วารสารชัยภูมิปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr <p>วารสารชัยภูมิปริทรรศน์เป็นวารสารวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความพิเศษ บทความวิชาการ บทความปริทรรศน์ บทวิจารณ์หนังสือ และปกิณกะ แก่ นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยที่ครอบคลุมเนื้อหาในมิติทางด้านพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวข้องกับสาขาพระพุทธศาสนา ปรัชญา กฎหมาย การศึกษารัฐศาสตร์ การปกครอง ศิลปะวัฒนธรรมและประเพณี ทั้งพระพุทธศาสนาแนวคัมภีร์ และพระพุทธศาสนาแนวประยุกต์กับศาสตร์สมัยใหม่</p> <p>วารสารชัยภูมิปริทรรศน์ มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> th-TH <p>ข้อความลิขสิทธิ์</p> Sumin.yati@mcu.ac.th (พระศรีสัจญาณมุนี, ผศ. ดร.) tawanyen2558@gmail.com (พระมหาวิฑูรย์ สิทฺธิเมธี,ดร.) Fri, 27 Mar 2026 15:35:25 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สุนทรียศาสตร์ : มุมมองความงามในพุทธปรัชญาเถรวาท https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282092 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา สุนทรียศาสตร์ในพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับความงามที่อยู่ในแนวทางพระพุทธศาสนามี ๒ ด้านคือ ๑) ความงามทางโลก (โลกียะ) ซึ่งจัดเป็นความงามทางวัตถุ พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นผลของการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันระหว่างคุณภาพ หรือคุณสมบัติของวัตถุกับกิเลส คือ ความพอใจ หรือความยินดียินร้าย ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เกิดการปรุงแต่งตามแต่จริตของแต่ละคน จึงเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับความงามของวัตถุที่รับรู้ และอารมณ์ที่เข้ามากระทบแตกต่างกันไป ตามอำนาจและอิทธิพลของกิเลสของแต่ละคน ฉะนั้น ความงามในทางโลก หรือความงามทางวัตถุ ๒) ความงามที่เป็นลักษณะของธรรม&nbsp; (โลกุตระ) หรือความจริงอันเป็นผลจากคุณภาพ หรือคุณสมบัติของธรรมะ ซึ่งปรากฏต่อการรับรู้ของมนุษย์ผู้มีญาณ หรือแสดงออกทางพฤติกรรมของมนุษย์ผู้ทรงศีลทรงธรรม ทำให้ผู้คนทั่วไปรับรู้ และเห็นได้ว่าเป็นผู้มีความงามของธรรม จัดได้ว่าเป็นวัตถุวิสัย เนื่องจากเป็นความงามซึ่งเป็นคุณสมบัติเชิงวัตถุวิสัยของธรรมอันปรากฏ ปรากฏการณ์ความงามของธรรมจึงเป็นสิ่งสากลทุกคนที่รู้ หรือสัมผัสได้ย่อมมีความเข้าใจที่ตรงกัน และความงามของธรรมะก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เกณฑ์การตรวจสอบพุทธศิลป์ในกระบวนการทางสุนทรียศาสตร์ ตามหลักการอยู่โดยมีหลักอธิปไตย ๓ ประการ ได้แก่ ๑) อัตตาธิปไตย (ถือว่าตนเป็นใหญ่) ๒) โลกาธิปไตย (ถือว่าสังคมเป็นใหญ่) และธรรมาธิปไตย (ถือว่าความถูกต้องเป็นใหญ่)</p> พระมหามงคลกานต์ ฐิตธมฺโม; พระครูภาวนาวัฒนบัณฑิต วิ. พระครูภาวนาวัฒนบัณฑิต วิ., พระสุขีศม สีลเตชปุตฺติโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282092 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 อำนาจกับระบบการปกครองของคณะสงฆ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282808 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์วิเคราะห์เรื่อง “อำนาจกับระบบการปกครองของคณะสงฆ์” พบว่าอำนาจในพระพุทธศาสนาไม่ตั้งอยู่บนการบังคับด้วยกฎหมาย แต่ตั้งอยู่บน “ธรรมาธิปไตย” ที่เป็นอำนาจแห่งธรรมที่ใช้อย่างมีปัญญาและเมตตาเพื่อความสงบสุขของสงฆ์ ระบบการปกครองคณะสงฆ์เริ่มตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงวาง “สังฆวินัย” เพื่อกำกับพฤติกรรมและรักษาความสามัคคีของหมู่สงฆ์ ก่อนจะพัฒนาเป็นระบบรวมศูนย์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย อำนาจทางพุทธศาสนามีวิวัฒนาการสามระยะ ได้แก่ 1) พุทธาธิปไตย พระพุทธองค์ทรงเป็นศูนย์กลางอำนาจโดยธรรม 2) สาวกาธิปไตย กระจายอำนาจสู่สาวกผู้ใหญ่ และ 3) สังฆาธิปไตย ให้คณะสงฆ์เป็นผู้ใช้อำนาจโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญสูงสุด หลังพุทธปรินิพพาน พระธรรมวินัยจึงกลายเป็น “ศาสดาแทนพระองค์” และเป็นกฎหมายสูงสุดของสงฆ์ อำนาจของคณะสงฆ์จึงต้องอยู่ภายใต้ธรรม มิใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เช่นกรณีพระเทวทัต การปกครองคณะสงฆ์ที่ดีต้องใช้ “อำนาจแห่งธรรม” เพื่อเกื้อกูลหมู่สงฆ์และธำรงความมั่นคงของพระศาสนา.</p> พระครูปลัดประวิทย์ วรธมฺโม; อนุพันธ์ อภิชยานุภาพ; ผศ. (พิเศษ) ดร. สรวิชญ์ วงษ์สอาด; ปัญญา คล้ายเดช, กมลพร คิ้มแหน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282808 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความเชื่อมั่น : วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/280626 <p>บทความนี้มุ่งนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมที่เป็นกลไกหลักในการแสดงออกทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งวัฒนธรรมทางการเมืองที่สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีจะช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง สร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญก้าวหน้า ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย ความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงนโยบายและงบประมาณต่อสาธารณะ การรับผิดชอบต่อสังคมต้องพร้อมรับฟังข้อวิจารณ์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การเคารพสิทธิเสรีภาพและกฎหมายด้วยการให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง การมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลต้องมีระบบการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นระบบ ปัจจัยที่ได้กล่าวมานี้จะเป็นกรอบในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดเป็นค่านิยมที่ช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย</p> วัฒนะ แหลมคม; คุณกานต์ ขันคำนันต๊ะ, พัชรีญา ฟองจันตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/280626 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์พุทธตรรกวิทยากับการพิจารณาความตาย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282424 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์พุทธตรรกวิทยากับการพิจารณาความตาย พบว่า ในทางพุทธศาสนาได้ให้ความหมายกับ “ความตาย” หรือ “มรณะ” เอาไว้ว่าเป็นสัจธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของ “ไตรลักษณ์” เพราะเป็นปรากฏการณ์ปกติของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความเศร้าโศกจากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก พุทธตรรกวิทยาไม่ใช่ตรรกศาสตร์เพื่อการโต้แย้ง หรือการอนุมานผลลัพธ์จากสมมติฐาน แต่เป็นตรรกะเชิงประจักษ์ที่ใช้สำหรับการดับทุกข์ ด้วยการเชื่อมโยงเหตุปัจจัยของชีวิตเข้ากับความจริงอันสูงสุด โดยอาศัยหลักการที่ว่าไม่ต้องเก่งตรรกะ แต่ต้องเป็นผู้แม่นยำในเหตุและผลที่เคยปรากฏมาแล้ว และเปลี่ยนตรรกะจากการคาดเดาเป็นการจดจำ “สัจธรรม” เมื่อพิจารณาดีๆจะพบว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาและมโนทัศน์ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจในแง่ที่ว่า “ภาษา” คือมโนทัศน์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารถึงสิ่งต่างๆ เป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราวไม่ใช่ความจริงขั้นสูงสุด พุทธตรรกวิทยาใช้ความจริงเรื่องของ “ความตาย” เป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในการยกระดับปัญญา ไปสู่การเข้าถึงความหลุดพ้นจากวัฏสงสารจากการพิสูจน์ และให้เหตุผลผ่านเรื่องราวใน “ทุกขลักษณะ” ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องมือในการรับรองความจริงเชิงประจักษ์ที่เป็นปรากฏการณ์ความจริงของชีวิต การพิจารณาความตายตามแนวทางนี้ จึงเป็นการยกระดับการรับรู้จากแค่ความรู้สึก “เพทนาการ” ไปสู่ความจงใจหรือความตั้งใจ “เจตนา” ทำให้การเผชิญกับความตายเปลี่ยนจากปฏิกิริยาทางอารมณ์ไปเป็นการใช้ “สติปัญญา” เข้ามาแทนที่ “ความรู้สึก” ในการเผชิญหน้ากับความตาย</p> พระธีรพล ณฏฺฐิโก บัวทอง; พัชริน จินดาปทีป, จารุวรรณ ธรรมโม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282424 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 หลักอริยสัจ 4: การยุติความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเวเนซุเอลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284863 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเวเนซุเอลาผ่านกรอบอริยสัจ 4 และวิเคราะห์วิกฤตดังกล่าวในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้างระดับรัฐ ความขัดแย้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มิได้เป็นเพียงความล้มเหลวด้านนโยบายเศรษฐกิจหรือความผิดพลาดของผู้นำ หากแต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการรวมศูนย์อำนาจแบบอำนาจนิยม การบ่อนทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุล และการเสื่อมถอยของสถาบันทางการเมืองจนไม่สามารถค้ำจุนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานได้ แม้แนวคิดการสร้างสันติภาพในทางรัฐศาสตร์ร่วมสมัยมักเน้นการเจรจาและการปรับความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่ยังขาดกรอบจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐานสำหรับวิเคราะห์ความทุกข์เชิงโครงสร้างในระดับรัฐอย่างเป็นระบบ</p> <p>การศึกษานี้ใช้วิธีวิเคราะห์เอกสารและการวิเคราะห์เชิงปรัชญา–โครงสร้าง เพื่อตีความ “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค” เป็นหมวดหมู่เชิงวิเคราะห์สำหรับวินิจฉัยความล้มเหลวเชิงสถาบัน ระบุสาเหตุเชิงระบบ กำหนดเป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และออกแบบแนวทางปฏิรูปโดยสันติ ผลการศึกษาพบว่า วิกฤตเวเนซุเอลาสะท้อน “ทุกข์เชิงโครงสร้าง” กล่าวคือ ภาวะที่รัฐไม่สามารถรับประกันสิทธิ เสรีภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ขณะที่ “สมุทัย” ปรากฏในรูปของการรวมศูนย์อำนาจ การลดทอนความเป็นอิสระของสถาบันตรวจสอบ และนโยบายเศรษฐกิจการเมืองที่ขาดความยั่งยืน “นิโรธ” จึงมิใช่การระงับความขัดแย้งชั่วคราว หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบันเพื่อฟื้นฟูความชอบธรรมของรัฐ ส่วน “มรรค” ทำหน้าที่เป็นกรอบจริยธรรมและเชิงนโยบายสำหรับการปฏิรูปโดยไม่ใช้ความรุนแรง บนฐานของความโปร่งใส ความรับผิด และการเคารพสิทธิมนุษยชน</p> <p>ในเชิงทฤษฎี บทความนี้ยกระดับอริยสัจ 4 จากหลักธรรมเชิงปัจเจกไปสู่กรอบการวิเคราะห์ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระดับรัฐ พร้อมเสนอแบบจำลอง “การเปลี่ยนผ่านเชิงจริยธรรม–โครงสร้าง” เพื่อบูรณาการพุทธจริยศาสตร์กับการวิเคราะห์เชิงสถาบันทางรัฐศาสตร์ อันเป็นข้อเสนอเชิงบรรทัดฐานและเชิงวิเคราะห์ใหม่สำหรับการทำความเข้าใจและคลี่คลายวิกฤตการเมืองอย่างยั่งยืน</p> พระครูปริยัติจันทบัณฑิต สินนา; พระมหาสถิตย์ สุทฺธิมโน ราชวงศ์, พระไกรสร กันมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284863 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การทบทวนวรรณกรรม: การลดพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ในศตวรรษที่ 21 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281819 <p>บทความนี้เป็นการค้นคว้า รวบรวม และวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลดพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ในศตวรรษที่ 21 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อได้ปัจจัยที่มีผลต่อการลดพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ในศตวรรษที่ 21 การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์วรรณกรรมอย่างเป็นระบบ โดยการสืบค้นวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจาก MEPI, Research Gate, ProQuest และ Google scholar ใช้คำสำคัญในการสืบค้นวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์การจัดการพนันออนไลน์, การควบคุมการเล่นพนันออนไลน์, และปัจจัยด้านการลดพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเข้าถึงเอกสารฉบับเต็มและคัดเลือกเอกสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี 2020 – 2025 นำมาเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการลดพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ ได้ดังนี้ 1) เทคโนโลยีดิจิทัล 2) การเข้าถึงง่ายและไม่เปิดเผย 3) พฤติกรรมการติดพนัน 4) สภาพแวดล้อม 5) กฎหมายและการควบคุม และ 6) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย</p> ปองปรีดา ทองมาดี; จินต์ วิภาตะกลัศ, ศรีประไพ ม่วงพุ่ม, นริศรา บำยุทธิ์, กนกทิพย์ บำรุงศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281819 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การสืบทอดและการส่งต่อวัฒนธรรมดนตรีโย้ยกลองเลงในบริบทสังคมร่วมสมัย: กรณีศึกษาเทศบาลตำบลอากาศอำนวย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285467 <p>บทความวิชาการนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่ภาคสนามรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ประเด็นการศึกษาที่สนใจ การเลือกกิจกรรมภาคสนามแบบเจาะจง คือ เทศบาลตำบลอากาศอำนวย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ซึ่งบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอน โดยเบื้องต้นใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการภาคสนามให้นักศึกษาเข้าศึกษาดูงานและการศึกษาชุมชน เพื่อศึกษาการสืบทอดและการส่งต่อวัฒนธรรมดนตรีโย้ยกลอง เลงในบริบทสังคมร่วมสมัย ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่น ส่งผลต่อแนวทางการพัฒนารูปแบบเพื่อการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นการสืบทอดและการส่งต่อในรูปแบบการสร้างนวัตกรรมทางสังคมเชิงพื้นที่เพื่อจัดการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระบบการจัดการข้อมูล หลักสูตรท้องถิ่น เครือข่ายทางวัฒนธรรมดนตรีโย้ยกลองเลง ช่องทางการสื่อสารออนไลน์ สิ่งเหล่านี้เป็นรูปแบบที่เกิดจากความต้องการเพื่อสร้างแนวทางในการพัฒนาเชิงพื้นที่ร่วมกัน</p> พงษ์ศักดิ์ ฐานสินพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285467 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความคาดหวังของประชาชนต่อการบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284394 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคาดหวังของประชาชน 2) เปรียบเทียบความคาดหวังของประชาชนต่อการบริการสาธารณะ และ 3) เสนอแนวทางการบริการสาธารณะของเทศบาล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ คือ ประชาชนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%AA">จังหวัดนราธิวาส</a> กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างทาโร่ ยามาเน่ 390 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้นำชุมชน 24 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) ค่า F (F-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประชาชนมีความคาดหวังของต่อการบริการสาธารณะ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้านไฟฟ้าและแสงสว่าง ด้านการประปา ด้านสวัสดิการสังคม และด้านการคมนาคม ตามลำดับ</li> <li>ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคาดหวังต่อการบริการสาธารณะ ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการบริการสาธารณะของเทศบาล ควรดำเนินการโดยยึดหลักการตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของประชาชน จัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วน การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนรวม และมีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และชุมชน เช่น เพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาโดยการทำงานในลักษณะของเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชน <a href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">องค์กรภาคประชาชน</a> สถาบันวิชาชีพ การใช้หลักความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดทำบริการสาธารณะ การให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจวิธีการเข้าไปมีส่วนร่วมและเสนอปัญหาความต้องการอย่างแท้จริง</li> </ol> สุชินชยันต์ เพ็ชรนิล; มูฮัมหมัดฟูซียาน ซง, อับดุลลอฮมาลิก หมัดเหระ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284394 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงกีฬาปีนหน้าผา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282205 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยว เชิงกีฬาปีนหน้าผา และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม โดยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผู้ประกอบการธุรกิจปีนหน้าผา ผู้มาใช้บริการปีนหน้าผา ครูฝึก พนักงาน และตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงกีฬาปีนหน้าผา จำนวน 18 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าธุรกิจส่วนใหญ่มีการวางแผนแบบไม่เป็นทางการ โครงสร้างองค์กรขนาดเล็ก ผู้นำมีลักษณะภาวะผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจภายในและความมุ่งมั่น (Passion-driven Leadership) แต่ยังขาดทักษะด้านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รวมถึงยังไม่มีระบบการควบคุมภายในที่เป็นมาตรฐานรองรับ พบปัญหาสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ความปลอดภัย อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก การฝึกอบรมครูฝึก การบริการลูกค้า และราคา โดยปัญหาด้านความปลอดภัยมีความสำคัญสูงสุด ดังนั้น รูปแบบการบริหารจัดการที่พัฒนาขึ้นจึงประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการที่เน้นความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก การสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบองค์รวม การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ การตลาดดิจิทัลและการสร้างชุมชน การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ ผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับสูง รูปแบบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวเชิงกีฬาปีนหน้าผาในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</p> นฤมล อินสว่าง; บงกชกร ทองสุก, กรรณาภรณ์ ชุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282205 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284400 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ 2) วิเคราะห์ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาและสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสม กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณคือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงคุณภาพคือผู้นำท้องถิ่น จำนวน 32 คน เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณคือ แบบสอบถาม และเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์สาระ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยอยู่ในระดับมาก 4 ด้าน และอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความสำนึกทางการเมือง ด้านทัศนคติทางการเมือง ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ด้านการดำเนินงานของภาครัฐ และด้านผลตอบแทนจากกลุ่มทางการเมือง ตามลำดับ</li> <li>การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับค่าคะแนนเฉลี่ยเป็นรายด้านจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ด้านการจัดตั้งและเป็นสมาชิกกลุ่มการเมือง ด้านบทบาทตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และด้านการชุมนุมทางการเมือง ตามลำดับ</li> <li>ปัจจัยด้านผลตอบแทนจากกลุ่มทางการเมือง ปัจจัยด้านการดำเนินงานของภาครัฐ และปัจจัยด้านความสำนึกทางการเมือง ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ</li> </ol> พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์; ตะติยาวัฒน์ สุวรรณศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284400 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม เพื่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการใน จังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282894 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักสัปปุริสธรรมและแนวทางการนำมาใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในจังหวัดอุบลราชธานี 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยการใช้หลักสัปปุริสธรรมให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพระสังฆาธิการ เจ้าอาวาส พระภิกษุผู้ช่วยเจ้าอาวาส มัคนายก ผู้นำชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งสิ้น 39 รูป/คน ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1.พระสังฆาธิการในจังหวัดอุบลราชธานีมีการนำหลักสัปปุริสธรรมมาใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในด้าน ธัมมัญญุตา (รู้จักเหตุ) และ อัตถัญญุตา (รู้จักผล) ซึ่งสะท้อนผ่านการวางแผนงานและการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ขณะที่หลัก กาลัญญุตา (รู้จักเวลา) และ ปริสัญญุตา (รู้จักชุมชน) ยังมีการนำมาใช้น้อย เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรและภาระงานด้านเอกสาร</p> <p>2.ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม ได้แก่ การสนับสนุนจากเจ้าคณะระดับจังหวัด การอบรมเสริมสร้างศักยภาพทางธรรมวินัย และความร่วมมือของชุมชนศรัทธา ส่วนอุปสรรคสำคัญคือ ความไม่ต่อเนื่องของการพัฒนาศักยภาพพระสังฆาธิการและขาดงบประมาณสนับสนุน</p> <p>3.แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมคือ การจัดหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการว่าด้วย “สัปปุริสธรรมกับการบริหารเชิงธรรมาภิบาลของคณะสงฆ์” การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างวัด และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารกิจการสงฆ์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีส่วนร่วม และยั่งยืน</p> พระครูจินดาสารานุกูล พระครูจินดาสารานุกูล; พระครูโกศลวิหารคุณ พระครูโกศลวิหารคุณ; เสกสรรค์ ไชยชาติ; พระมหาจักรเทพ จกฺกวโร, ประยงค์ ศรไชย, พระสฤทธิ์ สุมโน บุญใหญ, พระสฤทธิ์ สุมโน บุญใหญ, ศรีอรุณ คําโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282894 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดการความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เทศบาลนครนครราชสีมา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284631 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการความปลอดภัยของประชาชน และ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับรูปแบบการจัดการความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เทศบาลนครนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ ประชาชน ที่อาศัยอยู่เทศบาลนครนครราชสีมาจำนวน 399 คน ซึ่งสุ่มตัวอย่างการวิจัยโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test (Independent Sample) F-test (F-statistic) และ one-way ANOVA</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการมีส่วนร่วม รูปแบบการจัดการความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เทศบาลนครนครราชสีมา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศหญิง ค่าเฉลี่ยในรูปแบบการจัดการความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เทศบาลนครนครราชสีมา มีทั้งหมด 3 ด้าน คือ ด้านการป้องกันอาชญากรรม ด้านการสนับสนุนกิจกรรมตำรวจ และด้านการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับการมีส่วนร่วม รูปแบบการจัดการความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เทศบาลนครนครราชสีมา พบว่า เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และอาชีพ ที่แตกต่างกันจะมีระดับการมีส่วนร่วม รูปแบบการจัดการความปลอดภัยของประชาชน ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> วิไลลักษณ์ เชาว์พลกรัง; ศศิมาพร สร้อยกระโทก, ลัคนา ถูระบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284631 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนอาชีวะและเทคนิคที่ 1 เมืองหลิวโจว ประเทศจีน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281163 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษารูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนอาชีวะและเทคนิคที่ 1 เมืองหลิวโจว ประเทศจีน และเพื่อศึกษาผลของรูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนอาชีวะและเทคนิคที่ 1 เมืองหลิวโจว ประเทศจีน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนของโรงเรียนอาชีวศึกษาและเทคนิคที่ 1 เมืองหลิวโจว ประเทศจีน ที่ทำการเรียนวิชาด้านศิลปะ ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 อายุ 15-18 ปี จำนวน 30 คน โดยการใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย รูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างกิจกรรมขึ้นเอง และแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ ผู้วิจัยได้ดัดแปลงเกณฑ์การประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ โดยศึกษาเกณฑ์ของ Cai shun cheng (2006) Hong yibin (2023) และYashengjiaoyu (2022) และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังของการใช้รูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยใช้สถิติ t-test for Dependent Samples</p> <p>ผลการทดลองพบว่า รูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่ใช้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนอาชีวะและเทคนิคที่ 1 เมืองหลิวโจว ประเทศจีน ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ การออกแบบรูปทรงบอลลูน การออกแบบผลิตไม้บิด การผลิตเครื่องประดับดอกไม้ติดผม การวาดภาพ และการจัดฉากกลางแจ้ง และผลของการที่นักเรียนได้รับการจัดกิจกรรมการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วยการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ทัศไนยวรรณ ดวงมาลา; Qianru Liang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281163 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาโรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282655 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาโรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ 2. เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาโรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามเพศ และสถานภาพ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและตัวแทนผู้ปกครองของโรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในงานวิจัยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสถิติ t – test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาโรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบริหารงานวิชาการ รองลงมาคือ ด้านบริหารงบประมาณ และด้านบริหารงานบุคคล และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบริหารทั่วไป</li> <li>ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและตัวแทนผู้ปกครองของโรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามเพศ โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและตัวแทนผู้ปกครองของโรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามสถานภาพ โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> <p> </p> ลลนา คลังชำนาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282655 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภาพฉายเชิงอนาคตการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284672 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาและแนวโน้มการจัดการศึกษาในอนาคตของสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และประยุกต์ใช้เทคนิคการวิจัยแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Futures Research) ผู้วิจัยได้คัดเลือกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวนทั้งสิ้น 17 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบสโนว์บอล (Snowball Sampling) ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านสภาพการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พบว่า สถาบันมีรูปแบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน บุคลากรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และมีความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพเพื่อยกระดับเป็นวิทยาลัยนานาชาติ อย่างไรก็ตาม หลักสูตรที่เปิดสอนยังมีจำนวนจำกัด และ 2) ด้านแนวโน้มการจัดการศึกษาในอนาคตของสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พบว่า 2.1) ด้านนโยบาย ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรได้รับการพัฒนาความรู้และความสามารถอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 2.2) ด้านงานวิชาการและหลักสูตร สถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ โดยเปิดสอนในสาขาวิชาที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรให้มีความทันสมัย และ 2.3) ด้านกายภาพ พบว่า ควรมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรวมให้เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน</p> สุรเวท โตเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284672 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสุขในทัศนะพุทธปรัชญาและปรัชญาร่วมสมัยในจังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281287 <p>The objectives of this research are to 1) to examine the concept of happiness in Buddhist philosophy; 2) to explore the concept of happiness in contemporary philosophy; and 3) to compare and apply both conceptual frameworks to daily life within the context of Ubon Ratchathani Province. This study is a qualitative research, utilizing in-depth interviews as the primary tool. The researchers conducted interviews with various target groups, including students, working-age individuals, the elderly, experts in Buddhist philosophy, and experts in Buddhism.</p> <p>The study found that Buddhist philosophy defines happiness through the cessation of suffering and the realization of inner peace (Nirvana), emphasizing detachment and mindfulness. In contrast, contemporary philosophy often views happiness through various lenses, such as subjective well-being, psychological flourishing, and the fulfillment of personal goals.</p> <p>The comparative analysis reveals that while both philosophies aim for human well-being, Buddhism prioritizes spiritual liberation, whereas contemporary views often focus on the balance between mental health and social conditions. The application of these concepts in Ubon Ratchathani highlights a synthesis of traditional Buddhist practices and modern lifestyle adjustments, promoting a holistic approach to sustainable happiness in local communities.</p> พระครูสุเขตวุฒิคุณ กันหะคุณ, พระสฤทธิ์ สุมโน บุญใหญ่; ศราวุธ ขันธวิขัย, ประยงค์ ศรไชย, พระเสกสรรค์ ฐานยุตฺโต ไชยชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281287 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาระบบความเชื่อและการสืบทอดความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับศาลปู่ตาของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/283487 <p>บทความวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยสำหรับบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จากงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี และมีการพัฒนาประเด็นการวิจัยต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Methods) โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับศาลปู่ตาของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร และ 2) เพื่อศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการสืบทอดความเชื่อเกี่ยวกับศาลปู่ตาของกลุ่มกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร โดยการเลือกพื้นที่วิจัยแบบเจาะจง และใช้วิธีศึกษาการรวบรวมข้อมูล 2 ส่วน คือ งานเอกสาร และเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ด้วยเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบการสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มย่อยเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> พบว่า ระบบความเชื่อและการสืบทอดความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับศาลปู่ตาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในจังหวัดสกลนคร จาก 4 พื้นที่กรณีศึกษาตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ 1) ศาลเจ้าปู่นาโพธิ์-นาเพียง อำเภอวารนิวาส และ 2) ศาลเจ้าปู่ภูเงิน อำเภอพังโคน ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลาวและไทยญ้อ ส่วน 3) ศาลปู่ตา อำเภออากาศอำนวย ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทโย้ย ระยะหลังมีการผสมผสานความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีนร่วมด้วย 4) ศาลเจ้าพ่อมเหสักข์ อำเภอเมืองสกลนคร ของกลุ่มชาติพันธุ์ภูไท แต่ละพื้นที่จะมีการเลือกทำเลที่ตั้งศาลบนพื้นที่สูงและเงียบสงบ ความเชื่อเรื่องศาลปู่ตาเป็นวัฒนธรรมความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับวิญญาณของบรรพบุรุษหรืออำนาจเหนือธรรมชาติของชาวบ้านหรือคนอีสาน ที่คอยปกป้อง และดูแลรักษาลูกหลาน ดังนั้นความเชื่อสะท้อนผ่านประเพณีหรือการประกอบพิธีกรรม เช่น การบวงสรวง การบนหรือการบ๋า โดยจะมี “พ่อจ้ำ”หรือ “กวนจ้ำ” เป็นสื่อกลาง นับเป็นการผสมผสานความเชื่อระหว่างผีกับพระพุทธศาสนาควบคู่กัน เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ส่วนรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสืบทอดความเชื่อเกี่ยวกับศาลปู่ตาของกลุ่มกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร พบว่ามี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) การจัดการโดยชุมชน ขึ้นอยู่กับศักยภาพและกลไกการจัดการภายในแต่ละชุมชน และ 2) การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ด้านงบประมาณและวิชาการ 3) การผสมผสานทางวัฒนธรรมร่วมสมัย มีการลื่นไหลทางวัฒนธรรมของผู้คนเข้ามาอาศัยใหม่หรือนักท่องเที่ยวส่งผลให้ความเชื่อเกี่ยวกับศาลปู่ตามีการปรับตัวและดำรงอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างกลมกลืน</p> พงษ์ศักดิ์ ฐานสินพล, ภัชราภรณ์ สาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/283487 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282665 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ 2. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ประชากร คือ ประชาชนที่อยู่ในเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 7,872 คน กลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในงานวิจัยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสถิติ t – test ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F -test แบบ One-way ANOVA</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผู้นำ รองลงมา คือ ด้านความไว้วางใจ ด้านเครือข่าย และด้านข้อมูลข่าวสารตามลำดับ และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลหรือ องค์กรภายนอก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลตำบลหลวงศิริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามเพศ พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> สุนันทา สุภพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282665 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภูมินิเวศพื้นที่ป่าต้นน้ำหนองหาร: การศึกษาบริบทและพัฒนาศักยภาพการจัดการท่องเที่ยว โดยชุมชน กรณีศึกษาชุมชนหลุบเลา ตำบลหลุบเลา อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/283714 <p>บทความวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยสำหรับบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จากงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี และมีการพัฒนาประเด็นการวิจัยต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Methods) โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทชุมชนการท่องเที่ยว กรณีศึกษาชุมชนหลุบเลา ตำบลหลุบเลา อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร และ 2) เพื่อพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วม และจัดทำข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดแผนสนับสนุนชุมชนภายหลังการวิจัยสิ้นสุดลง โดยการเลือกพื้นที่วิจัยแบบเจาะจงและมีวิธีการรวบรวมข้อมูลด้วยจาก 2 ส่วน คือ งานเอกสาร และเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ด้วยเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบการสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มย่อยเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> (1) ชุมชนหลุบเลา ตำบลหลุบเลา อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร วิถีชุมชนชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ 1) ทรัพยากรป่าไม้หรือป่าชุมชน มีจำนวนหลายแปลง รวมเนื้อที่กว่า 5,654 ไร่</p> <p>2) วัดถ้ำเสี่ยงของ ที่เป็นสถานปฏิบัติธรรมศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งภายในและนอกชุมชนมาระยะเวลากว่า 61 ปี มี 3) การพัฒนารูปแบบเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 4) อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่สะท้อนวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ผ่านปรากฏการณ์และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ เช่น บ้านไม้โบราณ ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ ต้นศรีมหาโพธิ์อายุ 200 ปี (2) ส่วนการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมและจัดทำข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีวิสาหกิจชุมชนกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนและปุ๋ยชีวภาพ หมู่ที่ 15 สร้างแนวทางร่วมกันเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการท่องเที่ยว เช่น แผนจัดทำฐานข้อมูลชุมชนเพื่อจัดทำคู่มือการท่องเที่ยว 2) การพัฒนาสื่อ ภายใต้ ชื่อเพจ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหลุบเลานาจ่า” เพื่อเผยแพร่ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน งานวิจัยหรืองานบริการวิชาการระดับพื้นที่ 3) การสนับสนุนโครงการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง และ 4) การพัฒนากลไกตลาด เช่น สถานที่จำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ การพัฒนาคุณภาพสินค้า ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จัดทำเป็นแผนงานเพื่อจัดทำข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาชุมชน สิ่งเหล่านี้สะท้อนทุนชุมชนหลายมิติ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ศูนย์กลางศรัทธา เศรษฐกิจอินทรีย์ และอัตลักษณ์วัฒนธรรม ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการจัดการท่องเที่ยว ในด้านการกำกับพื้นที่ การสร้างคุณค่าเชิงประสบการณ์ และการออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบททางสังคม- วัฒนธรรม ทำให้ชุมชนสามารถพัฒนา ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–วัฒนธรรม ได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น</p> ภัชราภรณ์ สาคำ, ปฏิมาภรณ์ กังวานศรีเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/283714 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอํานาจชุมชนเพื่อการเสริมสร้างจิตสํานึกความเป็นพลเมืองดีในวิถี ประชาธิปไตยตามหลักภาวนา 4 ในจังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282741 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีในวิถีชีวิตประชาธิปไตยโดยใช้หลักหลักภาวนา4ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจชุมชน 2)เพื่อพัฒนารูปแบบที่ส่งเสริมพลังอำนาจชุมชน โดยมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยตามหลักภาวนา 4 ในจังหวัดอุบลราชธานี 3)เพื่อประเมินความสำเร็จของการประยุกต์ใช้รูปแบบดังกล่าวในระดับชุมชน และวัดผลในเชิงพฤติกรรม สังคม และความยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การขยายองค์ความรู้และพัฒนาชุมชน การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม(Participatory Action Research: PAR) คือ ผู้นำชุมชน ผู้นำทางความคิด และประชาชนในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ หมู่บ้านเก่าขาม องค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม อำเภอน้ำยืน, หมู่บ้านเจียด องค์การบริหารส่วนตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ, และหมู่บ้านเถื่อนช้าง องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาของการเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยของชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี คือ การขาดความตระหนักต่อสิทธิและหน้าที่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นที่ยังไม่ต่อเนื่อง และความแตกแยกทางความคิดเห็นทางการเมืองในระดับสังคม การพัฒนารูปแบบได้บูรณาการหลักภาวนา 4 ได้แก่ กายภาวนา หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรมและความสัมพันธ์ สีลภาวนา หมายถึง การพัฒนาวินัยและกฎกติกาของชุมชน จิตตภาวนา หมายถึง การพัฒนาจิตใจและความเข้มแข็งทางปัญญา และปัญญาภาวนา หมายถึง การพัฒนาความรู้และวิจารณญาณทางการเมือง เข้ากับกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจชุมชน 5 ขั้นตอน (ตามแนวคิดของRissel , 1994) และกระบวนการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน (ตามแนวคิดermpoonvivat and Kaewmano, 2015) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การสร้างความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเอง 2) การสร้างเวทีสาธารณะและการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างพลังกลุ่ม 3) การระบุและแก้ไขปัญหาสาธารณะร่วมกัน 4) การพัฒนาและเสนอนโยบายสาธารณะของชุมชน และ 5) การสะท้อนประสบการณ์และการเรียนรู้เชิงประชาธิปไตย ผลการประเมิน พบว่า รูปแบบดังกล่าวสามารถเพิ่มระดับจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม การเคารพสิทธิผู้อื่น และการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ชุมชนสามารถนำหลักภาวนา 4 มาประยุกต์ใช้เป็นฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในการขับเคลื่อนวิถีชีวิตประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> เสกสรรค์ ไชยชาติ; พระมหาคำพันธ์ ปภากโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282741 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาวิทยากรสอนธรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ จังหวัดนครปฐม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281838 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างแรงบันดาลใจของผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดนครปฐม 2) พัฒนาหลักสูตรสอนธรรมเพื่อการสร้างแรงบันดาลใจของผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดนครปฐม 3) พัฒนาวิทยากรในการสอนพุทธธรรมเพื่อการสร้างแรงบันดาลใจของผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดนครปฐม การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ เป็นการวิจัยแบบเชิงปริมาณ โดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการเปรียบเทียบตารางสำเร็จรูปของทาโร ยามาเน ซึ่งมีจำนวน 92 คนและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 20 คน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1. พฤติกรรมของผู้ต้องขังในการกระทำความผิดมีลักษณะที่แตกต่างกันทั้งทางด้านจิตใจ สภาพสังคมและพฤติกรรมแต่ผู้ต้องขังจะเกิดสภาวะทางด้านมีสภาพจิตใจที่วิตกกังวลเครียด การสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ต้องขังจึงนำหลักธรรมเพื่อปรับมุมมองวิธีคิดพิจารณาทางด้านชีวิตให้แก่ผู้ต้องขัง การคิดแบบมีเหตุผล ปรับมุมมองให้ผู้ต้องขังไม่กดดันและเครียดวิตกกังวล 2. หลักสูตรสอนธรรมเป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ผู้ต้องขังรสามารถใช้ชีวิตในสังคมและลดการกระทำความผิดซึ่งผลการดำเนินการหลักสูตรสอนธรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พบว่า ผู้ต้องขังส่วนมากเป็นเพศหญิง 47 คน ร้อยละ 51 ผู้ต้องขังอายุมากที่สุด อายุ 31-40 ปี มีจำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 37 ความคิดเห็นของผู้ต้องขังการเข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตรการสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ต้องขังเรือนจำ จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับดี ( = 4.12)การพัฒนาหลักสูตรการสอนธรรมเพื่อสร้างจะประกอบด้วย 1.เวลา 2. สื่อการบรรยาย 3.กิจกรรม 4.กระบวนการสร้างแรงบันดาลใจ 5. การวัดประเมินผลผู้เข้าร่วม 3. การพัฒนาวิทยากรสอนธรรมเป็นผู้ที่เข้าใจในบริบทของผู้ต้องขังเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้กิจกรรมสื่อสารกับผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิธีการพัฒนาประกอบด้วย 1.ด้านความรู้ 2. ด้านการถ่ายทอดความรู้ 3.ด้านคุณสมบัติลักษณะของวิทยากร4. ด้านหลักการคิดทัศนคติ</p> พระอุทิศ สุขแสง; พระมหาประกาศิต สิริเมโธ , สัญญา สดประเสริฐ, ธนาวัลย์ ทบมาตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/281838 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284245 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p>(2) ประเมินระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา (3) เปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน (4) เปรียบเทียบประสิทธิผลของสถานศึกษาจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน และ (5) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู</p> <p>จำนวน 226 คน จากประชากร 518 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายตามตารางของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .989 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ One-Way ANOVA ร่วมกับการทดสอบรายคู่แบบเชฟเฟ่ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลและประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน ที่สำคัญ ภาวะผู้นำดิจิทัลมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมากกับประสิทธิผลของสถานศึกษา (r = .976, p &lt; .01) สะท้อนให้เห็นว่าภาวะผู้นำดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงอย่างเด่นชัดกับการยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา</p> พงษ์สิทธิ์ อุ่นกุดเชือก; เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284245 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์การแสวงหาอำนาจทางการเมืองของพระเทวทัตในพระไตรปิฎก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282807 <p>บทความวิจัยเรื่อง “ศึกษาวิเคราะห์การแสวงหาอำนาจทางการเมืองของพระเทวทัตในพระไตรปิฎก” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทแนวคิดเรื่องอำนาจและการแสวงหาอำนาจทางการเมือง 2) เพื่อศึกษารูปแบบการแสวงหาอำนาจทางการเมืองของพระเทวทัตในพระไตรปิฎก 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการแสวงหาอำนาจทางการเมืองของพระเทวทัตในพระไตรปิฎก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์ปฐมภูมิและคัมภีร์ทุติยภูมิ รวมทั้งข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ และนำเสนอในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า “อำนาจ” มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ “การเมือง” ซึ่งผู้มีบทบาททางการเมืองมักแสวงหาอำนาจทั้งในรูปแบบปกติ เช่น การเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง และในรูปแบบไม่ปกติ เช่น การปฏิวัติหรือรัฐประหาร ในเพุทธประวัติพระเทวทัตเป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงในสมัยพุทธกาล ผู้ปรารถนาอำนาจการปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า โดยได้ร่วมมือกับพระเจ้าอชาตศัตรูให้ทำการปฏิวัติพระเจ้าพิมพิสาร ส่วนตนเองพยายามยึดอำนาจจากพระพุทธเจ้าเพื่อครองอำนาจร่วมกัน จากการวิเคราะห์พบว่า พระเทวทัตใช้วิธีการแสวงหาอำนาจจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากการขอปกครองสงฆ์ เมื่อไม่สำเร็จก็ประกาศแยกคณะสงฆ์ และสุดท้ายถึงขั้นลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แต่ไม่ประสบผลสำเร็จในที่สุด.</p> พระเทพปวรเมธี พระเทพปวรเมธี, ผศ. (พิเศษ) ดร. สรวิชญ์ วงษ์สอาด; อธิเทพ ผาทา, ศุภกาญจน์ ชยาพัฒน์, ญาศุมินทร์ อินทร์กรุงเก่า, ธนัญชาภาวิ์ ชัยประภา, อนุพันธ์ อภิชยานุภาพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/282807 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285571 <p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ และ (2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 384 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.60–1.00 และด้านสภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .410–.860 ค่าความเชื่อมั่น 0.981 ส่วนด้านสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .398–.803 ค่าความเชื่อมั่น 0.974 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNImodified)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับ</p> <p>ปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก และ (2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ เรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ (1) ความรู้และความเข้าใจดิจิทัล (2) จริยธรรม ความปลอดภัย และการรู้เท่าทันดิจิทัล (3) ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ (4) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน และ (5) การพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ โดยมีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง โดยภาพรวมเท่ากับ 0.37</p> <p> </p> ปาริฉัตร สุวรรณชัย, อภิรักษ์ ชาญศึก, สิริศักดิ์ อาจวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285571 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 คณะสงฆ์สร้างชาติไทย บทบาทของคณะสงฆ์ไทยในการสนับสนุน การดำเนินงาน ของรัฐบาลคณะราษฎร (พ.ศ.๒๔๗๕ - ๒๔๘๗) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/283411 <p><strong>คำนำ</strong></p> <p>ชื่อหนังสือเล่มนี้คือ "คณะสงฆ์สร้างชาติไทย บทบาทของคณะสงฆ์ไทยในการสนับสนุนการดำเนินงาน ของรัฐบาลคณะราษฎร (พ.ศ.๒๔๗๕ - ๒๔๘๗)" แต่งโดย ภูวมินทร์ วาดเขียน จากหลักฐานที่ปรากฏหนังสือเรื่องนี้มีการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๖๗ หนังสือเล่มนี้มีอายุ ๑ ปี และหนังสือเล่มเดียวกันนี้ผู้วิจารณ์ได้นำมาอ่าน เป็นการตีพิมพ์ครั้งที่ ๑ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ บริษัท ดีเอฟ ดิจิตัล พริ้นท์ติ้ง จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ซ ๑ ผู้จัดจำหน่าย: บริษัท ดีเอฟ ดิจิตัล พริ้นท์ติ้ง จำกัด จำนวนหน้าถึง ๒๕๐ หน้า หน้าหนังสือเล่มนี้เป็นปกแข็งและในเล่มปกอ่อน เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ ISBN: ๙๗๘-๖๑๖-๖๐๘-๗๓๕-๒</p> วรรธน์ธพงค์ วัชรภัคนนท์, ผศ. (พิเศษ) ดร. สรวิชญ์ วงษ์สอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/283411 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700