becomes essential for grasping broader shifts in digital media consumption. This qualitative study aims to explore how audiences in Bangkok, Thailand, perceive and engage with micro drama content within contemporary digital media environments. Using a qualitative case study approach, in-depth interviews were conducted with twelve participants who regularly watched micro dramas. Thematic analysis was performed to analyze the interview data. The findings revealed five key dimensions of audience engagement: emotional resonance, convenience and integration into daily routines, algorithmically driven exposure, interactive participation, and appreciation of visual and narrative techniques. These insights demonstrate that micro dramas are not only compelling due to their condensed storytelling but also because they align with fast-paced urban lifestyles and platform-driven viewing patterns. The study contributes to emerging literature on short-form digital narratives by situating audience behaviors within local sociocultural contexts and offers implications for policymakers, content creators, and future researchers seeking to understand the evolving dynamics of digital storytelling.</p> 2026-03-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/285219 ผลการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ว่าใช้งานง่ายต่อความตั้งใจซื้อบริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เชิงสร้างสรรค์ของผู้มีงานทำในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย 2026-03-12T12:29:54+07:00 พรปวีณ์ ฝ่าวิบาก zingjingpakot@gmail.com ชุติญาภัค วาฤทธิ์ phornpawee_faw@vu.ac.th วรญา โรจนาปภาพร phornpawee_faw@vu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงของตัวแปรการรับรู้ว่ามีประโยชน์และการรับรู้ว่าใช้งานง่ายที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อบริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ของผู้มีงานทำ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางอ้อมของตัวแปรคุณภาพการบริการอิเล็กทรอนิกส์ ความไว้วางใจ และความเพลิดเพลินที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อบริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ ของผู้มีงานทำ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย ผ่านตัวแปรคั่นกลาง คือ การรับรู้ว่ามีประโยชน์และการรับรู้ว่าใช้งานง่าย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้มีงานทำในจังหวัดนครราชสีมาและขอนแก่นที่สนใจหรือเคยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง จำนวน 260 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างเป็นแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองที่นำเสนอสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?^{\chi&amp;space;2}" alt="equation" />= 258.45, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?^{\chi&amp;space;2}" alt="equation" />/df = 244, p-value = 0.25, = 1.06, CFI = 1.00, NFI = 0.95, GFI = 0.93, TLI = 1.00, AGFI = 0.90 RMSEA = 0.02, RMR = 0.02) ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อบริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การรับรู้ว่ามีประโยชน์ <br />(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.71) และการรับรู้ว่าใช้งานง่าย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.35) ส่วนปัจจัยคุณภาพการบริการอิเล็กทรอนิกส์ ความเพลิดเพลิน มีอิทธิพลทางอ้อมต่อความตั้งใจซื้อผ่านตัวแปรคั่นกลางการรับรู้ว่ามีประโยชน์และการรับรู้ว่าใช้งานง่าย ผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์จึงควรปรับปรุงคุณภาพของระบบให้สนับสนุนการรับรู้ประโยชน์และความง่ายในการใช้งาน รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีและความเพลิดเพลินแก่ผู้ใช้จะช่วยเสริมศักยภาพเชิงพาณิชย์ในระยะยาว </p> 2026-05-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/286155 Consumer Behavior in Thailand’s Faith Economy: Exploring the Role of the 4Es in the Cosmetics Industry 2026-04-09T17:09:54+07:00 Kris Jangjarat kris.j@ptu.ac.th Yarnaphat Shaengchart yarnaphat.s@ptu.ac.th Saranchana Asanprakit saranchana.nok@gmail.com <p>This study explores consumer behavior in Thailand’s faith economy by examining how the 4Es framework—Experience, Exchange, Evangelism, and Everyplace—shapes cosmetics consumption. Grounded in the intersection of spiritual beliefs, cultural practices, and digital marketing, the research adopts a qualitative approach using in-depth interviews with 12 consumers engaged in Muketing-related cosmetic purchases. The findings indicate that decision-making is strongly influenced by emotional and spiritual factors, with products valued not only for their functional benefits but also for symbolic meanings related to luck, identity, and personal transformation. Each dimension of the 4Es operates in culturally embedded ways: Experience is shaped by ritualistic and emotionally meaningful interactions; Exchange reflects perceived spiritual and psychological value beyond price; Evangelism is driven by belief-based communities and social sharing; and everyplace highlights the integration of digital and physical channels infused with symbolic meaning. These results show that consumer engagement in Thailand’s faith-driven cosmetics market is multidimensional, combining experiential, social, and technological elements with deeply rooted belief systems. The study contributes to the literature by extending the 4Es framework into a belief-driven context and providing empirical evidence on the role of Muketing in mainstream industries. It also offers practical implications for marketers seeking to develop culturally sensitive and emotionally resonant strategies in emerging faith-based markets.</p> 2026-05-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/286648 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความภักดีเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคคราฟต์เบียร์ 2026-04-23T10:26:46+07:00 ลักขนาวัลย์ ประดับแก้ว lukkanawal.pr@ku.th ณัฐพล พันธุ์ภักดี nuttapon.p@ku.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้และประสบการณ์ของผู้บริโภค และการรับรู้กฎหมายที่มีต่อความภักดีเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคคราฟต์เบียร์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิด RFM ในการวัดระดับความภักดีผ่านข้อมูลการซื้อจริง การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคคราฟต์เบียร์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 391 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ทั้งนี้ได้ตรวจสอบปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ ซึ่งไม่พบปัญหาดังกล่าว (Tolerance &gt; 0.10, VIF &lt; 10 ) ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองมีความเหมาะสมทางสถิติ โดยตัวแปรอิสระสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความภักดีเชิงพฤติกรรมได้ร้อยละ 72.1 (R<sup>2</sup> = 0.721) เมื่อพิจารณารายตัวแปรพบว่า บรรทัดฐานส่วนบุคคลมีอิทธิพลต่อความภักดีเชิงพฤติกรรมมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.732, p &lt; 0.01) รองลงมาคือ ราคา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.111, p &lt; 0.01) และรสชาติความหลากหลาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.072, p &lt; 0.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่คุณภาพและบรรยากาศไม่มีอิทธิพลต่อความภักดีเชิงพฤติกรรม นอกจากนี้ การรับรู้กฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ก็มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความภักดีเชิงพฤติกรรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.499, p &lt; 0.01) อย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางประกอบการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดและการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมคราฟต์เบียร์ในประเทศไทย</p> 2026-05-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/282227 กลยุทธ์ทุนทางวัฒนธรรม เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน 2025-12-08T12:48:17+07:00 สุดารัตน์ หนองหารพิทักษ์ sudarat.non@kkumail.com กิตติกวินท์ เอี่ยมวิริยาวัฒน์ kittikawin.e@kkumail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) ในฐานะทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของธุรกิจชุมชนท่องเที่ยว โดยใช้วิธีทบทวนวรรณกรรมและสังเคราะห์เชิงเนื้อหาภายใต้กรอบมุมมองฐานทรัพยากร (Resource-Based View: RBV) และเกณฑ์ VRIO ผลการสังเคราะห์พบว่า ทุนทางวัฒนธรรมสามารถยกระดับเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ได้เมื่อสอดคล้องกับเกณฑ์ VRIO ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ คุณค่าที่ตลาดยอมรับ (Value) ความเฉพาะถิ่นที่หายาก (Rarity) ความยากต่อการเลียนแบบ (Inimitability) และความพร้อมของระบบการจัดการ (Organization) โดยเฉพาะองค์ประกอบด้านการจัดการซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าทุนจะถูกเปลี่ยนเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนหรือเพียงชั่วคราว จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าว จึงเสนอกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงการประเมินทุนตาม VRIO ไปสู่กลยุทธ์ทุนทางวัฒนธรรม 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างแบรนด์ผ่านการเล่าเรื่อง (Cultural StoryTelling Branding) นวัตกรรมทางวัฒนธรรม (Cultural Innovation) และการตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) ทั้งนี้ กรอบแนวคิดดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประเมินและจัดลำดับทุนที่ควรพัฒนา ใช้เป็นกรอบตั้งโจทย์วิจัยและออกแบบเครื่องมือเก็บข้อมูล รวมถึงใช้กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม บทความนี้มีคุณค่าทางวิชาการในการนำเสนอกรอบสังเคราะห์ที่เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับการประเมินและการกำหนดกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ และมีคุณค่าเชิงปฏิบัติในฐานะกรอบคิดที่สามารถต่อยอดสู่การวิจัยเชิงประจักษ์และการพัฒนากลยุทธ์ของชุมชนท่องเที่ยวต่อไป</p> 2026-03-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์