วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr
<p><strong>วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ </strong><br /><strong>Journal of Management Science Research, Surindra Rajabhat University</strong></p> <p><strong>ISSN 3056-9990 (Print)</strong><br /><strong>ISSN 3057-000X (Online)</strong></p> <p>วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย โดยมีขอบเขตของวารสาร ได้แก่ การบัญชี / การเงินและการธนาคาร / การจัดการธุรกิจ / การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ / การจัดการนวัตกรรม / การเป็นผู้ประกอบการ / การบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร / ซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ / การท่องเที่ยวและโรงแรม / เทคโนโลยีสารสนเทศ / การตลาด / นิเทศศาสตร์และการสื่อสาร / เศรษฐศาสตร์</p> <p><strong>การกำหนดเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p>กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong></p> <p>รับตีพิมพ์บทความทั้งบทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย </p> <p><strong><br />เงื่อนไขการตีพิมพ์</strong></p> <p>บทความแต่ละบทความจะได้รับการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ (Peer Review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องและมีความหลากหลายจากแต่ละสถาบัน จำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้ ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) อย่างไรก็ตาม บทความที่ผ่านการประเมินแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ <br /><br /></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความของวารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</strong> มีดังนี้</p> <p>1. บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ฉบับภาษาไทย จำนวน 3,500 บาท/บทคความ<br />2. บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 4,500 บาท/บทความ</p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> 1. เมื่อผ่านการพิจารณาตามข้อกำหนดของวารสาร กองเลขานุการวารสารวิชาการจะแจ้งผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เท่านั้น เพื่อดำเนินการส่งบทความทางวิชาการให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความทางวิชาการต่อไป ดังนั้น หากท่านชำระเงินมาก่อนการพิจารณาบทความเบื้องต้น วารสารไม่สามารถคืนเงินให้ท่านได้<br /> 2. การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารจากผู้ทรงคุณวุฒิ จาก 2 ใน 3 ท่าน หรือถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์จากประเด็นด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณหรือด้านอื่น ๆ ทางวารสารจะไม่คืนเงินธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ</p> <p><br /><strong>คำชี้แจงขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ </strong><br /><strong>1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย</strong><br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br /> 1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br /> <strong> *** ขอให้ผู้ส่งบทความตรวจสอบความถูกต้องของชื่อและสังกัดของผู้วิจัย รูปแบบเนื้อหาและการอ้างอิงตรงตามรูปแบบที่วารสารกำหนดเท่านั้น <em>วารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการพิจารณาบทความเบื้องต้น หากท่านไม่ได้ส่งบทความตามข้อกำหนดของวารสาร</em>***</strong><br /> กรุณาศึกษาจาก <a href="https://jmsr.srru.ac.th/wp-content/uploads/2021/08/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.pdf">คำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a> (Click)<br /> <strong>2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น </strong>ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br /><strong>3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร </strong>กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น <strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินผ่านทางกระทู้ ThaiJO ตามรายละเอียดที่แจ้ง พร้อมให้ท่านแนบสลิปการโอนเงิน</p>
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
th-TH
วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
3056-9990
-
บทนำ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283997
JMSR SRRU
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-31
2025-12-31
9 3
-
ภากผนวก
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283998
JMSR SRRU
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-31
2025-12-31
9 3
-
ฉบับเต็ม
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283999
JMSR SRRU
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-31
2025-12-31
9 3
-
การจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา บริษัทมาลาพลาส จำกัด
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281277
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับและการพัฒนาที่ยั่งยืน 2) เพื่อศึกษาการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของ บริษัท มาลาพลาส จำกัด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานบริษัท มาลาพลาส จำกัด จำนวน 37 ชุด ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างง่าย สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับและการพัฒนาที่ยั่งยืนอยู่ในระดับมาก และการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนร้อยละ 56.3 ซึ่งแนวทางการพัฒนาด้วยการเลือกใช้วิธีการขนส่งที่เหมาะสมกับลักษณะของสินค้า สต็อกสินค้าวัตถุดิบที่เพียงพอต่อความต้องการ ตรวจสอบสินค้าอย่างถี่ถ้วนก่อนขนส่งทุกครั้ง ตรวจสอบและประเมินสินทรัพย์ที่เสียหายเพื่อซ่อมแซมและเพิ่มมูลค่าด้วยนำไปจำหน่าย อีกทั้งยังต้องกำหนดเงื่อนไขการเคลมสินค้าให้กับลูกค้าทราบเพื่อให้บริการที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า มีกระบวนการคัดแยกวัตถุดิบและสินค้าอันตรายที่สามารถรีไซเคิลได้และไม่สามารถรีไซเคิลได้ออกจากกันเพื่อส่งกำจัดอย่างถูกวิธี คำนึงถึงความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมรอบนอกโดยการไม่ปล่อยของเสียสู่ชุมชนและมลพิษทางสภาพแวดล้อมทางอากาศ กำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีมาตรฐานเกี่ยวข้องการป้องกันและควบคุมมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร</p>
ภาคภูมิ ภูฆัง
นวพร สิมะวัฒนา
ภคพร ผงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
645
653
-
คุณภาพบริการธนาคารเคลื่อนที่ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน): การเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังและความรับรู้ของลูกค้า
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/276464
<p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพบริการของ SCB EASY ซึ่งเป็นธนาคารเคลื่อนที่ของธนาคารไทยพาณิชย์ (มหาชน) จำกัด โดยเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังและความรับรู้ของลูกค้า และ2) เพื่อศึกษาผลกระทบของคุณภาพบริการที่มีต่อความผูกพันและความตั้งใจในการใช้บริการ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กับกลุ่มตัวอย่างคือ ลูกค้าธนาคารในเขตพื้นที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 267 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความถดถอยพหุ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคาดหวังและความรับรู้ต่อคุณภาพบริการของแอปพลิเคชัน SCB EASY อยู่ในระดับสูงทุกด้าน โดยมิติที่มีคะแนนสูงที่สุด ได้แก่ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความเชื่อถือได้ และความเสถียรของระบบ การวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างความคาดหวังและความรับรู้ (Expectation–Perception Gap) พบว่าความรับรู้ของลูกค้าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับความคาดหวัง สะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพบริการของแอปพลิเคชันสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> สำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่า “คุณภาพระบบ (System Quality)” เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด ทั้งต่อความผูกพันของลูกค้า (β = .746, p < .001) และความตั้งใจในการใช้บริการต่อเนื่อง (β = .777, p < .001) รองลงมาคือ “ประสิทธิภาพของระบบ (Efficiency)” ซึ่งมีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการ (β = .092, p = .016) โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความผูกพันได้ร้อยละ 55.5 และความตั้งใจใช้บริการได้ร้อยละ 62.3</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ว่า คุณภาพระบบและประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าและส่งเสริมให้เกิดการใช้บริการ Mobile Banking อย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่ธนาคารต้องพัฒนาระบบให้มีความเสถียร ปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานง่าย รวมถึงออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจต่อธนาคารเคลื่อนที่ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ แอปพลิเคชัน SCB EASY </p>
จริยา ชาววาปี
สำเริง ไกยวงค์
อัญชลี ชัยศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
457
469
-
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ของการจัดการนวัตกรรมเทคโนโลยีธุรกิจและการรับรู้คุณค่า ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ้าซิ่นตีนจก จังหวัดอุตรดิตถ์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281288
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจัดการนวัตกรรมเทคโนโลยีธุรกิจและการรับรู้คุณค่า ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ้าซิ่นตีนจก จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่ซื้อผ้าซิ่นตีนจก จังหวัดอุตรดิตถ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามและเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบสะดวก จำนวน 350 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า โมเดลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดย = 43.2, p-value = 0.071, df = 31, CMIN/DF = 1.39, RMSEA = 0.034 และ GFI = 0.999 แสดงว่าโมเดลมีความเหมาะสมพอดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี และการทดสอบสมมติฐานพบว่า การจัดการนวัตกรรมเทคโนโลยีธุรกิจ มีอิทธิพลทางตรงต่อการตัดสินใจซื้อสินค้ามากที่สุด รองลงมาคือ การรับรู้คุณค่า และการจัดการนวัตกรรมเทคโนโลยีธุรกิจยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านตัวแปรคั่นกลางคือการรับรู้คุณค่า โดยตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อสินค้าได้ร้อยละ 78</p>
สิทธิพร พรอุดมทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
470
482
-
นวัตกรรมโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กลุ่มอุตสาหกรรมบริการขนส่งสินค้าในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/282145
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์และศึกษาเส้นทางอิทธิพลของนวัตกรรมกระบวนโลจิสติกส์ นวัตกรรมสมรรถนะโลจิสติกส์ นวัตกรรมการบริการโลจิสติกส์ ประสิทธิภาพการบริการ โลจิสติกส์ และผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กลุ่มอุตสาหกรรมบริการขนส่งสินค้าในประเทศไทย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บข้อมูลแบบออนไลน์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ กับผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจ จำนวน 315 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กลุ่มอุตสาหกรรมบริการขนส่งสินค้าในประเทศไทยมีนวัตกรรมกระบวนโลจิสติกส์ นวัตกรรมสมรรถนะโลจิสติกส์ นวัตกรรมการบริการโลจิสติกส์ ประสิทธิภาพการบริการ โลจิสติกส์ และผลการดำเนินงาน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และพบว่า แบบจำลองสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาดัชนีความสอดคล้องทางสถิติ /df = 0.25, CFI = 1.00, GFI = 0.96, AGFI = 0.90, RMSEA = 0.000, SRMR = 0.025 ผลการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล พบว่า นวัตกรรมกระบวนการโลจิสติกส์ นวัตกรรมสมรรถนะโลจิสติกส์ นวัตกรรมการบริการโลจิสติกส์ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 นอกจากนี้ นวัตกรรมกระบวนการโลจิสติกส์ นวัตกรรมการบริการโลจิสติกส์ มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานขององค์กรผ่านประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p>
ทำนอง ชิดชอบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
483
497
-
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองจุดหมายปลายทางของกิจกรรมกีฬานานาชาติ: มุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/282066
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษามุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตสู่การเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของกิจกรรมกีฬานานาชาติ และ (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของจังหวัดภูเก็ตในเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของกิจกรรมกีฬานานาชาติ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกรณีศึกษา (Case Study) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 15 คน ครอบคลุมกลุ่มผู้บริหารภาครัฐ ผู้ประกอบการเอกชน ผู้จัดงานกีฬา นักวิชาการ และนักกีฬา และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมองว่าจังหวัดภูเก็ตมีศักยภาพโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภาพลักษณ์ระดับสากล และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมกีฬานานาชาติ นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมกีฬานานาชาติยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และยกระดับภาพลักษณ์ของเมือง อีกทั้งยังพบว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จสามารถจำแนกได้ 8 องค์ประกอบ แบ่งเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยพื้นฐาน (โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก, คุณภาพการบริหารจัดการ, ความปลอดภัยและสุขภาพ, การสนับสนุนจากรัฐและเอกชน) และปัจจัยสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน (การมีส่วนร่วมของชุมชน, สภาพแวดล้อมและภาพลักษณ์, ความยั่งยืนและมรดกจากกิจกรรม, การตลาดและการสื่อสาร) ผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การยกระดับจังหวัดภูเก็ตสู่การเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของกิจกรรมกีฬานานาชาติ จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม</p>
กิตติพงษ์ ครุธทรง
วงศ์ลัดดา วีระไพบูลย์
เกิดศิริ เจริญวิศาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
498
512
-
ส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อ ความพึงพอใจของลูกค้าของคาร์แคร์เรือนจำในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281426
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาดบริการ 7P’s คุณภาพการบริการ และความพึงพอใจของลูกค้าคาร์แคร์เรือนจำในประเทศไทย (2) ทดสอบผลกระทบของส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณภาพการบริการที่มีต่อความพึงพอใจ และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการคาร์แคร์เรือนจำในประเทศไทย จำนวน 270 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้ามีความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณภาพการบริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านราคา และด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการตามลำดับ นอกจากนี้ ส่วนประสมทางการตลาดบริการและคุณภาพการบริการทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจของลูกค้า อีกทั้งมีผลกระทบเชิงบวกต่อการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการคาร์แคร์เรือนจำในประเทศไทย จากผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานธุรกิจคาร์แคร์ โดยเฉพาะด้านการกำหนดราคาและการตอบสนองต่อผู้รับบริการ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า รวมทั้งใช้ประกอบการวางแผนกลยุทธ์และนโยบายการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ</p>
เมฆินทร์ อำนาจเจริญ
อนันตพร พุทธัสสะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
513
526
-
ผลกระทบของความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรมและความฉลาดทางวิชาชีพของนักบัญชี ยุคใหม่ที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางการบัญชีของนักวิชาการเงินและบัญชี สถาบันอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/274732
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรมและความฉลาดทางวิชาชีพบัญชีของนักบัญชียุคใหม่ที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางการบัญชี โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักวิชาการเงินและบัญชีสถาบันอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 226 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรม ด้านความคิดสร้างสรรค์ และด้านการพัฒนา มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับความสำเร็จทางการบัญชี ด้านความพึงพอใจของผู้จัดทำงบการเงิน ด้านลักษณะเชิงคุณภาพของงบการเงิน ด้านความถูกต้องตามควรของข้อมูลทางบัญชี และด้านการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร 2) ความฉลาดทางวิชาชีพของนักบัญชียุคใหม่ ด้านความฉลาดทางดิจิทัล และด้านความฉลาดทางประสบการณ์ มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับความสำเร็จทางการบัญชี ด้านความพึงพอใจของผู้จัดทำงบการเงิน ด้านลักษณะเชิงคุณภาพของงบการเงิน ด้านความถูกต้องตามควรของข้อมูลทางบัญชี และด้านการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร ดังนั้น ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ นำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านบัญชี หากบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพบัญชี มีความฉลาดทางดิจิทัล และมีประสบการณ์ในการทำงานด้านบัญชีสูง จะส่งผลให้สามารถจัดทำรายงานทางการเงินที่มีความถูกต้องครบถ้วน มีความน่าเชื่อถือ ตรงตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป องค์กรประสบผลสำเร็จทางการบัญชีได้อย่างแท้จริงเกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรในอนาคตต่อไป</p>
รุ่งรัศมี รัชสมบัติ
อรรถพล หมู่มี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
527
539
-
การพัฒนาระบบร้านขายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ กรณีศึกษาร้านเมืองทองคอมพิวเตอร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/274062
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบร้านขายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ กรณีศึกษาร้านเมืองทองคอมพิวเตอร์ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบร้านขายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานระบบร้านขายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ออกแบบและพัฒนาระบบตามวงจรการพัฒนาระบบเอสดีเอลซี และจัดการฐานข้อมูลด้วยมายเอสคิวเอล โดยประยุกต์ใช้เวิร์ดเพรสเป็นแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการสินค้าและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและตัวแทนร้านเมืองทองคอมพิวเตอร์ จำนวน 5 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการแบบเจาะจง และผู้ใช้งานทั่วไป จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินสิทธิภาพของระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานระบบ โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ท สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการพัฒนาระบบร้านเมืองทองคอมพิวเตอร์ยังไม่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการสินค้า การจัดทำรายงานยอดขายสินค้า และมีช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านหน้าร้านเพียงช่องทางเดียว จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าและบริหารจัดการร้านค้า 1) ผลการพัฒนาระบบ พบว่า ระบบสามารถรองรับการใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์บนทุกอุปกรณ์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้า ตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อ เปรียบเทียบราคาและรายละเอียดของสินค้าได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังสนับสนุนการจัดการคลังสินค้า การออกรายงานยอดขายเพื่อใช้ในการบริหารจัดการร้าน 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนร้าน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.40, SD = 0.55) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานระบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, SD = 0.47) ทั้งนี้เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ระบบออกแบบให้สามารถใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน รองลงมาคือ ความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้าและแสดงข้อมูลสินค้าอย่างชัดเจน โดยสรุป ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การเข้าถึงสินค้าและบริการของลูกค้าสามารถทำได้ง่ายขึ้นสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล</p>
สุธีกานต์ แก้วเสนาภูวดล
พรศิลป์ บัวงาม
อุทุมพร ศรีโยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
540
554
-
แนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและนวัตกรรมในองค์การของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281791
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและเพื่อหาแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบและนวัตกรรมในองค์การของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหม จังหวัดสุรินทร์ โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บข้อมูลจากผู้นำหรือตัวแทนวิสาหกิจชุมชน จำนวน 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ด้านการผลิต ไม่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยยังคงผลิตในรูปแบบเดิม ด้านการเงินและบัญชี ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานและการจัดทำบัญชีที่ถูกต้องและเป็นระบบ ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ไม่มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารหรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จัก ด้านการตลาด ไม่มีแหล่งจำหน่ายสินค้าและตลาดรองรับสินค้าที่แน่นอน ด้านการจัดการ ขาดการวางแผนการดำเนินงานของกลุ่ม นวัตกรรมในองค์การขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์และการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ แนวทางทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบและนวัตกรรมในองค์การของวิสาหกิจชุมชน พบว่า ด้านการผลิต ควรออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ด้านการเงินและบัญชี ควรมีการส่งเสริมการออมเงินจากสมาชิกและจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ ด้านการจัดการ ควรมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ควรมีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้หลากหลายช่องทาง ด้านการตลาด ควรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการขยายช่องทางการตลาด ด้านนวัตกรรมในองค์การ ควรนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างความแตกต่างกับคู่แข่ง รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชน</p>
พุฒิพงษ์ รับจันทร์
นวรัตน์ นิธิชัยอนันต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
555
567
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการสวัสดิการสังคมของผู้สูงอายุในจังหวัดจันทบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281191
<p> ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการสวัสดิการสังคมของผู้สูงอายุในจังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการของผู้สูงอายุต่อสวัสดิการภาครัฐ 2) เพื่อวิเคราะห์ระดับความต้องการของผู้สูงอายุต่อสวัสดิการภาครัฐในจังหวัดจันทบุรี 3) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้นโยบายสวัสดิการภาครัฐของผู้สูงอายุในจังหวัดจันทบุรี โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรในจังหวัดจันทบุรี ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน เป็นงานวิจัยแบบเชิงปริมาณ ซึ่งผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้วิธีเก็บแบบสอบถาม 400 ชุด โดยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประมวลผลทางสถิติ โดยการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ด้วยค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ คำนวณค่าเฉลี่ย คำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผลทางสถิติ ได้แก่ สถิติทดสอบ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA: F-test) และใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลที่ได้พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้นโยบายภาครัฐของผู้สูงอายุในจังหวัดจันทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.63 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ สิทธิการศึกษาการศาสนาและข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.79 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการสวัสดิการสังคมของผู้สูงอายุ โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.57 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านสุขภาพอนามัย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.72</p>
เกรียงไกร สุขจิต
ปริญญา สีม่วง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
568
581
-
อิทธิพลของการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์แบรนด์ และคุณค่าแบรนด์ ที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการโรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/275392
<p> การศึกษาเรื่อง อิทธิพลของการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์แบรนด์ และคุณค่าแบรนด์ ที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการโรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาภาพลักษณ์แบรนด์โรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาคุณค่าแบรนด์โรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร 4) เพื่อศึกษาความตั้งใจใช้บริการโรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร 5) เพื่อศึกษาความสามารถของการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์แบรนด์ และคุณค่าแบรนด์ โรงแรมที่ร่วมกันทำนายความตั้งใจใช้บริการโรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 400 คน เลือกตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเขต ได้แก่ กลุ่มเขตเมือง กลุ่มเขตต่อเมือง และกลุ่มเขตชานเมือง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple Linear Regression) การถดถอยแบบขั้นตอน (Stepwise regression) ซึ่งกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์แบรนด์ และคุณค่าแบรนด์โรงแรม สามารถใช้ร่วมกันทำนายความตั้งใจใช้บริการโรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครได้โดยสร้างเป็นสมการทำนายคือ Y (ความตั้งใจใช้บริการโรงแรมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร) = 0.148 + 0.069 (การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์) + 0.936 (คุณค่าแบรนด์) ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายสมการได้ร้อยละ 60.5 และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.746</p>
สิริญาวดี ขัตติยาภิรักษ์
วีรพงษ์ พวงเล็ก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
582
593
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางร่วมใจบ้านหนองหญ้าปล้องทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/276002
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ปัจจัยด้านสมาชิกที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินการของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางร่วมใจบ้านหนองหญ้าปล้องทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย 2. ความแตกต่างของการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินการของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางร่วมใจบ้านหนองหญ้าปล้องทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย จำแนกตามปัจจัยด้านสมาชิก 3. ปัจจัยด้านกลุ่มเกษตรกรในการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางร่วมใจบ้านหนองหญ้าปล้องทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ สมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางร่วมใจบ้านหนองหญ้าปล้องทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย จำนวน 93 ราย สถิติเชิงพรรณนาที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานที่ใช้ได้แก่ การทดสอบค่าทีและการทดสอบค่าเอฟ โดยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1. ปัจจัยด้านสมาชิกทุกด้านที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางร่วมใจบ้านหนองหญ้าปล้องทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัยไม่แตกต่างกัน 2. ปัจจัยด้านสมาชิก ด้านเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และระยะเวลาเป็นสมาชิกที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 3. ปัจจัยด้านกลุ่มเกษตรกร ด้านความรู้สึกเป็นเจ้าของ ด้านเป็นแหล่งเงินทุน และด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกร ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
ศิวพร จำปาแดง
ภาวิน ชินะโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
594
606
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อผู้สูงอายุของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281194
<p> ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อผู้สูงอายุของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อผู้สูงอายุธนาคารอาคารสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ใช้บริการสินเชื่อกับสาขาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนสาขา 66 สาขา จำนวน 371 คน เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ และสัมภาษณ์เชิงลึก (In - Depth Interview) โดยใช้วิธีเก็บแบบสอบถาม 371 ชุด โดยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประมวลผลทางสถิติ โดยการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ด้วยค่าร้อยละ คำนวณค่าเฉลี่ย คำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผลทางสถิติ ได้แก่ วิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) และใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลที่ได้พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อผู้สูงอายุของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยรวม ในระดับเห็นด้วย ( = 3.91, S.D = 0.951) โดยอันดับแรกคือ ด้านลักษณะทางกายภาพ ( = 4.25, S.D = 0.657) และการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อผู้สูงอายุของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในแต่ละด้านในระดับเห็นด้วยขึ้นไป ทุกหัวข้อ โดยอันดับแรกคือ ด้านการประเมินทางเลือก( = 4.25, S.D = 0.570 )</p>
ยุทธศักดิ์ คงวิโรจน์
ปรมินทร์ โฆษิตกุลพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
607
619
-
การส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281797
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหา สร้างการส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถ และประเมินผลการผลิตสินค้าและบริการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร จังหวัดสมุทรสงคราม กลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน กลุ่มที่ 3 เป็นผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 30 คน และกลุ่มที่ 4 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์การอภิปรายกลุ่ม แบบสอบถามสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ แบบสอบถามการประเมินความพึงพอใจ และแบบสอบถามการประเมินการตรวจสอบรูปแบบการพัฒนา สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลได้ใช้ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า (1) ชุมชนมีจุดแข็งด้านเส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์ แต่มีจุดอ่อนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการประชาสัมพันธ์ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจพบ 4 องค์ประกอบหลักที่ส่งผลต่อการผลิตสินค้าและบริการ (2) มีการสร้างโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลาดน้ำท่าคาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการองค์ประกอบสำคัญทั้ง 4 ด้าน และ (3) ผลการประเมินโครงการในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความมีประโยชน์ อยู่ในเกณฑ์สูงมาก แสดงถึงศักยภาพของโครงการในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
ปัญญดา จันทกิจ
ชุมพล รอดแจ่ม
เอกโอฬาร โชติอนุสรณ์
ชลภัสสรณ์ สิทธิวรงค์ชัย
สุวิตา พฤกษอาภรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
620
630
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวใบหม่อนที่สอดคล้องกับการยอมรับของตลาด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ของวิสาหกิจชุมชนดอนขุนห้วย 2 อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/282072
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนดอนขุนห้วย 2 อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ศึกษารูปแบบการตลาดที่เหมาะสมในการพัฒนานวัตกรรมผงโรยข้าวใบหม่อน และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบผงโรยข้าวใบหม่อนให้สอดคล้องกับการยอมรับของตลาด เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกวิสาหกิจชุมชน 30 คน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 15 คน ผู้บริโภค 384 คน และผู้ชิมเพื่อการทดสอบทางประสาทสัมผัส 50 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า วิสาหกิจชุมชนมีความชำนาญในการผลิตและพร้อมที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากใบหม่อน โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อปัจจัยในการตัดสินใจซื้อผงโรยข้าว ได้แก่ รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความสะดวกในการบริโภค บรรจุภัณฑ์ที่สะดวก ตราสินค้าที่โดดเด่น ตามลำดับ ผงโรยข้าวใบหม่อนที่พัฒนาใช้สูตรการผลิตจากทรัพยากรในท้องถิ่น โดยพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย น่าสนใจ อร่อยและทานง่าย ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสพบว่าสูตรที่ผสมใบหม่อนร้อยละ 6 ได้รับความนิยมสูงสุดในด้านกลิ่น รสชาติ และความพึงพอใจโดยรวม มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วที่มีฝาด้านบนเพื่อสะดวกในการบริโภคและเก็บรักษา ป้ายฉลาก และตราสินค้าร่วมกับชุมชนภายใต้ชื่อ “อูมาม่อน” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของใบหม่อนและสื่อถึงรสชาติแบบอูมามิ ดังนั้น “อูมาม่อน” จึงถือเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น และสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ตรงจุด โดยเฉพาะด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และความสะดวก ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาสินค้าชุมชนสู่เชิงพาณิชย์ ตลอดจนสนับสนุนเชิงนโยบายด้านการตลาดและการสร้างตราสินค้าเพื่อขยายสู่ตลาดที่กว้างขึ้นอย่างยั่งยืน</p>
โสภาพร กล่ำสกุล
ณัฐประภา นุ่มเมือง
สุภัทรา กล่ำสกุล
จริยา รัชตโสตถิ์
คงขวัญ ศรีสอาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-30
2025-12-30
9 3
631
644