https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/issue/feed
วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-04-10T16:46:36+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปีย์วรา พานิชวิทิตกุล
jmsr@srru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ </strong><br /><strong>Journal of Management Science Research, Surindra Rajabhat University<br /><br /></strong><strong>ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/search?search=3056-9990">3056-9990</a> (Print)<br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3057-000X">3057-000X</a> (Online)<br /><br />วัตถุประสงค์วารสาร<br /></strong> วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย</p> <table width="90%"> <tbody> <tr valign="top"> <td width="50%"><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การบัญชี</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การเงินและการธนาคาร</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การจัดการธุรกิจ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การจัดการนวัตกรรม</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การเป็นผู้ประกอบการ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ซัพพลายเชนและโลจิสติกส์</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การท่องเที่ยวและโรงแรม</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">เทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">การตลาด</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">นิเทศศาสตร์และการสื่อสาร</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">เศรษฐศาสตร์</li> </ul> </td> <td width="5%"> </td> <td width="45%"><strong>การกำหนดเผยแพร่วารสาร </strong>กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ <br /> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</li> </ul> <strong>ภาษาที่ตีพิมพ์</strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความภาษาไทย</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความภาษาอังกฤษ</li> </ul> <strong>ประเภทบทความ </strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความวิจัย</li> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">บทความวิชาการ</li> </ul> <strong>จำนวนบทความที่เผยแพร่ ต่อฉบับ</strong> <ul> <li style="list-style-image: linear-gradient(to left bottom,#04c2af,#01453e); font-size: 15px;">10-12 บทความ ต่อฉบับ</li> </ul> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong>นโยบายของวารสาร</strong><br /> 1. ผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานของวารสาร ประกอบด้วย บรรณาธิการ ผู้ช่วยบรรณาธิการ บรรณาธิการประจำเรื่อง กองบรรณาธิการ ผู้ประเมิน ผู้แต่ง และผู้อ่าน จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมการตีพิมพ์ของวารสารอย่างเคร่งครัด<br /> 2. ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานที่ถูกจัดเก็บบนเว็บไซต์ของวารสารนี้จะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการเท่านั้น จะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดหรือให้กับบุคคลอื่นใด<br /> 3. เนื้อหาในบทความเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้แต่ง มิใช่เป็นความเห็นและความรับผิดชอบใดๆ ของวารสารและคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ (Peer Review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องและมีความหลากหลายจากแต่ละสถาบัน จำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้ ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) อย่างไรก็ตาม บทความที่ผ่านการประเมินแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ <br /><br /><strong>ระยะเวลาการประเมินบทความ<br /><img src="https://so02.tci-thaijo.org/public/site/images/admin_jmsr/banner3-71a82fbca614ae86de04c049e8a53134.png" alt="" width="1000" height="200" /></strong><br /><strong><br />ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความของวารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</strong> มีดังนี้<br /> 1. บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ฉบับภาษาไทย จำนวน 3,500 บาท/บทคความ<br /> 2. บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 4,500 บาท/บทความ<br /><br /><strong>หมายเหตุ:</strong> <br /> 1. เมื่อผ่านการพิจารณาตามข้อกำหนดของวารสาร กองเลขานุการวารสารวิชาการจะแจ้งผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เท่านั้น เพื่อดำเนินการส่งบทความทางวิชาการให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความทางวิชาการต่อไป ดังนั้น หากท่านชำระเงินมาก่อนการพิจารณาบทความเบื้องต้น วารสารไม่สามารถคืนเงินให้ท่านได้<br /> 2. การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารจากผู้ทรงคุณวุฒิ จาก 2 ใน 3 ท่าน หรือถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์จากประเด็นด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณหรือด้านอื่น ๆ ทางวารสารจะไม่คืนเงินธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ<br /><br /><strong>คำชี้แจงขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ </strong><br /><strong> 1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย</strong><br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br /> 1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br /> <strong>*** ขอให้ผู้ส่งบทความตรวจสอบความถูกต้องของชื่อและสังกัดของผู้วิจัย รูปแบบเนื้อหาและการอ้างอิงตรงตามรูปแบบที่วารสารกำหนดเท่านั้น <em>วารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการพิจารณาบทความเบื้องต้น หากท่านไม่ได้ส่งบทความตามข้อกำหนดของวารสาร</em>***</strong><br /> กรุณาศึกษาจาก <a href="https://jmsr.srru.ac.th/wp-content/uploads/2021/08/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.pdf">คำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a> (Click)<br /> <strong>2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น </strong>ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br /> <strong>3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร </strong>กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น <strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินผ่านทางกระทู้ ThaiJO ตามรายละเอียดที่แจ้ง พร้อมให้ท่านแนบสลิปการโอนเงิน</p> <p><strong>สนับสนุนโดย </strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283092
ความพึงพอใจในสวัสดิการและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานบริษัทอุตสาหกรรมเคมีเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี
2026-04-10T16:46:36+07:00
พิชชาทร บุญณรงค์
phitchathon03@gmail.com
นฤมล สุ่นสวัสดิ์
phitchathon03@gmail.com
นัทธ์หทัย อือนอก
phitchathon03@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานบริษัทอุตสาหกรรมเคมีเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานบริษัทอุตสาหกรรมเคมีเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี จำนวน 220 คน โดยใช้เทคนิคการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความน่าจะเป็นและสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ จากนั้นทำวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคุณ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานบริษัทฯ และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบริษัทฯ รวมไปถึงความผูกพันองค์กรของพนักงานบริษัทฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานบริษัทฯ จำนวน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านสุขภาพ ด้านโอกาสและความก้าวหน้า และด้านความมั่นคง รวมถึงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานบริษัทอุตสาหกรรมเคมีเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ ร้อยละ 75.80 (R<sup>2</sup> = 0.758) และ 73.50 (R<sup>2</sup> = 0.735)</p>
2026-04-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/282126
การพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์มเพื่อยกระดับการทำเกษตรสู่ชุมชนเกษตรดิจิทัล อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
2026-01-13T15:11:37+07:00
พิสชานันท์ สนธิธรรม
pischanunt@srru.ac.th
สุรัตน์ สุขมั่น
pischanunt@srru.ac.th
จักรพงษ์ เจือจันทร์
pischanunt@srru.ac.th
ชูวงศ์ พรหมบุตร
pischanunt@srru.ac.th
ประภาพร บุญปลอด
pischanunt@srru.ac.th
กัญญาณี สมอ
pischanunt@srru.ac.th
วิทยา สุดหล้า
pischanunt@srru.ac.th
<p> งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์มเพื่อยกระดับการทำเกษตรสู่ชุมชนเกษตรดิจิทัล อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์มที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนเกษตรในพื้นที่อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อยกระดับการทำเกษตรเข้าสู่ชุมชนเกษตรดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง Internet of Things (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบฐานข้อมูลในการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เป็นการใช้วิธีผสมผสานระหว่างการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในการศึกษาศักยภาพและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ศึกษา พร้อมทั้งพัฒนาต้นแบบสมาร์ทฟาร์มและทดสอบการใช้งานจริง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่าระบบที่พัฒนามีความแม่นยำในการเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมและสามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และได้รับความพึงพอใจจากเกษตรกรในพื้นที่ มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.21 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.13 นอกจากนี้ระบบยังช่วยส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชน ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบและพร้อมก้าวสู่การเกษตรดิจิทัลอย่างยั่งยืน รองรับนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรสมัยใหม่ของประเทศ และสามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/282114
อิทธิพลของนวัตกรรมทางธุรกิจและการจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียวต่อการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารในประเทศไทย
2026-01-13T15:13:01+07:00
ชาญณรงค์ พานิชนันทนกุล
pakaporn.p@nrru.ac.th
ปรีชา วรารัตน์ไชย
pakaporn.p@nrru.ac.th
ภคพร ผงทอง
pakaporn.p@nrru.ac.th
ทิภาวรร ธนากิจโชติ
pakaporn.p@nrru.ac.th
ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย
pakaporn.p@nrru.ac.th
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษานวัตกรรมทางธุรกิจ การจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียวและการดำเนินงานอย่างยั่งยืน 2) ศึกษาอิทธิพลที่นวัตกรรมทางธุรกิจมีต่อการดำเนินงานอย่างยั่งยืนผ่านการจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารในประเทศไทย กำหนดขนาดตัวอย่าง 20 เท่าของค่าพารามิเตอร์และตัวแปรที่สังเกตได้ จำนวน 300 คน จากผู้บริหารอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ ใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมทางธุรกิจ การจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียวและการดำเนินงานอย่างยั่งยืน อยู่ในระดับที่สูง ผลตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-Square = 41.520, df = 29, Relative Chi-square = 1.432, p-value = .062, GFI = .976, AGFI = .936, RMSEA = .039, RMR = .006) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของไทยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนขององค์กร ทั้งในด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน ลดของเสีย และเพิ่มคุณภาพ ตลอดจนการดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนระยะยาว ผลการทดสอบสมมติฐานยืนยันว่า นวัตกรรมทางธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ การดำเนินงาน เทคโนโลยี การจัดการความรู้ และทักษะผู้ประกอบการ ล้วนส่งผลเชิงบวกต่อการดำเนินงานอย่างยั่งยืนและการจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียว โดยเฉพาะการผลิตสีเขียว การจัดซื้อจัดหาสีเขียว การออกแบบสีเขียว และการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของไทยอย่างชัดเจน</p>
2026-04-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/282926
การประยุกต์กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อยกระดับบริการและประสบการณ์ลูกค้าในร้านค้าปลีกมหาวิทยาลัย: กรณีศึกษาร้าน YRU-Biz
2025-12-23T00:06:32+07:00
กัลยรัตน์ พินิจจันทร์
ganyarat.p@yru.ac.th
แวอาซ๊ซะห์ ดาหะยี
waearsesah.d@yru.ac.th
ย่าร่อนะ ศรีอาหมัด
yarona.s@yru.ac.th
อับดุลเราะห์มาน สาและ
abdulrohman.s@yru.ac.th
<p> ธุรกิจค้าปลีกเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยร้านค้าปลีก YRU-Biz มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา ปัจจุบันการให้บริการยังมีข้อจำกัดในการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และความพึงพอใจในการใช้บริการร้าน YRU-Biz ออกแบบแนวทางการยกระดับการบริการและประสบการณ์ลูกค้า และประเมินผลความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการปฏิบัติการ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเข้าใจปัญหา การกำหนดปัญหา ระดมความคิด การสร้างต้นแบบ และการทดสอบ ผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญประกอบด้วย บุคลากรและนักศึกษา 30 คน และผู้จัดการร้าน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสังเกต และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาอายุ 19-23 ปี เข้าใช้บริการสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และให้คะแนนประสบการณ์เฉลี่ย 7-9 คะแนนจาก 10 โดยปัญหาหลักที่พบ ได้แก่ สินค้าหมดเร็ว ระบบคิดเงินช้า และพื้นที่คับแคบ จึงได้ออกแบบแนวทางพัฒนาโดยจัดชั้นวางสินค้าใหม่ติดป้ายหมวดหมู่และราคาให้ชัดเจน และจัดโซนสินค้าเร่งด่วน ผลการประเมินหลังปรับปรุงพบว่า ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจในระดับมาก โดยเฉพาะความสะดวกในการค้นหาสินค้า และความชัดเจนของป้ายราคา ซึ่งการประยุกต์กระบวนการคิดเชิงออกแบบในการพัฒนาร้านค้าปลีกมหาวิทยาลัยสามารถยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดวางสินค้าใหม่ให้เป็นระบบและการสร้างโซนเร่งด่วนช่วยเพิ่มความสะดวกและลดเวลาในการใช้บริการ</p>
2026-04-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283546
ประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
2025-12-23T00:29:59+07:00
กฤษดา น้อยลาศ
goodluckoflike@gmail.com
นภาพรรณ พัฒนฉัตรชัย
goodluckoflike@gmail.com
นวรัตน์ นิธิชัยอนันต์
goodluckoflike@gmail.com
<p> การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 285 ราย จากประชาชนผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย โดยมาชำระภาษีให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้วิธีการคำนวณความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามที่ผ่านการหาค่าความเชื่อมั่น มีค่าเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และ ค่า F-test ดำเนินการสรุปผลโดยวิธีการพรรณนาในรูปแบบตาราง ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.90 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 33.00 สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 28.40 อาชีพเกษตรกร ร้อยละ 33.70 มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 42.10 และส่วนใหญ่มีการชำระภาษีประเภทภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 โดยเรียงลำดับดังนี้ ด้านการบริการ มากเป็นลำดับแรก รองลงมาได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านการประชาสัมพันธ์ และลำดับสุดท้ายคือ ด้านอัตรา/ประเภทภาษี 3) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ พบว่า ประชากรที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) ปัญหา/อุปสรรค ส่วนใหญ่ปัญหาเกี่ยวกับอัตราภาษีที่มีการชำระแพง ระยะทางในการเดินทางไปใช้บริการค่อนข้างห่างไกล การไม่เข้าใจเกี่ยวกับภาษีจึงทำให้เกิดความเข้าใจว่ามีอัตราภาษีมีความเหลื่อมล้ำ ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะ คือ การมีการพิจารณาอัตราภาษีที่ลดลง การบริการชำระภาษีออนไลน์เพื่อความสะดวกของผู้ที่เดินทางลำบาก และมีการจัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีอย่างสม่ำเสมอ</p>
2026-04-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281193
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคล ของประชาชนในเขตกรุงเทพและปริมลฑล
2026-01-29T12:46:33+07:00
พงศ์พัฒน์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
parinya.si@mail.rmutk.ac.th
ปริญญา สีม่วง
parinya.si@mail.rmutk.ac.th
<p> ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคลของประชาชนในเขตกรุงเทพและปริมลฑล <strong> </strong>มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคลของประชาชนในกรุงเทพและปริมลฑล 2) เพื่อศึกษาระดับของการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคลของประชาชนในกรุงเทพและ ปริมลฑล โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรในจังหวัดกรุงเทพฯและปริมลฑล ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน เป็นงานวิจัยแบบเชิงปริมาณ ซึ่งผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้วิธีเก็บแบบสอบถาม 400 ชุด โดยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประมวลผลทางสถิติ โดยการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ด้วยค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ คำนวณค่าเฉลี่ย คำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผลทางสถิติ ได้แก่ สถิติทดสอบ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA: F-test) และใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลที่ได้พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.68 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านอิทธิพลทางสังคม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.71 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ครอบครัว มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75 และด้านจิตวิทยา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.66 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การรับรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82 และด้านการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคล โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.53 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการหารายได้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.65 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ 1 ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคลและสมมติฐานที่ 2 ปัจจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคมีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคล</p>
2026-04-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/281192
การศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ ภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารพัสดุ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1
2026-01-29T12:50:49+07:00
อัจฉรา เทือกพุดซา
parinya.si@mail.rmutk.ac.th
ปริญญา สีม่วง
parinya.si@mail.rmutk.ac.th
<p> การศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารพัสดุของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 2)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบริหารพัสดุของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 3)เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารพัสดุของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการ และพนักงานราชการ จำนวน 319 คน เป็นงานวิจัยแบบเชิงปริมาณ ซึ่งผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้วิธีเก็บแบบสอบถาม 319 ชุด โดยการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ด้วยค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ คำนวณค่าเฉลี่ย คำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผลทางสถิติ ได้แก่ สถิติทดสอบ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA: F-test) และใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลที่ได้พบว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุ ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.79 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการบริหารสัญญา และการตรวจรับพัสดุ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.91 ประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.79 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความโปร่งใส มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.91 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่กำหนดไว้</p>
2026-04-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283319
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ใช้บริการสถานบันเทิงกลางคืนย่านมหาดไท ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร
2026-01-19T16:20:27+07:00
ปาริฉัตร์ ชุ่มแจ่ม
kungkaball@gmail.com
นฤมล สุ่นสวัสดิ์
Kungkaball@gmail.com
นัทธ์หทัย อือนอก
Kungkaball@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ใช้บริการสถานบันเทิงกลางคืนย่านมหาดไทย ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ใช้บริการสถานบันเทิงกลางคืน จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคุณ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ กระบวนการตัดสินใจใช้บริการสถานบันเทิงกลางคืน และสื่อสังคมออนไลน์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ซึ่งปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการมีอิทธิพลต่อผู้ใช้บริการสถานบันเทิงกลางคืน จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านกระบวนการ ในด้านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ใช้บริการสถานบันเทิงกลางคืนย่านมหาดไทย ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-04-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/282758
การศึกษาพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวที่สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัฒน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-04-02T21:25:05+07:00
รพีพัฒน์ ศรีศิลารักษ์
premsri.j@mail.rmutk.ac.th
กฤษณา กิมเล่งจิว
premsri.j@mail.rmutk.ac.th
เปรมศรี จันทร์มณี
premsri.j@mail.rmutk.ac.th
<p> การศึกษาพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวที่สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวที่สอดคล้องกับกระแสโลกาภิิวัตน์ของนักศึกษาปริญญาตรี 10 ด้าน และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวที่สอดคล้องกับกระแสโลกาภิิวัตน์ของนักศึกษาปริญญาตรี เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการจําแนกตาม เพศ ชั้นปี คณะวิชา และกรดเฉลี่ยสะสม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ผลการวิจัยพบว่า 1. การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม แสดงร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตาม กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเพศหญิง จำนวน 290 คน 2. นักศึกษามีระดับพฤติกรรมการเรียน 10 ด้านอยู่ในระดับมาก 3. การปรับตัวของนักศึกษา ทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยอันดับหนึ่ง คือ ด้านสังคม 4. พฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวของนักศึกษา ที่จำแนกตามชั้นปี พบว่านักศึกษาที่มีระดับชั้นแตกต่างกันมีพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5. พฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวของนักศึกษา ที่มีคณะวิชาแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวไม่แตกต่างกัน และที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283440
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถเช่าในจังหวัดนครพนม
2026-02-10T01:08:46+07:00
เดชอมร ก้อนสินธ์
prawitjonsin@gmail.com
สมบูรณ์ ชาวชายโขง
prawitjonsin@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถเช่าในจังหวัดนครพนม และแนวทางการพัฒนาการให้บริการ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน <strong>(</strong>Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการรถเช่าในจังหวัดนครพนมจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ <strong>(</strong>Stratified Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ร่วมกับการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ใช้บริการที่มีระดับการศึกษาและอาชีพแตกต่างกัน มีการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถเช่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการด้านบุคลากร ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านกระบวนการ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถเช่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถพยากรณ์การตัดสินใจเลือกใช้บริการรถเช่าได้ร้อยละ 79.50 (<strong>$R^</strong>2=0.795<strong>$) </strong>3) ผลการระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิได้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการให้บริการ 11 ประการ ที่สำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการกลุ่มเป้าหมาย การจัดหารถยนต์ให้ตรงความต้องการ การจัดทำประกันภัย การฝึกอบรมทักษะการสื่อสารแก่พนักงาน การพัฒนาระบบจองรถออนไลน์ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมพื้นที่ให้บริการให้มีสุขอนามัยและมีความสะดวกสบาย</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jmsr/article/view/283730
การวิเคราะห์เครื่องแต่งกายที่แสดงอัตลักษณ์หญิงไทยจากละครเรื่องแม่หยัว
2026-02-09T23:39:34+07:00
ราเมศ ลิ่มตระกูล
ramet.lim@dpu.ac.th
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ องค์ประกอบ และวิเคราะห์ความหมายเชิงสัญญะของเครื่องแต่งกายในละครโทรทัศน์เรื่อง “แม่หยัว” พ.ศ. 2567 ในฐานะสื่อที่สะท้อนอัตลักษณ์หญิงไทย โดยมุ่งทำความเข้าใจบทบาทของเครื่องแต่งกายในฐานะภาษาทางวัฒนธรรมที่สื่อสารอัตลักษณ์หญิงไทยในมิติด้านเพศ ชนชั้น และอำนาจทางสังคม ผ่านกรอบแนวคิดเชิงสัญญะ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเครื่องแต่งกายของตัวละครหญิงหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ท้าวศรีสุดาจันทร์ (แม่หยัว) 2) นางในราชสำนัก และ 3) หญิงสามัญชน จากละครทั้งหมด 16 ตอน ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE 31 ผลการวิจัยพบว่า เครื่องแต่งกายในละครทำหน้าที่เป็นระบบสัญญะที่สื่อสารอัตลักษณ์หญิงไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) มิติด้านเพศและความเป็นหญิง เครื่องแต่งกายของแม่หยัวที่ใช้ผ้าไหมยกดิ้นทองและเครื่องประดับหรู สื่อถึงหญิงผู้มีอำนาจและกล้าแสดงออก ซึ่งท้าทายภาพกุลสตรีไทยแบบดั้งเดิม, (2) มิติด้านชนชั้นและสถานะทางสังคม เครื่องแต่งกายของตัวละครสะท้อนลำดับชั้นในสังคมไทยผ่านการเลือกใช้วัสดุ ลวดลาย และระดับความประณีตของผ้า, (3) มิติด้านอำนาจและวัฒนธรรมไทย เครื่องแต่งกายทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์หญิงไทยระหว่างอดีตและปัจจุบัน โดยสรุป อัตลักษณ์หญิงไทยมิได้เป็นสิ่งคงที่ หากแต่เป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างผ่านสื่อและแฟชั่นร่วมสมัย เครื่องแต่งกายในละครแม่หยัวจึงไม่เพียงเป็นองค์ประกอบทางศิลป์ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารและต่อรองอัตลักษณ์หญิงไทยในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย</p>
2026-04-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์