JEDI : Journal of Environmental Design Innovation https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed <p>JEDI : Journal of Environmental Design Innovation เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ๆในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการออกแบบสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อม ปัจจุบัน ได้รับการรับรองในฐาน TCI Tier 2 (2025 - 2029)</p> <p><strong>***ทางวารสารไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์***</strong></p> <p><strong><span class="Y2IQFc" lang="en">ISSN old number<br /></span><span class="Y2IQFc" lang="en">ชื่อวารสารเดิม "วารสารวิชาการ การออกแบบสภาพแวดล้อม</span><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">"</span></strong></p> <div class="css-b0zbg6"> <p class="chakra-text css-k8j86g">ISSN: 2392-5477 (Print)</p> </div> <div class="css-b0zbg6"> <p class="chakra-text css-k8j86g">ISSN: 2351-0935 (Online)</p> </div> <p><strong><span class="Y2IQFc" lang="en">ISSN New number<br />ชื่อวารสารใหม่ "เจ-ดี : วารสารนวัตกรรมการออกแบบสภาพแวดล้อม"</span></strong></p> <p>ISSN 3088-179X (Online)</p> <p> </p> th-TH jed.archcmu@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ) jed.archcmu@gmail.com (กองบรรณาธิการวารสาร) Tue, 30 Jun 2026 16:51:19 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การออกแบบและปรับปรุงพื้นที่เรียนรู้ภูมิทัศน์ล้านนา เพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาล้านนาอย่างยั่งยืน กรณี โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/282878 <p>บทความนี้ เป็นการศึกษาแนวทางเพื่อการออกแบบและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ พื้นที่การเรียนรู้ กรณี โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเชื่อมต่อเครือข่ายครูภูมิปัญญาล้านนารุ่นต่อรุ่น การบ่มเพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีล้านนา อันเป็นเสมือนพื้นที่แห่งที่สาม ในการถ่ายทอดภูมิปัญญาล้านนาของครูภูมิปัญญาของเมือง ตลอดระยะเวลา 30 ปี (พ.ศ.2539-2569) และจากการศึกษา สำรวจ และถอดบทเรียนการทำงานด้านการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมล้านนาโดยการวิจัยแบบมีส่วนร่วม พบว่า ถึงแม้ว่าการเติบโตของเครือข่ายครูภูมิปัญญา และการสร้างการเรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนา จะได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนาพื้นที่เชิงกายภาพนั้นกลับได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น ทั้งจากการพัฒนาและขยายตัวของพื้นที่โดยรอบ ปัญหาน้ำท่วม และและความเสื่อมโทรมของพื้นที่และสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นตามกาลเวลา ทำให้การจัดกิจกรรมไม่สอดรับกับการเรียนรู้ของผู้เรียนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ นอกจากนี้ จากการกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมของเครือข่ายครูภูมิปัญญาล้านนา สถาปนิก และนักศึกษา คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ยังสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ในปัจจุบันของพื้นที่ทางกายภาพ การใช้สอยในการเรียนรู้ และการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อนำมาสู่แนวทางการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “พื้นที่ภูมิทัศน์ล้านนา” ผ่านการวางผังสภาพแวดล้อม การปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร ให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องต่อการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่ม ที่สะท้อนการใช้งานเชิงพื้นที่เผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีล้านนา เกิดเป็นสถานที่ต้นทุนทางสังคมในฐานะพื้นที่ที่สามที่ยึดโยงเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ที่มีคุณค่านำไปสู่การพึ่งตนเอง และการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> กิจปกรณ์ โสตถิวรนันท์, อัมพิกา ชุมมัธยา, ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/282878 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Evaluating the Energy Efficiency of Hollow Precast Walls with Integrated Active Ventilation using the EDGE Certification Framework and Application https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/284113 <p>This study evaluates the thermal and energy performance of an Active Double-Layered Precast Wall (ADLP) system for buildings in hot–humid climates using the EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) certification framework. While airflow-assisted wall systems can reduce heat transfer and cooling demand, their dynamic thermal behavior cannot be directly represented within the standard EDGE methodology. This study proposes a practical approach for translating airflow-dependent thermal performance into equivalent U-values compatible with EDGE energy assessment. The ADLP system incorporates a hollow cavity with controlled upward airflow to enhance convective heat removal and reduce heat gain through the building envelope. Analytical heat-transfer modeling and transient thermal analysis were used to evaluate wall performance under three airflow conditions: 0 m/s, 0.1 m/s, and 1.0 m/s. The resulting equivalent U-values were then applied within the EDGE App to assess whole-building energy performance for a two-storey residential building in Bangkok, Thailand. Results indicate that the effective wall U-value decreased from 0.590 W/m²·K under the unventilated condition to 0.256 W/m²·K and 0.177 W/m²·K at airflow velocities of 0.1 m/s and 1.0 m/s, respectively. Corresponding annual energy savings increased from 7.23% to 9.35% and 9.85%. The findings suggest that cavity ventilation can improve envelope thermal performance and reduce cooling-energy demand. The study presents a methodology for integrating active wall systems into certification-oriented energy assessments and supports the application of airflow-assisted envelopes in tropical climates.</p> คงภัทร์ ไพบูลย์นุกูลกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/284113 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อลักษณะการตั้งถิ่นฐานและเรือนพื้นถิ่นลาหู่ดำ (แซแล) บ้านจ่าโบ่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/284333 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการตั้งถิ่นฐานและรูปแบบเรือนพื้นถิ่นที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวลาหู่ดำ (แซแล) บ้านจ่าโบ่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อลักษณะการตั้งถิ่นฐานและเรือนพื้นถิ่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการศึกษาจากเอกสาร การลงสำรวจภาคสนาม การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมตามความเหมาะสม และการสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการสำรวจรังวัด ถ่ายภาพอย่างเป็นระบบ และจัดทำแบบสถาปัตยกรรม โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นเรือนดั้งเดิม เรือนพื้นถิ่นแบบพัฒนา และเรือนโฮมสเตย์ วิเคราะห์ลักษณะการใช้งานพื้นที่และโครงสร้างเรือน ผลการศึกษาพบว่า การตั้งถิ่นฐานและรูปแบบเรือนสะท้อนวิถีชีวิตและค่านิยมของชาวลาหู่ ทั้งในด้านความเชื่อจารีต ความสัมพันธ์เครือญาติ ความเรียบง่ายของรูปแบบเรือน ประเด็นที่ 1 ลักษณะการตั้งถิ่นฐานมีองค์ประกอบสำคัญทางวัฒนธรรม ได้แก่ ลานจะคึ บ้านแก่มู ประตูหัวบ้าน–ท้ายบ้าน ศาลหมู่บ้าน และพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ประเด็นที่ 2 พื้นที่สำคัญในเรือนลาหู่ดำ ได้แก่ ชาน ครัว พื้นที่นอน และตู้ไหว้บู่บ่า ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของเรือน อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวสร้างผลกระทบในระดับผังชุมชน เช่น ความหนาแน่นอาคาร รูปแบบการก่อสร้างและวัตถุประสงค์การใช้งานของอาคารเพื่อตอบรับการท่องเที่ยว ในระดับผังเรือน เช่น พื้นที่ครอบครัวน้อยลง พื้นที่รับแขกมากขึ้น ตลอดจนพื้นที่วิถีชีวิตเดิมบางอย่างหายไป และผลกระทบต่อทักษะภูมิปัญญาในการใช้วัสดุธรรมชาติสร้างเรือนที่ลดลง เปลี่ยนไปใช้วัสดุก่อสร้างในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น</p> สุดตา ราบุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/284333 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสิ่งปกคลุมผิวดินในพื้นที่ชลประทานระบบเหมืองฝายพญาคำ จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/285688 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสิ่งปกคลุมผิวดินและผลกระทบเชิงนิเวศในพื้นที่ชลประทานระบบเหมืองฝายพญาคำ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ตลอดช่วงระยะเวลา 30 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2539–2569 โดยประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ร่วมกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 5 และ Landsat 9 เพื่อจำแนกสิ่งปกคลุมผิวดินด้วยวิธีการจำแนกแบบกำกับดูแลโดยใช้ตัวจำแนกความน่าจะเป็นสูงสุด (Maximum Likelihood Classifier หรือ MLC) ออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ พื้นที่เมืองและสิ่งปลูกสร้าง แหล่งน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่โล่ง และพื้นที่เกษตรกรรม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าการจำแนกข้อมูลมีความถูกต้องในระดับสูง โดยปี พ.ศ. 2539 มีค่าความถูกต้องโดยรวมร้อยละ 91.30 และค่าสัมประสิทธิ์แคปปาเท่ากับ 0.83 ขณะที่ปี พ.ศ. 2569 มีค่าความถูกต้องโดยรวมร้อยละ 87.09 และค่าสัมประสิทธิ์แคปปาเท่ากับ 0.82 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เมืองและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 514.6 จาก 2,190.10 ไร่ เป็น 13,461.06 ไร่ ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 79.6 จาก 14,856.96 ไร่ เหลือ 3,033.68 ไร่ ส่วนพื้นที่เกษตรกรรมมีการเปลี่ยนแปลงสุทธิลดลงเพียงร้อยละ 0.34 แต่พบการเปลี่ยนผ่านภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการถูกแทนที่ด้วยพื้นที่เมืองและการขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำเดิม</p> <p>ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์จากระบบเกษตรกรรมชลประทานแบบดั้งเดิมไปสู่ภูมิทัศน์เมือง ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสียพื้นที่รับน้ำและลดทอนนิเวศบริการที่สนับ<br />สนุนการจัดการน้ำของระบบเหมืองฝาย ดังนั้น ระบบเหมืองฝายจึงควรถูกพิจารณาใหม่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสีน้ำเงิน–เขียว (Blue-Green Infrastructure) ที่มีบทบาทในการบรรเทาอุทกภัย อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเมือง (Urban Resilience) เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการจัดการเมืองอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่ชุ่มน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมจำนวน 8,399.51 ไร่ และเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เมืองและสิ่งปลูกสร้าง 3,928.13 ไร่ ขณะเดียวกัน พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 6,506.90 ไร่ได้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เมือง แม้ว่าพื้นที่เกษตรกรรมสุทธิในภาพรวมจะลดลงไม่มาก แต่พบว่ามีเพียงร้อยละ 39 ของพื้นที่เกษตรกรรมเดิมที่คงอยู่ตลอดช่วงเวลา 30 ปี สะท้อนการหมุนเวียนและแทนที่ของพื้นที่ในระดับโครงสร้างภูมิทัศน์สูงกว่าร้อยละ 60</p> <p>การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากภูมิทัศน์ที่มีศักยภาพในการซึมน้ำและหน่วงน้ำ ไปสู่ภูมิทัศน์ที่มีพื้นผิวทึบน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการจัดการน้ำ ความยืดหยุ่นเชิงนิเวศ และบทบาทของระบบเหมืองฝายในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสีน้ำเงิน–เขียวของเมือง ผลการศึกษาจึงเสนอให้การจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำเมืองควรพิจารณามิติทางนิเวศและภูมิทัศน์ควบคู่กับมาตรการทางวิศวกรรม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว</p> ปวร มณีสถิตย์, รศ. ดร. ชัยสิทธิ์ ด่านกิตติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/285688 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การปรับปรุงอาคารตึกแถว เพื่อสุขภาวะที่ดีและความปลอดภัยของผู้สูงอายุ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/286435 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในอาคารตึกแถว ซึ่งมีการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ร่วมกับที่อยู่อาศัย อันอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการด้านความปลอดภัยและสุขภาวะในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านการออกแบบที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และเสนอแนวทางการปรับปรุงอาคารให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ การวิจัยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามกึ่งสัมภาษณ์ใน 13 ครัวเรือน รวมผู้ให้ข้อมูล 20 คน ร่วมกับการสำรวจภาคสนาม เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทั้งเชิงกายภาพและการใช้งานจริงของอาคารตึกแถว โดยแบ่งประเภทอาคารออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ อาคารที่ใช้ชั้นล่างเป็นพื้นที่ร้านค้าและชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย และอาคารที่มีการใช้งานพื้นที่ร้านค้า โกดัง และที่อยู่อาศัยปะปนกัน การวิเคราะห์ครอบคลุม 2 ประเด็นหลัก คือ ด้านสุขภาวะ (Well-being Design: WD) ซึ่งพิจารณาเงื่อนไขการใช้งาน ปัญหา ข้อจำกัด รวมถึงการจัดพื้นที่ทางสังคม แสงสว่าง และการระบายอากาศ และด้านการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design: UD) ซึ่งเน้นความปลอดภัย การเข้าถึง และความสะดวกในการใช้งานของผู้สูงอายุ ผลการศึกษาพบว่า ในด้านความปลอดภัย การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม การติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อความปลอดภัย และการออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้งานด้วยตนเอง มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่ด้านสุขภาวะพบว่าการจัดพื้นที่ทางสังคมที่รองรับกิจกรรมหลากหลายสามารถส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการจัดแสงสว่างที่เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ และการระบายอากาศที่ดี ล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ</p> <p>โดยผลการวิเคราะห์ถูกนำเสนอผ่านผัง (plan) รูปตัด (section) และภาพจำลองสามมิติ เพื่อแสดงแนวทางการปรับปรุงอาคารอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบหรือปรับปรุงอาคารตึกแถวให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p> <p> โดยผลการวิเคราะห์ถูกนำเสนอผ่านผัง (plan) รูปตัด (section) และภาพจำลองสามมิติ เพื่อแสดงแนวทางการปรับปรุงอาคารอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบหรือปรับปรุงอาคารตึกแถวให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p> มณิสรา อรุณประชา, สุมาวลี จินดาพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jed/article/view/286435 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700