https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/issue/feed
วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
2026-08-28T00:21:09+07:00
พระครูอุดมนันทบัณฑิต (อภิชาติ พรสุทธิชัยพงศ์), ผศ.ดร.
pkachat@gmail.com
Open Journal Systems
<p>ยินดีต้อนรับสู่ วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย ISSN: 3088-246X (Online) เป็นวารสารวิชาการเผยแพร่เนื้อหาบทความที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการมีการตรวจสอบคุณภาพบทความให้มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานตามหลักวิชาการ ทำให้วารสารมีข้อมูลเพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ศาสนศึกษา และการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น บทความทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับการสอน และการวิจัย ใน 3 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ได้แก่ หลักพุทธธรรม การวิเคราะห์หลักพุทธธรรม กลุ่มที่ 2 พุทธศาสนาประยุกต์ กับ สาขาดังนี้ การศึกษา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ รัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 กลุ่มนวัตกรรมทางการจัดการศึกษาและการวิจัย ในสาขา ดังนี้ การศึกษา ภาษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ และ บริหารธุรกิจ เป็นต้น</p> <p><strong>Online ISSN:</strong> 3088-246X</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p>วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย (JEMRI) มุ่งมั่นที่จะรักษาความสมบูรณ์ของการตีพิมพ์ทางวิชาการและรักษาความเชื่อมั่นในวารสารโดยผู้เขียน ผู้วิจารณ์ และผู้อ่าน วารสารมุ่งมั่นที่จะจัดการกรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการตีพิมพ์โดยทันที และรักษามาตรฐานสูงสุดของจรรยาบรรณตลอดกระบวนการตีพิมพ์</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287491
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อน้ำหอมแบรนด์ไทยบนแอปพลิเคชันติ๊กต๊อกของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายในประเทศไทย
2026-06-07T22:36:47+07:00
ภรณ์ฤดี โอมพิทักษ์พงศ์
phornludee@gmail.com
ชนะเกียรติ สมานบุตร
chanakiat.s@rsu.ac.th
รุจาภา แพ่งเกษร
rujapa@rsu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์ และ 2) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อน้ำหอมแบรนด์ไทยบนแอปพลิเคชันติ๊กต๊อกของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายในประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยซื้อน้ำหอมแบรนด์ไทยบนแอปพลิเคชันติ๊กต๊อกและพักอาศัยในประเทศไทย มีอายุระหว่าง 30-45 ปี จำนวน 372 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการรับรู้คุณภาพของเนื้อหา 2) ด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ 3) ด้านการรับรู้ความเสี่ยง และ 4) ด้านความตั้งใจซื้อ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี โดยตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อน้ำหอมแบรนด์ไทยบนแอปพลิเคชันติ๊กต๊อกได้ร้อยละ 57 พบว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์และการรับรู้ความเสี่ยงมีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจซื้อ ขณะที่การรับรู้คุณภาพของเนื้อหามีอิทธิพลทางอ้อมต่อความตั้งใจซื้อผ่านภาพลักษณ์ของแบรนด์และการรับรู้ความเสี่ยง ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการน้ำหอมแบรนด์ไทยในการออกแบบเนื้อหาและวางกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลบนแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก เพื่อกระตุ้นความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286909
การยกระดับงานบัญชีสู่ระบบไร้กระดาษของผู้ประกอบการร้านขายของชำที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
2026-05-05T15:11:51+07:00
พนิดา กาลจักร
panida7159@gmail.com
สุรีรัตน์ เสนาเลิศ
namkank0077777@gmail.com
แววดาว จันทร์กระจ่าง
waewdaow688@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบและระดับการใช้ระบบ Prompt Pay ในการดำเนินธุรกิจของร้านขายของชำที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 2) วิเคราะห์ผลของการใช้ระบบ Prompt Pay ต่อประสิทธิภาพของการจัดทำรายงานบัญชีและการดำเนินงานอย่างยั่งยืน และ 3) เปรียบเทียบคุณภาพและธรรมาภิบาลของข้อมูลทางบัญชีก่อนและหลังการใช้ระบบ Prompt Pay โดยประยุกต์แนวคิดทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการร้านขายของชำที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จำนวน 400 ราย ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ประกอบการมีการใช้ระบบ Prompt Pay ในระดับมาก 2) การใช้ระบบ Prompt Pay ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีในด้านความถูกต้อง ความรวดเร็ว ความโปร่งใส และการลดต้นทุน โดยมีระดับความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) คุณภาพข้อมูลทางบัญชีและธรรมาภิบาลทางการเงินหลังการใช้ระบบ Prompt Pay สูงกว่าก่อนการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านความถูกต้องของข้อมูลมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และผลการทดสอบ Paired Sample t-test พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าระบบ Prompt Pay เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับงานบัญชีสู่ระบบไร้กระดาษ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล</p> <p> </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287324
การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพัน ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4
2026-06-07T22:10:44+07:00
เสาวลักษณ์ เกษมสวัสดิ์
nuoliveoil@gmail.com
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
pongsak@kru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของครูในสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยคือสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 จำนวน 92 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 29 คน และ ครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 252 คน โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 60 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ความผูกพันของครูในสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ ด้านความจงรักภักดี ด้านการเต็มใจในการปฏิบัติงาน และด้านความต้องการเป็นสมาชิก 3) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในสถานศึกษา ในภาพรวม มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย เท่ากับ 0.69 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนาย เท่ากับ 0.431 โดย สามารถทำนายความผูกพันของครูในสถานศึกษา ร้อยละ 43.10 และสามารถนำมาสร้างสมการถดถอย คือ Y ̂=1.41+0.69X หรือ Z ̂Y=0.66ZX</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286993
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาระดับประถมศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
2026-05-11T17:04:26+07:00
ปิยะนันท์ ขุนทวี
67020142@rbac.ac.th
กรรณิการ์ สุสม
kannikar_su@yahoo.co.th
วิโรจน์ เจษฎาดิลก
drjed61@gmail.com
จีรัฎฐ์ สินธุอารีย์
jitareehouse@hotmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ในเขตพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี 2) ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ในเขตพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ในเขตพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครู ที่อยู่ในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ในเขตพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .979 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน นำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ระดับภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ในเขตพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน รองลงมา คือ ความเป็นเลิศในการปฏิบัติวิชาชีพ และวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แต่ยังอยู่ระดับมาก คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงาน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ในเขตพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แต่ยังอยู่ระดับมาก คือ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการบริหารงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด คือ ด้านจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ</span></p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287479
แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี
2026-07-05T00:27:08+07:00
จิตภัทร กิจจากรณ์
5331jitjy@gmail.com
มิตรภาณี พุ่มกล่อม
mitrpanee@kru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 311 คน ใช้วิธีโดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามขนาดสถานศึกษา และผู้ให้ข้อมูลสำคัญการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีจินตนาการ ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านการมีความยืดหยุ่น 2) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี ดังนี้ (1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ ผู้บริหารควรกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สอดคล้องกับบริบท และกล้าคิดสิ่งใหม่ (2) ด้านการมีความยืดหยุ่น ควรปรับตัวตามสถานการณ์ เปิดรับความคิดเห็น และกล้าปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหาร (3) ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรเปิดโอกาสให้คิดค้นนวัตกรรม และสร้างแรงบันดาลใจ (4) ด้านการทำงานเป็นทีม ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วม<br />สร้างความไว้วางใจ และกระจายอำนาจในการทำงาน และ (5) ด้านการมีจินตนาการ ควรนำจินตนาการมาพัฒนาการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตอย่างเป็นรูปธรรม </p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287022
การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิค Phonics Teaching Method ร่วมกับโปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
2026-05-05T09:33:06+07:00
จักริน นิยมชน
jakkarin5242@gmail.com
จันทกานต์ ภู่ระหงษ์
phchanthakan2@gmail.com
ธารณา สุวรรณเจริญ
3tarana_s@kpru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอน Phonics Teaching Method ร่วมกับโปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอน Phonics Teaching Method ร่วมกับโปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน Phonics Teaching Method ร่วมกับโปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 จำนวน 34 คน โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ E1/E2 และ t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยคะแนนระหว่างเรียน (E1) คิดเป็นร้อยละ 80.06 และคะแนนหลังเรียน (E2) คิดเป็นร้อยละ 80.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.29 คะแนน และหลังเรียนเท่ากับ 16.18 คะแนน ผลการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนอย่างชัดเจน และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287093
คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลความสำเร็จในการดำเนินโครงการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3
2026-05-11T17:08:30+07:00
วัชรากร มลิปัน
Vatcharakorn.bom@gmail.co
ยุทธ ไกยวรรณ์
dr.yuth_go@hotmail.com
อินทร์ จันทร์เจริญ
inchenjarean@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบความสำเร็จของการดำเนินโครงการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินโครงการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 254 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการมีวิสัยทัศน์ในการจัดทำโครงการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) การเปรียบเทียบความสำเร็จของการดำเนินโครงการจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นบางด้านของประสบการณ์ทำงานที่พบความแตกต่าง 3) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ด้านภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมและจริยธรรม ด้านภาวะผู้นำเชิงวิชาการ และด้านภาวะผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จของการดำเนินโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ เท่ากับ 0.60 และสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 36 โดยด้านการมีวิสัยทัศน์ในการจัดทำโครงการมีอิทธิพลสูงสุด</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287728
อัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นกับการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อพัฒนาศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
2026-07-03T20:49:01+07:00
กฤษณพงศ์ ภู่กลาง
kritsanapong.phu@ku.th
เมทินี วงศ์ธราวัฒน์
maytinee.v@ku.th
ศุศราภรณ์ แต่งตั้งลำ
susaraporn.t@ku.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นในบริบทการท่องเที่ยวเชิงอาหารและพฤติกรรมการสนับสนุนของนักท่องเที่ยว วิเคราะห์อิทธิพลของความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ ความพึงพอใจ และแนวทางการพัฒนาที่มีต่อพฤติกรรมการสนับสนุน และเสนอแนวทางส่งเสริมสู่การเป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 10 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีเชิงธีมและ SWOT Analysis และข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามนักท่องเที่ยว 400 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นโพธารามเกิดจากการหลอมรวมของสี่กลุ่มชาติพันธุ์ บนระบบนิเวศลุ่มน้ำแม่กลอง มีเต้าหู้ดำและไชโป๊เป็นสินค้าสัญลักษณ์ <br />2) นักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยให้คะแนนด้านรสชาติสูงสุด 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ความพึงพอใจ แนวทางการพัฒนา และความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการสนับสนุนอาหารพื้นถิ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (R2 = 0.394) โดยความพึงพอใจส่งอิทธิพลสูงสุด และ 4) แนวทางส่งเสริมสู่ซอฟต์พาวเวอร์ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การสื่อสารดิจิทัลเชิงรุก การจัดการทุนวัฒนธรรมผ่านการเล่าเรื่อง การสร้างประสบการณ์ร่วม การสร้างเครือข่ายชุมชน การรักษามาตรฐาน และความยั่งยืน คุณค่าของผลวิจัยนี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในเมืองรอง ผ่านการยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหารพื้นถิ่น รักษามรดกวัฒนธรรมอาหารจากพหุชาติพันธุ์ และสร้างต้นแบบเชิงปฏิบัติการ ในการเปลี่ยนผ่านจากการซื้อขายแบบเดิม สู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287211
แบบจำลองการพยากรณ์ผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
2026-06-07T22:19:48+07:00
ณิชพน อัคริณทร์ เจริญสุข
nichapon.akharin.charoensuk@gmail.com
สุนา สุทธิเกียรติ
sunamaria90@gmail.com
รุจิรัตน์ ปาลีพัฒน์สกุล
rujirat_pal@thonburi-u.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงิน ปัจจัยภายในของกิจการ และปัจจัยมหภาคทางเศรษฐกิจกับอัตรากำไรสุทธิของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลอง Multiple Linear Regression และ Random Forest ในการพยากรณ์อัตรากำไรสุทธิ และ 3) วิเคราะห์ตัวแปรที่มีความสำคัญต่อการพยากรณ์ผลการดำเนินงานของบริษัท การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 40 บริษัท ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2562–2567 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน แบบจำลอง Multiple Linear Regression และแบบจำลอง Random Forest โดยประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองด้วยค่า MAE, MSE, RMSE และ R² ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรอิสระจำนวน 41 ตัวแปร จากทั้งหมด 86 ตัวแปร มีความสัมพันธ์กับอัตรากำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแปรที่มีความสัมพันธ์สูงสุด คือ อัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ปี 2566 ผลการเปรียบเทียบแบบจำลองพบว่า Random Forest มีประสิทธิภาพในการพยากรณ์สูงกว่า Multiple Linear Regression โดยมีค่า R² เท่ากับ 0.776 ค่า MAE เท่ากับ 4.082 และค่า RMSE เท่ากับ 9.569 ขณะที่แบบจำลอง Multiple Linear Regression มีค่า R² ติดลบ ตัวแปรที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพยากรณ์ ได้แก่ อัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงาน อัตรากำไรจากการดำเนินงาน และอัตรากำไรสุทธิในปี 2566 องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการข้อมูลทางการเงินกับแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสามารถใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลการดำเนินงาน และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286377
สภาพการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษาของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สิงห์บุรี อ่างทอง
2026-05-11T13:06:51+07:00
พิพัฒน์ มิขันหมาก
phiphat19991@gmail.com
รัตนาภรณ์ จันทรา
rattanaporn.j@rmutsb.ac.th
กฤตย์ตนัย ธารารัตนสุวรรณ
krittanai.t@rmutsb.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ศึกษาสภาพการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง รูปแบบการวิจัยเป็น งานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา ของสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ สถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 342 คน ใช้วิธีคัดเลือก โดยการสุ่มแบบแบ่งภาคชั้น จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 41 คน และครูผู้ปฏิบัติงาน 301 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งมาตรฐานด้านการปฏิบัติงานด้านงานแผนและประกันคุณภาพ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เป็นอันดับสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ มาตรฐานด้านการปฏิบัติงานด้านงานการเงินและพัสดุ มาตรฐานด้านการปฏิบัติงานด้านธุรการ มาตรฐานด้านงานบุคคล มาตรฐานด้านงานกิจการนักเรียน มาตรฐานด้านงานชุมชนและภาคีเครือข่าย มาตรฐานด้านงานบริการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม ตามลำดับ ส่วนการปฏิบัติงานด้านงานวิชาการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เป็นอันดับต่ำที่สุดองค์ความรู้ใหม่ของการศึกษาคือ แนวทางการพัฒนามาตรฐานทางวิชาการ และมาตรฐานอื่น ๆ ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง ต้องมุ่งเน้นที่กระบวนการทำงานที่เป็นระบบ มีขั้นตอนของการปฏิบัติงานที่ชัดเจนตามรูปแบบ STANDARD Model เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรสามารถดำเนินการตามภารกิจได้อย่างเป็นขั้นตอนที่แน่ชัดนำมาซึ่งการทำงานที่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287263
นวัตกรรมบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการของประชาชนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนนทบุรี
2026-05-11T22:00:38+07:00
รัตนา ชัยกัลยา
rattananueng111@hotmail.com
รุ่งโรจน์ สงสระบุญ
rungrojes@sau.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้นวัตกรรมบริการของประชาชนที่ใช้บริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนนทบุรี 2) ศึกษาการตัดสินใจใช้บริการของประชาชนต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนนทบุรี และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของนวัตกรรมบริการด้านกระบวนการให้บริการ การปฏิสัมพันธ์กับผู้ให้บริการ และเทคโนโลยีบริการ ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการของประชาชนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนนทบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดทฤษฎีนวัตกรรมบริการเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย พื้นที่วิจัย ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่เคยใช้บริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนนทบุรี จำนวน 400 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ 1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) การรับรู้นวัตกรรมบริการ และ 3) การตัดสินใจใช้บริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ประชาชนมีการรับรู้นวัตกรรมบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจังหวัดนนทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การตัดสินใจใช้บริการของประชาชนต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนนทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยประชาชนมีความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำและพร้อมแนะนำผู้อื่นให้ใช้บริการ 3) นวัตกรรมบริการด้านกระบวนการส่งมอบบริการใหม่ และด้านเทคโนโลยีบริการ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจใช้บริการของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจใช้บริการได้ร้อยละ 71 องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมบริการด้านกระบวนการให้บริการและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และการตัดสินใจกลับมาใช้บริการของประชาชน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/287323
การใช้อำนาจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1
2026-06-07T22:15:43+07:00
ชลหทัย วิเศษสิงห์
chonhatai.m.ed@gmail.com
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
pongsak@kru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 รูปแบบการวิจัยเป็นวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 จำนวน 6 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 153 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 68 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัย พบว่า 1) การใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ด้านอำนาจส่วนบุคคล ด้านอำนาจอ้างอิง ด้านอำนาจโดยตำแหน่ง ด้านอำนาจการให้รางวัล ด้านอำนาจความเชี่ยวชาญ ด้านอำนาจทางกฎหมาย และด้านอำนาจการบังคับ 2) ความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านความสำเร็จในงาน ด้านการเป็นที่ยอมรับ และด้านความรักในงาน อยู่ในระดับมาก คือ ด้านการติดต่อสัมพันธ์ 3) การใช้อำนาจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษา ในภาพรวม มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย เท่ากับ 0.52 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 ค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนาย (R<sup>2</sup>) =0.547 โดยสามารถทำนายความสุขในการทำงานของครูในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 54.70 และสามารถนำมาสร้างสมการถดถอย คือ =2.31+0.52X หรือ <sub>Y</sub>=0.74Z<sub>X</sub></p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/286988
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
2026-04-30T12:28:20+07:00
ศิริชัย คำเงิน
intech2548@gmail.com
ยุทธ ไกยวรรณ์
dr.yuth_go@hotmail.com
อินทร์ จันทร์เจริญ
inchenjarean@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารโรงเรียนและระดับประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียน และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 325 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิดคือ 1) แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ 2) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยการบริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก และประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการบริหารจัดการองค์กร ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านทรัพยากรและสภาพแวดล้อมของโรงเรียน โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนได้ร้อยละ 84.90 (R² = 0.849) 3) แนวทางการส่งเสริมปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียน พบว่า ผู้บริหารควรพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิชาการ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมอย่างมีส่วนร่วม พัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และจัดสรรทรัพยากรและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/288671
Utilizing Task-Based Learning Ac Utilizing Task-Based Learning Activities to Enhance Students’ English Workplace Communication Skills
2026-07-05T08:35:55+07:00
Suphatra Sucharitrak
suphatra.s@ku.th
Phornsak Sucharitrak
dr_singha@hotmail.com
<p><strong>Abstract</strong></p> <p>Workplace communication in English is a common pain point for Thai university graduates when transitioning to office-based careers. The study aimed to (1) develop and test instructional materials utilizing task-based activities for workplace communication, (2) determine whether the instructional materials improve students' workplace communication skills, and (3) explore students' reactions towards the instructional materials. The study was conducted with 35 students who enrolled in the English for Office Management course. The entire instructional material covered 15 weeks, comprising 45 hours of normal classroom learning. The instructional package included a pre-test and post-test of vocabulary knowledge and workplace communicative role play tasks. The students' 'learning logs' indicated learning gain in workplace vocabulary, their preferences for learning tasks, and also their challenges. Thirty-five students who participated in role-play tasks and performed the pre-test and post-test were analyzed to observe the evidence of improvement. This study shows that the positive effect is on learning tasks, which are structured lesson units that enable students to greatly improve their scores from pre-test to post-test in the development of students' speaking performance for workplace contexts. The results indicated that instructional materials with task-based activities in workplace communication were appropriate for real workplace situations and could be used to develop the students' practical communication skills needed in their future work.</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemri/article/view/288730
Student Engagement and English Language Skills Development through Activity-Based Learning in English Preparation Course
2026-07-05T08:45:45+07:00
Suphatra Sucharitrak
suphatra.s@ku.th
Udomkrit Seenon
udon.s@ku.th
Robert Cullen
cullen.bob@gmail.com
Parichart Salarat
parichart.s@ku.th
Nida Jampathip
nida.j@ku.th
<p>This article aimed: (1) to assess whether activity-based instructional tasks improved students’ language skills, (2) to examine the extent to which the tasks influenced students’ learning engagement and behavioral patterns, and (3) to explore students’ perceptions and experiences of the course design. A mixed methods approach was used. Quantitative data were collected through pre- and post-tests covering five language skill areas and analyzed using paired-sample t-tests. Qualitative data came from course reflection forms using a five-point Likert scale and semi-structured interviews with 30 students, analyzed through thematic analysis. Participants were 125 first-year undergraduate English major students enrolled in five parallel course sections. The results showed statistically significant improvement in all five language skill areas. The overall post-test mean score increased from 27.22 to 34.92 (t = -21.201, p < .001, n = 125). The greatest gain was in grammatical structure (+1.85), followed by reading and writing (+1.72) and listening and speaking (+1.57). Student self-assessment of engagement and collaboration was high, with a total mean of 4.32 out of 5.00 (SD = 0.48). The highest score was in collaboration in groups (M = 4.64). Interview data showed that group work, positive teacher feedback, and game-based activities were the main factors that supported student confidence and participation. Activity-based learning is effective for improving English language skills and promoting student engagement in university EFL preparatory courses. EFL teachers and course designers should use collaborative, interactive, and task-based instruction to support both language development and active student participation.</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย