https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/issue/feed วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย 2025-12-31T13:47:33+07:00 พระครูอุดมนันทบัณฑิต (อภิชาติ พรสุทธิชัยพงศ์), ผศ.ดร. pkachat@gmail.com Open Journal Systems <p>ยินดีต้อนรับสู่ วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย ISSN: 3088-246X (Online) เป็นวารสารวิชาการเผยแพร่เนื้อหาบทความที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการมีการตรวจสอบคุณภาพบทความให้มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานตามหลักวิชาการ ทำให้วารสารมีข้อมูลเพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ศาสนศึกษา และการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น บทความทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับการสอน และการวิจัย ใน 3 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ได้แก่ หลักพุทธธรรม การวิเคราะห์หลักพุทธธรรม กลุ่มที่ 2 พุทธศาสนาประยุกต์ กับ สาขาดังนี้ การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ รัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 กลุ่มนวัตกรรมทางการจัดการศึกษาและการวิจัย ในสาขา ดังนี้ การศึกษา ภาษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น</p> <p><strong>Online ISSN:</strong> 3088-246X</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p>วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย (JEMRI) มุ่งมั่นที่จะรักษาความสมบูรณ์ของการตีพิมพ์ทางวิชาการและรักษาความเชื่อมั่นในวารสารโดยผู้เขียน ผู้วิจารณ์ และผู้อ่าน วารสารมุ่งมั่นที่จะจัดการกรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการตีพิมพ์โดยทันที และรักษามาตรฐานสูงสุดของจรรยาบรรณตลอดกระบวนการตีพิมพ์</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/281947 มาตรการการป้องกันอาชญากรรมบริเวณที่พักอาศัยในพื้นที่ตลาดแกรนด์ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-10-07T14:18:17+07:00 ทิพย์กัญญา เจริญฤทธิ์ tipkunya.j@gmail.com ปัณณธร หอมบุญมา pannathorn1970@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการเกิดอาชญากรรมบริเวณที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ตลาดแกรนด์ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) ศึกษามาตรการการป้องกันอาชญากรรมบริเวณที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ตลาดแกรนด์อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ตลาดแกรนด์ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ที่พักอาศัย และผู้นำชุมชนในพื้นที่ จำนวน 10 ราย ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาอาชญากรรมที่พบในบริเวณที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ตลาดแกรนด์ ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับชีวิต ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามลำดับ 2) สภาพปัญหาการเกิดอาชญากรรมบริเวณที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ตลาดแกรนด์ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ยังมีปัญหาการเกิดอาชญากรรมอยู่ในระดับมาก อันเกิดจากปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ด้านทางสังคม และด้านส่วนบุคคล/กายภาพ ตามลำดับ 3) มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมที่จะนำมาใช้กับบริเวณที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ตลาดแกรนด์ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนี้ (1) มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคล/กายภาพ 2) มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อม (3) มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากปัจจัยสภาพสังคม (4) มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากปัจจัยที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ บทลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดน้อยเกินไปเพราะจะทำให้คนในสังคมที่คิดจะกระทำความผิดไม่เกิดความเกรงกลัวต่อโทษ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/281988 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน APPIRE Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนสาริกา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก 2025-09-27T14:27:52+07:00 พรวิภา แสงจันทร์ wipa1915@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวังและความต้องการจำเป็นในการนิเทศภายใน 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนสาริกา 3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายใน และ 4) ประเมินและเผยแพร่รูปแบบการนิเทศภายใน พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนสาริกา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นการนิเทศภายในของครูโรงเรียนสาริกา 14 คน โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเที่ยง 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน โดยสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎี งานวิจัย สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและเชิงโครงสร้าง จากกลุ่มตัวอย่าง 30 คน และยืนยันคุณภาพของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศกับครูโรงเรียนสาริกา 14 คน และผู้เรียน 137 คน โดยใช้สอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย เผยแพร่การใช้รูปแบบการนิเทศภายใน โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็น ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับมาก สภาพที่คาดหวังระดับมากที่สุด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการนิเทศภายใน APPIRE Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนสาริกา มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านหลักการ 2) ด้านจุดมุ่งหมาย 3) ด้านกระบวนการ และ 4) ด้านการประเมินผลรูปแบบ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายใน พบว่า ด้านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก คิดเป็นร้อยละ 31 การนำหลักสูตรไปใช้ ร้อยละ 100 การประเมินผลการเรียนรู้ ร้อยละ 92.86 การใช้สื่อเทคโนโลยี ร้อยละ 88.09 และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ร้อยละ 84.29</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">4. ความพึงพอใจของครูและผู้เรียนอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าค่าเป้าหมาย</span></p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283172 การพัฒนาแบบจำลอง PDPSAP เพื่อทำนายความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ถุงขยะของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2025-12-08T14:45:51+07:00 ชิตพงษ์ อัยสานนท์ chitpong.aya@bkkthon.ac.th บุณยาพร ภู่ทอง bunyaporn.po@ssru.ac.th วิริยา บุญมาเลิศ wiriya.bo@ssru.ac.th ธันย์ ชัยทร thun.ch@ssru.ac.th ณิฎฐา น้ำจันทร์ nitthan@sau.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลอง PDPSAP ที่บูรณาการทฤษฎี 4 ทฤษฎีหลัก ได้แก่ ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม ทฤษฎีการตลาดดิจิทัล ทฤษฎีการรับรู้คุณภาพ และทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน เพื่อทำนายความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ถุงขยะของผู้บริโภค เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 300 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ประกอบการ 15 คน ผ่านการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและการสุ่มแบบวัตถุประสงค์ โดยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้แบบจำลองสมการโครงสร้างและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาในการวิเคราะห์ข้อมูล<br />ผลการวิจัย พบว่า แบบจำลอง PDPSAP มีความเหมาะสมในการทำนายความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ถุงขยะ โดยมีค่าดัชนีความเหมาะสมทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (χ²/df = 2.45, GFI = 0.92, <br />AGFI = 0.89, CFI = 0.95, RMSEA = 0.065, SRMR = 0.058) ตัวแปรอิสระทั้ง 5 ด้าน ประกอบด้วย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (β = 0.35) การตลาดดิจิทัล (β = 0.25) การรับรู้คุณภาพ (β = 0.32) บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย (β = 0.15) และทัศนคติ (β = 0.48) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยทัศนคติมีอิทธิพลสูงสุด ตามด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการรับรู้คุณภาพ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อได้ร้อยละ 68.5 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยืนยันผลการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเผยให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการตลาดหลักในการสื่อสารกับผู้บริโภค ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดและการปรับปรุงผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/282714 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 2025-10-31T06:11:04+07:00 พิไลพร จุ้ยกระยาง jky.pilaiporn@gmail.com ฐิตินันท์ ด้วงสุวรรณ thitinan.d@nsru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบดังกล่าว 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับ<br />การดำเนินงาน และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 จำนวน 291 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถามปัจจัยด้านผู้บริหาร ครู ผู้ปกครองและชุมชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และงบประมาณ รวมถึงแบบสอบถามการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.0 และค่าความเที่ยง 0.972 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านผู้บริหาร รองลงมาคือสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา และผู้ปกครองและชุมชน 2) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลสูงสุด รองลงมาคือการคัดกรอง และการส่งต่ออยู่ในระดับปานกลาง 3) ปัจจัยต่าง ๆ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการดำเนินงานในระดับปานกลางถึงสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4) ปัจจัยด้านผู้ปกครองและชุมชน ครู งบประมาณ และผู้บริหาร ส่งผลต่อการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 34 โดยสมการพยากรณ์คือ</p> <p> Y' = 1.59 + 0.07(X1) + 0.07(X2) + 0.27(X3) + 0.09(X5)</p> <p> Z = 0.11(Z1) + 0.21(Z2) + 0.41(Z3) + 0.15(Z5)</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/282825 แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ กลุ่มภาคกลาง สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2025-11-06T23:20:05+07:00 ธนาคาร ขันกสิกรรม thannakhan.33@gmail.com ธีรพจน์ แนบเนียน teerapod@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง <br />และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน<br />ราชประชานุเคราะห์ กลุ่มภาคกลาง สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาระดับปัญหาการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 118 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) ศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดประชุมสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) ประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ใช้วิธีคัดเลือกแบบการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับปัญหาการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาที่สูงที่สุด คือ ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน อยู่ในระดับมาก และปัญหาที่พบต่ำที่สุด คือ ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก 2. แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ มีการวางแผนการปฏิบัติงานโดยมีปฏิทินงบประมาณเป็นกรอบกำหนดระยะเวลาในการจัดทำแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการติดตามความก้าวหน้าในการทำงาน และเมื่อมีข้อสังเกต ข้อผิดพลาด หรือมีการแสดงความคิดเห็นจะมีการนำมูลดังกล่าวไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาให้มีความเหมาะสมต่อแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3. ประเมินผลแนวทางการบริหารสถานศึกษา พบว่าด้านความถูกต้อง อยู่ในระดับมาก ด้านความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก ด้านความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก และด้านความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมาก</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/282585 ประเมินประสิทธิผลการสอน โดยใช้กลยุทธ์ใหม่ที่สร้างเส้นทางการเรียนรู้อย่างมีความสุข 2025-10-28T23:37:46+07:00 สรพงค์ เบญจศรี sorapong@tsu.ac.th กมลทิพย์ เจียดคง kamonthip.j@tsu.ac.th เสาวณีย์ เล็กบางพง saowanee.l@tsu.ac.th สุขุมาล หวานแก้ว skunkan.s@msu.ac.th นันทิยา พนมจันทร์ pnantiya@tsu.ac.th ปริศนา วงค์ล้อม prisana.w@tsu.ac.th สุภาพร สมรูป Supaporn.s@tsu.ac.th สุปรีย์ยา เทพรักษ์ supreeya.t@tsu.ac.th พิมพ์ชนา ฮกทา pimchana@tsu.ac.th อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว apiratda@tsu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ (1) ศึกษาทัศนคติการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์สร้างเส้นทางการเรียนรู้อย่างมีความสุขผ่านรายวิชา “ฟาร์มสุขปลูกเอง” (2) สำรวจระดับความพึงพอใจของผู้เรียนต่อกลยุทธ์การสอนแบบลงมือทำที่เน้นความสุขในการเรียนรู้ และ (3) ประเมินประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์ใหม่การสร้างเส้นทางการเรียนรู้อย่างมีความสุข โดยกลุ่มตัวอย่างคือนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาฟาร์มสุขปลูกเอง ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 565 คน ใช้การสำรวจทั้งกลุ่มเป้าหมาย (ไม่มีการสุ่มตัวอย่าง) และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามปลายปิดและปลายเปิด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนด้วยสถิติ t-test ผลการศึกษาพบว่าด้านทัศนคติต่อการเรียนรู้แบบมีความสุข: ผู้เรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนการสอนในรายวิชาฟาร์มสุขปลูกเองในระดับสูง โดยเฉพาะในด้านความสนุก ความสุขในการเรียน การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และความรู้สึกภาคภูมิใจจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้านความพึงพอใจต่อกลยุทธ์การสอน: ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านความชัดเจนของวัตถุประสงค์การเรียนรู้, ความสอดคล้องของเนื้อหากับกิจกรรม และบทบาทของผู้สอนในการส่งเสริมการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้เรียนยังแสดงความสามารถในการใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสื่อสารร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นได้ดี ด้านประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนโดยประเมินจากการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียน ของผู้เรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 13.85 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.36 คะแนน ซึ่งมีความแตกต่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์การเรียนรู้ใหม่ที่เน้นความสุขและการมีส่วนร่วมของผู้เรียนมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นกลยุทธ์ใหม่ที่สร้างเส้นทางการเรียนรู้อย่างมีความสุขช่วยเสริมสร้างทัศนคติที่ดี ความพึงพอใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างชัดเจน องค์ความรู้นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบรายวิชาอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/282452 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของครูพลศึกษาตามแนวคิดวิศวกรทางสังคม: การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจในทัศนะของนักศึกษาพลศึกษาใน มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ 2025-11-06T23:20:57+07:00 สลักจิตร คณะฤทธิ์ salakjit.kan@pcru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์ความสำคัญและองค์ประกอบของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของครูพลศึกษาตามแนวคิดวิศวกรทางสังคมในมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือและ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของครูพลศึกษาตามแนวคิดวิศวกรทางสังคมในทัศนะของนักศึกษาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ การวิจัยแบบผสานวิธี ระยะที่1 การศึกษาและสังเคราะห์ความสำคัญและองค์ประกอบของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ฯ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจคุณลักษณะที่พึงประสงค์ฯ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาปริญญาตรีในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตในมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือจำนวน 760 คน โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และหมุนแกนองค์ประกอบแบบโพรแมกซ์ ผลการวิจัยพบว่า 1.คุณลักษณะพึงที่ประสงค์ของครูพลศึกษาตามแนวคิดวิศวกรทางสังคมประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาสังคมและพฤติกรรมเสี่ยงในเยาวชน 2) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนในทางที่ดี 3) การส่งเสริมสุขภาพทางกายและสุขภาพใจ การควบคุมอารมณ์และสัมพันธ์ภาพในชุมชน 4) การแก้ปัญหาชุมชนด้วยพลังของกีฬาและกิจกรรมสร้างสรรค์ 5) การเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักเรียนและชุมชน และ6) การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ขณะที่องค์ประกอบคุณลักษณะที่พึงประสงค์มี 4 ด้าน คือ 1) การคิดเชิงระบบ 2) ทักษะการสื่อสาร 3) การทำงานเป็นทีม และ 4) จริยธรรม2. องค์ประกอบเชิงสำรวจคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของครูพลศึกษาตามแนวคิดวิศวกรทางสังคมฯ สามารถสกัดได้ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) จรรยาบรรณวิชาชีพและทักษะในการทำงานร่วมกันในสังคม 2) ทักษะการสื่อสารและถ่ายทอดความรู้ทางพลศึกษา 3) ทักษะการคิดเชิงระบบเพื่อการวางแผนและพัฒนาการเรียนการสอนพลศึกษา และ 4) ทักษะการสร้างนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมแต่ละองค์ประกอบมีค่า Eigenvalue มากกว่า 1 และทุกองค์ประกอบอธิบายความแปนปรวนได้รวมร้อยละ 73.62</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283029 การวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์/ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2025-12-08T11:41:52+07:00 พนิดา กาลจักร pimson_64@hotmail.com บุรพร กำบุญ burapornkumboon@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดอันดับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์/ทรัสต์เพื่อการลงทุน 2) เพื่อศึกษาผลตอบแทนในการลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์/ทรัต์เพื่อการลงทุนและ 3) เพื่อการวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุนที่มีต่อการจัดอันดับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์/ทรัสต์เพื่อการลงทุน รูปแบบงานวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยและประชากร คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์/ทรัสต์เพื่อการลงทุน (REIT) จำนวน 56 หลักทรัพย์ กลุ่มตัวอย่างคือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ที่อยู่ในการจัดอันดับหลักทรัพย์ที่มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนที่สูงที่สุดและมีผลการดำเนินงานครบถ้วนในรอบบัญชี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2567 มี จำนวน 36 หลักทรัพย์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคืออัตราส่วนผลตอบแทนในการลงทุน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอย Multiple Regression ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 การจัดอันดับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนตามรายชื่อหลักทรัพย์กองทุนอสังหาริมทรัพย์/ทรัสต์เพื่อการลงทุน มี 39 อันดับ โดยเรียงลำดับจากหลักทรัพย์ที่มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนที่สูงที่สุด<br />2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการวิจัยพบว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6370.9254 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 10405.3382 มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10.2010 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 1.6325 ราคาตลาดต่อหุ้นมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ .7484 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 2.9756 และอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.1172 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 3.8940<br />3. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ผลการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณพบว่า ตัวแปรต้นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ราคาตลาดต่อหุ้น มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น มีความสัมพันธ์กับตัวแปรตามอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ </p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283030 ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อความสามารถในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2025-11-11T02:09:44+07:00 สุพรรณิกา สันป่าแก้ว pimson_64@hotmail.com ปราณี เราย้าง pimdora@yahoo.co.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ใช้บัณฑิตหลักสูตรบัญชีบัณฑิต สาขาการบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อความสามารถในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีและ 3) เพื่อศึกษาความต้องการบัณฑิตจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของบัณฑิต รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณใช้แนวคิด คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือกรงุเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้บัณฑิตปี พ.ศ.2564 ถึงปี พ.ศ.2566 จำนวน 372 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจงจากจำนวนบัณฑิตที่จบการศึกษาและสามารถติดต่อได้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 1&nbsp; ชนิด คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา โดยสถิติขั้นพื้นฐานค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการวิจัยพบว่าลักษณะทั่วไปของผู้ใช้บัณฑิต มีตำแหน่งของผู้ใช้บัณฑิตส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าฝ่าย ลักษณะของหน่วยงานของผู้ใช้บัณฑิตเป็นบริษัทเอกชน และบัณฑิตย์ทำงานตรงสาขาทั้งหมด จำนวน 372 คน ระยะเวลาที่บัณฑิตทำงานอยู่กับผู้ใช้บัณฑิต ส่วนใหญ่มีระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา 6 เดือน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่าจากการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อความสามารถในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีพบว่าผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจต่อความสามารถในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาโดยภาพรรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม รองลงมาคือ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และ ด้านความรู้</p> <p>3. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 พบว่า ความต้องการบัณฑิตจากหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ผู้ใช้บัณฑิตต้องการให้หลักสูตรบัญชีบัณฑิต พัฒนาทางด้านทักษะภาษาอังกฤษและ เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยฉพาะโปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชีในรูปแบบออนไล<strong>น์</strong></p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283184 ปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบัญชีของเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีในกระทรวงสาธารณสุข ในอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 2025-12-08T14:13:24+07:00 ปิยะ ดำแดงดี piyaddd@gmail.com คนึงนาฏย์ โพธิ์นอก khanuengnat14032540@gmail.com ศิริชัย ศรีอุทัยภรณ์ kuriq1001@gmail.com นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ naruemon.t@ptu.ac.th วุฒิคุณ วรคุปต์รัตนากุล naruemon.t@ptu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบัญชีของเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีในหน่วยงานสาธารณสุขระดับพื้นที่ และ (2) เพื่อศึกษาระดับปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบัญชีใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านความถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ด้านความครบถ้วนของข้อมูล และด้านการประสานงาน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีในหน่วยงานสาธารณสุขระดับพื้นที่ จำนวน 127 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบัญชีอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง โดยด้านที่มีระดับปัญหาสูงที่สุดคือด้านความถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาความรู้และการติดตามการปรับปรุงมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ด้านความรู้ความสามารถ ด้านความครบถ้วนของข้อมูล และด้านการประสานงาน อยู่ในระดับปัญหาน้อย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานควรให้ความสำคัญกับการจัดอบรมด้านมาตรฐานการบัญชีและการพัฒนาระบบการประสานงานภายในองค์กร เพื่อยกระดับคุณภาพข้อมูลทางการเงินและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านบัญชีในหน่วยงานสาธารณสุข</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283726 การใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 2025-12-21T16:39:41+07:00 จุติพร แสนคำ jutiphorns@gmail.com สาโรจน์ เผ่าวงศากุล sengcomm@kru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู จำแนกตามประสบการณ์การทำงานและพื้นที่จัดการศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยคือสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 79 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือครู จำนวน 276 คน จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ จำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการสื่อสารชักจูง ด้านการมอบหมายสั่งการ ด้านความสามารถเชี่ยวชาญ<br />ด้านการกำหนดเป้าหมาย และด้านการกำกับควบคุม 2) การเปรียบเทียบการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยครูที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 10 ปี มีการรับรู้มากกว่าครูที่มีประสบการณ์มากกว่า 21 ปี และเมื่อจำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยครูในอำเภอไทรโยคมีการรับรู้สูงกว่าครูในอำเภอทองผาภูมิ ผลการวิจัยสะท้อนว่าการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารมีความสำคัญต่อการบริหารสถานศึกษา และควรคำนึงถึงประสบการณ์ของครูและบริบทพื้นที่ในการกำหนดแนวทางการบริหารให้เหมาะสม</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283729 การบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี 2025-12-21T16:43:12+07:00 ณิชากร ขำสุนทร nichakornkamsuntorn@gmail.com พาที เกศธนากร patee.man@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูในสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กรอบแนวคิดการบริหารจัดการ PLC 5 ด้าน ได้แก่ การสร้างบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน การปฏิบัติงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน การสนทนาสะท้อนคิด<br />การปฏิบัติ การร่วมมือรวมพลัง และการเปิดรับการชี้แนะการปฏิบัติ และกรอบแนวคิดการจัดการเรียนรู้<br />ในศตวรรษที่ 21 จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การสร้างและพัฒนาหลักสูตร การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ กลยุทธ์<br />ในการจัดการชั้นเรียน นวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ และการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ พื้นที่วิจัยคือสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 311 คน ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67–1.00 และ<br />ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสร้างบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน 2) การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษาและแหล่งเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) การบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสามารถทำนายการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูในสถานศึกษาได้ร้อยละ 36.40</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283814 กระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 2025-12-21T16:50:16+07:00 ณัฐธมนพัณณ์ ไชยปรุง khingrungwork@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา การบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา และกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้างานกลุ่มบริหารงบประมาณ จำนวน 162 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ด้านการตัดสินใจ ด้านการค้นหาทางเลือก ด้านการประเมินทางเลือก และด้านการประเมินผลการตัดสินใจ 2) การบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการบริหารการเงิน ด้านการบริหารพัสดุและสินทรัพย์ ด้านการบริหารบัญชี ด้านการจัดทำแผนงบประมาณ ด้านการตรวจสอบภายในด้านการรายงานผลการดำเนินการ และด้านการระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา3) กระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา ในภาพรวมสามารถทำนายการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา ร้อยละ 29.10</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/281997 การประเมินคุณภาพบริการด้านโลจิสติกส์ยาโดยใช้ทฤษฎี SERVQUAL 2025-09-27T14:31:57+07:00 เจษฎา ฮ้อจงเจริญ s66567808017@ssru.ac.th วราห์ สารอินมูล vara.sa@ssru.ac.th อัญชลี หิรัญแพทย์ anchalee.hi@ssru.ac.th Vito Willems vito.willems@icloud.com <p>บทความฉบับนี้จัดอยู่ในลักษณะของการสังเคราะห์เชิงทฤษฎี โดยมีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณภาพบริการของระบบโลจิสติกส์ยาในโรงพยาบาล ภายใต้กรอบแนวคิด SERVQUAL 2) เพื่ออธิบายและเปรียบเทียบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่เชื่อมโยงระหว่างมิติทั้งห้าของ SERVQUAL กับมิติการจัดการเชิงปฏิบัติของระบบโลจิสติกส์ยา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ยาในโรงพยาบาลไทยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน บทความนี้มิได้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงสถิติ หากแต่เป็นการรวบรวมและตีความเชิงทฤษฎีจากวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในช่วงปี ค.ศ. 2013–2024 ผ่านกระบวนการสังเคราะห์วรรณกรรมเชิงบรรยาย เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงแนวคิดระหว่างมิติ SERVQUAL กับกระบวนการโลจิสติกส์ยาในโรงพยาบาล ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า มิติความน่าเชื่อถือและการตอบสนองมีอิทธิพลสูงสุดต่อการรับรู้คุณภาพบริการ โดยเฉพาะด้านความถูกต้องและความตรงต่อเวลาในการจัดส่งยา ส่วนมิติสิ่งที่จับต้องได้และความมั่นใจสะท้อนถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ระบบติดตามยาแบบเรียลไทม์ และระบบควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพยาและความปลอดภัยของผู้ป่วย ข้อค้นพบจากการสังเคราะห์ครั้งนี้เป็นข้อสรุปเชิงทฤษฎีที่ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบเชิงประจักษ์ ผู้เขียนจึงเสนอให้การวิจัยในอนาคตดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อทดสอบสมมติฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมิติ SERVQUAL กับระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการ โดยอาจใช้เทคนิคทางสถิติเชิงขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ถดถอยพหุ หรือแบบจำลองสมการโครงสร้าง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหลักฐานเชิงประจักษ์ บทความนี้จึงสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีและเชิงนโยบายสำหรับผู้บริหารโรงพยาบาล นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข ในการพัฒนาระบบ<br />โลจิสติกส์ยาให้มีคุณภาพสอดคล้องกับมาตรฐานบริการสาธารณสุขไทย และส่งเสริมความพึงพอใจของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283049 การจัดการโลจิสติกส์แบบลีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเปล่าในโซ่อุปทาน 2025-11-11T01:53:06+07:00 ธนะสาร พาณิชยากรณ์ tanasarn.pa@ssru.ac.th วราห์ สารอินมูล vara.sa@ssru.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดโลจิสติกส์แบบลีน (2) อธิบายการประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาองค์กรให้มีความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล ผลการสังเคราะห์วรรณกรรมชี้ให้เห็นว่า แนวคิดโลจิสติกส์แบบลีนซึ่งพัฒนาจากระบบการผลิตแบบลีน เป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์ผ่านการขจัดกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่า การเพิ่มความต่อเนื่องของกระแสงาน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้แนวคิดลีนร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลภายใต้แนวคิดโลจิสติกส์ 4.0 เช่น Internet of Things (IoT) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และระบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ ความแม่นยำในการตัดสินใจ และความคล่องตัวของระบบโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน การบูรณาการแนวคิดลีนกับมิติด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ Lean–Green Integration สนับสนุนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ องค์ความรู้จากการศึกษานี้สะท้อนว่าโลจิสติกส์แบบลีนสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบเชิงกลยุทธ์ในการเชื่อมโยงประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล และความยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในบริบทเศรษฐกิจโลก</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/283054 แนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งขยะในประเทศไทย 2025-12-21T16:53:38+07:00 อรณิชา เงาะเศษ s66567808016@ssru.ac.th วราห์ สารอินมูล vara.sa@ssru.ac.th Vito Willems vito.willems@icloud.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและกรอบทฤษฎีด้านโลจิสติกส์ในการจัดการและขนส่งขยะ (2) อธิบายแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งขยะในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โลจิสติกส์สีเขียว และโลจิสติกส์ 4.0 และ (3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาระบบขนส่งขยะของประเทศให้มีความยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว การศึกษานี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงพรรณนาอย่างเป็นระบบ (systematic narrative review) จากฐานข้อมูลวิชาการระดับนานาชาติและระดับประเทศ โดยคัดเลือกงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ขยะ โลจิสติกส์สีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบจัดการของเสีย เพื่อนำมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และสังเคราะห์เชิงบูรณาการ</p> <p>ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งขยะสามารถพัฒนาได้ผ่านสี่มิติหลัก ได้แก่ (1) การปรับปรุงเส้นทางและการจัดการยานพาหนะโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล (2) การบูรณาการข้อมูลและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การจัดการขยะ (3) การประยุกต์ใช้แนวคิดโลจิสติกส์สีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดของเสียและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ (4) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน บทความนี้เสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ขยะอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบด้านการจัดการ เทคโนโลยี และนโยบาย เพื่อใช้เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการยกระดับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนของระบบขนส่งขยะของประเทศไทยในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย