https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/issue/feed
วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
2026-06-22T13:22:22+07:00
Assistant Professor Chokechai Suveatwatanakul, Ph.D.
ittj@nida.ac.th
Open Journal Systems
<div id="focusAndScope"> <p><br /> วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ เริ่มต้นภายใต้การดำเนินงานของสถาบันวิจัย<br />เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย สังกัดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 <br />จนถึง พ.ศ. 2553 ภายหลังในปี พ.ศ. 2554 คณะการจัดการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์<br />ได้เป็นผู้ดำเนินการจัดทำและเผยแพร่วารสารดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน วารสารนี้มีเป้าหมายสำคัญ<br />ในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ โดยคำนึงถึง ข้อกำหนดจริยธรรม เป็นสำคัญ</p> <p> </p> </div> <div id="publicationFrequency"> <p> </p> </div>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/280624
Hiking, Trekking & Trail Running: กรอบแนวคิดใหม่ของนันทนาการ บนเส้นทางธรรมชาติในบริบทไทยร่วมสมัย
2025-08-15T13:42:22+07:00
เตชภณ ทองเติม
spsc_network@hotmail.com
<p>ภายใต้พลวัตของสังคมร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความตัดขาดจากธรรมชาติ ผู้คนจำนวนมากต่างแสวงหาพื้นที่ทางเลือกเพื่อฟื้นฟูสุขภาวะ กิจกรรมนันทนาการกลางแจ้งบนเส้นทางธรรมชาติ เช่น <br />การเดินป่า การเดินป่าระยะไกล และการวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติ จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือสร้างความหมาย การเปลี่ยนผ่านชีวิต และการประกาศอัตลักษณ์ใหม่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปรัชญาแกนกลาง แรงจูงใจ และอัตลักษณ์เฉพาะของกิจกรรมทั้งสามประเภท พร้อมทั้งนำเสนอ “สามเหลี่ยมนันทนาการธรรมชาติไทย” ในฐานะกรอบแนวคิดทางทฤษฎีใหม่เพื่อสังเคราะห์คุณค่าด้านสุขภาวะและแรงจูงใจอย่างเป็นระบบ วิธีการศึกษามีลักษณะการสังเคราะห์เอกสารและการวิเคราะห์แนวคิดโดยเปรียบเทียบบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า การเดินป่ามุ่งเน้นการฟื้นฟูและการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ การเดินป่าระยะไกลสะท้อนการเดินทางเชิงพิธีกรรม ขณะที่การวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติแสดงถึงการท้าทายสมรรถนะและการแสวงหาความหมายผ่านศักยภาพส่วนบุคคล กรอบแนวคิดดังกล่าวเผยให้เห็นความอสมมาตรของภูมิทัศน์นันทนาการไทยที่เน้นสมรรถนะมากกว่าประสบการณ์ภายใน จึงควรพัฒนานโยบายและกิจกรรมที่บูรณาการมิติทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมและขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนต่อไป</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/277174
คอนเสิร์ตเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยสำหรับคน GEN Z ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
2025-07-30T12:28:56+07:00
ชนิกานต์ เพชรสม
chanikarn.pe@ku.th
พิชชานันท์ ถิรวัฒนกุลชัย
pitchanun.ti@ku.th
กฤติยา วงศ์เหม
krittiya.wo@ku.th
ชุติมา คำนา
chutima.ca@ku.th
เขวิกา สุขเอี่ยม
khewika.s@ku.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการตัดสินใจการเข้าชมคอนเสิร์ตของช่วงวัย Gen Z และเพื่อส่งเสริม Soft Power ในอุตสาหกรรมดนตรีที่เป็น Festival ใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า Gen Z มีความสนใจต่อการเข้าชมคอนเสิร์ต ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และดนตรีเป็นปัจจัยส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย ทำให้กระบวนการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตมีระดับสูงสุด เมื่อแยกตามรายด้านพบว่า การค้นหาข้อมูลในการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต มีค่าเท่ากับการประเมินหลังการซื้อในการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต ด้านการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อน้อยที่สุด ค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์พบว่า กระบวนการตัดสินใจซื้อส่งผลต่อ Soft Power อย่างไม่มีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนของคอนเสิร์ต<br />เพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยสำหรับคน Gen Z ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีอิทธิพลต่อกระบวนการการตัดสินใจ และส่งผลต่อการเป็น Soft Power เท่ากับร้อยละ 58.30</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/275813
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการระบบสาระบันเทิงและการเชื่อมต่อในเที่ยวบินของผู้โดยสารไทยกลุ่มมิลเลนเนียล กรณีศึกษาเที่ยวบินพิสัยไกลสายการบินต้นทุนต่ำ
2025-06-29T08:46:54+07:00
ปภาดา มโนมัยวิบูลย์
paparda.mano@bumail.net
รัชดา มงคลโรจน์สกุล
ratchada.r@bu.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของระบบสาระบันเทิงและการเชื่อมต่อในเที่ยวบินที่ผู้โดยสารไทยกลุ่มมิลเลนเนียลต้องการเมื่อเดินทางในเส้นทางบินพิสัยไกลกับสายการบินต้นทุนต่ำ และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการระบบสาระบันเทิงและการเชื่อมต่อในเที่ยวบินใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้โดยสารไทยกลุ่มมิลเลนเนียลที่เคยใช้บริการเที่ยวบินพิสัยไกลของสายการบินต้นทุนต่ำ จำนวน 400 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยการวิเคราะห์การถดถอยแบบลำดับขั้นผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้โดยสารไทยกลุ่มมิลเลนเนียลมีความต้องการและให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของระบบสาระบันเทิงและการเชื่อมต่อในเที่ยวบินด้านตำแหน่งที่ตั้งของระบบ ความทันสมัย ภาษาที่ใช้ และประเภทการให้บริการอยู่ในระดับมาก สำหรับการรับรู้อรรถประโยชน์ของระบบสาระบันเทิงและการเชื่อมต่อในเที่ยวบิน พบว่า ผู้โดยสารไทยกลุ่มมิลเลนเนียลรับรู้ถึงอรรถประโยชน์ด้านการควบคุมการใช้งาน อิสระในการใช้งาน ความคุ้มค่าในการใช้งาน ความไว้วางใจในประสิทธิภาพการใช้งาน และความเพลิดเพลินในการใช้งานอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ยังพบว่า การรับรู้อรรถประโยชน์ คุณลักษณะของระบบสาระบันเทิงและการเชื่อมต่อในเที่ยวบิน และลักษณะประชากรศาสตร์มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/275292
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหาร ในจังหวัดขอนแก่นของนักท่องเที่ยวชาวไทย
2025-05-11T11:24:19+07:00
จินณพัษ โดมินิค
pthewe@kku.ac.th
ธัญรัตน์ เฉลยพจน์
Thunyarat.c@kkumail.com
วิชัย แซ่เตียว
wichai.sa@kkumail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดขอนแก่น 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 4) ออกแบบสมการเชิงโครงสร้างของปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงอาหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 460 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดขอนแก่น ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ (26.5%) เดินทางซ้ำภายใน 1 ปีเป็นครั้งที่สอง (38.0%) โดยรับรู้ข้อมูลผ่านช่องทางติ๊กต็อก (26.2%) เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว (56.5%) ส่วนใหญ่เดินทางกับเพื่อน (37.8%) และตัดสินใจด้วยตนเอง (38.3%) การพักค้างคืนส่วนใหญ่ 1 คืน (55.7%) นิยมเดินทางวันเสาร์–อาทิตย์ (47.0%) และมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 1,001–3,000 บาท (46.3%)<strong><br /></strong>ด้านแรงจูงใจ พบว่า ความคุ้มค่าต่อเงินที่จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.41) ผลการวิเคราะห์ SEM พบว่า แรงจูงใจ มีอิทธิพลต่อทั้งการเลือกจุดหมายปลายทางและการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร แต่การตัดสินใจเดินทางไม่ส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าแรงจูงใจและปัจจัยด้านความคุ้มค่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมและการเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดขอนแก่น</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/280018
แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการตัดสินใจใช้บริการแกลมปิ้ง ในเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
2025-07-16T16:11:26+07:00
กนกวรรณ ไชยมงคล
knwcmk12@gmail.com
กนกกานต์ แก้วนุช
kanokkarn.k@nida.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการแกลมปิ้งในเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ด้วยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยกลุ่มประชากรคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยใช้บริการแกลมปิ้งในพื้นที่ จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้การวิเคราะห์ถดถอยอย่างง่าย (Simple Regression Analysis) เพื่อทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับแรงจูงใจในแต่ละด้าน ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวสามารถแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ แรงจูงใจทางกายภาพ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และสถานภาพและชื่อเสียง ซึ่งแรงจูงใจทั้ง 4 ด้านมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการแกลมปิ้ง โดยเฉพาะแรงจูงใจด้านกายภาพและด้านสถานภาพและชื่อเสียง มีอิทธิพลสูงสุดต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจแรงจูงใจเชิงลึกของนักท่องเที่ยว เพื่อนำไปสู่การออกแบบกิจกรรม การตลาด และการพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/280444
การพัฒนาคู่มือแนวปฏิบัติการยกระดับชุมชนสู่มาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืนในเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย
2025-08-26T23:48:04+07:00
ปริญญา นาคปฐม
parinyan@go.buu.ac.th
กฤตอร จิววะสังข์
Krittaorn@go.buu.ac.th
กฤษฎิพัทธ์ พิชญะเดชอนันต์
Krittipat@go.buu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบการยกระดับชุมชนสู่มาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืน และเพื่อพัฒนาคู่มือแนวปฏิบัติการยกระดับชุมชนสู่มาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืนในเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงปรากฏการณ์วิทยา ศึกษาเอกสารจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ เอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย ใช้วิธีการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบการยกระดับชุมชนสู่มาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืนในพื้นที่เขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ บุคลากร, องค์ความรู้ของชุมชน, การบริหารจัดการต้นทุนทางการท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้การพัฒนาคู่มือแนวปฏิบัติการยกระดับชุมชนสู่มาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืนในเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย มีองค์ประกอบที่ต้องตรวจประเมินด้วยกัน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการชุมชน จำนวน 8 ตัวชี้วัด 2) การบริหารจัดการด้านสถานที่จัดงาน จำนวน 5 ตัวชี้วัด 3) การรักษาความปลอดภัย จำนวน 2 ตัวชี้วัด และ 4) การบริหารจัดการด้านวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จำนวน 3 ตัวชี้วัด รวมทั้งสิ้น 18 ตัวชี้วัด</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/280049
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมศึกษากรณีโฮมสเตย์ (Homestay)
2025-08-14T12:36:41+07:00
เมธัส ณัฐชยพล
tui.bigo@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา และแนวทางแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการนำบ้านพักอาศัยมาให้บริการพักชั่วคราวเก็บค่าตอบแทนต่ำกว่ารายเดือนที่เรียกว่าโฮมสเตย์ (Homestay) ประเทศไทย ห้ามนำบ้านพักอาศัยมาให้บริการพักชั่วคราวเก็บค่าตอบแทนต่ำกว่ารายเดือน จนถึง พ.ศ. 2551 ได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2551 อนุญาตให้บ้านพักที่มีห้องพักไม่เกิน 4 ห้อง และมีจำนวนผู้พักไม่เกิน 20 คน สามารถประกอบกิจการที่พักชั่วคราวเก็บค่าตอบแทนต่ำกว่ารายเดือนได้ โดยถือว่าเป็นสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจโฮมสเตย์ (Homestay) และให้ประชาชนมีอาชีพเสริม ต่อมา พ.ศ. 2566 แก้ไขเพิ่มจำนวนห้องพักไม่เกิน 8 ห้อง และมีจำนวนผู้พักไม่เกิน 30 คน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ (Homestay) ต้องต่อใบอนุญาตทุก <br />5 ปี การเพิ่มจำนวนห้องพักขัดกับวัตถุประสงค์ของการบัญญัติสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม อีกทั้งทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบตามสถานที่พักไม่เป็นโรงแรมกับโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 จึงควรแก้ไขลดจำนวนห้องพัก และผู้พักเพื่อผู้ประกอบธุรกิจโฮมสเตย์ (Homestay) เท่านั้น</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jitt/article/view/279752
แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรถไฟภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย
2025-07-29T13:35:39+07:00
สุชาดา ธโนภานุวัฒน์
suchada.t@dru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยการขนส่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเนิบช้าโดยรถไฟของผู้สูงอายุ และ 2) หาแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรถไฟภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่เดินทางท่องเที่ยวรถไฟในประเทศไทย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอย ด้วยวิธี Enter และเก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจงจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการตลาดส่งเสริมสินค้าทางการท่องเที่ยว และมีอำนาจในการกำหนดแนวทางการส่งเสริมองค์กรด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ปัจจัยการขนส่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเนิบช้าโดยรถไฟของผู้สูงอายุ ได้แก่ ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Beta = .435) รองลงมา ได้แก่ ความสะดวกสบาย (Beta = .233) และการให้ข้อมูลข่าวสาร (Beta = .220) 2) แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรถไฟภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับผู้สูงอายุ ควรใช้ภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรปรับปรุงห้องน้ำและห้องโดยสารรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ และควรพัฒนาช่องทางการจองตั๋วให้ง่าย สะดวก ตรวจสอบได้ และถูกต้อง</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ