วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri
<p>ยินดีต้อนรับสู่ วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย ISSN: 3088-246X (Online) เป็นวารสารวิชาการเผยแพร่เนื้อหาบทความที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการมีการตรวจสอบคุณภาพบทความให้มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานตามหลักวิชาการ ทำให้วารสารมีข้อมูลเพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ศาสนศึกษา และการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น บทความทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับการสอน และการวิจัย ใน 3 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ได้แก่ หลักพุทธธรรม การวิเคราะห์หลักพุทธธรรม กลุ่มที่ 2 พุทธศาสนาประยุกต์ กับ สาขาดังนี้ การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ รัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 กลุ่มนวัตกรรมทางการจัดการศึกษาและการวิจัย ในสาขา ดังนี้ การศึกษา ภาษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น</p> <p><strong>Online ISSN:</strong> 3088-246X</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p>วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย (JEMRI) มุ่งมั่นที่จะรักษาความสมบูรณ์ของการตีพิมพ์ทางวิชาการและรักษาความเชื่อมั่นในวารสารโดยผู้เขียน ผู้วิจารณ์ และผู้อ่าน วารสารมุ่งมั่นที่จะจัดการกรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการตีพิมพ์โดยทันที และรักษามาตรฐานสูงสุดของจรรยาบรรณตลอดกระบวนการตีพิมพ์</p>
หจก.168 แฟมิลี่ การพิมพ์
th-TH
วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
3088-246X
-
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การรับรู้ ตราสินค้า และความพึงพอใจที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อลูกชิ้นปลาระเบิด บนติ๊กต็อกช้อปของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286503
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความตั้งใจซื้อลูกชิ้นปลาระเบิดบนติ๊กต็อกช้อป และ 2) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อลูกชิ้นปลาระเบิดบนติ๊กต็อกช้อปของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยซื้อลูกชิ้นปลาระเบิดบนติ๊กตอกช้อปและพักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 362 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 2) ด้านการตระหนักรู้ 3) ด้านความพึงพอใจ และ 4) ด้านความตั้งใจซื้อ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี มีค่าสถิติ CMIN/df = 1.134, GFI = 0.965, AGFI = 0.91, SRMR = 0.047, และ RMSEA = 0.019 และเส้นอิทธิพลของความพึงพอใจ และการตระหนักรู้ ส่งผลทางตรงต่อความตั้งใจซื้อลูกชิ้นปลาระเบิดบนติ๊กต็อกช้อปตามลำดับ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจลูกชิ้นปลาระเบิด ในเชิงปฏิบัติควรให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการประสบการณ์การซื้อ โดยเฉพาะการจัดส่งที่รวดเร็วเพื่อรักษาคุณภาพสินค้าและการทำโปรโมชันที่ดึงดูดใจ ควบคู่ไปกับการสร้างคอนเทนต์วิดีโอที่โดดเด่น จดจำง่ายเพื่อสร้างภาพจำในใจผู้บริโภคทันทีที่รับชม การบูรณาการกลยุทธ์ทั้งการสร้างการรับรู้ผ่านคอนเทนต์ที่สนุกสนานและการส่งมอบบริการที่น่าพึงพอใจนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดความตั้งใจซื้อลูกชิ้นปลาระเบิดบนติ๊กต็อกช้อปอีกครั้ง</p>
กัลยกร สินสำอาง
สุมามาลย์ ปานคำ
ณัฐรีพรรณ นิทธยุสกุลโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
231
244
-
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ และภาพลักษณ์ที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องยนต์ บนเพจเฟซบุ๊กของผู้บริโภคในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286295
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องยนต์บนเพจเฟซบุ๊ก และ 2) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องยนต์บนเพจเฟซบุ๊กของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องยนต์บนเพจเฟซบุ๊ก และพักอาศัยในประเทศไทย จำนวน 500 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มตามสะดวก เครื่องมือคือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี โดยสมมติฐานการวิจัยได้รับการสนับสนุนทุกเส้นทาง (p < 0.001) 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจซื้อ (Purchase Intention) สูงสุดคือ ภาพลักษณ์ (<em>β</em> = 0.389) รองลงมาคือ การบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (<em>β</em> = 0.302) และการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (<em>β</em> = 0.287) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่าน (Mediator) อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอิทธิพลทางอ้อม (Indirect Effect) จากการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังความตั้งใจซื้อ (<em>β</em>indirect = 0.205) และจากการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไปยังความตั้งใจซื้อ (<em>β</em>indirect = 0.169) นอกจากนี้ยังพบว่า การบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์มีอิทธิพลทางตรงต่อภาพลักษณ์สูงที่สุด (<em>β</em> = 0.528) ดังนั้นผลการวิจัยนี้มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ผ่านการมุ่งเน้นในการสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าในเชิงบวก ควบคู่กับการส่งเสริมการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยยกระดับความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคอันนำไปสู่การเพิ่มยอดขายและสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p>
ปภาวี ใจซื่อ
สมชาย เล็กเจริญ
ณัฐรีพรรณ นิทธยุสกุลโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
245
258
-
ปัจจัยเชิงสาเหตุของประสบการณ์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ และทัศนคติที่มีผลต่อพฤติกรรมความตั้งใจใช้บริการขนส่งสินค้าหนักขนาดใหญ่บนแอปพลิเคชันไลน์โอเพนแช็ตของผู้ใช้บริการในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286911
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมความตั้งใจใช้บริการขนส่งสินค้าหนักขนาดใหญ่บนแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มโอเพนแช็ตและ 2) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมความตั้งใจใช้บริการขนส่งสินค้าหนักขนาดใหญ่บน แอปพลิเคชันไลน์กลุ่มโอเพนแช็ตของผู้ใช้บริการในประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยใช้บริการขนส่งสินค้าหนักขนาดใหญ่บนแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มโอเพนแช็ตและพักอาศัยในประเทศไทย จำนวน 252 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ประสบการณ์ 2) การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน 3) การรับรู้ประโยชน์ 4) ทัศนคติ และ 5) พฤติกรรมความตั้งใจใช้บริการ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ซึ่งการรับรู้ประโยชน์และทัศนคติส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมความตั้งใจใช้บริการขนส่งสินค้าหนักขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ประโยชน์จากการใช้ไลน์กลุ่มโอเพนแช็ต โดยนำเสนอให้ผู้ใช้บริการเห็นว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา อันเป็นคุณค่าที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจขนส่งในยุคดิจิทัล และสร้างทัศนคติเชิงบวกด้วยบริการที่เป็นมืออาชีพ ตรงต่อเวลา และมีความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความเชื่อมั่นและความพึงพอใจในระยะยาว และต้องพัฒนาระบบให้ ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง</p>
ฐิติสรัล ทรงเกียรติกุล
สุมามาลย์ ปานคำ
นงนภัส ชัยรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
259
274
-
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนผ่านเฟซบุ๊ก
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286504
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความภักดีในการซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนบนเพจเฟซบุ๊ก และ 2) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนบนเพจเฟซบุ๊กของผู้บริโภคในประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนบนเพจเฟซบุ๊กและพักอาศัยในประเทศไทย จำนวน 215 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยยังพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านคุณภาพบริการ 2) ด้านภาพลักษณ์ 3) ด้านความพึงพอใจ และ 4) ด้านความภักดี สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี มีค่าสถิติ CMIN/df = 1.228, GFI = 0.958, AGFI = 0.931, SRMR = 0.026,และ RMSEA = 0.033 และปัจจัยด้านคุณภาพบริการ ด้านความพึงพอใจ มีอิทธิพลทางตรงต่อความภักดี ในการซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพ ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลควรให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลรายละเอียดแพ็กเกจตรวจสุขภาพอย่างครบถ้วน ชัดเจน มีความพร้อมในการให้บริการตอบคำถามแก่ผู้บริโภคได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอดจนการสร้างความพึงพอใจในแพ็กเกจตรวจสุขภาพให้มีความหลากหลาย และนำเสนอโปรโมชันที่คุ้มค่า ชี้ให้เห็นว่าการสร้างคุณภาพบริการที่ดีควบคู่กับการสร้างความพึงพอใจสามารถส่งผลบวกต่อความภักดี จะทำให้ผู้ใช้บริการเกิดการซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนบนเฟซบุ๊กของผู้บริโภคในประเทศไทย</p>
กิตติมาภรณ์ มรรคสินธุ์
สุมามาลย์ ปานคำ
ณัฐรีพรรณ นิทธยุสกุลโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
275
288
-
นวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานเลย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286641
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ 2) เพื่อออกแบบและพัฒนานวัตกรรมกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ 3) เพื่อประเมินและนำเสนอนวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลแบบสอบถามจาก<br />กลุ่มตัวอย่าง 140 คน และ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยสถิติ<br />เชิงพรรณนาหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และเชิงคุณภาพใช้เทคนิค 6’ C. ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ได้แก่ (1) ด้านมาตรฐาน (2) ด้านกระบวนการ (3) ทรัพยากร และ (4) ด้านผู้เข้ารับการทดสอบ 2) การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติประกอบไปด้วยการสร้างนวัตกรรมโดยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ได้แก่ (1) การเข้าอกเข้าใจ (2) การกำหนดปัญหา (3) การสร้างสรรค์แนวคิด (4) การสร้างต้นแบบ และ (5) การทดสอบ สร้างการยอมรับนวัตกรรมภายใต้ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม (1) นวัตกรรม (2) เวลา (3) ช่องทางการสื่อสาร (4) ระบบสังคม โดยนวัตกรรมต้องมีคุณลักษณะที่ส่งผลต่อการยอมรับ 1) ประโยชน์เชิง 2) ความเข้ากันได้ 3) ความไม่ซับซ้อน 4) การทดลองใช้ได้ และ (5) การสังเกตเห็นได้ 3) การประเมินนวัตกรรม ด้านความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม ความถูกต้อง และความเป็นไปได้ มีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยคือรูปแบบนวัตกรรมเชิงระบบ เชื่อมโยงปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์ ได้รูปแบบนวัตกรรมการยอมรับนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทั้งด้านเวลา ต้นทุน</p>
วรภพ รุจีวีราภัทร
สัมพันธ์ สุกใส
จิดาภา เร่งมีศรีสุข
วรรษยา เผือกงาม
นภัทร์ แก้วนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
289
304
-
นวัตกรรมกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286659
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักการ และทฤษฎีเกี่ยวกับนวัตกรรมกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 2) เพื่อสังเคราะห์นวัตกรรมกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ 3) เพื่อนำเสนอและประเมินนวัตกรรมกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี พื้นที่วิจัย คือ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 15 พระนครศรีอยุธยา โดยเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 282 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบ Krejcie & Morgan และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.92 2) แบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.96 3) แบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาตามหลักเทคนิค 6' C ผลการวิจัยพบว่า 1. จากการวิเคราะห์นวัตกรรมกระบวนการฝึกอบรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ1) วิเคราะห์ความจำเป็น 2)กำหนดหลักสูตร 3)กำหนดรูปแบบ เน้นการบูรณาการ AI หรือ AR/VR 4)ดำเนินการ และ5)ประเมินผล 2. จากการสังเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3. ผลการประเมินนวัตกรรมกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกระทรวงแรงงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ การออกแบบกระบวนการอย่างเป็นระบบมากกว่าการยึดติดกับเครื่องมือหรือรูปแบบการฝึกอบรมเฉพาะด้าน โดยมีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่น สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรที่หลากหลาย และตอบสนองต่อบริบทของแรงงานที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
สุวพิชญ์ ช้างคำ
จิดาภา เร่งมีศรีสุข
นันทยา คงประพันธ์
ชนิดาภา เพิ่มพูน
นภัทร์ แก้วนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
305
320
-
นวัตกรรมการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286566
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพทรัพยากรทางการท่องเที่ยวในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารงานเชิงพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3) เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรม การบริหารงาน การบูรณาการ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นกรอบการวิจัยพื้นที่วิจัย คือ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่าง คือ ภาครัฐในท้องถิ่น ภาคเอกชน และชุมชน จำนวน 380 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิดคือ 1) แบบสัมภาษณ์ 2) แบบสอบถาม 3) แบบสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคสามเส้า เทคนิค 6’C และการวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) อำเภอบางบาลมีศักยภาพทรัพยากรการท่องเที่ยว จากทุนทางวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้ 2) รูปแบบการบริหารงานเชิงพื้นที่ของอำเภอบางบาลมีความเหมาะสม โดยอาศัยฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวและความเข้มแข็งของชุมชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนผ่าน การมีส่วนร่วม 3) การนำเสนอนวัตกรรมการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการที่ผสานความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วน ผ่านกระบวนการโดยใช้แบบจำลอง SICF Model เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในอำเภอบางบาลสู่ความยั่งยืน ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ พบว่า ทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน เป็นแกนหลักในการพัฒนาการท่องเที่ยว หากได้รับการบูรณาการความร่วมมือกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ</p>
จุมพล ศรีนาค
จิดาภา เร่งมีศรีสุข
ธนกฤต ปองเสงี่ยม
นภัทร์ แก้วนาค
วรรษยา เผือกงาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
321
344
-
ธนาคารหน่วยกิต: ห่วงโซ่อุปสรรคจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286418
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพการณ์และปัญหาการขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ และเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงระบบของปัญหาระหว่างระดับนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการ รูปแบบการวิจัย คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 17 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง มีแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เป็นเครื่องมือการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์คำหลัก การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์ และสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย พร้อมทั้งตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีการรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับนโยบาย มีการจัดตั้งธนาคารหน่วยกิต 4 ระดับ คือ ระดับกลาง ระดับการศึกษา ระดับจังหวัด และระดับสถานศึกษา ปัญหาการขับเคลื่อน ประกอบด้วย (1) กฎหมาย (2) นโยบาย (3) โครงสร้างหน่วยงาน (4) งบประมาณ (5) ความพร้อมของบุคลากร (6) การสื่อสาร และ (7) ความหลากหลายของผู้ดำเนินงาน <br />2. ระดับปฏิบัติการ พบว่า สถานศึกษาขึ้นทะเบียนเป็นธนาคารหน่วยกิตในบางพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นอาชีวศึกษา การเทียบโอนผลการเรียน เน้นการเทียบโอนจากการศึกษาในระบบสู่การศึกษาในระบบ สภาพปัญหา ได้แก่ (1) ความไม่เข้าใจและยึดติดการเรียนรู้แบบเดิม (2) ภาระงานของสถานศึกษาและอัตรากำลังคน (3) การจัดสรรงบประมาณ (4) สถานศึกษาขาดความเชื่อมั่นและกลัวถูกลงโทษ (5) ขาดการกระจายอำนาจ และ (6) ธรรมาภิบาลของต้นสังกัดและความไม่ชัดเจนของระเบียบ<br />3) ปัญหาในระดับนโยบายได้ส่งผลต่อระดับปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับนโยบายทำหน้าที่เป็นปัจจัยป้อน และเมื่อประสบกับข้อจำกัดย่อมกระทบเป็นลูกโซ่ให้ระดับปฏิบัติการขาดประสิทธิภาพและเผชิญกับอุปสรรคต่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ </p>
เมธชนนท์ ประจวบลาภ
สถิดาพร คำสด
อุทุมพร อินทจักร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
345
362
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286683
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยคือโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 จำนวน 6 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษา 8 คน และครู จำนวน 203 คน โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 55 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการทำงานแบบทีม ด้านการมีความยืดหยุ่น ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีจินตนาการ และด้านการแก้ปัญหา 2) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โดยภาพรวมพบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือด้านการส่งเสริมนักเรียนรองลงมา คือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้านการส่งต่อ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
อร่าม มัธยะมังกูล
มิตรภาณี พุ่มกล่อม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
363
374
-
ภาวะผู้นำแบบเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287018
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 1 จำแนกตามเพศและขนาดสถานศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยคือโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 133 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 307 คนใช้วิธีโดยการสุ่มตัวอย่างตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 42 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำแบบเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 1 ในภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการทำให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง ด้านการกระตุ้นให้บุคลากรตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง ด้านการแสดงตนเป็นต้นแบบให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นำตนเอง ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดภาวะผู้นำตนเอง ด้านการสนับสนุนให้เกิดภาวะผู้นำตนเองโดยการสร้างคณะทำงาน และด้านการสร้างรูปแบบความคิดในทางบวก 2. ภาวะผู้นำแบบเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำแนกตามเพศ โดยภาพรวม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ภาวะผู้นำแบบเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 นั่นคือ ครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดเล็ก มีความคิดเห็นน้อยกว่า ครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดกลาง ขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ</p>
สุภาวดี สายเพิ่ม
มิตรภาณี พุ่มกล่อม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
375
386
-
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286994
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การดำเนินงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยคือโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน<br />79 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 299 คน ใช้วิธีโดยการสุ่มโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยจำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 45 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 3 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเป็นผู้นำที่พึงประสงค์ ด้านการมีวิสัยทัศน์ด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ด้านการมีมนุษยสัมพันธ์และด้านความสัมพันธ์กับงาน 2) การดำเนินงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการมีส่วนร่วม และด้านการให้บริการชุมชน ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
กำธร กัญญา
สาโรจน์ เผ่าวงศากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
387
398
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นโดยเครือข่ายชุมชน ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/285847
<p><br />บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นโดยเครือข่ายชุมชน และ 2) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นโดยเครือข่ายชุมชนของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี รูปแบบการวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เป็นกรอบการวิจัย มี 3 ขั้นตอน 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานการบริหารหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพโดยวิธีการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบริหารหลักสูตรระยะสั้น จำนวน 10 คน เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารหลักสูตรและตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือเป็นแบบตรวจสอบรูปแบบการบริหารหลักสูตรฯลฯ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหาร ครูผู้สอน เครือข่ายชุมชน และผู้เรียน จำนวน 45 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พื้นที่วิจัยคือวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการดำเนินงานมีระบบและเน้นการมีส่วนร่วมจากเครือข่ายชุมชนตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายจนถึงการประเมินผล งบประมาณ การสื่อสาร แต่ระบบติดตามประเมินผลยังขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง จึงควรพัฒนาช่องทางสื่อสารจัดตั้งคณะกรรมการร่วมวางแผนงบประมาณและ เสริมระบบประเมินผลเพื่อความยั่งยืน 2) รูปแบบการบริหารหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นโดยเครือข่ายชุมชนของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี มีจำนวน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การกำหนดเป้าหมายของหลักสูตรตามความต้องการของชุมชน (2) การออกแบบพัฒนาหลักสูตร (3) การดำเนินงานการใช้หลักสูตร (4) การตัดสินใจเพื่อนิเทศ กำกับ ติดตามการใช้หลักสูตรและ (5)การประเมินและพัฒนาการใช้หลักสูตร 3) ผลประเมินรูปแบบการบริหารหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นโดยการประเมินความเหมาะสม พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ณัฐวุฒิ สุทิน
จิณัฐตา สอนสังข์
ญาณิศา บุญจิตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
399
412
-
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287000
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาความสุขในการทำงานของครู และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยคือโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 79 แห่ง<br />กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 299 คน ใช้วิธีโดยการสุ่มโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยจำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 58 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านเทคนิค ด้านมนุษย์ และด้านมโนภาพ 2) ความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านผู้ใช้เงินเป็น ด้านผู้ที่รักและดูแลองค์กรหรือสังคมของตนเองได้ ด้านผู้ที่รักและดูแลครอบครัวตนเองได้ ด้านผู้ที่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเอง ด้านผู้ที่มีคุณธรรมและความกตัญญู ด้านผู้ที่มีสุขภาพดี ด้านผู้ที่มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น และด้านผู้รักการเรียนรู้และเป็นมืออาชีพในงานของตนเอง 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
ปณิชา เนียมพุ่มพวง
มิตรภาณี พุ่มกล่อม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
413
424
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286289
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์ตัวแปรการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาระดับความจำเป็นเกี่ยวกับองค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แนวคิดการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษาและหัวหน้างานแนะแนว จำนวน 500 คน ใช้วิธีกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามหลักเกณฑ์ของคอมเรย์และลี ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การวิเคราะห์ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ผลการสังเคราะห์กรอบแนวคิดในการวิจัย เพื่อหาตัวแปรของการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ตัวแปรจำนวน 27 ตัวแปร <br />2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า จำนวนองค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ จำนวน 27 ตัวแปร เรียงลำดับองค์ประกอบตามค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวม คือ องค์ประกอบที่ 1 ระบบฐานข้อมูลและการคัดกรองนักเรียนเชิงระบบ จำนวน 4 ตัว องค์ประกอบที่ 2 ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบบูรณาการและมีเครือข่ายสนับสนุน จำนวน 4 ตัว องค์ประกอบที่ 3 การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมและการจัดการเรียนรู้ยืดหยุ่น จำนวน 4 ตัว องค์ประกอบที่ 4 <br />การพัฒนาการเรียนรู้เฉพาะบุคคลและการติดตามเชิงพฤติกรรม จำนวน 4 ตัว องค์ประกอบที่ 5 ภาวะผู้นำเชิงนโยบายและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ จำนวน 4 ตัว องค์ประกอบที่ 6 การพัฒนาโอกาสทางการเรียนรู้และทักษะชีวิตเชิงประสบการณ์ จำนวน 4 ตัว องค์ประกอบที่ 7 ศักยภาพบุคลากรและการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามบริบท จำนวน 3 ตัว <br />3. ระดับความจำเป็นเกี่ยวกับองค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมมีความจำเป็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า มีความจำเป็นอยู่ในระดับมากทุกองค์ประกอบ </p>
นาทชนก เขม้นเขตกิจ
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
นิพนธ์ วรรณเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
425
440
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs ในบริบทของอุตสาหกรรมแห่งความยั่งยืน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286481
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเศรษฐกิจหมุนเวียน ปัจจัยความรับผิดชอบต่อสังคม และการเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs 2) วิเคราะห์ปัจจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ส่งผลต่อการเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลต่อการเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs ในบริบทอุตสาหกรรมแห่งความยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของ Boulding (1966) แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมตามกรอบ ISO 26000 และแนวคิด Balanced Scorecard ของ Kaplan and Norton (1992) เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 1 จำนวน 325 ราย จากประชากร 949 ราย โดยการสุ่มแบบเป็นระบบ เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยเศรษฐกิจหมุนเวียน ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.31, 4.41 และ 4.49 ตามลำดับ 2) ปัจจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การขจัดขยะและมลพิษ และการหมุนเวียนผลิตภัณฑ์และวัสดุกลับมาใช้ใหม่ โดยพยากรณ์ได้ร้อยละ 39.1 และ 3) ปัจจัยความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค โดยพยากรณ์ได้ร้อยละ 74.1 ข้อค้นพบบ่งชี้ว่า การเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs ต้องอาศัยการบูรณาการมิติด้านทรัพยากร สังคม และการบริหารจัดการ เพื่อสนับสนุนการบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย</p>
ศรีสกุล เจริญศรี
ศุภชาติ ฉายศิริ
กานต์ สายพันธ์
อนุชิต แสงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
8 3
441
454