วารสารศิลป์ พีระศรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa <p>วารสารวิชาการ โดยคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร </p> <p>วารสารศิลป์ พีระศรี รับตีพิมพ์งานวิชาการด้านทัศนศิลป์ทุกสาขา การออกแบบ ประวัติศาสตร์ศิลปะ ทฤษฎีศิลปะ วัฒนธรรม และมนุษย์ศาสตร์ ในลักษณะบทความวิชาการ งานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ งานแปลบทความทางวิชาการ หรือผลงานรูปแบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา ศิลปินและผู้สนใจศิลปะทั่วไปได้แลกเปลี่ยนผลงานวิชาการในสาขาศิลปะและการสร้างสรรค์ทุกประเภท เพื่อเป็นการให้ข้อมูลและความรู้ทางศิลปะทั้งของนานาอารยประเทศและประเทศไทยในรูปบทความเชิงประวัติศาสตร์ศิลป์และบทวิจารณ์ศิลปะ และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้ระหว่างศิลปินและผู้รักและสนใจทางศิลปะ </p> en-US <p><span lang="TH" style="font-family: 'Noto Sans Thai',sans-serif;">บทความนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต<a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/deed.en" target="_blank" rel="noopener">ครีเอทีฟคอมมอ</a><a href="https://creativecommons.org/licenses/by/4.0/deed.en" target="_blank" rel="noopener">นส์ </a></span><a href="https://creativecommons.org/licenses/by/4.0/deed.en" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-family: 'Noto Sans Thai',sans-serif;">CC BY 4.0</span></a></p> <p><span lang="TH" style="font-family: 'Noto Sans Thai',sans-serif;">ทัศนะและข้อคิดเห็นในบทความเป็นของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้อง และไม่รับผิดชอบต่อข้อคิดเห็นเหล่านั้น</span></p> warasansilpabhirasri@gmail.com (Sukumala Nithipattaraahnan) warasansilpabhirasri@gmail.com (Vareerat Wandee) Mon, 29 Dec 2025 13:29:56 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ศักยภาพของลวดลายผ้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ทะเลอันดามัน: การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่สากล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/281765 <p>บทความนี้มุ่งนำเสนอประสิทธิผลของการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากลวดลายผ้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ใต้ท้องทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของงานวิจัย “การศึกษาอัตลักษณ์ใต้ท้องทะเลอันดามันเพื่อพัฒนาลวดลายผ้าและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยสู่สากล” โดยเน้นการปฏิบัติการจริง ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ การสื่อสารเรื่องราว และการทดลองจำหน่าย วิธีดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (mixed methods) เก็บข้อมูลภาคสนามจากพื้นที่การค้าจำนวน 3 แห่งในประเทศไทยและ 1 แห่งในประเทศจีน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย (1) แบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นและพฤติกรรมของผู้บริโภค (2) การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (semi-structured interviews) เพื่อเจาะลึกทัศนคติและประสบการณ์ของผู้ซื้อ และ (3) การสังเกตการณ์ (participant observation) เพื่อบันทึกพฤติกรรมการเลือกซื้อและปฏิสัมพันธ์ในสถานการณ์จริง ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ซื้อรวม 70 คน แบ่งเป็นชาวไทย 8 คน (11.43%) และชาวต่างชาติ 62 คน (88.57%) ซึ่งมาจากหลายประเทศ อาทิ จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และตะวันออกกลาง ลวดลายที่ได้รับความนิยมสูงได้แก่ ลวดลายใต้ท้องทะเลอันดามันใต้และลวดลายปลาพื้นหลังสีขาว ประเภทสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดคือผ้าพันคอ กระเป๋า และเสื้อยืด โดยเฉพาะลวดลายแมนต้า ฉลามวาฬ และเต่าทะเล อีกทั้งผู้ซื้อส่วนใหญ่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์มากกว่าหนึ่งประเภทต่อครั้ง สะท้อนถึงศักยภาพเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ ผลสรุปการวิจัยนี้ม่เพียงสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ หากยังสะท้อนมุมมองและความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มผู้ซื้อ การติดตามและประเมินผลในพื้นที่จริงจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยืนยันถึงความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และคุณค่าเชิงปฏิบัติของงานวิจัย อันนำไปสู่การสร้างโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์และการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> ณัฐธิดา ภู่จีบ, กั๋วเซียง หยวน, ชิงซิน เผิง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Nuttida Pujeeb, Guoxiang Yuan, Qingxin Peng https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/281765 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 จิตรกรรมภาพธรรมชาติเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับบุคลากรในโรงพยาบาล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/281748 <p>บทความนี้เป็นการรายงานผลการวิจัยในการสร้างผลงานจิตรกรรมเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาให้กับบุคลากรโรงพยาบาลคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพราะบุคลากรของโรงพยาบาลมีแนวโน้มในการเกิดสภาวะของความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานได้ตลอดเวลา เนื่องจากต้องเผชิญกับความคาดหวังของคนไข้ และต้องแบกรับภาระหน้าที่ในอัตราความถี่ที่สูงเพราะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก การสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพักผ่อน และความผ่อนคลายจึงถือเป็นหนึ่งแนวทางในการสร้างความสมดุลทางความรู้สึกให้กับกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัยนี้เริ่มต้นศึกษาหลักการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา (Healing Environment) เป็นการออกแบบพื้นที่ที่มีผลในเชิงบวกต่อการรับรู้ของมนุษย์ โดยเฉพาะการรับรู้ด้วยการมองเห็น “ผลงานจิตรกรรม” ที่มีภาพลักษณ์ของ “ธรรมชาติ” เป็นสื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกต่อกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้สภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลให้มีความรื่นรมย์ยิ่งขึ้น จึงนำไปสู่การสร้างเครื่องมือในการวิจัยเพื่อเก็บข้อมูล และกำหนดแนวความคิด รูปแบบ การใช้สี และการแสดงออกทางจิตรกรรมที่มีความเหมาะสม ซึ่งพบว่ารูปแบบทางจิตรกรรมที่มีความเหมือนจริง (Realism) สามารถสร้างการรับรู้ในเชิงอารมณ์ความรู้สึกกับกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด ตลอดจนการเลือกใช้โทนสี และการแสดงออกทางจิตรกรรมต้องมีแนวโน้มที่ให้ความรู้สึกถึงความสบายตา ความอบอุ่น ความนุ่มนวลและความเย็นสบาย ความมีชีวิตชีวา เพื่อนำผลงานจิตรกรรมทั้ง 22 ชิ้น ติดตั้งถาวร ณ โรงพยาบาลคลองหลวง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ภายในโรงพยาบาลเป็นสำคัญ เพื่อให้ผลงานจิตรกรรมเป็นสาธารณประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทสำคัญของศิลปะร่วมสมัยในการเข้าไปเติมเต็มและแก้ไขปัญหาสังคม</p> วราวุฒิ โตอุรวงศ์, ญาณวิทย์ กุญแจทอง , ทินกร กาษรสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Warawut Tourawong, Yanawit Kunchaethong, Tinnakorn Kasornsuwan https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/281748 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศิลปะในสายตาหรือมุมมองของผู้หญิง: สตรีนิยมและความเสมอภาคในผลงานศิลปะร่วมสมัยของไทยและอินเดีย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/280994 <p>มุมมองของสตรี ที่ปรากฏในผลงานของศิลปินหญิงร่วมสมัยไทยและอินเดีย ได้ชี้ให้เห็นว่าศิลปินเหล่านี้ไม่เพียงแต่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเรื่องเพศและบทบาทของผู้หญิงในสังคม แต่ยังสร้างพื้นที่ในการกำหนดอัตลักษณ์หรือตัวตนใหม่ของศิลปินหญิงโดยใช้กระบวนการของศิลปะร่วมสมัยเป็นเครื่องมือ บทความนี้เป็นการพิจารณาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยที่สอดแทรกประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ การเมือง &nbsp;ศาสนา และ วัฒนธรรม จากเสียงของผู้หญิงที่เคยถูกทำให้เงียบงันภายใต้บริบทของสังคมปิตาธิปไตย ได้ถูกเปล่งเสียงสะท้อนผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยภายใต้กรอบแนวคิดสตรีนิยม (Feminism) มุมมองของผู้หญิง (Female Gaze) &nbsp;และวัฒนธรรมศึกษา เพื่อตีความความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ อัตลักษณ์ และการต่อต้านอำนาจ อันชี้ให้เห็นว่าศิลปินหญิงทั้งสองประเทศได้ใช้ศิลปะเป็นภาษาทางสังคมและการเมือง ในการตั้งคำถามต่อความไม่เท่าเทียมทางเพศจากกรอบอำนาจเดิม</p> Usawadee Srithong ลิขสิทธิ์ (c) 2025 อุษาวดี ศรีทอง https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/280994 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ทฤษฎีสัญวิทยา ‘รูปสัญญะ (Signifier) /ความหมายสัญญะ (Signified)’ของโซซูร์ ในการออกแบบ เครื่องประดับ: กรณีศึกษาลวดลายกระเบื้องสีเทพศักดิ์สิทธิ์ในสมัยราชวงศ์ฮั่น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/280251 <p>การวิจัยครั้งนี้ใช้กรอบทฤษฎีสัญญะวิทยาของเฟอร์ดินองด์เดอโซซูร์(Ferdinand deSaussure)<br />โดยเฉพาะกรอบแนวคิดเรื่องรูปสัญญะ(Signifier) /ความหมายสัญญะ(Signified) เพื่อศึกษาการแปรเปลี่ยน<br />และการประยุกต์ใช้ลวดลายกระเบื้องชายคาสี่เทพอสูร ได้แก่ มังกรคราม เสือขาว หงส์แดง และเต่าดํา<br />จากสมัยราชวงศ์ฮั่น ผ่านงานออกแบบเครื่องประดับร่วมสมัยจากการรื้อโครงสร้างสัญลักษณ์เชิงทัศนศิลป์<br />ของลวดลายที่ปรากฏซ้ํา (motifs) งานวิจัยนี้วิเคราะห์ถึงลักษณะเชิงกายภาพผ่านสัญญะ (ทั้งภาษาเชิง<br />ทัศนะ หลักการวางองค์ประกอบ และเทคนิคงานฝีมือ) ตลอดจนวิเคราะห์ นัยทางวัฒนธรรมผ่านความ<br />หมายสัญญะ (signified) เช่น เรื่องเล่าเชิงตํา นาน ระบบสังคม และความเชื่อทางศาสนา เพื่อสร้างกรอบ<br />การแปลเชิงสัญลักษณ์ระหว่างลวดลายดั้งเดิมกับงานออกแบบสมัยใหม่ การวิจัยนี้ใช้การศึกษาแบบ<br />บูรณาการที่ผสานการทบทวนวรรณกรรม การถอดรหัสภาพ และสร้างงานออกแบบ เพื่อเสนอแบบ<br />จํา ลองการออกแบบองค์ประกอบทางวัฒนธรรมเชิงนวัตกรรมบนฐานสัญศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย<br />องค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ การลดทอนรูปแบบ (formal simplification) การรื้อสร้างเชิงวัสดุ<br />(material reconstruction) และการฟื้นความหมายเชิงนัย (semantic regeneration) กรณีศึกษาการ<br />ออกแบบเครื่องประดับถูกนํา มาใช้เพื่อยืนยันทฤษฎีสัญศาสตร์ในการทํา ให้ลวดลายแบบดั้งเดิมก้าวสู่ความ<br />ร่วมสมัย และเพื่อแสดงให้เห็นการแสดงออกเชิงนวัตกรรมของสัญลักษณ์ของเทพทั้งสี่ ในบริบทของเครื่อง<br />ประดับร่วมสมัย งานวิจัยนี้ไม่เพียงนํา เสนอการแปรเปลี่ยนลวดลายดั้งเดิมสู่การออกแบบสมัยใหม่เท่านั้น<br />แต่ยังสํา รวจการรักษามรดกที่มีชีวิตของสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอีกด้วย อีกทั้งมีส่วนช่วยทั้งเชิงทฤษฎี<br />และเชิงปฏิบัติในการประยุกต์ใช้อัตลักษณ์ดั้งเดิมอย่างสร้างสรรค์และส่งเสริมการสนทนาเชิงสหวิทยาการ<br />ระหว่างสาขาการออกแบบ โบราณคดีและสัญศาสตร์พร้อมทั้งเผยมุมมองใหม่ในการฟื้นชีวิตลวดลายดั้งเดิม<br />ผ่านงานออกแบบแฟชั่นและเครื่องประดับ</p> หลิน จู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Lin Zhu https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/280251 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประติมานวิทยา “เจ้าแม่ทับทิม” ในสังคมไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/279923 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์เทวลักษณะรูปเคารพเจ้าแม่ทับทิมที่ปรากฏในสังคมไทย การวิจัยนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพ โดยศึกษาทฤษฎีประติมานวิทยาผ่านการวิจัยเอกสารเพื่อวิเคราะห์เทวลักษณะของเจ้าแม่ทับทิม และดำเนินการวิจัยภาคสนามในศาลเจ้าไทยและจีนจำนวน 100 แห่ง ด้วยการถ่ายภาพและสังเกตลักษณะทางประติมานวิทยา เพื่อรวบรวมข้อมูลเทวลักษณะของเจ้าแม่ทับทิมในบริบทสังคมไทย ผลการศึกษา พบว่า รูปเคารพเจ้าแม่ทับทิมในสังคมไทยมีอยู่ด้วยกัน 5 ลักษณะ ได้แก่ 1) เจ้าแม่ตุ๊ยบ่วยเต๊งเหนี่ยงของกลุ่มจีนไหหลำ 2) เจ้าแม่เทียนโฮ่วเต๊งหม่ายของกลุ่มจีนไหหลำ 3) เจ้าแม่เจียตุ้นเต๊งเหนี่ยงของกลุ่มจีนไหหลำ 4) ปึงเถ่าม่าของกลุ่มจีนแต้จิ๋ว และ 5) เจ้าแม่ทับทิมตามความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มคนไทย จากการศึกษา พบว่า เทวะประติมานเจ้าแม่ทับทิมสร้างขึ้นตามคติการนับถือ “เทวนารีแห่งสายน้ำ” ซึ่งเป็นการนับถือบูชาร่วมกันของกลุ่มคนไทย ที่มีวิถีชีวิตและผูกพันกับแม่น้ำลำคลอง พวกเขาบูชาในฐานะเทพารักษ์ “เจ้าแม่ผู้ดูแลสายน้ำ” และกลุ่มคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในสังคมไทย ซึ่งบูชาเทวนารีประจำท้องถิ่นตน 4 องค์ ดังนี้ 1.เจ้าแม่ “เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่”(天后圣母)กลุ่มจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “เจ้าแม่เทียนเฮาสิ่งเบ้ว” กลุ่มจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “เจ้าแม่เทียงโห่วเซี้ยบ้อ” กลุ่มจีนไหหลำเรียกว่า “เจ้าแม่เทียนโฮ่วเต๊งหม่าย” เพียงแต่ออกเสียงไปตามแต่สำเนียงถิ่นตน 2.เจ้าแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง(水尾圣娘)กลุ่มจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “เจ้าแม่จุ้ยโบ้ยสิ่งหนิว” กลุ่มจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “เจ้าแม่จุ้ยบ๋วยเซี้ยเนี้ย” กลุ่มจีนไหหลำเรียกว่า “เจ้าแม่ตุ๊ยบ่วยเต๊งเหนี่ยง” 3.เจ้าแม่เจิ้งซุ่นเซิ่งเหนียง(正顺圣娘)กลุ่มจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “เจ้าแม่เจี่ยซุนสิ่งหนิว” กลุ่มจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “เจ้าแม่เจี่ยสุงเซี้ยเนี้ย” กลุ่มจีนไหหลำเรียกว่า “เจ้าแม่เจียตุ้นเต๊งเหนี่ยง” และ 4.เจ้าแม่เปิ่นโถวมา(本头妈)กลุ่มจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “ปุ้นเถาม่า” กลุ่มจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ปึงเถ่าม่า” กลุ่มจีนไหหลำเรียกว่า “บุ๋นเก่าม้า” ต่อมาเมื่อมีการแปลป้ายชื่อเจ้าแม่เป็นภาษาไทยผู้คนพากันขนานนามรูปเคารพที่กล่าวมาข้างต้นเป็นภาษาไทยร่วมกันว่า “เจ้าแม่ทับทิม” จนทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าคือเจ้าแม่องค์เดียวกัน ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วเจ้าแม่แต่ละองค์ต่างมีที่มาแตกต่างกันอย่างชัดเจน</p> เจษฎา นิลสงวนเดชะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 JESSADA NINSANGUANDECHA https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jfa/article/view/279923 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700