วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri
<p>ยินดีต้อนรับสู่ วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย ISSN: 3088-246X (Online) เป็นวารสารวิชาการเผยแพร่เนื้อหาบทความที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการมีการตรวจสอบคุณภาพบทความให้มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานตามหลักวิชาการ ทำให้วารสารมีข้อมูลเพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ศาสนศึกษา และการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น บทความทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับการสอน และการวิจัย ใน 3 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ได้แก่ หลักพุทธธรรม การวิเคราะห์หลักพุทธธรรม กลุ่มที่ 2 พุทธศาสนาประยุกต์ กับ สาขาดังนี้ การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ รัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 กลุ่มนวัตกรรมทางการจัดการศึกษาและการวิจัย ในสาขา ดังนี้ การศึกษา ภาษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น</p> <p><strong>Online ISSN:</strong> 3088-246X</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p>วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย (JEMRI) มุ่งมั่นที่จะรักษาความสมบูรณ์ของการตีพิมพ์ทางวิชาการและรักษาความเชื่อมั่นในวารสารโดยผู้เขียน ผู้วิจารณ์ และผู้อ่าน วารสารมุ่งมั่นที่จะจัดการกรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการตีพิมพ์โดยทันที และรักษามาตรฐานสูงสุดของจรรยาบรรณตลอดกระบวนการตีพิมพ์</p>
หจก.168 แฟมิลี่ การพิมพ์
th-TH
วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
3088-246X
-
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจน้ำดื่มขนาดกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/284017
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจน้ำดื่มขนาดกลาง โดยมุ่งอธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวดในประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะการแข่งขันสูงและโครงสร้างตลาดแบบแบ่งขั้วระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับประเทศและผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางเผชิญข้อจำกัดเชิงกลยุทธ์และมีความเปราะบางในการสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืน การนำเสนอโดยการทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมด้านกลยุทธ์การแข่งขัน แนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการ ระบบโลจิสติกส์ ส่วนประสมทางการตลาดบริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อพัฒนาเป็นแนวคิดเชิงบูรณาการที่สามารถอธิบายกลไกการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจน้ำดื่มขนาดกลางได้อย่างเป็นระบบ การสังเคราะห์วรรณกรรมสะท้อนให้เห็นว่าความได้เปรียบในการแข่งขันมิได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หากแต่เป็นผลของการทำงานร่วมกันของปัจจัยภายในองค์กรและปัจจัยเชิงกระบวนการที่เชื่อมโยงกันในลักษณะเชิงสาเหตุ</p> <p> ผู้วิจัยเสนอว่า คุณลักษณะผู้ประกอบการเป็นปัจจัยตั้งต้นในการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ระบบ โลจิสติกส์และส่วนประสมทางการตลาดมีบทบาทในการปฏิบัติ ส่วนการบริหารลูกค้าสัมพันธ์เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความได้เปรียบเชิงความสัมพันธ์ที่แตกต่างและเป็นจุดเด่นจากคู่แข่ง ผลการสังเคราะห์สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ และเป็นฐานความรู้เชิงแนวคิดสำหรับการกำหนดนโยบายสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางในอุตสาหกรรมน้ำดื่มอย่างยั่งยืน</p>
ณัฏฐพงษ์ อินทร์ศร
เตือนใจ แสงทอง
นิวรัตน์ วิจิตรกุลสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
8 1
81
88
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ในโครงการโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/284037
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์ตัวแปรสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณภาพ 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณภาพ และ 3) เพื่อศึกษาระดับความจำเป็นเกี่ยวกับองค์ประกอบสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แนวคิดสมรรถนะของผู้บริหาร เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนคุณภาพระดับมัธยมศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนคุณภาพระดับมัธยมศึกษา จำนวน 500 คน ใช้วิธีกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง<br />ตามหลักเกณฑ์ของคอมเรย์และลี โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. ผลการสังเคราะห์กรอบแนวคิดในการวิจัย เพื่อหาตัวแปรของสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ตัวแปรจำนวน 33 ตัวแปร</p> <p>2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า จำนวนองค์ประกอบสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ จำนวน 33 ตัวแปร</p> <p>3. ระดับความจำเป็นเกี่ยวกับองค์ประกอบสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมมีความจำเป็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า มีความจำเป็นอยู่ในระดับมากทุกองค์ประกอบ</p> <p> </p>
สามารถ จันหา
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
นิพนธ์ วรรณเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
8 1
1
16
-
องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารโรงเรียนสุขภาวะของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/284023
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารโรงเรียนสุขภาวะของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนสุขภาวะ ประกอบกับการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโรงเรียนสุขภาวะ จำนวน 5 คน คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 1 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนสุขภาวะ จำนวน 2 คน ครูผู้สอนในโรงเรียนสุขภาวะ จำนวน 2 คน เป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับตัวแปรองค์ประกอบของการบริหารโรงเรียนสุขภาวะ เพื่อเป็นกรอบในการสร้างแบบสอบถามและนำไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนในโรงเรียนสุขภาวะ จำนวน 355 คน ซึ่งกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามหลักเกณฑ์ของคอมเรย์และลี โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามภูมิภาค การรวบรวมข้อมูล และสังเคราะห์องค์ประกอบ ที่ได้จากเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลแบบสอบถามการวิจัย แล้วนำผลที่ได้จากการเก็บข้อมูล มาวิเคราะห์ตัวแปร เพื่อให้ได้องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารโรงเรียนสุขภาวะของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารโรงเรียนสุขภาวะของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) นโยบายสุขภาวะ 2) การบริหารจัดการ 3) สิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐาน 4) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5) สุขภาวะของบุคลากรและผู้เรียน และ 6) การมีส่วนร่วม และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง</p>
อโณทัย ศรีษะคำ
มิตรภาณี พุ่มกล่อม
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
8 1
17
26
-
ปัจจัยกำหนดการตัดสินใจใช้บริการตัวแทนออกของศุลกากรและบทบาทสื่อกลางต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจนำเข้าในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/284198
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการ (SQF) ต้นทุนและความคุ้มค่า (CVF) กฎระเบียบและความเสี่ยง (RRF) และความสัมพันธ์และความเชื่อมั่น (RTF) ต่อการตัดสินใจใช้บริการตัวแทนออกของศุลกากร (DCS) และเพื่อวิเคราะห์บทบาทของ DCS ในฐานะกลไกคั่นกลางที่เชื่อมโยงปัจจัยดังกล่าวกับผลการดำเนินงานของธุรกิจนำเข้า (OPB) การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการนำเข้าสินค้าในประเทศไทยที่มีประสบการณ์มากกว่า 1 ปี จำนวน 258 ราย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี PLS-SEM ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทั้งสี่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ DCS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย RTF และ RRF มีขนาดอิทธิพลสูงกว่า SQF และ CVF โมเดลมีความสอดคล้องในเกณฑ์ยอมรับได้ (SRMR = 0.0597) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของ DCS และ OPB ได้ร้อยละ 37.5 และ 28.6 ตามลำดับ ผลการทดสอบอิทธิพลทางอ้อมด้วยวิธี bootstrapping (5,000 subsamples) ยืนยันว่า DCS ส่งผลเชิงบวกต่อ OPB และทำหน้าที่เป็นตัวแปรสื่อกลางแบบสมบูรณ์เฉพาะ SQF ขณะที่ CVF และ RRF แสดงลักษณะการสื่อกลางทางอ้อมเท่านั้น โดยไม่มีอิทธิพลทางตรงอย่างมีนัยสำคัญ และ RTF แสดงบทบาทเป็นตัวแปรสื่อกลางบางส่วน ดังนั้น องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้เสนอให้ DCS เป็นกลไกคั่นกลางเชิงกลยุทธ์ที่ถ่ายทอดอิทธิพลของ SQF ในลักษณะตัวคั่นกลางแบบสมบูรณ์ CVF และ RRF แบบทางอ้อมเท่านั้น รวมถึง RTF แบบบางส่วนไปสู่ OPB อย่างเป็นระบบ</p>
พิชชาพร นามประทิน
วราห์ สารอินมูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
8 1
27
46
-
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจสปาในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283995
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจสปาในประเทศไทย 2) วิเคราะห์บทบาทของตัวแปรสื่อกลาง และ 3) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจบริการและการเติบโตของธุรกิจเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ ธุรกิจสปาในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และพนักงานธุรกิจสปา จำนวน 540 ราย ใช้วิธีคัดเลือกแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจสปา ประกอบด้วย การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริหารการตลาด การบริหารงานบริการ และการจัดการเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้า โดยปัจจัยทั้งสี่มีอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมต่อการเติบโตของธุรกิจสปาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. การจัดการเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าเป็นตัวแปรสื่อกลางสำคัญ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ²/df = 1.62, CFI = 0.99, GFI = 0.94, AGFI = 0.92, RMSEA = 0.034)</span></p> <p>องค์ความรู้ที่ได้คือ รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจสปาอย่างยั่งยืน ใช้เป็นกรอบเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสปาไทยในตลาดระหว่างประเทศ</p>
ดวงใจ ปานดำ
บุรพร กำบุญ
สุชาติ ปรักทยานนท์
ฐนันวริน โฆษิตคณิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
8 1
47
62
-
แบบจำลองโครงสร้างเชิงลำดับของสมรรถนะการขนส่งขยะต่อประสิทธิภาพโลจิสติกส์ในระบบสาธารณะเขตเมือง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/284197
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบแบบจำลองเชิงโครงสร้างของสมรรถนะการขนส่งขยะ และประสิทธิภาพโลจิสติกส์ในระบบสาธารณะเขตเมือง โดยบูรณาการกรอบแนวคิดมุมมองบนพื้นฐานของทรัพยากรและสมรรถนะเชิงพลวัตเป็นฐานทฤษฎี ดังนั้นสมรรถนะการขนส่งขยะและประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ถูกกำหนดเป็นโครงสร้างลำดับสูงแบบก่อรูปโดยสมรรถนะการขนส่งขยะประกอบด้วยมิติการวางแผนและการจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการและการบริหารเส้นทาง และการควบคุมและประเมินผล ส่วนองค์ประกอบของประสิทธิภาพโลจิสติกส์เกิดจากการก่อรูปร่วมกันของมิติเวลา ต้นทุน และปริมาณ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการขนส่งขยะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 290 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิค PLS-SEM ภายใต้แนวทางแบบจำลองเชิงประกอบตามลำดับชั้นแบบสองขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่าองค์ประกอบเชิงก่อรูปของสมรรถนะการขนส่งขยะมีน้ำหนักเชิงสถิติอย่างมีนัยสำคัญทุกมิติ สะท้อนการก่อรูปเป็นสมรรถนะเชิงระบบอย่างเหมาะสม นอกจากนี้สมรรถนะการขนส่งขยะมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (β = 0.380, p < 0.001) โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพโลจิสติกส์ได้ร้อยละ 14.4 (R² = 0.144) และมีความสามารถในการพยากรณ์เชิงบวก (Q² = 0.142) ในระดับยอมรับได้ ทั้งนี้ ขนาดอิทธิพลของสมรรถนะการขนส่งขยะต่อประสิทธิภาพโลจิสติกส์อยู่ในระดับปานกลาง (f² = 0.169) แสดงว่าข้อค้นพบดังกล่าวสนับสนุนตรรกะของกรอบแนวคิดมุมมองบนพื้นฐานของทรัพยากรและสมรรถนะเชิงพลวัตในการอธิบายบทบาทของความสามารถองค์กรภาครัฐระดับพื้นที่แม้ค่าอำนาจการอธิบายอยู่ในระดับปานกลาง แต่สะท้อนบทบาทของความสามารถเชิงระบบภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบเมือง</p>
อรณิชา เงาะเศษ
วราห์ สารอินมูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
8 1
63
80