https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/issue/feed
วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
2026-05-11T16:52:17+07:00
พระครูอุดมนันทบัณฑิต (อภิชาติ พรสุทธิชัยพงศ์), ผศ.ดร.
pkachat@gmail.com
Open Journal Systems
<p>ยินดีต้อนรับสู่ วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย ISSN: 3088-246X (Online) เป็นวารสารวิชาการเผยแพร่เนื้อหาบทความที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการมีการตรวจสอบคุณภาพบทความให้มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานตามหลักวิชาการ ทำให้วารสารมีข้อมูลเพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ศาสนศึกษา และการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น บทความทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับการสอน และการวิจัย ใน 3 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ได้แก่ หลักพุทธธรรม การวิเคราะห์หลักพุทธธรรม กลุ่มที่ 2 พุทธศาสนาประยุกต์ กับ สาขาดังนี้ การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ รัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 กลุ่มนวัตกรรมทางการจัดการศึกษาและการวิจัย ในสาขา ดังนี้ การศึกษา ภาษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น</p> <p><strong>Online ISSN:</strong> 3088-246X</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p>วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย (JEMRI) มุ่งมั่นที่จะรักษาความสมบูรณ์ของการตีพิมพ์ทางวิชาการและรักษาความเชื่อมั่นในวารสารโดยผู้เขียน ผู้วิจารณ์ และผู้อ่าน วารสารมุ่งมั่นที่จะจัดการกรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการตีพิมพ์โดยทันที และรักษามาตรฐานสูงสุดของจรรยาบรรณตลอดกระบวนการตีพิมพ์</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/284949
พุทธบูรณาการเพื่อการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในจังหวัดนครสวรรค์
2026-02-12T13:39:54+07:00
วัชรมน จันรอง
watcharamon.cha@mcu.ac.th
พระมหานรินทร์ เอมพันธ์
narinpempa123@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในจังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในจังหวัดนครสวรรค์ 3) เพื่อบูรณาการหลักอปริหานิยธรรมกับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในจังหวัดจังหวัดนครสวรรค์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัย คือ จังหวัดจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่าง 391 คน ผู้ให้ข้อมูล สำคัญ 20 คน โดยใช้แบบสอบถามวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้แบบสัมภาษณ์วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในจังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในจังหวัดนครสวรรค์การ พบว่า การกล่อมเกลาทางการเมือง ส่งผลให้เยาวชนเกิดการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย 3. บูรณาการหลักอปริหานิยธรรมกับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในจังหวัดจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า 1) การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ประชุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2) การพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม ความรับผิดชอบของเยาวชน 3) การไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้หลักนิติธรรม 4) การให้ความเคารพผู้ใหญ่ การรับฟังอย่างมีเหตุผล 5) ไม่ข่มเหงหรือล่วงเกินสตรี ความเท่าเทียม 6) การยินดีในความสงบการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา 7) การอารักขาและส่งเสริมผู้ทรงศีล การยกย่องคนดีในสังคม</p> <p> </p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/285133
ปัจจัยด้านการเดินทาง การเข้าถึง และการรับรู้ความคุ้มค่า ที่มีผลต่อระดับการบริการของระบบขนส่งแสตมป์สรรพสามิต : กรณีศึกษากรมสรรพสามิต ประเทศไทย
2026-02-19T23:05:36+07:00
ปุญญพัฒน์ ปุญญาธนพัฒน์
punvspun@gmail.com
วราห์ สารอินมูล
vara.sa@ssru.ac.th
ธนะสาร พานิชยากรณ์
tanasarn.pa@ssru.ac.th
ชณิชา หมอยาดี
chanicha.mo@ssru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะการเดินทางของผู้มารับแสตมป์สรรพสามิต 2) วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อระบบการขนส่งแสตมป์ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุของปัจจัยด้านการเดินทาง การเข้าถึง และการรับรู้ความคุ้มค่า ที่มีต่อระดับคุณภาพการให้บริการของระบบการขนส่งแสตมป์สรรพสามิต การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้อง<br />กับกระบวนการรับ–ส่งแสตมป์จำนวน 212 คน ผ่านแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้มารับแสตมป์ส่วนใหญ่ต้องเดินทางจากพื้นที่ห่างไกล ใช้เวลารวมมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อครั้ง ส่งผลให้เกิดต้นทุนสะสมทั้งในรูปแบบค่าใช้จ่ายโดยตรงและต้นทุนค่าเสียโอกาส ระดับความพึงพอใจโดยรวมต่อระบบการให้บริการอยู่ในระดับมากที่สุด อย่างไรก็ตาม มิติด้านการรับรู้ความคุ้มค่ามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับมิติอื่น ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านการเดินทาง การเข้าถึง และการรับรู้ความคุ้มค่า มีอิทธิพลเชิงบวกต่อระดับคุณภาพการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแบบสามารถอธิบายความแปรปรวนของระดับคุณภาพการให้บริการได้ร้อยละ 69.80 ทั้งนี้ การรับรู้ความคุ้มค่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือการเข้าถึง และการเดินทาง <br />ข้อค้นพบสะท้อนว่า แม้กระบวนการให้บริการของหน่วยงานส่วนกลางจะมีประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติการ แต่ภาระต้นทุนเชิงโครงสร้างด้านเวลาและค่าเสียโอกาสยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าและระดับคุณภาพการให้บริการของผู้ใช้บริการ ดังนั้น งานวิจัยจึงเสนอกรอบการอธิบายเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงต้นทุนเชิงโครงสร้าง การเข้าถึงบริการ และการประเมินคุณค่าของผู้ใช้บริการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายด้านโลจิสติกส์ภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/285908
องค์ประกอบของรูปแบบการประกันคุณภาพการศึกษาเชิงรุกยุคดิจิทัล ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-03-24T23:40:37+07:00
สิริรัศมี ปฐมวีราวรรธน์
siriradsamee.p@gmail.com
สาโรจน์ เผ่าวงศากุล
sengkru@hotmail.com
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
pongsak@kru.ac.th
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการประกันคุณภาพการศึกษาเชิงรุกยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการบริหารการประกันคุณภาพการศึกษา ประกอบกับการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 ด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับตัวแปรองค์ประกอบของการบริหารการประกันคุณภาพการศึกษาเชิงรุกยุคดิจิทัล เพื่อรวบรวมข้อมูลและสังเคราะห์องค์ประกอบที่ได้จากการเก็บข้อมูลแบบสอบถามการวิจัย แล้วนำผลที่ได้จากการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยตัวแปรเพื่อให้ได้องค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของรูปแบบการประกันคุณภาพการศึกษาเชิงรุกยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การวางแผน จำนวน 17 ตัวแปร มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวม เท่ากับ 10.877 2) การนำผลการประเมินไปใช้ จำนวน 20 ตัวแปร มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวม เท่ากับ 10.830 3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน จำนวน 15 ตัวแปร มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวม เท่ากับ 9.768 4) การบริหารจัดการ จำนวน 6 ตัวแปร มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวม เท่ากับ 4.368 และ 5) ภาวะผู้นำ จำนวน 3 ตัวแปร มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวม เท่ากับ 3.897 ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบของการดำเนินงานการประกันคุณภาพที่ยึดหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ตลอดจนผู้ส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อการขับเคลื่อนการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเชิงรุกยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286137
ผลกระทบของการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ในกรุงเทพมหานคร
2026-03-24T23:49:20+07:00
กรัณฑา จิตโสภา
karuntha11@gmail.com
สุนา สุทธิเกียรติ
sunamaria90@gmail.com
รุจิรัตน์ ปาลีพัฒน์สกุล
rujirat_pal@thonburi-u.ac.th
<p>บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ และประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชี รวมถึงศึกษาผลกระทบของการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบัญชีจำนวน 418 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในการศึกษานี้ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ ความสามารถในการบริหารคุณภาพข้อมูล ทักษะด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล และความพร้อมขององค์กร ส่วนประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีวัดใน 5 มิติ ได้แก่ คุณภาพของงาน ความรวดเร็วในการทำงาน ความสามารถในการแก้ปัญหา การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการปรับตัวต่อเทคโนโลยี ผลการวิจัยพบว่า ระดับการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีโดยรวมอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะด้านความพร้อมขององค์กร (Beta สูงสุด = 0.264) ซึ่งมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในทุกมิติ ขณะที่ความสามารถด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลมีอิทธิพลเฉพาะบางด้าน และไม่ส่งผลต่อทุกมิติของประสิทธิภาพ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการทำงานได้ตั้งแต่ร้อยละ 45.20 ถึงร้อยละ 63.90 (R² = 0.452–0.639) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างคุณภาพของข้อมูล เทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และความพร้อมขององค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร ในเชิงนโยบาย ผลการวิจัยเสนอแนะให้องค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการเสริมสร้างความพร้อมขององค์กรเป็นอันดับแรก เพื่อให้การนำ Big Data ไปใช้ในงานบัญชีเกิดประสิทธิผลอย่างยั่งยืน</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/285602
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3
2026-03-14T15:13:15+07:00
ชินกฤต แซ่จ๋าว
maxnemax11@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา และปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 222 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า สภาพการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านภาคีเครือข่ายเพื่อความปลอดภัยในสถานศึกษา ด้านการมีส่วนร่วมในการบริหารความปลอดภัย ด้านการสื่อสารด้านความปลอดภัย ด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย และด้านมาตรการจัดการความปลอดภัย แนวทางพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา ควรกำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านความปลอดภัยอย่างชัดเจน บูรณาการในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา วิเคราะห์ความเสี่ยงของสถานศึกษา แต่งตั้งผู้รับผิดชอบเฉพาะด้าน จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ และมีระบบติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู นักเรียน และผู้ปกครอง พัฒนาระบบการสื่อสารและการแจ้งเหตุฉุกเฉิน จัดทำคู่มือและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286039
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบหมุนเวียนฐาน เพื่อพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 บนฐานการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
2026-03-24T00:59:15+07:00
สรพงค์ เบญจศรี
sorapong@tsu.ac.th
กมลทิพย์ เจียดคง
kamonthip.j@tsu.ac.th
สุขุมาล หวานแก้ว
sukhuman.w@tsu.ac.th
นันทิยา พนมจันทร์
pnantiya@tsu.ac.th
ปริศนา วงค์ล้อม
prisana.w@tsu.ac.th
สุภาพร สมรูป
Supaporn.s@tsu.ac.th
สุปรีย์ยา เทพรักษ์
supreeya.t@tsu.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1) พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนในรายวิชาฟาร์มสุขปลูกเอง โดยใช้การเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบหมุนเวียนฐาน 2) ส่งเสริมเจตคติที่เป็นบวกต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข และ 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนต่อกลยุทธ์การเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้เรียนที่ลงทะเบียนในรายวิชาฟาร์มสุขปลูกเอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 751 คน โดยใช้การเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบหมุนเวียนฐานสามารถพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เรียนมีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และการสื่อสารอยู่ในระดับสูง อีกทั้งยังมีเจตคติที่เป็นบวกต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขในระดับมากที่สุด สะท้อนถึงความสนุก ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น นอกจากนี้ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด ครอบคลุมด้านวัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ บทบาทผู้สอน และการประเมินผล ซึ่งผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียน พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบหมุนเวียนฐานในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบหมุนเวียนฐานในรายวิชาฟาร์มสุขปลูกเองสามารถพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข และสร้างความพึงพอใจแก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/285854
การวิเคราะห์เปรียบเทียบการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม กรณีศึกษา อ.ส.ค. และ Vinamilk
2026-03-14T15:18:45+07:00
กุลนันทน์ ศรีพงษ์พันธุ์
kullanun.s@ku.th
ธนินท์ ตีรสวัสดิชัย
tanin.ti@ku.th
วรสิทธิ์ วงศ์อดิศัย
worasit.w@ku.th
ฉัฐวัฒน์ ลิมป์สุรพงษ์
chattawat.l@ku.th
ลัดดาพร กุลแก้ว
laddaporn.ku@ku.th
จาริตา หินเธาว์
jarita.hi@ku.th
นัฐนันท์ ศักดิ์สัมฤทธิ์
nattanan.sak@ku.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบและการวิเคราะห์เปรียบเทียบการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมโดยใช้เครื่องมือ SWOT (Swot Analysis) ในด้านการจัดโครงสร้างองค์การ การตลาด การผลิต และการเงินขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมเเห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เเละ Vietnam Dairy Products Joint Stock Company (Vinamilk) งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลทางเว็บไซต์ รายงานผลการดำเนินงานของบริษัท รวมทั้งข่าวสารของทั้งสององค์การ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การเทคนิคการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างองค์การของ อ.ส.ค. มีสายการบังคับบัญชาที่มีความละเอียดและชัดเจน อำนาจการตัดสินใจเป็นแบบรวมอำนาจ ในขณะที่ Vinamilk มีสายการบังคับบัญชาที่ไม่ค่อยชัดเจน อำนาจการตัดสินใจเป็นแบบกระจายอำนาจ นอกจากนี้ยังพบว่า อ.ส.ค. เน้นการบริหารแบบรัฐวิสาหกิจ มีความโดดเด่นในเรื่องวัตถุดิบ แต่ยังขาดนวัตกรรมด้านกระบวนการผลิต ส่วน Vinamilk เน้นการบริหารแบบธุรกิจครบวงจร ให้ความสำคัญกับการขยายฐานการผลิตและระบบโลจิสติกส์ เน้นนวัตกรรม และมีความแข็งแกร่งทางด้านเทคโนโลยีการผลิต ทั้งนี้ในด้านการเงินพบว่า อ.ส.ค. มีรายได้ที่สม่ำเสมอแต่กำไรไม่โดดเด่นมากนัก ในขณะที่ Vinamilk มีตัวเลขชี้วัดทางการเงินดี มีสภาพคล่องสูงและมีศักยภาพในการลงทุนขยายกิจการในระดับโลกซึ่งผลการวิจัยนี้ทำให้เกิดองค์ความรู้ด้านการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม และนำจุดเด่นจุดด้อยที่ได้จากการเปรียบเทียบผลการดำเนินธุรกิจขององค์การทั้งสองประเทศมาปรับใช้ในการประเมินสถานการณ์และช่วยเติมเต็มช่องว่างความรู้ในบริบทของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม เกิดการปรับปรุงและพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุด</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/285985
การพัฒนาทักษะการนำเสนอภาษาอังกฤษโดยใช้ทีมเป็นฐานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
2026-03-26T14:45:08+07:00
ณัฐนัน ทับทิมทอง
natthanan5963@gmail.com
พิมพ์มาดา ชูชื่น
651120502@live.kpru.ac.th
พิมพ์ศร นาคพงษ์
supasutanakphong@gmail.com
ภูผา สังข์ศิริ
pupha0109@gmail.com
ไชยวัฒน์ แก้วมุง
itzmegina02@gmail.com
อนุสิษฐ์ พันธ์กล่ำ
anusit_p@kpru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการนำเสนอภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2) เพื่อพัฒนาทักษะการนำเสนอภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 2/2568 จำนวน 40 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ฯ แบบประเมินทักษะการนำเสนอภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.33/79.96 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 นักเรียนมีทักษะการนำเสนอภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 30.53 คะแนน และหลังเรียนเท่ากับ 35.98 คะแนน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถพัฒนาทักษะการนำเสนอภาษาอังกฤษของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วม การทำงานเป็นทีม และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286092
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจร่วมกับการใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 1 (เกริกกฤตยาอุปถัมภ์)
2026-03-25T18:01:31+07:00
ชลชลิตา กมุทธภิไชย
chonchalita@hotmail.com
ยุรนันท์ ศรีคชไกร
jayuranan2546@gmail.com
ญาณิศา แหวนจีน
earnya04@gmail.com
พรนัชชา สุคง
aorphonnatcha.2547@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด (Think–Pair–Share) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/3 โรงเรียนเทศบาล 1 (เกริกกฤตยาอุปถัมภ์) จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (E1/E2) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด (Think–Pair–Share) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 74.72/83.75 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 17.14 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 23.17 คะแนน และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนคู่คิด (Think–Pair–Share) โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/284757
The Impact of Work-Family Conflict on Burnout in China’s Inland IT Hub
2026-02-25T14:17:03+07:00
Xia Sun
xia188725@gmail.com
Ubonwan Khunthong
ubonwank@gmail.com
Sid Terason
krittikatangman@gmail.com
<p>This study examines burnout among IT professionals in Sichuan, China, focusing on cultural friction between the “996” work regime and the local “Slow Life” ethos amid the inland shift of the tech industry. Using JD-R and Social Exchange Theory with PLS-SEM analysis of 380 respondents, the findings show that work–family conflict is a strong predictor of burnout, while physical work environment has no direct effect. Instead, perceived organizational support fully mediates this relationship, revealing a “resource mismatch paradox” in which material benefits fail without organizational care. The model explains 64.1% of burnout variance, highlighting the need to move from hardware-focused management to supportive, people-centered organizational practices.</p>
2026-05-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย