วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr <p><strong>วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ </strong><br /><strong>Journal of Management Science Research, Surindra Rajabhat University<br /><br /></strong><strong>ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/search?search=3056-9990">3056-9990</a> (Print)<br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3057-000X">3057-000X</a> (Online)<br /><br />วัตถุประสงค์วารสาร<br /></strong> วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย</p> <table width="90%"> <tbody> <tr valign="top"> <td width="50%"><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การบัญชี</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การเงินและการธนาคาร</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การจัดการธุรกิจ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การจัดการนวัตกรรม</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การเป็นผู้ประกอบการ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ซัพพลายเชนและโลจิสติกส์</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การท่องเที่ยวและโรงแรม</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">เทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การตลาด</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">นิเทศศาสตร์และการสื่อสาร</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">เศรษฐศาสตร์</li> </ul> </td> <td width="5%"> </td> <td width="45%"><strong>การกำหนดเผยแพร่วารสาร </strong>กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ <br /> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</li> </ul> <strong>ภาษาที่ตีพิมพ์</strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความภาษาไทย</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความภาษาอังกฤษ</li> </ul> <strong>ประเภทบทความ </strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความวิจัย</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความวิชาการ</li> </ul> <strong>จำนวนบทความที่เผยแพร่ ต่อฉบับ</strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">10-12 บทความ ต่อฉบับ</li> </ul> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong>นโยบายของวารสาร</strong><br /> 1. ผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานของวารสาร ประกอบด้วย บรรณาธิการ ผู้ช่วยบรรณาธิการ บรรณาธิการประจำเรื่อง กองบรรณาธิการ ผู้ประเมิน ผู้แต่ง และผู้อ่าน จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมการตีพิมพ์ของวารสารอย่างเคร่งครัด<br /> 2. ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานที่ถูกจัดเก็บบนเว็บไซต์ของวารสารนี้จะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการเท่านั้น จะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดหรือให้กับบุคคลอื่นใด<br /> 3. เนื้อหาในบทความเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้แต่ง มิใช่เป็นความเห็นและความรับผิดชอบใดๆ ของวารสารและคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ (Peer Review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องและมีความหลากหลายจากแต่ละสถาบัน จำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้ ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) อย่างไรก็ตาม บทความที่ผ่านการประเมินแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ <br /><br /><strong>ระยะเวลาการประเมินบทความ<br /><img src="https://so02.tci-thaijo.org/public/site/images/admin_jmsr/banner3-71a82fbca614ae86de04c049e8a53134.png" alt="" width="1000" height="200" /></strong><br /><strong><br />ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความของวารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</strong> มีดังนี้<br /> 1. บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ฉบับภาษาไทย จำนวน 3,500 บาท/บทคความ<br /> 2. บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 4,500 บาท/บทความ<br /><br /><strong>หมายเหตุ:</strong> <br /> 1. เมื่อผ่านการพิจารณาตามข้อกำหนดของวารสาร กองเลขานุการวารสารวิชาการจะแจ้งผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เท่านั้น เพื่อดำเนินการส่งบทความทางวิชาการให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความทางวิชาการต่อไป ดังนั้น หากท่านชำระเงินมาก่อนการพิจารณาบทความเบื้องต้น วารสารไม่สามารถคืนเงินให้ท่านได้<br /> 2. การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารจากผู้ทรงคุณวุฒิ จาก 2 ใน 3 ท่าน หรือถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์จากประเด็นด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณหรือด้านอื่น ๆ ทางวารสารจะไม่คืนเงินธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ<br /><br /><strong>คำชี้แจงขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ </strong><br /><strong> 1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย</strong><br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br /> 1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br /> <strong>*** ขอให้ผู้ส่งบทความตรวจสอบความถูกต้องของชื่อและสังกัดของผู้วิจัย รูปแบบเนื้อหาและการอ้างอิงตรงตามรูปแบบที่วารสารกำหนดเท่านั้น <em>วารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการพิจารณาบทความเบื้องต้น หากท่านไม่ได้ส่งบทความตามข้อกำหนดของวารสาร</em>***</strong><br /> กรุณาศึกษาจาก <a href="https://jmsr.srru.ac.th/wp-content/uploads/2021/08/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.pdf">คำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a> (Click)<br /> <strong>2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น </strong>ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br /> <strong>3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร </strong>กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น <strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินผ่านทางกระทู้ ThaiJO ตามรายละเอียดที่แจ้ง พร้อมให้ท่านแนบสลิปการโอนเงิน</p> <p><strong>สนับสนุนโดย </strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ th-TH วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 3056-9990 การสื่อสารอุดมการณ์ความยั่งยืนภายใต้วาทกรรม “หนุ่มหล่อรักษ์โลก” ผ่านการประกวด มิสเตอร์แลนด์สเคปไทยแลนด์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/284448 <p> งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทของกิจกรรมการประกวด กระบวนการในการสื่อสารแนวคิดด้านความยั่งยืน และการสื่อสารความเป็นชายผ่านกิจกรรมการประกวดมิสเตอร์แลนด์สเคปไทยแลนด์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 4 กลุ่ม รวมจำนวน 15 คน ประกอบด้วย เจ้าของลิขสิทธิ์การประกวด ผู้ซื้อลิขสิทธิ์การประกวดในระดับจังหวัด พี่เลี้ยงผู้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประกวด และผู้ชนะการประกวด</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมการประกวดทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะในการต่อรองและขับเคลื่อนความหมายทางสังคมซึ่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่มีพลังในการสร้างการรับรู้และการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม ขณะเดียวกัน การประกวดยังทำหน้าที่เป็นอีเวนต์เชิงสังคมที่ใช้ทุนทางสัญลักษณ์จากตำแหน่งผู้ชนะการประกวดมาแปลงเป็นเครื่องมือการตลาดเชิงคุณค่า โดยผู้ได้รับตำแหน่งทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและแบบอย่างในสังคม นอกจากนี้ การประกวดถือว่ามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารความเป็นชายผ่านวาทกรรม “หนุ่มหล่อรักษ์โลก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากความเป็นชายที่เน้นรูปลักษณ์ภายนอก ไปสู่การให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อันแสดงให้เห็นถึงพลวัตของการนิยามความเป็นชายในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย</p> วรพงษ์ ปลอดมูสิก ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-07-24 2026-07-24 10 2 e284448 e284448 10.65205/jmsr.2026.e284448 แนวทางพัฒนาการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ข้าวเบายอดม่วงของวิสาหกิจชุมชน ตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/284830 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรู้สารสนเทศด้านการตลาดดิจิทัลและแนวทางพัฒนาการตลาดดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ข้าวเบายอดม่วงของวิสาหกิจชุมชน ตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง 10 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า วิสาหกิจชุมชนเรียนรู้การตลาดดิจิทัลผ่านการปฏิบัติจริง โดยผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี และใช้ Facebook และ TikTok เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร จุดเด่นของชุมชน ได้แก่ การสื่อสารเชิงเรื่องเล่า การตลาดแบบผสมผสาน และการมีคนรุ่นใหม่เป็นกลไกขับเคลื่อนด้านดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ความไม่สม่ำเสมอของเนื้อหา การขาดระบบจัดการข้อมูล และการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นและสถานะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่ยังไม่ชัดเจน แนวทางพัฒนาสังเคราะห์ได้เป็นกลยุทธ์การตลาด 8Ps ได้แก่ (1) พัฒนาอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เน้นความปลอดภัยและสถานะ GI (2) กำหนดราคาตามคุณค่า (3) ขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ (4) ส่งเสริมการขายผ่านการถ่ายทอดสดและเนื้อหาเชิงเรื่องเล่า (5) พัฒนาทักษะดิจิทัลของคนในชุมชน (6) จัดการเนื้อหาอย่างเป็นระบบ (7) พัฒนาระบบบริการและความสัมพันธ์กับลูกค้าระยะยาว และ (8) ใช้ข้อมูลดิจิทัลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์</p> กัญญารัตน์ พูลเพิ่ม ก้องกิดากร บุญช่วย เยาวลักษณ์ สุวรรณแข เปรมกมล ขจรจตุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-08-17 2026-08-17 10 2 e284830 e284830 10.65205/jmsr.2026.e284830 การวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของทุนวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการแรงงานผู้สูงอายุของวิสาหกิจชุมชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/285548 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อองค์ประกอบทุนวัฒนธรรมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน 2. ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อองค์ประกอบการบริหารจัดการแรงงานผู้สูงอายุเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และ 3. วิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของทุนวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการแรงงานผู้สูงอายุของวิสาหกิจชุมชน การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนเชิงเกษตรในจังหวัดตากจำนวน 160 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นต่อองค์ประกอบทุนวัฒนธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยทุนทรัพยากรมนุษย์และทุนภูมิปัญญาวัฒนธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ระดับความคิดเห็นต่อองค์ประกอบการบริหารจัดการแรงงานผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยด้านการจัดการความรู้กับแรงงานต่างวัยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพบว่า ทุนวัฒนธรรมมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการบริหารจัดการแรงงานผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี ผลการวิจัยยืนยันว่าทุนวัฒนธรรมเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากผ่านการบริหารจัดการแรงงานผู้สูงอายุของวิสาหกิจชุมชน</p> ณัชชิยา โม้ฟู ปิยะวรรณ คุ้มญาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-08-17 2026-08-17 10 2 e285548 e285548 10.65205/jmsr.2026.e285548 การศึกษาผลของผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อการมีส่วนร่วมในตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค กรณีศึกษา นักรีวิวอาหารในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283246 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการมีส่วนร่วมในตราสินค้าและความตั้งใจในการซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งการมีส่วนร่วมในตราสินค้าที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อ โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาผู้มีอิทธิพลด้านการรีวิวอาหารในบริบทสังคมไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เป็นผู้บริโภคที่ติดตามผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ด้านการรีวิวอาหารบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กแฟนเพจ Starvingtime, Peach Eat Laek และ Momtanaddak เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างผลการวิจัยพบว่า ผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์มีผลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมในตราสินค้า (β = 0.77, p &lt; 0.001) และความตั้งใจในการซื้อของผู้บริโภค (β = 0.74,p &lt; 0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งการมีส่วนร่วมในตราสินค้ายังมีความสำคัญในการเชื่อมโยงผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (β = 0.20, p &lt; 0.001) แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูลข่าวสารทางการตลาด แต่มีปฏิสัมพันธ์ การแสดงความคิดเห็น และสร้างการมีส่วนร่วมในตราสินค้า ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ในฐานะกลไกทางสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการสื่อสารการตลาด การเลือกใช้ผู้มีอิทธิพล และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตราสินค้ากับผู้บริโภคในธุรกิจอาหารและบริการได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย</p> วิชิตวงศ์ สมวงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-07-27 2026-07-27 10 2 e283246 e283246 10.65205/jmsr.2026.e283246 อิทธิพลของปัจจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI ‎ต่อความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าในอีคอมเมิร์ซ: กรณีศึกษาของผู้ใช้ ‎Taobao ในประเทศจีน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/286305 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI)‎แต่ละประเภทที่ส่งผลร่วมกันอย่างไรต่อความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ B2C โดยงานนี้แตกต่างจากแนวคิดเดิมที่มักมองการทำงานของ AI แบบแยกส่วน (AI Silos) ‎ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสำรวจออนไลน์แบบภาคตัดขวางผ่านแพลตฟอร์ม Wenjuanxing ‎จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใช้ Taobao ในจีนที่มีการใช้งานต่อเนื่อง จำนวน 405 ราย ‎เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตรวัดลิเคิร์ท 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว ‎โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ‎‎(Cronbach’s Alpha) สูงกว่า 0.83 ในทุกด้าน แสดงให้เห็นถึงความตรงและความเชื่อมั่นที่ดี ‎สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>‎ ผลการวิจัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ‎การรับรู้การปรับแต่งเฉพาะบุคคลด้วย AI (PSAP), การรับรู้ความอบอุ่น (PW), การรับรู้คุณค่าเชิงกระบวนการ ‎‎(PPV), ความสามารถของ AI (AIC) และคุณภาพของข้อมูล (IQ) โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ PSAP (β = ‎‎0.170, p &lt; .001) รองลงมาคือ PW (β = 0.147), IQ (β = 0.145), PPV (β = 0.144) และ AIC (β = 0.119) ‎ตามลำดับ ส่วนปัจจัยที่สามารถทำนายความภักดีของลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญมีเพียง 2 ตัวแปร คือ PSAP (β = ‎‎0.263, p &lt; .001) และความไว้วางใจใน AI หรือ TAI (β = 0.240, p &lt; .001)‎</p> Tong Hu Tachakorn Wongkumchai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-08-02 2026-08-02 10 2 e286305 e286305 แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ยามค่ำคืนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตเทศบาลเมืองกำแพงเพชร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283336 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ยามค่ำคืนในเขตเทศบาลเมืองกำแพงเพชร และ 2) พัฒนารูปแบบการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวของชมรมชุมชนท่องเที่ยวชากังราว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 40 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) พื้นที่เทศบาลเมืองกำแพงเพชรมีศักยภาพสูงในการพัฒนาการท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยสามารถบูรณาการทรัพยากรด้านศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิตร่วมสมัยให้เกิดเป็นกิจกรรมเชิงประสบการณ์ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ กิจกรรมเน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว กิจกรรมสื่อความหมายที่สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และ กิจกรรมนำชมบรรยากาศที่สร้างความประทับใจยามค่ำคืน 2) รูปแบบการจำหน่ายควรพัฒนาเป็นระบบแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 3 กระบวนการหลัก ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่ายผ่านช่องทางผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และการดำเนินการบริการโดยเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ชุมชน และเอกชน โดยมีชมรมชุมชนท่องเที่ยวชากังราวทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก</p> ประพล จิตคติ เกศรินทร์ เฆมโพธิ์ ขวัญ พิกุลทอง ภัทรวดี จิตคติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-08-02 2026-08-02 10 2 e283336 e283336 10.65205/jmsr.2026.e283336 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบริการสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/286587 <p> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาเกี่ยวกับ “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบริการสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบริการสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และ 2) เพื่อประยุกต์ใช้ผลการศึกษาเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพและผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ในการออกแบบบริการและกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภค โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ กลุ่มประชากรวัยทำงาน อายุประมาณ 21-59 ปี จำนวน 482 ตัวอย่างการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบเฉพาะเจาะจงผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ที่มีลักษณะคำถามแบบปลายปิด โดยมีการทดสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.600-1.000 และความน่าเชื่อถือของแบบสอบถาม ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาช เท่ากับ 0.976 เพื่อใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและใช้การวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์พบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับที่ดี โดยพิจารณาจาก CMIN/df = 1.960, GFI = 0.971, AGFI = 0.945 และ RMSEA = 0.045 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ และ ปัจจัยด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการทำให้เกิด ความตั้งใจใช้งาน ได้ร้อยละ 52 โดยปัจจัยด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน มีอิทธิพลมากที่สุด ทั้งนี้มี 2 ปัจจัยที่ร่วมกันส่งผลต่อปัจจัยด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ได้แก่ ปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด พบว่าร่วมกันส่งผลต่อ ได้ร้อยละ 63 โดยปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้ใช้งานเป็นปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุด และปัจจัยด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ปัจจัยด้านคุณภาพของเทคโนโลยี และ ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด พบว่าร่วมกันส่งผล ปัจจัยด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ ได้ร้อยละ 59</p> อภิชญา คณาทรัพย์ไพศาล อรพรรณ คงมาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-07-27 2026-07-27 10 2 e286587 e286587 10.65205/jmsr.2026.e286587 คุณภาพการให้บริการและภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/284179 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพการให้บริการของผู้ใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม 2) ระดับภาพลักษณ์ตราสินค้าของผู้ใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม 3) ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม 4) คุณภาพการให้บริการและภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจ โลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ใช้บริการขนส่ง จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ผลทดสอบความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคุณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการ ภาพลักษณ์ตราสินค้า และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยคุณภาพการให้บริการ จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ การตอบสนองลูกค้า การเข้าใจและรู้จักลูกค้า ความน่าเชื่อถือ และการให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า ซึ่งการตอบสนองลูกค้ามีอิทธิพลมากที่สุดต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รวมทั้งภาพลักษณ์ตราสินค้า มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการขนส่งภายในประเทศของธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สุพัตรา จาดฤทธิ์ นฤมล สุ่นสวัสดิ์ นัทธ์หทัย อือนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-08-11 2026-08-11 10 2 e284179 e284179 10.65205/jmsr.2026.e284179 การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่ออร์แกนิกจากภูมิปัญญาท้องถิ่น : กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักษ์สมุนไพร ตำบลส้มป่อย อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/284324 <p> การวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่ออร์แกนิกจากภูมิปัญญาท้องถิ่น : กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักษ์สมุนไพร ตำบลส้มป่อย อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่ออร์แกนิก 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และ 3) วิเคราะห์ต้นทุนและอัตราผลตอบแทน ใช้วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับสมาชิกกลุ่ม 45 คน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสังเกต แบบบันทึกต้นทุน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มมีผลิตภัณฑ์หลักคือถ่านไม้ไผ่ก้อน ราคา 50-80 บาทต่อถุง การวิเคราะห์ SWOT พบจุดแข็งด้านวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ขาดความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริหารต้นทุน มีโอกาสจากกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและนโยบาย ภาครัฐที่สนับสนุน และอุปสรรคจากการแข่งขันสูงและ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 ชนิด คือ เจลอาบน้ำผงถ่านไม้ไผ่ (189 บาท) ผงถ่านล้างผักผลไม้ (200 บาท) และถุงถ่านดูดกลิ่น (79 บาท) 3) ผลการดำเนินงาน 5 เดือน (กุมภาพันธ์-มิถุนายน 2568) พบว่า รายได้รวม 32,090 บาท เพิ่มขึ้น 28.36% ต้นทุนรวม 19,929.45 บาท เพิ่มขึ้น 2.20% กำไรสุทธิ 9,593.35 บาท เพิ่มขึ้น 219.78% อัตรากำไรสุทธิ 29.89ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดคือเจลอาบน้ำผงถ่านไม้ไผ่ (อัตรากำไรขั้นต้น 45.16%) การเปรียบเทียบก่อนและหลังพัฒนา พบว่า ผลิตภัณฑ์เพิ่มจาก 1 เป็น 3 ชนิด ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 150% ช่องทางจำหน่ายเพิ่มจาก 1 เป็น 3 ช่องทาง สมาชิกเพิ่มจาก 10-15 เป็น 45 คน ความรู้ด้านบัญชีต้นทุนเพิ่มขึ้น 74.8% และความพึงพอใจเพิ่มขึ้น 58.10% การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนอย่างเป็นระบบ สามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ยั่งยืน และเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น</p> สายฝน อุไร แก้วมณี อุทิรัมย์ รัตนา เพ็งเพราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2026-07-27 2026-07-27 10 2 e284324 e284324 10.65205/jmsr.2026.e284324