วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica
<p>วารสารวิชาการสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ จัดทำโดยสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนงานทำนุบำรุงวัฒนธรรมและศิลปะและงานบริการวิชาการแก่สังคม โดยให้อาจารย์ นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมในแต่ละแขนง 3. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยด้านวัฒธรรมและศิลปะมากยิ่งขึ้น 4. เพื่อผลิตสื่อวารสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และเผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์ กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 กรกฎาคม-ธันวาคม และฉบับที่ 2 มกราคม-มิถุนายน (<a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/about">อ่านเพิ่ม</a>)</p>
สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
th-TH
วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2985-1459
<p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p>
-
บทบรรณาธิการ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/288556
อรุษา เชาวนลิขิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
-
ภาษามลายู: จิตวิญญาณทางวัฒนธรรมชายแดนใต้
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/279652
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษามลายูกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวมลายูในพื้นที่ดังกล่าว ภาษามลายูในพื้นที่นี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และความเชื่อทางศาสนาอิสลามของชุมชนมลายู ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอาณาจักรโบราณต่าง ๆ เช่น รัฐปัตตานีและลังกาสุกะ โดยภาษามลายูที่ใช้ในพื้นที่นี้มีความแตกต่างจากภาษามลายูมาตรฐานในมาเลเซีย ทั้งในด้านระบบเสียง วจนปฏิบัติ และคำศัพท์ โดยคำศัพท์จำนวนมากได้รับอิทธิพลจากภาษาอาหรับ ผ่านการติดต่อค้าขายและการเผยแพร่ศาสนาอิสลามจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันยังมีคำบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาสันสกฤตในอินเดียด้วย แม้ว่าในปัจจุบันภาษาไทยจะเป็นภาษาราชการและถูกใช้ในสถานศึกษาและภาครัฐทั่วประเทศ ภาษามลายูยังคงเป็นภาษาหลักในการสื่อสารภายในครอบครัวและชุมชนมลายู และยังมีบทบาทสำคัญในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม (ปอเนาะ) ที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน โดยใช้ตัวอักษรยาวีในการเขียน อย่างไรก็ตาม การลดลงของการใช้ภาษาไทยในบางพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สะท้อนถึงพลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศาสนาในพื้นที่นั้น ภาษามลายูจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารแต่ยังเป็นการรักษาและอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชุมชนมลายูมุสลิมในพื้นที่นี้ การศึกษาภาษามลายูในบริบทของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นการศึกษาทางภาษาและวัฒนธรรมที่มีความซับซ้อนและสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ของชุมชนมลายูในภูมิภาคนี้</p>
ณัฐพงษ์ แก้วสีสด
วิลาสินี ดือราแม
สุภัคธัช สุธนภิญโญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
10
20
-
ดนตรีชุมชนริมคลองแสนแสบ: ทบทวนวรรณกรรมเพื่อความเข้าใจพื้นที่ทางวัฒนธรรม
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/280425
<p>บทความนี้นำเสนอการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมดนตรีในชุมชนริมคลองแสนแสบ กรุงเทพมหานคร โดยเน้นการวิเคราะห์พื้นที่ดังกล่าวในฐานะ “พื้นที่ทางวัฒนธรรม” ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ดนตรีในพื้นที่นี้มีบทบาทหลากหลาย ทั้งด้านพิธีกรรม ความบันเทิง และการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านรูปแบบการแสดง เนื้อหา และกระบวนการผลิตซึ่งสะท้อนพลวัตทางสังคม งานศึกษาชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนของวัฒนธรรมดนตรีจำเป็นต้องอาศัยทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชน การสนับสนุนเชิงนโยบาย และการบูรณาการองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมในระดับพื้นที่ บทความนี้จึงเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่เชื่อมโยงแนวคิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมกับ “ความยั่งยืนทางวัฒนธรรม” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของดนตรีในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต และเพื่อเป็นพื้นฐานในการธำรงและพัฒนาดนตรีชุมชนในบริบทเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง</p>
ฑีฆภัส สนธินุช
เทพิกา รอดสการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
21
31
-
ทุนชุมชนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา การทอผ้าซิ่นของชาวลาวเวียง บ้านเนินขาม จังหวัดชัยนาท
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/280839
<p>บทความนี้เป็นการวิจัยเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทุนชุมชนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาการทอผ้าซิ่นของชาวลาวเวียง บ้านเนินขาม จังหวัดชัยนาท โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนลาวเวียงบ้านเนินขามมีทุนชุมชน 6 มิติ ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนกายภาพ ทุนธรรมชาติ ทุนการเงิน และทุนวัฒนธรรมทำงานเชื่อมโยงและสนับสนุนกันในการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าลาวเวียง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุนชุมชนสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ คือ กระบวนการจัดการความรู้ของชุมชนที่เอื้อต่อการรวบรวม ถ่ายทอด และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น จนนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทอผ้าพื้นเมือง ลาวเวียงบ้านเนินขาม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กิจกรรมการเรียนรู้ และเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อน อัตลักษณ์ของชุมชน ผลการศึกษายังพบว่า ภูมิปัญญาการทอผ้าซิ่นลาวเวียงทำหน้าที่เป็นทุนวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงทรัพยากรทางวัฒนธรรมอื่นของชุมชนเข้าสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อันนำไปสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน</p>
ดวงรักษ์ จันแตง
กัญญารินทร์ ไชยจันทร์
สุทธิเกียรติ อังกาบูรณะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
32
40
-
การบริหารจัดการการประกวดการแสดงของโรงเรียนที่ชนะการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ จากรายการชิงช้าสวรรค์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/280762
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาการบริหารจัดการการประกวดการแสดงของโรงเรียนที่ชนะการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศจากรายการชิงช้าสวรรค์ในรอบปีที่ 11 (พ.ศ. 2565) - ปีที่ 14 (พ.ศ. 2568) โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบการบริหารจัดการการแสดงของแต่ละโรงเรียน เพื่อสร้างโมเดลรูปแบบความสำเร็จ (Success model) ของการบริหารจัดการการแสดง กลุ่มตัวอย่าง 4 โรงเรียนประกอบด้วยโรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม, โรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ), โรงเรียนสังขะ, และโรงเรียนปักธงชัยประชานิมิต ผลการศึกษาพบว่า 1) ด้านการวางแผน (Planning) มีลักษณะการวางแผนแตกต่างกัน 2) ด้านการจัดองค์กร (Organizing) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ ลักษณะการแบ่งเป็นส่วนงาน (Division by department) และลักษณะการแบ่งตามบทบาทหน้าที่ (Division by functional units) 3) ด้านการบังคับบัญชาสั่งการ (Commanding) มีลักษณะเหมือนกัน คือใช้สายการบังคับบัญชาสั่งการแบบลำดับชั้นจากบนลงล่าง 4) ด้านการประสานงาน (Coordination) มีลักษณะเหมือนกันคือมีผู้บริหารจัดการการแสดงเป็นศูนย์กลางประสานงานกับครูผู้ดูแลแต่ละฝ่าย 5) ด้านการควบคุม (Controlling) มีลักษณะเหมือนกันคือผู้บริหารจัดการการแสดงเป็นศูนย์กลางการควบคุมงานในภาพรวม ลักษณะการควบคุมงานมี 3 ระบบคือ ระบบการฝึกวงโยธวาทิต ระบบครอบครัว และระบบบทบาทหน้าที่ นอกจากนี้ยังพบว่าทรัพยากรในการบริหาร (4M) ด้านการจัดการ (Management), ด้านแรงงานกำลังคน (Manpower), และด้านเครื่องจักร (Machinery) ไม่แตกต่างกัน แต่ด้านการเงิน (Money) พบว่าลักษณะการบริหารการเงินไม่แตกต่างกัน แต่ต้นทุนในการบริหารการแสดงแตกต่างกัน ผลการวิจัยสร้างโมเดลรูปแบบความสำเร็จ (Success model) ของการบริหารจัดการการแสดงได้ 2 รูปแบบ คือ 1) โมเดลรูปแบบความสำเร็จของการบริหารจัดการการแสดง ด้านบุคลากรและงบประมาณ (Performance Management Success Model: Human Resources and Budget) และ 2) โมเดลรูปแบบความสำเร็จของการบริหารจัดการการแสดง ด้านการบริหารจัดการ (Performance Management Success: Model Management Aspect)</p>
เอกธิดา เสริมทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
41
53
-
การวิจัยสร้างสรรค์จิตรกรรมชุด “ผลิบานเพื่อลาจาก”
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/283538
<p>การวิจัยสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับดอกไม้แห่งความตายมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน (2) เพื่อสร้างสรรค์จิตรกรรมชุด “ผลิบานเพื่อลาจาก” ตามแนวคิดของผู้สร้างสรรค์ และ (3) เพื่อสร้างกิจกรรมการสร้างสรรค์จิตรกรรมชุด “ผลิบานเพื่อลาจาก”</p> <p>การวิจัยสร้างสรรค์ชิ้นนี้เป็นการบูรณาการระหว่างคติชนวิทยาทางวัฒนธรรมและทฤษฎีสัญญะวิทยาเพื่อสำรวจมิติของความตายและการพลัดพรากผ่านสัญลักษณ์ของดอกไม้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์และถ่ายทอดแนวคิดทางปรัชญาเรื่องอนิจจังและวงจรชีวิตผ่านงานจิตรกรรม ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาที่มาและมายาคติของดอกไม้แห่งความตายในบริบทวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก อาทิ ดอกลิลลี่ ดอกเบญจมาศ และดอกดาวเรือง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตีความเชิงสัญลักษณ์ ในเชิงเทคนิคผู้วิจัยเลือกใช้การผสมผสานระหว่างชาโคล และสีน้ำเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ทางทัศนธาตุ โดยใช้ความหนักแน่นและมืดมิดของชาโคลแทนภาวะแห่งความตายและความสิ้นหวัง ในขณะที่สีสันและความโปร่งบางของสีน้ำถูกใช้เป็นตัวบ่งหมาย สื่อถึงความงามอันเปราะบางของชีวิต การจัดองค์ประกอบภาพเน้นการตัดกันของค่าความเข้มระหว่างดอกไม้ที่เรืองรองกับพื้นที่หลังที่พร่ามัวเพื่อขับเน้นตัวถูกหมาย ซึ่งคือภาวะจิตวิญญาณที่กำลังหลุดพ้นจากพันธนาการทางโลก</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ชุดผลงานจิตรกรรมทั้ง 9 ชิ้น สามารถสื่อสารอารมณ์ความสะเทือนใจและความซับซ้อนของการสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้ต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ไปสู่กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกในบริบทศิลปศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการใช้สัญญะในกลุ่มนิสิต ซึ่งจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าชุดกิจกรรมนี้มีคุณภาพในระดับดีมาก (4.90 คะแนน) และสามารถสร้างความเข้าใจในเรื่องสัญญะวิทยาและการแสดงออกทางอารมณ์แก่ผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
อธิพัชร์ วิจิตสถิตรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
54
68
-
การศึกษาและพัฒนาการทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่ผู้สอนสังคมศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ดด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ศิลปะ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/280525
<p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษางานศิลปกรรมในท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ดโดยสังเขปด้วยระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยสังเขป 3) เพื่อพัฒนาแนวทางการทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยการสอนทักษะจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุให้แก่ผู้สอนสังคมศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัยเริ่มจากศึกษาแนวคิดทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนาม จัดระเบียบข้อมูล และศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างทักษะจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจงคือ ผู้สอนสังคมศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 10 คน พร้อมทั้งเก็บข้อมูลการเรียนรู้ทักษะจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุศิลปวัตถุจากผู้สอนสังคมศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้เครื่องมือคือแบบสอบถาม ต่อมาวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม สรุปผลและนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักฐานงานศิลปกรรมที่ปรากฏในจังหวัดร้อยเอ็ดบ่งบอกถึงประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องมาในสมัยประวัติศาสตร์ ได้แก่ สมัยทวารวดี สมัยขอมในดินแดนไทย และสมัยล้านช้าง - ไทย ตามลำดับ จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การธำรงรักษา 2) แนวทางการทำนุบำรุงรักษาในเชิงการปกป้องคุ้มครองที่สำคัญคือ การจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เพราะ ถ้าเกิดการสูญหายก็อาจจะติดตามนำกลับคืนมาได้จากรายละเอียดของข้อมูลต่าง ๆ ในบัญชีทะเบียน 3) การอบรมเชิงปฏิบัติการจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุศิลปวัตถุให้กับผู้สอนสังคมศึกษา พบว่าผู้สอนสังคมศึกษาสามารถเรียนรู้การจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุศิลปวัตถุโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งจะเป็นการธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไปได้อย่างยั่งยืน</p>
เกศินี ศรีวงศ์ษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
69
83
-
ประเพณีอัฏฐมีบูชากับการถ่ายทอดคติความเชื่อในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ : ศึกษากรณีวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/280047
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของการจัดงานประเพณีอัฏฐมีบูชา ตลอดจนความหมายและคติความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จากประเพณีอัฏฐมีบูชา ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งจากการศึกษาที่ผ่านมามักมุ่งเน้นเพียงการพรรณนาขั้นตอนประเพณี โดยขาดการทำความเข้าใจอย่างลุ่มลึกถึงปฏิบัติการทางความเชื่อ สัญญะ และการถ่ายทอดวัฒนธรรมข้ามรุ่น ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสาร การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ความเป็นมาของประเพณีมีพัฒนาการ 5 ระยะตลอดกว่า 80 ปี สะท้อนกระบวนการที่ชุมชนเป็นผู้กระทำการหลัก 2) ความหมายและคติความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เกิดจากการนำพุทธตำนาน “มกุฏพันธนเจดีย์” และเมืองกุสินาราทาบลงบนภูมิทัศน์ปัจจุบัน ซึ่งสอดรับกับหลักฐานทางโบราณดาราศาสตร์มาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น รวมไปถึงกระบวนการขับเคลื่อนประเพณี ดำเนินงานผ่านเครือข่ายพหุภาคีที่เชื่อมโยงมิติด้านบุคลากร พื้นที่ วัตถุสัญญะ เวลา และพุทธศิลป์เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างของการรับรู้ระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุที่เน้นการรักษาจารีตดั้งเดิม กับกลุ่มเยาวชนที่ให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเพื่อให้ประเพณีกลายเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ภาครัฐควรปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับประเพณีสู่เทศกาลระดับชาติ ภายใต้การจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p>
สุภัคกาญจน์ จิวาลักษณ์
ณัฐพัชร มหายศนันท์
สุดารัตน์ รอดบุญส่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
84
95
-
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ จังหวัดสุพรรณบุรีให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/286148
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์อัตลักษณ์บริบทท้องถิ่นผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก 2) การพัฒนาต้นแบบอัตลักษณ์ภาพโดยใช้กระบวนการ “สกัดและลดทอน” และ 3) การประเมินผลและการตรวจสอบความสอดคล้อง โดยทดสอบการรับรู้และความพึงพอใจกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการท่องเที่ยว จำนวน 10 คน และกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว Gen Z จำนวน 200 คน</p> <p>ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า เสน่ห์ที่แท้จริงของสุพรรณบุรีคือ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ได้แก่ ความเป็นมิตรและความจริงใจที่สะท้อนผ่านสำเนียงถิ่น ผู้วิจัยจึงสังเคราะห์แนวคิด “The Friendly Heritage” นำไปสู่การออกแบบอัตลักษณ์ที่ลดทอนความซับซ้อนสู่ความมินิมอล ได้แก่ ตราสัญลักษณ์ “สายน้ำแห่งมิตรไมตรี” ชุดตัวอักษรไร้หัวโค้งมน และ “น้องเหน่อ” มาสคอตปลาม้าผสมลายผ้าขาวม้า ผลการประเมินพบว่า กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจสูงสุดต่อการออกแบบที่เรียบง่าย โดยตราสัญลักษณ์และชุดตัวอักษรได้รับคะแนนประเมินสูงสุดจากผู้เชี่ยวชาญ (x̅= 4.75 และ 4.80) และกลุ่มเป้าหมาย (x̅= 4.68 และ 4.72) ตามลำดับ รวมถึงกลุ่มเป้าหมายร้อยละ 87.00 สามารถเชื่อมโยงทางอารมณ์กับมาสคอตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า การประกอบสร้างภาพตัวแทนทางวัฒนธรรมขึ้นใหม่ด้วยสุนทรียภาพแบบมินิมอลเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ช่วยลดภาระการประมวลผลทางสายตาและสร้างความรู้สึกจริงใจ การออกแบบอัตลักษณ์พื้นที่ยุคดิจิทัลจึงควรเปลี่ยนจากการนำเสนอภาพจำลองสถานที่ สู่การสื่อสารแก่นแท้ทางอารมณ์ เพื่อสร้างอำนาจอ่อน (Soft Power) ยกระดับแบรนด์จุดหมายปลายทาง และพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
นพดล อินทร์จันทร์
อภิชญา อังคะวิภาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
96
107
-
การออกแบบเฟอร์นิเจอร์สำหรับพ็อกเก็ตปาร์คในเมือง การสังเคราะห์เกณฑ์การออกแบบจากบริบทกรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/284110
<p>ท่ามกลางวิกฤตความหนาแน่นของเมือง “พ็อกเก็ตปาร์ค” (Pocket Park) ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตคนเมือง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์รูปแบบและองค์ประกอบศิลป์ของเฟอร์นิเจอร์จากกรณีศึกษาทั่วโลก 2) ระบุปัจจัยและข้อจำกัดในการดูแลรักษาผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงาน และ 3) สังเคราะห์ “เกณฑ์การออกแบบเชิงบูรณาการ” สำหรับบริบทกรุงเทพมหานคร การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods) ประกอบด้วย การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงทัศน์จากกลุ่มตัวอย่างทั่วโลกจำนวน 100 ภาพ การสำรวจภาคสนาม ณ สวน 15 นาที ในกรุงเทพมหานครจำนวน 40 แห่ง และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวโน้มการออกแบบระดับสากลให้ความสำคัญสูงสุดกับ “เสถียรภาพความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง” (ร้อยละ 99) และ “การสื่อความหมายการใช้งาน” (Affordance) (ร้อยละ 90) โดยมุ่งเน้นการรองรับสรีระเพื่อ “การผ่อนคลายระดับลึก” (Deep Relaxation) ในขณะที่บริบทกรุงเทพมหานครเผชิญข้อจำกัดด้านการดูแลรักษาและสภาพ “พื้นที่เศษเหลือ” (Residual Space) นำไปสู่ 2 ปรากฏการณ์สำคัญ คือ (1) ปัญหาความไม่สอดคล้อง (Mismatch) ของเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปต่อพื้นที่ และ (2) การเกิด “นวัตกรรมท้องถิ่น” (Vernacular Innovation) หรือการดัดแปลงวัสดุหน้างานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า งานวิจัยจึงเสนอเกณฑ์การออกแบบเชิงบูรณาการ 4 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพและการรับรู้ มิติวัสดุและการซ่อมบำรุง มิติต้นทุนและบริบท และมิติสังคมและพฤติกรรม โดยเน้นย้ำ “ความยืดหยุ่น” (Flexibility) และ “การปรับเปลี่ยนตามบริบทพื้นที่” (Site - Specific Adaptation) เพื่อสร้างความยั่งยืนในการใช้งานและการดูแลรักษาพื้นที่สาธารณะ</p>
กิตติคุณ วรสธร
อารยะ ศรีกัลยาณบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
108
120
-
ละครนอก เรื่องโกมินทร์ ตอนโกมินทร์คะนอง : การศึกษาประวัติความเป็นมา รูปแบบองค์ประกอบการแสดง และกระบวนการถ่ายทอดด้วยทฤษฎีการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยสู่ความเป็นพลเมืองโลก
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/286051
<p>ละครนอกเรื่องโกมินทร์เป็นการแสดงที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมจีนเรื่องห้องสิน ซึ่งได้รับการดัดแปลงให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการแสดงละครนอก เรื่องโกมินทร์ โดยเฉพาะตอนโกมินทร์คะนองสะท้อนลักษณะเด่นของตัวละครที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ที่แฝงด้วยคติสอนใจ ซึ่งองค์ประกอบการแสดงประกอบด้วยบทร้อง ทำนองเพลง เครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์การแสดง กระบวนท่ารำ และกระบวนการแสดงที่เป็นอัตลักษณ์ นอกจากนี้ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ผ่านทฤษฎีการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ และการตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อันนำไปสู่การเป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบ เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสามารถประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในบริบทสากลได้อย่างเหมาะสม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการการแสดงละครนอกเรื่องโกมินทร์ ตอนโกมินทร์คะนอง 2) วิเคราะห์รูปแบบและองค์ประกอบการแสดง และ 3) ศึกษาและถ่ายทอดกระบวนท่ารำแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานาฏศิลป์ไทย ชั้นปีที่ 1-3 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ KSAT Teaching Model For Global Citizenship ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาจากเอกสาร สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และการสังเกต ผลการวิจัยพบว่า ละครนอก เรื่องโกมินทร์ได้รับอิทธิพลมาจากพงศาวดารจีนเรื่อง “ห้องสิน” ที่ถูกดัดแปลงเป็น “โกมินทร์” แบบนิทานคำกลอนในวรรณกรรมวัดเกาะ องค์ประกอบของการแสดงประกอบด้วย บทละคร ผู้แสดง ดนตรีและเพลงประกอบ การแสดง เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบการแสดง กระบวนท่ารำ และกระบวนท่ารำ ผลการถ่ายทอดท่ารำโดยใช้ KSAT Model พบว่าผู้เรียนมีความสามารถทางนาฏศิลป์ที่ถูกต้องและมีความพึงพอใจ ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.52) สะท้อนถึงประสิทธิภาพของโมเดลการสอนที่บูรณาการทักษะนาฏศิลป์เข้ากับแนวคิดพลเมืองโลกและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ระดับสากล</p>
สวธา เสนามนตรี
ริสสวัณ อรชุน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
27 2
121
127