https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/issue/feed
วารสารดีไซน์เอคโค
2025-12-23T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญใจ สุขก้อน
fit_journals@ssru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารดีไซน์เอคโค เป็นวารสารเพื่อการออกแบบตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัยด้านศิลปะประยุกต์ นฤมิตศิลป์ นิเทศศิลป์ มัณฑนศิลป์ อุตสาหกรรมศิลป์ ศิลปหัตถกรรม</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/277429
การพัฒนาฟางข้าวสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2025-04-17T09:32:13+07:00
วิบูลพร วุฒิคุณ
viboonporn.wut@crru.ac.th
มณีรัตน์ ภาจันทร์คู
viboonporn.wut@crru.ac.th
พงศ์ตะวัน นันทศิริ
viboonporn.wut@crru.ac.th
<p>การวิจัยเรื่องการพัฒนาฟางข้าวสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมี วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาทดลองกระบวนการผลิตวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรฟางข้าวโดยการเปรียบเทียบระหว่างการใช้สารเคมีโซเดียมไฮดรอกไซด์ น้ำขี้เถ้า และจุลินทรีย์ 2) เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากฟางข้าว 3) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ฟางข้าวสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน การวิจัยนี้มีขั้นตอนและวิธีการในการดำเนินการวิจัยในรูปแบบผสมผสานระหว่างวิธีวิจัยคุณภาพ วิจัยปริมาณ และการศึกษาทดลอง เพื่อหาแนวทางการพัฒนาวัสดุจากฟางข้าวเพื่อนำมาออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผลการวิจัยพบว่า กระดาษฟางข้าวสามารถผลิตได้โดยใช้สารเคมีโซเดียมไฮดรอกไซด์ น้ำขี้เถ้า หรือจุลินทรีย์ ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกันในการนำไปใช้สารเคมีโซเดียมไฮดรอกไซด์เหมาะกับ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่สัมผัสอาหาร เช่น โคมไฟ กระเป๋า และถุงกระดาษ แต่ต้องมีระบบบำบัดน้ำ ส่วนการใช้สารน้ำขี้เถ้าและจุลินทรีย์เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและหลอดดูด การออกแบบผลิตภัณฑ์จากฟางโดยคณะผู้วิจัยได้ดำเนินการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากฟางข้าว โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตได้ง่ายเหมาะสมกับบริบท ของชุมชนและศักยภาพของกลุ่มวิสาหกิจ ทั้งยังคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการถ่ายทอด คือ กระเป๋าใส่เหรียญขนาดเล็กสำหรับพกพา โดยได้แรงบันดาลใจมาจากลักษณะของกองฟาง เศษที่เหลือจากกระเป๋าจะนำมาตัดให้เป็นที่เก็บสาย โดยที่เก็บสายได้แนวคิดในการออกแบบเป็นรูปทรงคล้ายเม็ดข้าว การออกแบบผลิตภัณฑ์นี้คำนึงถึงความสะดวกในการผลิต โดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่ซับซ้อนและกระบวนการที่ไม่ยุ่งยาก เพื่อให้สมาชิกในชุมชนสามารถผลิตได้เอง และคำนึงถึงแนวคิดเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ซึ่งรวมเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมไว้ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การวางแผน ออกแบบผลิตใช้งาน และการกำจัดหลังหมดอายุ ซึ่งหลังจากถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน ชุมชนมีทัศนคติที่ดีและมองเห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์จากฟางข้าว ทั้งในด้านการสร้างอาชีพเสริมการเพิ่ม มูลค่าทางเศรษฐกิจ และการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/279280
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม: กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์
2025-07-01T09:36:00+07:00
ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน
9panupong@gmail.com
ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์
9panupong@gmail.com
ศิวรี อรัญนารถ
9panupong@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทุนทางวัฒนธรรมของกรณีศึกษาโดยอ้างอิงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ 2) วิเคราะห์ภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ 3) วิเคราะห์กลยุทธ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม 4) วิเคราะห์เส้นทางประสบการณ์ของผู้บริโภคและจุดสัมผัสของตราสินค้า และ 5) กำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม โดยใช้กรณีศึกษา “อีสาน คิวบิสม์” ซึ่งเป็นตราสินค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เซรามิก ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ทางวัฒนธรรมอีสานผ่านการออกแบบร่วมสมัย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์เอกสาร การสังเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ การประเมินกรณีศึกษาตามเกณฑ์ และการสัมภาษณ์เชิงลึก<br />ผลการวิจัยพบว่า ตราสินค้าอีสาน คิวบิสม์ สอดคล้องกับแนวทางการออกแบบที่เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมในหลายมิติ ทั้งการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น การตีความเชิงสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการถ่ายทอดภาพลักษณ์ผ่านมุมมองแบบคิวบิสม์อย่างมีเอกลักษณ์ โดยอีสาน คิวบิสม์ ได้นำแรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าขิด จิตรกรรมฮูปแต้ม และพระพุทธรูปไม้พื้นบ้าน ซึ่งล้วนเป็นศิลปะพื้นถิ่นที่มีรูปแบบทางทัศนศิลป์เฉพาะตัว มาผสานกับแนวทางของศิลปะคิวบิสม์ที่เน้นการแยกส่วน การสังเคราะห์ และการมองผ่านหลายมุมมอง เป็นการเชื่อมโยงแก่นคิดของศิลปะพื้นบ้านกับแนวคิดคิวบิสม์ ได้ร่วมสมัยอย่างมีตรรกะ อีกทั้งยังได้วิเคราะห์กลยุทธ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อเชื่อมโยงกับพฤติกรรม ผู้บริโภค และวิเคราะห์จุดสัมผัสของตราสินค้าเพื่อนำไปสู่การออกแบบอัตลักษณ์ที่ครอบคลุม โดยได้สังเคราะห์แนวทางการออกแบบที่ประกอบด้วยสิบองค์ประกอบหลักของอัตลักษณ์ตราสินค้า ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมตามแนวคิดคิวบิสม์กับจิตวิทยาของกลุ่มไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบโลโก้ ควรสะท้อนรูปทรงเรขาคณิตและการแยกส่วน เพื่อสื่อถึง “แก่นแท้” แทนรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งสอดคล้องกับทัศนคติของช่างพื้นบ้านอีสานที่เน้นความเรียบง่าย และศรัทธามากกว่าความวิจิตรประดิษฐ์ อีกทั้งยังตอบสนองต่อผู้บริโภคที่ให้คุณค่ากับงานออกแบบเฉพาะตัว เช่นเดียวกับองค์ประกอบอักษร ที่ควรมีเส้นสายเรขาคณิตและจังหวะโครงสร้างเฉพาะ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรมได้อย่างเด่นชัด แนวทางทั้งสิบองค์ประกอบนี้จึงสามารถใช้เป็นกรอบการออกแบบที่ตอบโจทย์ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทร่วมสมัย</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/279460
การออกแบบอัตลักษณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบ กข.43 ชุมชนดอนอุโลก อ.หันคา จ.ชัยนาท
2025-07-23T13:59:44+07:00
ศิริวิมล สายเวช
kiesiri.say@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบจากข้าวพันธุ์กข. 43 ของชุมชนดอนอุโลก โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน มีเครื่องมือประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ปลอดภัยบ้านดอนอุโลก เพื่อค้นหาเสน่ห์อัตลักษณ์ชุมชน และบทวิเคราะห์อัตลักษณ์แบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ เด่นใหญ่สโลว์ไลฟ์ จากนั้นนำผลวิเคราะห์ของทั้งสองส่วนมาสังเคราะห์กราฟิกอัตลักษณ์แบรนด์สินค้า ได้แก่ สีน้ำตาลแดงโทนร้อน สีน้ำตาลเข้ม สีเขียวขี้ม้า สีเขียวอ่อน สีเบจ สีเทาอ่อน สีเหลืองอมส้ม สีส้ม ลวดลายจากวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าว ต้นอุโลก สถานที่สำคัญ และวิถีชีวิตชาวนา โดยกราฟิกต้องสะท้อนบุคลิกภาพของแบรนด์ คือ กันเอง เข้าถึงง่าย และใจดี สุดท้ายใช้เครื่องมือแบบประเมินความพึงพอใจต่อผลงานการออกแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 65 คน มีผลประเมินด้านตราสัญลักษณ์ คือ สร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มคุณค่าให้สินค้าและบริการมาก ที่สุดคิดเป็นร้อยละ 76.9 % ด้านบรรจุภัณฑ์ คือ ข้อความบนบรรจุภัณฑ์มีข้อมูลครบถ้วนตามมาตรฐานมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 80% และภาพรวมของบรรจุภัณฑ์ภาพลักษณ์ใหม่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าชุมชนมากสุดคิดเป็นร้อยละ 75.4% ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อผลการออกแบบ และจะนำไปใช้เพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้ผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อและรายได้ของแบรนด์เด่นใหญ่สโลว์ไลฟ์<br /><br /></p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/278784
การออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างอัตลักษณ์: กรณีศึกษาร้านน้ำตู้หู้
2025-08-08T08:14:42+07:00
จิติมา เสือทอง
Jitima.su@ssru.ac.th
ศรัณพร แสนยานุสิทธิ์กุล
Saranphon.sa@ssru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าของร้าน “ตู้หู้” เพื่ออัตลักษณ์ของร้านและแนวทางการ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับบริบทของร้าน และวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามประเมินความเหมาะสมการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกราฟิก ประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่างเลือกสุ่มแบบเจาะจงประกอบด้วย 1) เจ้าของกิจการ 1 ราย 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกราฟิก 5 คน และ 3) ผู้บริโภคร้านตู้หู้จำนวน 100 คน (เพศหญิง อายุระหว่าง 24–35 ปี) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ร้านตู้หู้ 2) เพื่อออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ร้านน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ “ตู้หู้” ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดหลักของงานออกแบบคือ “คู่หูอิ่มท้อง” สื่อถึงพฤติกรรมการบริโภคที่มักจับคู่น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ และสะท้อนความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอาหารที่คนในบ้านตั้งใจทำ องค์ประกอบกราฟิกที่ออกแบบได้รับการประเมินว่าเหมาะสมในระดับมาก โดยเฉพาะรูปแบบตัวอักษร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.80) และภาพประกอบที่สะท้อนผู้บริโภค (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.60) การรับรู้อัตลักษณ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.15) และความพึงพอใจรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.07) อยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการออกแบบในการสื่อสารอัตลักษณ์และสร้างความพึงพอใจแก่กลุ่มเป้าหมาย</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/280370
การออกแบบส่วนประสานผู้ใช้เว็บแอปพลิเคชันเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้าน สิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กเจเนอเรชันอัลฟา: กรณีศึกษาแอป “แวดล้อม”
2025-09-03T14:03:55+07:00
ณัชชา ศิริขวัญชัย
ntchnew@gmail.com
ขจรศักต์ นาคปาน
khajornsaknakpan@gmail.com
<p>ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงในปัจจุบันทำให้การปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ วัยเด็กมีความจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเจเนอเรชันอัลฟาที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล งานวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์ (1) เพื่อออกแบบและพัฒนาส่วนประสานผู้ใช้ของเว็บแอปพลิเคชัน “แวดล้อม” โดยใช้กระบวนการออกแบบที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Design) เพื่อส่งเสริมจิตสำนึกด้าน สิ่งแวดล้อมในเด็ก และ (2) เพื่อประเมินความพึงพอใจ ความเหมาะสม และการมีส่วนร่วม (Engagement) ของผู้ใช้งานต่อส่วนประสานผู้ใช้ดังกล่าว การพัฒนาใช้กระบวนการเชิงวนซ้ำสองรอบ: รอบที่ 1 ทดสอบกับผู้ใช้งานทั่วไปในงาน TCDC Exhibition จำนวน 50 คน เพื่อเก็บปัญหาและข้อเสนอแนะเชิงการใช้งาน (Usability) พร้อมประเมินความพึงพอใจและค่า System Usability Scale (SUS); รอบที่ 2 ทดสอบกับเด็กอายุ 7–9 ปี จำนวน 10 คนภายใต้การรับรองจริยธรรม เพื่อประเมินการมีส่วนร่วม ความเหมาะสมของเนื้อหา ความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความมั่นใจ ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ และการนำความรู้ไปใช้<br />ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้งานทั่วไปให้คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 4.8/5 และค่า SUS เฉลี่ย 59.0 (อยู่ในระดับปานกลาง) ขณะที่กลุ่มเด็กมีการมีส่วนร่วม 100% ความเหมาะสมของเนื้อหา 100% ความรู้สึกเป็นเจ้าของ 62.5% ความมั่นใจ 50% ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ 25% และการนำความรู้ไป ใช้ 37.5% กลไกการออกแบบที่สำคัญ ได้แก่ การใช้เกมตามหา QR (QR hunting game) ภาพประกอบและตัวละครที่เป็นมิตรต่อเด็ก ปุ่มที่มีขนาดเหมาะสมและมีความต่างของสีชัดเจน และสวนต้นไม้เสมือน (Virtual Garden) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-Based Learning) และการใช้กลไกเกม (Gamified Learning) ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ส่วนประสานผู้ใช้ที่พัฒนาด้วยแนวทางที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางร่วมกับองค์ประกอบเชิงเกมสำหรับเด็ก สามารถส่งเสริมการเรียนรู้และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมข้อเสนอแนะด้านการออกแบบเพื่อยกระดับความง่ายต่อการใช้งานในบริบทโรงเรียนและชุมชนในอนาคต</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/281309
การออกแบบฉลากสินค้าอย่างมีส่วนร่วมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) ในการสื่อสารข้อมูล กรณีศึกษาชุมชนผู้ประกอบการฟาร์มเห็ดนางฟ้าออร์แกนิค อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
2025-09-03T16:59:21+07:00
วรดา นาคเกษม
worada.na@rmuti.ac.th
วิษณุ ดวงประสพสุข
worada.na@rmuti.ac
<p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาและออกแบบฉลากสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มตัวอย่างจากการปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของสินค้าชุมชนและการออกแบบฉลากสินค้า อย่างมีส่วนร่วม 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง โดยมีขั้นตอนดังนี้ การสำรวจข้อมูลการศึกษาความต้องการของชุมชนผู้ประกอบการ การออกแบบฉลากสินค้า การประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง โดยการออกแบบฉลากสินค้าจะต้องสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม มีเอกลักษณ์และจดจำได้ง่าย ฉลากสินค้าเป็นส่วนที่สำคัญในการระบุข้อมูลและสื่อสารเกี่ยวกับสินค้า ทั้งนี้ชุมชนผู้ประกอบการ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้บริโภคได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยมีวิธีการดำเนินงานเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์ การมีส่วนร่วมจากการสนทนากลุ่มลงพื้นที่ภาคสนาม ณ สถานประกอบการ ฟาร์มเห็ดนางฟ้าออร์แกนิค อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นการศึกษาสภาพทั่วไปของสินค้าและการออกแบบฉลากสินค้า แล้วจึงนำเสนอผลงานการออกแบบฉลากสินค้าให้พิจารณาความถูกต้องของข้อมูล ภาพและให้ข้อเสนอแนะ ปรับปรุงฉลากสินค้าให้สมบูรณ์ และประเมินความพึงพอใจกับกลุ่ม ตัวอย่างคือผู้บริโภคที่มีการซื้อซ้ำ จำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้เครื่องมือเป็น แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่าความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48 แสดงว่า การออกแบบฉลากสินค้าประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) ในการสื่อสารข้อมูลเกิดการสื่อสารสินค้าออร์แกนิค สร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้ประกอบการเกิดความเข้มแข็งและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/279963
การพัฒนาตราสัญลักษณ์ของที่ระลึก ปินตู กรือบัง มลายู มัสยิดบ้านน้ำใส จังหวัดปัตตานี
2025-09-18T13:35:25+07:00
พารีดา หะยีเตะ
pareeda.h@yru.ac.th
อัปสร อีซอ
pareeda.h@yru.ac.th
ซัมซียาห์ คาเดร์
pareeda.h@yru.ac.th
อนัน วาโซ๊ะ
pareeda.h@yru.ac.th
สูฮัยลา บินสะมะแอ
pareeda.h@yru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตราสัญลักษณ์ของที่ระลึก ปินตู กรือบัง มลายู มัสยิดบ้านน้ำใส จังหวัดปัตตานี โดยมีวิธีดำเนินงานวิจัยด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม การปฏิบัติการพัฒนาตราสัญลักษณ์ และการใช้แบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมายวิจัย ซึ่งเป็นภาคีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยคณะกรรมการดำเนินงาน ปินตู กรือบัง มลายู มัสยิดบ้านน้ำใส จังหวัดยะลา และ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานออกแบบตราสัญลักษณ์ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาชมปินตู กรือบัง มลายู มัสยิดบ้าน น้ำใส จังหวัดปัตตานี ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่มและการปฏิบัติการพัฒนาตราสัญลักษณ์ จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเขียนพรรณนาเชิงเหตุผลถึงแนวคิดและการออกแบบตราสัญลักษณ์ ส่วนข้อมูลจากแบบสอบถาม จะถูกนำไปประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปหาค่าความถี่ และค่าร้อยละ ได้ผลการวิจัยดังนี้ การพัฒนาตราสัญลักษณ์ของที่ระลึก ปินตู กรือบัง มลายู มัสยิดบ้านน้ำใส จังหวัดปัตตานี ควรจัดทำเป็นภาพกราฟฟิกที่ถอดแบบมาจากเรือปือตาลาสักตีศรีวังซา โทนสีดำและสีทอง ตัวอักษรเป็นภาษาอาหรับหรือภาษามลายู ส่วนปีตามปฏิทินอิสลาม เน้นสะท้อนบุคลิกภาพที่ผสมผสาน ทั้งมิติวัฒนธรรม ศาสนา และศิลปะ โดยให้เป็นเรือที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ บ่งบอกความ เป็นมลายูอิสลาม รวมถึงวิจิตรงดงาม ตระการตา สวยงาม ได้อารมณ์ศิลป์ ทั้งนี้ตราสัญลักษณ์ของที่ระลึก ปินตู กรือบัง มลายู มัสยิดบ้านน้ำใส จังหวัดปัตตานี แบบที่ 1 ซึ่งเป็นภาพหัวเรือปือตาลาสักตีศรี วังซา นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจมากที่สุด คิดเป็นค่าร้อยละ 52.00 ส่วนความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อประเภทของที่ระลึกที่ต้องการซื้อ พบว่าเป็นพวงกุญแจ ร่ม และเสื้อ คิดเป็นร้อยละ 23.16, 20.50 และ 17.41 ตามลำดับ</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/281683
การยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม จากทุนสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ พื้นที่ชุมชน บ้านแม่ลอยหลวง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
2025-11-06T09:56:33+07:00
รัชนี ลือดารา
ratchanee.lue@crru.ac.th
ศศิชา สุขกาย
jimmysacha2020@gmail.com
นครินทร์ น้ำใจดี
Nakarin.nam@crru.ac.th
สุภาพร เตวิยะ
supaporn.tew@crru.ac.th
ปริพรรน์ แก้วเนตร
paripan.kae@crru.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง การยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม จากทุนสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ พื้นที่ชุมชนบ้านแม่ลอยหลวง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และผลิตภัณฑ์ของชุมชน รวมทั้งออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนจากทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการในพื้นที่ชุมชนบ้านแม่ลอยหลวง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยเครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบวิเคราะห์ ข้อมูลการสนทนากลุ่ม และการจัดประชุมระดมความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและช่างฝีมือท้องถิ่นในชุมชน จำนวน 3 คน และประชาชนในชุมชนบ้านแม่ลอยหลวง จำนวน 55 คน โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยเริ่มจากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึก จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์ SWOT เพื่อใช้ในการพัฒนาแบบร่างผลิตภัณฑ์ และส่งให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินและคัดเลือกแบบที่เหมาะสม แล้วสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปทดลองใช้จริง ปรับปรุงแก้ไข และจัดจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น<br />ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ชุมชนบ้านแม่ลอยหลวงมีทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ คติความเชื่อ ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษที่สะท้อนวัฒนธรรมร่วมกันของกลุ่มคน ล้านนาเชียงแสนและชาติพันธุ์ไทลื้อ ส่วนทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ได้แก่ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น งานจักสาน งานไม้ งานทอผ้า และผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่น จากกระบวนการสนทนากลุ่มและการระดมความคิดเห็นร่วมกับชุมชน พบว่า มีผลิตภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนา 2 ประเภท ได้แก่ “แตะดอกไม้” ซึ่งใช้เป็นเครื่องสักการะบูชา ได้ค่าความสำคัญ 372 คะแนน โดยออกแบบร่วมกับชุมชนจำนวน 2 รูปแบบ และผลิตภัณฑ์กระเป๋า ได้ค่าความสำคัญ 404 คะแนน โดยผู้วิจัยได้จัดทำแบบ ร่างผลิตภัณฑ์กระเป๋า จำนวน 23 รูปแบบ นำเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเพื่อคัดเลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์ ใหม่ที่เหมาะสมในการผลิตและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ชุมชน พบว่า แบบร่างที่ 15 และ 16 ได้แก่ กระเป๋าคล้องมือและกระเป๋าถือมีผลการประเมินสูงสุด จึงถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยใช้ผ้าทอของชุมชนเป็นวัสดุหลักและผ่านการทดลองใช้จริง ผลลัพธ์ของการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/281739
การพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานเปลือกข้าวโพด ด้วยนวัตกรรมการย้อมสีจากผลผักปลัง
2025-11-04T14:58:18+07:00
นลินทิพย์ มากเขียว
nalintip.m@srru.ac.th
สุภาพร วงษา
nalintip.m@srru.ac.th
ชลธิชา ธิปัญญา
nalintip.m@srru.ac.th
<p>การใช้วัสดุธรรมชาติและทรัพยากรเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การศึกษาครั้งนี้มุ่งวิเคราะห์กระบวนการออกแบบและประดิษฐ์กระเป๋าสานจากเปลือกข้าวโพดย้อมสีด้วยผลผักปลัง พร้อมทั้งประเมินความพึงพอใจของประชากรในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว การวิจัยผสมผสานการวิจัยเชิงปฏิบัติการกับการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 408 คน ที่เลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถาม การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และการวิเคราะห์เชิงสถิติ จากผลการศึกษาพบว่า ลายช้างสุรินทร์เหมาะสมที่สุดเพราะสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสัญลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ สำหรับรูปทรงกระเป๋าพบว่าทรงกล่องเหมาะสมที่สุดด้วยคุณสมบัติด้านความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความร่วมสมัย ส่วนกระบวนการย้อมสีพบว่าสูตรที่ใช้อัตราส่วนผลผักปลัง 1,000 กรัมต่อน้ำ 3,000 มิลลิลิตร ให้สีเข้มและคงทนกว่าสูตรอื่น อีกทั้งการแช่เปลือกข้าวโพดในน้ำมะนาวก่อนย้อมช่วยเพิ่มการดูดซับสี และลดการซีดจางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านความพึงพอใจของผู้บริโภค ผลการวิเคราะห์พบว่ามีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.30±0.69) โดยประเด็นที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ความสามารถในการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ ความปลอดภัยของวัสดุที่ใช้ย้อมสี และสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดขายในทองตลาดได้ ผลจากการศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเชิงอนุรักษ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหลือใช้ทางการเกษตร</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jdecho/article/view/279667
การออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากเศษไม้เหลือทิ้ง : กรณีศึกษากลุ่ม แปรรูปและทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่
2025-08-01T16:41:06+07:00
วีระศักดิ์ สวนจันทร์
ajnuiprearch@gmail.com
นัฐพงษ์ ไชยสารฟุ่น
ch.nattapong@rmutl.ac.th
ศิขรินทร์ มัลลิกาวงศ์
Sikarint_mu@rmutl.ac.th
วนัสสุดา คำพุฒ
wanassuda@rmutl.ac.th
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากเศษไม้เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแปรรูปไม้สัก ด้วยการผสานเทคนิคการเข้าไม้แบบดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือกลุ่มผู้ประกอบการแปรรูปและทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สักในตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ จำนวน 10 คน ใช้วิธีคัดเลือกการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) กลุ่มตัวอย่างประเมินแบบร่าง ได้แก่ นักวิชาการสถาปนิก นักออกแบบผลิตภัณฑ์ และผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบ จำนวน 6 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้านและที่พักอาศัย รวม 62 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น (Non-probability Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)<br />ผลการศึกษาพบว่า ต้นแบบผลิตภัณฑ์จากเศษไม้เหลือทิ้งที่เกิดจากการสร้างสรรค์ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น รูปทรงมีความสวยงาม และแข็งแรงทนทาน ด้วยการใช้เทคนิคการเข้าไม้แบบไม่ใช่ดั้งเดิมและการเข้าไม้แบบประดับตกแต่ง ซึ่งเทคนิคทั้งสองนี้ทำให้ได้รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความประณีต ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้จริง และเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้สักของจังหวัดแพร่ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา