วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica <p>วารสารวิชาการสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ จัดทำโดยสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนงานทำนุบำรุงวัฒนธรรมและศิลปะและงานบริการวิชาการแก่สังคม โดยให้อาจารย์ นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมในแต่ละแขนง&nbsp; 3. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยด้านวัฒธรรมและศิลปะมากยิ่งขึ้น 4. เพื่อผลิตสื่อวารสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และเผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์ กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 กรกฎาคม-ธันวาคม และฉบับที่ 2 มกราคม-มิถุนายน</p> th-TH <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> culture.artsjournal@gmail.com (กองจัดการวารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ) culture.artsjournal@gmail.com (พรรณนารายณ์ เปรมตุ่น) Thu, 25 Dec 2025 16:18:56 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รูปแบบการส่งเสริมอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนในมุมมองภาครัฐ: กรณีศึกษาเมืองสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/263588 <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมจีนของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เมืองสุไหงโก - ลก เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและภาคสนาม โดยการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในเมืองสุไหงโก - ลกไม่น้อยกว่า 10 ปี จำนวน 15 คน กลุ่มเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่เมืองสุไหงโก - ลก 10 คน กลุ่มเยาวชนไทยเชื้อสายจีน เมืองสุไหงโก - ลก 5 คน รวมทั้งหมด 30 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมจีนของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เมืองสุไหงโก - ลก ประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติด้านกำลังคน มีการดึงเยาวชนจบใหม่มาช่วยพัฒนาเมืองสุไหงโก - ลก 2) มิติด้านงบประมาณ มีการสนับสนุนงบประมาณด้านการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมจีน และ 3) มิติด้านการประสานงาน ได้แก่ การยึดโยงเครือข่ายความสัมพันธ์กลุ่มคนเชื้อสายจีนในพื้นที่เมืองสุไหงโก - ลก โดยทั้ง 3 มิติต้องทำงานสอดประสานกัน เพื่อให้การส่งเสริมอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนในเชิงภาครัฐประสบผลสำเร็จและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ที่มีความเฉพาะอย่างเช่นเมืองสุไหงโก - ลกมากที่สุด</p> พงษ์ทัช จิตวิบูลย์, ปัญญา เทพสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/263588 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์สำนวนกลอนซออู้เพลงจระเข้หางยาว สามชั้น แนวทางการบรรเลงของวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278341 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สำนวนกลอนซออู้เพลงจระเข้หางยาว สามชั้น วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทฤษฎีบันได 9 ขั้น ทางสุนทรียศาสตร์ และทฤษฎีฝึกหัดขัดเกลา ผลการวิจัยพบว่า สำนวนกลอนสอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยที่มีคุณภาพเป็นมาตรฐาน ในการนำไปใช้สอนเพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงซออู้ เนื่องจากเป็นเพลงตระกูลลูกเท่า ใช้หน้าทับปรบไก่ ประกอบด้วย 3 ท่อน แต่ละท่อนมี 2 จังหวะหน้าทับ และใช้เสียงครบทั้ง 7 เสียง ในกลุ่มบันไดเสียงซอล สำนวนกลอนที่ปรากฏ ประกอบด้วย กลอนไต่ลวด กลอนผสมทางฆ้อง กลอนไต่ไม้ กลอนสับนก สำนวนกลอนที่บรรเลงมากที่สุด คือ กลอนไต่ลวด ทักษะที่เกิดจากการฝึกฝนสำนวนกลอนดังกล่าว ได้แก่ 1) ทักษะการใช้นิ้วกดสายที่แม่นเสียงจากกลอนไต่ลวด กลอนไต่ไม้ และกลอนผสมทางฆ้อง 2) ทักษะการสร้างคุณภาพเสียง โดยเฉพาะกลอนสับนกที่เน้นน้ำหนักเสียงสม่ำเสมอ และความกลมกลืนของการใช้คันชักและแรงกดสาย 3) ทักษะการจดจำทำนองเพลงได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากโครงสร้างเพลงที่มีทำนองหลักคล้ายกันในแต่ละท่อน แต่มีการใช้สำนวนกลอนซออู้ที่หลากหลาย เพื่อสุนทรียะการฝึกฝนตามสำนวนกลอนข้างต้นจึงเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการบรรเลงซออู้ เพราะจะทำให้เกิดน้ำเสียงที่หนักแน่นมีคุณภาพ ทำให้เพลงจระเข้หางยาว สามชั้น เป็นเพลงสำหรับฝึกซออู้ขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญเพลงหนึ่ง</p> ณัฐธยา รังสิยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278341 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการ “จิตรกรรมทิวทัศน์ขุนเขาสายน้ำพันลี้” ร่วมกับการสร้างสรรค์เครื่องเคลือบโต้วไฉ่ร่วมสมัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/279120 <p>งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและสำรวจองค์ประกอบศิลป์ในภาพ “จิตรกรรมทิวทัศน์ขุนเขาสายน้ำพันลี้” ของหวังซีเมิง โดยบูรณาการร่วมกับการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องเคลือบโต้วไฉ่ร่วมสมัย ผ่านการวิเคราะห์เอกลักษณ์ทางศิลปะและจุดเด่นด้านองค์ประกอบภาพ สี และรายละเอียด ด้วยกระบวนการวิจัยจากการทบทวนวรรณกรรม การสำรวจภาคสนามและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เผยให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่าง “จิตรกรรมทิวทัศน์ขุนเขาสายน้ำพันลี้” และเครื่องเคลือบโต้วไฉ่ โดยการศึกษาการจัดองค์ประกอบภาพแบบสามระยะ การเปลี่ยนแปลงของสีและรายละเอียดอย่างประณีต ถูกแสดงออกในรูปแบบของการไล่ระดับเฉดสีและการออกแบบลวดลายในศิลปะเครื่องเคลือบ สุนทรียภาพเชิงพื้นที่ของ “จิตรกรรมทิวทัศน์ขุนเขาสายน้ำพันลี้” เป็นแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์แบบดั้งเดิมที่โดดเด่น ซึ่งดำเนินการรวบรวมแก่นของภาพวาดทิวทัศน์สีเขียวอมฟ้า และบูรณาการเทคนิคแบบดั้งเดิมของเครื่องเคลือบโต้วไฉ่กับแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย เพื่อเสนอความเป็นไปได้ในการผสมผสานศิลปะภาพวาดแบบดั้งเดิมเข้ากับการสร้างสรรค์เครื่องเคลือบสมัยใหม่ ผลการวิจัยพบว่า เอกลักษณ์ของเส้น จุดเด่นของสีและเทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพของ “จิตรกรรมทิวทัศน์ขุนเขาสายน้ำพันลี้” มีความสอดคล้องกันอย่างมากกับเทคนิคการวาดภาพแบบบนเคลือบของเครื่องเคลือบโต้วไฉ่ ซึ่งจากการบูรณาการสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันไม่เพียงสามารถสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ยังช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางศิลปะและตอบสนองความต้องการด้านสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัย ตลอดจนการทดลองและนำเสนอเทคนิคใหม่ ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมทางศิลปะที่ยังคงความงามในสุนทรียศาสตร์แบบดั้งเดิม</p> หลี่หลิน, ภูวษา เรืองชีวิน, จักรกริศน์ บัวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/279120 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปิดรับสื่อและพฤติกรรมการรับชมซีรีส์ประเภทหญิงรักหญิง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278342 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อและพฤติกรรมการรับชมซีรีส์ประเภทหญิงรักหญิง (Girls’ Love: GL) ของผู้ชมชาวไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากร การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการรับชม ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทางประชากร เช่น เจเนอเรชัน สถานภาพ รายได้ และอาชีพ มีอิทธิพลต่อการเปิดรับสื่อซีรีส์ประเภทหญิงรักหญิง ขณะที่ตัวแปรเพศไม่มีผลต่อพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ นอกจากนี้ยังพบว่าการเปิดรับสื่อซีรีส์ประเภทหญิงรักหญิง มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติของผู้ชม กล่าวคือ ผู้ที่รับชมซีรีส์ประเภทหญิงรักหญิงมากขึ้น จะมีทัศนคติเชิงบวกต่อเนื้อหาประเภทนี้มากขึ้น และทัศนคติที่ดีต่อซีรีส์ประเภทหญิงรักหญิง ส่งผลต่อพฤติกรรมการรับชมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรับชม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษานี้สอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีการเปิดรับสื่อ (Selective Exposure Theory) ที่อธิบายว่า ผู้ชมเลือกเปิดรับเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจและค่านิยมของตนเอง และ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ที่ชี้ให้เห็นว่า การรับชมเนื้อหาซ้ำ ๆ สามารถส่งผลต่อทัศนคติและการรับรู้ของผู้ชม นอกจากนี้ อุตสาหกรรมซีรีส์ประเภทหญิงรักหญิง ในประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งช่วยให้เนื้อหาประเภทนี้เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง</p> อุสุมา สุขสวัสดิ์, อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278342 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ท่าฟ้อนในการแสดงหมอลำของนางฉวีวรรณ พันธุ (ศิลปินแห่งชาติ) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/279728 <p>บทความวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนท่าฟ้อนในการแสดงหมอลำของนางฉวีวรรณ พันธุ (ศิลปินแห่งชาติ) 2) เพื่อศึกษาท่าฟ้อนในการแสดงหมอลำของนางฉวีวรรณ พันธุ (ศิลปินแห่งชาติ) สู่การสร้างสรรค์ฟ้อนอีสาน ของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างแต่มีประเด็นข้อคำถามในการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหมอลำ ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีอีสาน และผู้เชี่ยวชาญ ด้านฟ้อนอีสาน แล้วนำข้อมูลสู่การวิเคราะห์สรุปอุปนัยจากบันทึกพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) นางฉวีวรรณ พันธุ (ศิลปินแห่งชาติ) มีความเชี่ยวชาญในการแสดงหมอลำ 3 ประเภท คือ หมอลำกลอน หมอลำเรื่องต่อกลอน และหมอลำเพลิน ในการแสดงหมอลำทั้ง 3 ประเภท จะมีการฟ้อนประกอบในการแสดงด้วย (1) การแสดงหมอลำกลอน ได้แก่ ฟ้อนโอ่ ฟ้อนประกอบความลำ และฟ้อนประกอบแคน (2) การแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอน ได้แก่ ฟ้อนออกฉาก ฟ้อนเข้าบท และ ฟ้อนเกี้ยว (3) การแสดงหมอลำเพลิน ได้แก่ ฟ้อนออกฉาก ฟ้อนเข้าบท ฟ้อนเกี้ยว หมอลำเพลินมีจังหวะที่เร้าใจมากกว่า กระบวนท่าฟ้อนในการแสดงหมอลำทั้ง 3 ประเภท 2) ได้นำมาสร้างสรรค์ชุดการแสดงของวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด จำนวน 2 ชุด คือ ฟ้อนผาแดงเกี้ยวนางไอ่ และฟ้อนมโนราห์เล่นน้ำ ทั้ง 2 ชุดนี้ เป็นต้นแบบการฟ้อนอีสานผสมกระบวนท่ารำรูปแบบนาฏศิลป์ไทยในยุคของการพัฒนาการแสดงพื้นบ้านอีสานยุคแรก ที่เป็นผลจากการจัดตั้งวิทยาลัยนาฏศิลปส่วนภูมิภาค ต่อมาได้รับความนิยมนำไปจัดการแสดงในงานเทศกาลต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนถึงปัจจุบัน</p> ปิยะนารถ เย็นศิริ, สุรัตน์ จงดา, สุขสันติ แวงวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/279728 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบป้ายสัญลักษณ์ของการเดินเรือโดยสารคลองแสนแสบเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของคลองแสนแสบ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/281682 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ระบบป้ายสัญลักษณ์ของเรือโดยสารคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นระบบขนส่งทางน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ให้สามารถแสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรมคลองแสนแสบ เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อระบบขนส่งสาธารณะทางน้ำของคลองแสนแสบ ให้ระบบป้ายสัญลักษณ์มีความร่วมสมัยไปพร้อมกับการสื่อสารข้อมูลการเดินทางให้แก่ผู้ใช้บริการได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่กลุ่มประชากรคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมคลองแสนแสบ ตั้งแต่ท่าเรือ ผ่านฟ้าลีลาศจนถึงท่าเรือวัดศรีบุญเรือง จำนวน 50 คน ด้วยการสุ่มแบบบังเอิญโดยใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถามความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์วัฒนธรรมคลองแสนแสบ และกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กลุ่มประชากรผู้ใช้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ จำนวน 100 คน ด้วยการสุ่มแบบบังเอิญโดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจต่อต้นแบบระบบป้ายสัญลักษณ์ที่พัฒนาสร้างสรรค์ในการวิจัยครั้งนี้ โดยผลวิจัยสามารถสรุปอัตลักษณ์วัฒนธรรมของคลองแสนแสบที่ชัดเจน อันดับที่ 1 คือ มีความเป็นวัฒนธรรมผสมผสานของศาสนาระหว่างศาสนาอิสลามกับศาสนาพุทธ อันดับที่ 2 คือ มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ของคนริมคลองแสนแสบ และอันดับที่ 3 คือความยาวของคลองแสนแสบที่มีความยาวมาก โดยการพัฒนาสร้างสรรค์ระบบป้ายสัญลักษณ์ได้นำโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของศาสนสถานจากศาสนาอิสลามคือ สุเหร่าบ้านดอน และศาสนาพุทธคือ วัดศรีบุญเรือง มาวิเคราะห์เป็นแนวทางในการออกแบบ เนื่องจากเป็นท่าเรือของเรือโดยสารคลองแสนแสบ โดยได้องค์ประกอบในการออกแบบคือ เส้นตรง เส้นโค้ง รูปทรงสามเหลี่ยม เส้นมีจุดตัดและแสดงทิศทางในการนำสายตาอย่างชัดเจน มีการจัดวางแบบสมดุล สมมาตรด้วยองค์ประกอบและสมมาตรทางสายตา มีการเน้นและลดหลั่นในการวางองค์ประกอบอย่างชัดเจน ได้พัฒนาระบบป้ายสัญลักษณ์จำนวน 5 ประเภท ได้แก่ ป้ายบอกชื่อท่าเรือ ป้ายแจ้งเตือนท่าเรือสำหรับผู้โดยสารบอกชื่อท่าเรือถัดไป ป้ายแสดงข้อมูลเส้นทางการเดินเรือ ป้ายแจ้งข้อมูลข่าวสารและอัตราค่าโดยสาร และสัญลักษณ์ภาพประจำท่าเรือ ผลการประเมินโดยรวมทุกด้านของทั้งระบบป้ายสัญลักษณ์ของการเดินเรือโดยสารคลองแสนแสบรวมทุกประเภทป้าย ได้รับคะแนนความพึงพอใจมากที่สุดอยู่ที่คะแนน 4.55 และเมื่อพิจารณาจากแต่ละด้านโดยเรียงลำดับคะแนนความพึงพอใจ จากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ได้ดังนี้ อันดับที่ 1 มี 2 ด้านเท่ากัน คือด้านการส่งเสริมภาพลักษณ์เรือโดยสารคลองแสนแสบ และด้านการสื่อสารข้อมูลการเดินเรือ ได้อยู่ที่คะแนน 4.69 อันดับที่ 2 ด้านแสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรมคลองแสนแสบ พหุวัฒนธรรมด้านศาสนา ระหว่างศาสนาอิสลาม (มัสยิด) กับศาสนาพุทธ (วัด) ได้อยู่ที่คะแนน 4.46 และอันดับที่ 3 ด้านความสวยงาม ป้ายสัญลักษณ์มีลักษณะเฉพาะตัว ได้อยู่ที่คะแนน 4.35</p> ณพงศ หอมแย้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/281682 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษากลวิธีการเป่าใบไม้กับกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/281812 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเป่าใบไม้และกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ผ่านการเป่าใบไม้ของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ ดำเนินการวิจัยตามกรอบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography) เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ชาวญัฮกุรนำการเป่าใบไม้มาเป็นสัญลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เพื่อแสดงตัวตนว่าเป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติ และเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่อาศัยในจังหวัดชัยภูมิมาเป็นเวลานาน องค์ประกอบสำคัญสามสิ่งที่ชาวญัฮกุรคำนึงในการเป่าใบไม้ คือ การคัดเลือกใบไม้ วิธีการเป่าใบไม้ เสียงและความหมาย ลักษณะการเป่าใบไม้แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ คือ การเป่าใบไม้เลียนเสียงสัตว์ การเป่าใบไม้เตือนภัย การเป่าใบไม้เลียนคำภาษาญัฮกุร การเป่าใบไม้ประกอบเพลงป้ะเรเร และการเป่าใบไม้เลียนทำนองเพลงสมัยใหม่ กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ผ่านการเป่าใบไม้ พบว่า การสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ญัฮกุรมีความสอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง แบ่งออกเป็นสองยุค คือ <strong><em>ยุคที่ 1</em></strong> อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ญัฮกุรสังคมดั้งเดิม การเป่าใบไม้เป็นสัญลักษณ์แทนวิถีชีวิตแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติผ่านวิถีของ “พรานป่า” <strong><em>ยุคที่ </em></strong><strong><em>2</em></strong> อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ญัฮกุรสังคมร่วมสมัย เป็นช่วงเวลาชาวญัฮกุรรับอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอก มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนจัดเป็นเทศกาลและงานประจำปีที่สอดรับกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเป่าใบไม้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ กลายเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติพันธุ์</p> สาวิตรี ธงภักดิ์, จรัญ กาญจนประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/281812 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/283890 อรุษา เชาวนลิขิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/283890 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 หลักการสำหรับเลือกเพลงเพื่อประกอบการแสดงแฟชั่นโชว์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278544 <p>การสรรหาบทเพลงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากต่อการกำหนดอารมณ์และการสร้างความประทับใจในการแสดงแฟชั่นโชว์ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมบรรยากาศของการแสดงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ชมต่อคอลเลกชั่นเสื้อผ้าและอัตลักษณ์ของตราสินค้า บทความวิชาการนี้ต้องการนำเสนอหลักการทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติในการเลือกเพลงเพื่อประกอบการแสดงแฟชั่นโชว์ โดยอ้างอิงจากหลักการออกแบบภาพและเสียงที่สอดคล้องกัน ได้แก่ ทฤษฎีเกี่ยวกับอารมณ์ของเพลงและจังหวะ ทฤษฎีเกสตัลท์ จิตวิทยาของเสียงและการรับรู้ของผู้บริโภค ทั้งนี้ ยังได้วิเคราะห์องค์ประกอบทางดนตรี เช่น จังหวะ เครื่องดนตรี และแนวเพลง ที่สามารถกระตุ้นอารมณ์เฉพาะได้ เช่น ความหรูหรา ความล้ำสมัย หรือความมีพลัง ฯลฯ รวมถึงเน้นความสำคัญของการไหลลื่นของเสียงเพลงตลอดแฟชั่นโชว์ ตั้งแต่ช่วงเปิดตัวจนถึงช่วงจบ เพื่อรองรับการเล่าเรื่องและการจัดลำดับของแฟชั่นโชว์อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บทความยังเสนอกรอบแนวทางในการเลือกแนวดนตรีให้สอดคล้องกับแนวคิดหลักของแฟชั่นแต่ละประเภท การเลือกเพลงอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับแฟชั่นโชว์จำเป็นต้องใช้แนวคิดแบบสหสาขาวิชาผสมผสานความรู้ด้านสุนทรียศาสตร์ จิตวิทยา และการสร้างตราสินค้า เพื่อสร้างประสบการณ์สำหรับการแสดงแฟชั่นโชว์ที่น่าจดจำ</p> ธโนทัย มงคลสินธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278544 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : แนวทางการกำหนดนโยบายภาครัฐจากแนวคิดฐานชุมชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278665 <p>บทความทางวิชาการนี้มุ่งอธิบายผลการศึกษาจากการดำเนินโครงการบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนเกิดความตระหนักรู้ในคุณค่าและความสำคัญ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในชุมชนของตนเอง นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดอย่างยั่งยืน ด้วยการลงพื้นที่สำรวจและเปิดเวทีพูดคุยมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จำนวน 11 รายการ ในพื้นที่ 6 จังหวัด ซึ่งมีผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา นักเรียนและนักศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบว่า ในการที่จะทำให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมยังคงอยู่อย่างทรงคุณค่า ทุกฝ่ายโดยเฉพาะคนในท้องถิ่นต้องเห็นความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยร่วมกันกับองค์กรภาคีเครือข่ายเพื่ออนุรักษ์ให้ยังคงอยู่อย่างมีคุณค่า พร้อมปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้ทุนทางสังคมที่อยู่ในพื้นที่ตนเอง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายส่งเสริมการพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงได้ง่ายและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง นโยบายสนับสนุนการบูรณาการวัฒนธรรมเข้ากับการศึกษา นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ นโยบายสนับสนุนการมีส่วนร่วมในชุมชน และนโยบายความร่วมมือและการสนับสนุนระหว่างภาครัฐและเอกชน</p> ชาคริต สิทธิฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/278665 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การถ่ายทอดเพศวิถีในสังคมจารีตล้านนาผ่านการขับซอเกี้ยวสาวเรื่อง “ใส่ผี” https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/269642 <p>บทความฉบับนี้เป็นการนำเสนอผลจากการวิเคราะห์ตัวบทจากการขับซอเกี้ยวสาวเรื่องใส่ผีของนักดนตรีพื้นบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ และน่าน ที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ผลจากการศึกษาพบว่า การขับซอเรื่องใส่ผีนอกจากเป็นศิลปะการแสดงแล้วยังถ่ายทอดเพศวิถีให้กับสมาชิกในสังคม โดยมีการปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับการแสดงขับซอในลักษณะของเพลงปฏิพากย์ และการบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบการแสดง ได้แก่ ปี่จุม หรือ สะล้อก๊อบ และปิน การวิเคราะห์ตัวบทของการขับซอจากทั้ง 3 พื้นที่พบว่า เป็นการนำเสนอเนื้อหาของเพศวิถีที่มีส่วนที่คล้ายคลึงกันคือ เริ่มต้นด้วยการเกี้ยวพาราสีของชายหนุ่มและหญิงสาว จนกระทั่งทั้งสองได้ตกลงที่จะแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน ซึ่งตามประเพณีล้านนาฝ่ายชายต้องมาทำพิธีใส่ผีให้กับฝ่ายหญิงก่อนจึงจะสามารถแต่งงานกันได้ อย่างไรก็ตามได้ปรากฏความแตกต่างในส่วนของจำนวนเงินที่ต้องนำมาใส่ผี โดยพบว่าการขับซอของจังหวัดน่านได้ระบุจำนวนเงินที่มากกว่าพื้นที่อื่น ๆ การเจรจาต่อรองเกี่ยวกับเงินใส่ผีสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ผู้หญิงมีเหนือกว่าผู้ชาย การถ่ายทอดเพศวิถีของชาวล้านนานี้เป็นไปอย่างแนบเนียนผ่านเนื้อหา และดนตรีที่ใช้ในการแสดงขับซอ</p> พิพัฒน์พงศ์ มาศิริ, พงษ์วิกรานต์ มหิทธิพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/269642 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700