วารสารชัยภูมิปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr <p>วารสารชัยภูมิปริทรรศน์เป็นวารสารวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความพิเศษ บทความวิชาการ บทความปริทรรศน์ บทวิจารณ์หนังสือ และปกิณกะ แก่ นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยที่ครอบคลุมเนื้อหาในมิติทางด้านพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวข้องกับสาขาพระพุทธศาสนา ปรัชญา กฎหมาย การศึกษารัฐศาสตร์ การปกครอง ศิลปะวัฒนธรรมและประเพณี ทั้งพระพุทธศาสนาแนวคัมภีร์ และพระพุทธศาสนาแนวประยุกต์กับศาสตร์สมัยใหม่</p> <p>วารสารชัยภูมิปริทรรศน์ มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> th-TH <p>ข้อความลิขสิทธิ์</p> Sumin.yati@mcu.ac.th (พระศรีสัจญาณมุนี, ผศ. ดร.) tawanyen2558@gmail.com (พระมหาวิฑูรย์ สิทฺธิเมธี,ดร.) Sat, 25 Jul 2026 12:42:43 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 หลักสัปปายะกับการพัฒนาสังคมในยุคปัจจุบัน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288107 <p>บทความวิชาการนี้วิเคราะห์เรื่อง “หลักสัปปายะกับการพัฒนาสังคมในยุคปัจจุบัน” พบว่า หลักสัปปายะ 7 เป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนาที่มุ่งสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน ประกอบด้วย อาวาสสัปปายะ โคจรสัปปายะ ภัสสสัปปายะ ปุคคลสัปปายะ โภชนสัปปายะ อุตุสัปปายะ และอิริยาปถสัปปายะ ซึ่งส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ในบริบทสังคมร่วมสมัยที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงจากโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยี และปัญหาสังคมที่ซับซ้อน หลักสัปปายะ 7 สามารถประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการศึกษา ชุมชน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม โดยช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี พัฒนาสุขภาวะ และสนับสนุนการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม หลักธรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เน้นความสมดุลระหว่างมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสงบสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี จึงนับเป็นกรอบแนวคิดเชิงพุทธที่มีคุณค่าและเหมาะสมต่อการพัฒนาสังคมอย่างมั่นคงได้เอง</p> สรวิชญ์ วงษ์สอาด; อัจฉราพร ฉากครบุรี, นพขวัญ นาคนวล, ธนะกิจ อินยาโส, สวาสดิ์ พรรณา, มลพร คิ้มแหน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288107 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์วิธีการใช้เหตุผลในในการสอนธรรมจากเรื่องนางกีสาโคตมี ในอรรถกถาธรรมบท https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285977 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์วิธีการใช้เหตุผลในการสอนธรรมจากเรื่องนางกีสาโคตมีในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท ใช้วิธีศึกษาเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากพระคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์เนื้อหาเชิงเหตุผลที่ปรากฏในเรื่องดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า การใช้เหตุผลในการสอนธรรมในลักษณะของการชี้นำให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยพระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีให้ผู้ประสบทุกข์แสวงหาคำตอบด้วยตนเอง จนนำไปสู่การตระหนักถึงสัจธรรมแห่งความตายและกฎของไตรลักษณ์ กระบวนการดังกล่าวสะท้อนรูปแบบของการใช้เหตุผลเชิงประจักษ์และเชิงอุปมา ซึ่งมุ่งให้ผู้ฟังเกิดปัญญาเห็นจริง เห็นความจริงของชีวิตอย่างเป็นลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้เหตุผลในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทมีบทบาทสำคัญในการอธิบายหลักธรรมเชิงนามธรรมให้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตจริง ส่งผลให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจและการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและจิตใจได้</p> พระศักดิ์สิทธิ์ พุทฺธปุตฺโต; ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285977 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารองค์กรสงฆ์สมัยใหม่เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์พระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288793 <p style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1) <span lang="TH">ศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และ </span>2) <span lang="TH">สังเคราะห์รูปแบบการปฏิรูปวงการสงฆ์แบบ </span>4 <span lang="TH">มิติที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมพหุวัฒนธรรม ผลการศึกษาพบว่า ความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ได้แก่ (</span>1) <span lang="TH">การลดลงของความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพระพุทธศาสนาและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนศาสนทายาทรุ่นใหม่ (</span>2) <span lang="TH">ปัญหาเชิงโครงสร้างและการขาดเอกภาพในการบริหารจัดการ และ (</span>3) <span lang="TH">ข้อจำกัดด้านการมีบทบาทเชิงรุกต่อสาธารณะและการยึดมั่นในพระธรรมวินัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อบทบาทของพระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ</span></span></p> <p style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">แนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์สมัยใหม่ที่นำเสนอประกอบด้วย </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">4 <span lang="TH">มิติสำคัญ ได้แก่ (</span>1) <span lang="TH">การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (</span>2) <span lang="TH">การสร้างกลไกความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ คณะสงฆ์ และชุมชน (</span>3) <span lang="TH">การพัฒนาระบบการสื่อสารองค์กรเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา และ (</span>4) <span lang="TH">การเสริมสร้างสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงพุทธของพระสังฆาธิการ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในบริบทของสังคมพหุวัฒนธรรม</span></span></p> <p style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">กรอบการบริหารที่นำเสนอนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงโดยหน่วยงานภาครัฐและสถาบันสงฆ์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพระพุทธศาสนาเชิงรุก เช่น การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับพระสังฆาธิการ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการลดความหวาดระแวงระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และส่งเสริมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มศาสนิกชนที่มีความหลากหลาย อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย</span></p> กิตติวินท์ หาญศักดิ์สิทธิ์; ประพจน์ ตรีจันทร์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288793 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 Best Practice พุทธนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิผล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284507 <p> </p> <p>บทความวิจัยเรื่อง “Best Practice พุทธนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิผล” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการบริหารสถานศึกษาเชิงพุทธของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี 2) เพื่อสังเคราะห์พุทธนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลตามกรอบตัวบ่งชี้การประกันคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี และ3)บริหารสถานศึกษา เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารที่บูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นระบบและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านพุทธนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) ความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารที่ยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมเป็นฐาน (2) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ (3) วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความสามัคคี ความไว้วางใจ และการเรียนรู้ร่วมกัน (4) การมีส่วนร่วมของผู้บริหาร บุคลากร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการตัดสินใจและพัฒนาสถานศึกษา และ (5) การนิเทศภายในอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ภายใต้การบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งทำให้การบริหารมีความสมดุลทั้งด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าทางจิตใจ ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าพุทธนวัตกรรมการบริหารดังกล่าวสามารถเสริมสร้างคุณภาพการศึกษา ความเข้มแข็งขององค์กร และความยั่งยืนของสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับบริบทสังคมร่วมสมัย</p> พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน; บรรยวัสถ์ ฝางคำ, นฤมล ดวงแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284507 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ รายวิชาภาษาไทย ระดับประถมศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285239 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง "ยอดนักสะกดคำ" ในการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำของนักศึกษาระดับประถมศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง "ยอดนักสะกดคำ" และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง "ยอดนักสะกดคำ" ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้เรียนสูงอายุที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาไทย ณ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง ยอดนักสะกดคำ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แบบทดสอบการอ่านและการเขียนสะกดคำ แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพของบอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง ยอดนักสะกดคำ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ รายวิชาภาษาไทยระดับประถมศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 91.56/81.67</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำของผู้เรียนสูงอายุระดับประถมศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง ยอดนักสะกดคำ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อบอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง ยอดนักสะกดคำ อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅=4.90, S.D.=0.30)</li> </ol> จิณณพัต เลิศอนันต์; น้ำฝน กันมา , พิษณุ บุญนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285239 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 วรรณะ 4 : วิเคราะห์ บทบาท และการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ปรากฏในพระไตรปิฎก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284688 <p>บทความการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาธรรมชาติ กำเนิด และพัฒนาการของวรรณะในคัมภีร์ศาสนาของฮินดู 2) เพื่อศึกษาบทบาท ปัญหา และการอยู่ร่วมกันในสังคมในคัมภีร์พระไตรปิฎก และ 3) เพื่อวิเคราะห์ธรรมชาติ บทบาท และการอยู่ร่วมกันในสังคมในสังคมไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Research) โดยศึกษาข้อมูลทั้งจากคัมภีร์ปฐมภูมิ และทุติยภูมิ รวมทั้งข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นนำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ และนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ธรรมชาติ กำเนิด และพัฒนาการของระบบวรรณะในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์–ฮินดูมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากระบบวรรณะหรือโครงสร้างชนชั้นในสังคมอื่น โดยมีรากฐานสำคัญจากการเมืองการปกครอง และได้รับการตอกย้ำความชอบธรรมผ่านความเชื่อทางศาสนา ข้อบัญญัติ ประเพณี และพิธีกรรมที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ส่งผลให้ระบบดังกล่าวได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หลักฐานในพระไตรปิฎกสะท้อนว่า ในสมัยพุทธกาล วรรณะกษัตริย์มีบทบาทและสถานะสูงกว่าวรรณะพราหมณ์ ขณะที่พราหมณ์ยังคงรักษาอิทธิพลของตนผ่านบทบาทด้านพิธีกรรมและการให้คำปรึกษาในราชสำนัก กษัตริย์ พราหมณ์ และแพศย์จึงพึ่งพาอาศัยกัน ส่วนวรรณะศูทรถูกใช้เป็นแรงงานเพื่อสนับสนุนความมั่งคั่งของวรรณะหลัก พระพุทธเจ้าทรงมุ่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำดังกล่าวด้วยการสถาปนาสังฆะในระบบพรหมจรรย์ เน้นคุณค่าของการกระทำมากกว่าชาติกำเนิด และทรงส่งเสริมเมตตาและกรุณาอย่างไร้ขอบเขต อันเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปราศจากการเบียดเบียนกันทั้งทางกาย วาจา และใจ</p> พระครูศรีปัญญาวิกรม พระครูศรีปัญญาวิกรม; อธิเทพ ผาทา, พระณัทภัทร กิจฺจาโร, บรรจง โสดาดี; สรวิชญ์ วงษ์สอาด; พระมหาจรูญ กิตฺติปญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284688 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองเชิงพุทธของผู้นำชุมชน ตำบลดอนใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284860 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้นำชุมชน 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่เหมาะสมในการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองเชิงพุทธของผู้นำชุมชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาค้นคว้าเอกสารควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 26 รูป/คน ประกอบด้วยพระสงฆ์และผู้นำชุมชนในพื้นที่ตำบลดอนใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) วัฒนธรรมทางการเมืองของผู้นำชุมชนมีลักษณะผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกับวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตย โดยยังคงมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์และเครือญาติ แต่เริ่มเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น 2) หลักพุทธธรรมที่เหมาะสม ได้แก่ สังคหวัตถุ 4 และอิทธิบาท 4 ซึ่งช่วยส่งเสริมคุณธรรม ความรับผิดชอบ ความเพียร และการใช้อำนาจอย่างมีเหตุผล 3) รูปแบบการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองเชิงพุทธควรบูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับกระบวนการพัฒนาผู้นำและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความไว้วางใจ และความมั่นคงทางการเมืองในระดับชุมชน</p> พระสังวาน เขมปญฺโญ สายเนตร; ศราวุธ ขันธวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284860 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารวิชาการของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285453 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ (2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ และ (4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ จำนวน 30 โรงเรียน ในปีการศึกษา 2568 ซึ่งประกอบด้วยครู จำนวน 1,443 คน และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 91 คน รวมประชากรทั้งหมดจำนวน 1,534 คน และได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 378 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถาม เท่ากับ .977 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัย ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูต่อประสิทธิผลการบริหารงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง (r = .599) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมาตรฐานสากล จำนวน 5 ด้าน คือ ปัจจัยด้านผู้บริหาร (X1) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและทรัพยากรทางการศึกษา (X5) ปัจจัยด้านชุมชนและผู้ปกครอง (X3) ปัจจัยด้านงบประมาณ (X4) และปัจจัยด้านครูผู้สอน (X2) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์การถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐาน (Beta) เท่ากับ .289, .233, .179, .164 และ .147 ตามลำดับ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการได้ร้อยละ 36.7 ซึ่งสามารถสร้างสมการถดถอยในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังต่อไปนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> Y ̂ = 1.712 + .178 (X1) + .127 (X5) + .098 (X3) + .103 (X4) + .132 (X2)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> Z ̂ = .289 (ZX1) + .233 (ZX5) + .179 (ZX3) + .164 (ZX4) + .147 (ZX2)</p> ศรินญา ศรีวงษ์ชัย; เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285453 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุน เรื่องความจริงและสุญญตา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285648 <p>บทความวิจัยเรื่อง “ศึกษาหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุน เรื่องความจริงและสุญญตา” โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เรื่องความจริงและสูญตาตามหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุน 2) เพื่อเสนอหลักการสำคัญเรื่องความจริงและสุญญตาตามหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการนำไปใช้ศึกษาหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุนเรื่องความจริงและสุญญตา ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเน้นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) วิเคราะห์เรื่องความจริงและสูญตาตามหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุน พบว่า ปรัชญามัธยมิกะมุ่งรื้อถอนแนวคิดแบบสารัตถนิยม โดยอธิบายความจริงสองระดับ คือ สมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ที่มีความสัมพันธ์เกื้อหนุนกันอย่างแยกไม่ขาด ปราศจากสวภาวะของสรรพสิ่งกับหลักปฏิจจสมุปบาท ทำให้ความจริงเป็นความจริงเชิงสัมพันธภาพ และนำไปสู่ทางสายกลาง ไม่ตกสู่ทิฏฐิ</p> <p>2) หลักการสำคัญเรื่องความจริงและสุญญตาตามหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุน พบว่า หลักความจริงและสุญญตาเป็นหลักเดียวกันในการพิจารณา สุญญตาไม่ใช่ความจริงที่แยกจากโลกสมมติ ซึ่งเป็นการมองโลกสมมติอย่างถูกต้อง นาคารชุนใช้สุญญตาเป็นเครื่องมือทางปัญญาเพื่อวิพากษ์และคลายความยึดมั่นในทิฏฐิ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการคลายอุปาทานทางปัญญาและเสรีภาพภายใน</p> <p>3) แนวทางการนำไปใช้ศึกษาหลักพุทธปรัชญามหายานของนาคารชุนเรื่องความจริงและสุญญตา พบว่า ความจริงและสุญญตาสามารถใช้เป็นกรอบวิธีคิดในการศึกษา วิเคราะห์ และตั้งคำถามต่อความเป็นจริง ช่วยทำความเข้าใจความจริงในทางภาษา สังคม และประสบการณ์ภายใน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาปัญญาและการดำรงอยู่ร่วมกับโลกที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธปรัชญา</p> สรวิชญ์ วงษ์สอาด; ปัทมาวดี แสนเขื่อนแก้ว, กมลพร คิ้มแหน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285648 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้พลังจิตตานุภาพเพื่อส่งเสริมครอบครัวสันติสุขของผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285849 <p>บทความวิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้พลังจิตตานุภาพเพื่อส่งเสริมครอบครัวสันติสุขของผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ (สมเด็จพระญาณวชิโรดม)” มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อคือ 1) เพื่อศึกษาพลังจิตตานุภาพ ในการส่งเสริมครอบครัวสันติสุข ตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์(สมเด็จพระญาณวชิโรดม)สถาบันพลังจิตตานุภาพ 2) เพื่อศึกษาทัศนะของผู้ปฏิบัติธรรม ในการส่งเสริมสร้างครอบครัวสันติสุขตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์(สมเด็จพระญาณวชิโรดม) สถาบันพลังจิตตานุภาพ และ 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้พลังจิตตานุภาพ ในการส่งเสริมครอบครัวสันติสุข ตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์( สมเด็จพระญาณวชิโรดม) สถาบันพลังจิตตานุภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 14 รูป/คน โดยวิเคราะห์เนื้อหา(Content Analysis) นำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนา</p> <p>(Descriptive method) ผลการวิจัย พบว่า 1) ศึกษาพลังจิตตานุภาพในการส่งเสริมครอบครัวสันติสุขตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ (สมเด็จพระญาณวชิโรดม) พบว่า อาศัยหลักพลังจิตตานุภาพ ซึ่งเป็นระบบการฝึกสมาธิที่เน้น “จิตตภาวนา” เพื่อพัฒนาจิตให้มั่นคง สงบ และมีพลังภายใน สถาบันจิตตานุภาพได้พัฒนาหลักสูตรสมาธิที่เข้าถึงง่าย มีคุรุเป็นผู้นำ ส่งผลให้ผู้ฝึกสามารถนำสมาธิไปใช้ในชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะในการสร้างความสงบ ความเข้าใจ และการสื่อสารอย่างมีสติ อันเป็นรากฐานของ “ครอบครัวสันติสุข” 2) ศึกษาทัศนะของผู้ปฏิบัติธรรมในการส่งเสริมครอบครัวสันติสุขตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์( สมเด็จพระญาณวชิโรดม) พบว่าการฝึกจิตตานุภาพช่วยให้ควบคุมอารมณ์ พัฒนาให้เกิดความเมตตา กรุณา และส่งเสริมความเข้าใจในครอบครัว ผู้ปฏิบัติหลายคนเห็นพ้องว่าตนมีสมาธิและจิตใจสงบขึ้น สามารถเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น และให้อภัยได้ง่ายขึ้น แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติสมาธิในแนวทางนี้มิใช่เพียงแค่กิจกรรมที่ส่งผลในระดับส่วนบุคคล แต่ยังพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสังคม 3) การประยุกต์ใช้พลังจิตตานุภาพในการส่งเสริมครอบครัวสันติสุขตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์(สมเด็จพระญาณวชิโรดม) พบว่า สามารถทำได้ด้วยการฝึกสมาธิร่วมกัน ฝึกเจริญสติอย่างสม่ำเสมอ และนำหลักธรรม เช่น ความอดทน เมตตา การให้อภัย มาใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้งานวิจัยยังเสนอแนวทางปฏิบัติ เช่น การเดินจงกรม นั่งสมาธิร่วมกัน การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน และการสื่อสารด้วย “วจีสุจริต” ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งเสริมพลังจิตตานุภาพให้เกิดขึ้นในครอบครัว และสามารถขยายผลสู่ระดับชุมชนได้นั่นเอง</p> วิลาวัลย์ คุมพล; ปัทมาวดี แสนเขื่อนแก้ว, มานิตย์ เฟื่องผล; สรวิชญ์ วงษ์สอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285849 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการเสริมสร้างสุขภาวะของผู้สูงอายุ เชิงพุทธบูรณาการจังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285736 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการเสริมสร้างสุขภาวะของผู้สูงอายุจังหวัดอุบลราชธานี ศึกษาหลักพุทธธรรมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ และนำเสนอกระบวนการเสริมสร้างสุขภาวะของผู้สูงอายุเชิงพุทธบูรณาการ ใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสารจากพระไตรปิฎกและตำราที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุจำนวน 400 คนที่สุ่มอย่างง่ายตามสูตรทาโร่ ยามาเน่ จากประชากรผู้สูงอายุ 324,974 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 รูป คน ได้แก่ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา นักวิชาการด้านการเสริมสร้างสุขภาวะ นักการเมืองท้องถิ่น และผู้นำชุมชน</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>สุขภาวะผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวม 4.05 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55 จุดแข็งคือแรงหนุนจากครอบครัว ชุมชน และศาสนา ขณะที่คอขวดสำคัญคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเข้าถึงบริการสุขภาพและการเดินทาง ภาวะเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ และความรู้เท่าทันข้อมูลกับทักษะดิจิทัล ภาพรวมอุปสรรคอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวม 3.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65</li> <li>หลักพุทธธรรมเอื้อต่อสุขภาวะ ภาวนา 4 ทำหน้าที่เป็นแกนกลางครอบคลุมกาย จิตใจ สังคม และปัญญา โดยมีพรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 และสังคหวัตถุ 4 หนุนเสริม แนวคิดธรรมโอสถช่วยเยียวยาจิตใจ ลดความตึงเครียด และเสริมกำลังใจของผู้สูงอายุ</li> <li>ข้อเสนอเชิงกระบวนการ ประกอบด้วยการวินิจฉัยร่วมบนฐานข้อมูลสี่มิติ การตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และชมรมผู้สูงอายุ การจัดหลักสูตรประจำสัปดาห์ที่ผสานภาวนา 4 กับกายภาพเบา การจัดบริการสุขภาพเชิงรุกใกล้บ้าน การคัดกรองภาวะซึมเศร้าและคุณภาพชีวิตเป็นระยะ การเสริมสมรรถนะด้านความรู้สุขภาพและดิจิทัลผ่านอสม.และครูอาวุโสดิจิทัล ตลอดจนกลไกค้ำจุนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการเดินทาง ซึ่งคาดว่าจะยกระดับสุขภาวะจากระดับมากไปสู่ระดับมากที่สุดอย่างยั่งยืนบนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น</li> </ol> พระสมุห์กองสี ญาณธโร พรมโพธิ์; พระมหาสุริยัน อุตฺตโร บึงทะเล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285736 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การสร้างเสริมแรงจูงใจของบุคลากรตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 13 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285945 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 13 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2) ศึกษาการสร้างเสริมแรงจูงใจของบุคลากรตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เสนอแนวทางการสร้างเสริมแรงจูงใจตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนจำนวน 8 โรงเรียน รวม 96 คน ใช้ประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง และสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา 5 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ รองลงมาคือลักษณะงาน ความรับผิดชอบ การยอมรับนับถือ และความสำเร็จในการปฏิบัติงาน 2) การสร้างเสริมแรงจูงใจตามหลักสังคหวัตถุ 4 อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามค่าเฉลี่ย ได้แก่ ปิยวาจา อัตถจริยา ทาน และสมานัตตตา และ 3) แนวทางการสร้างเสริมแรงจูงใจ คือ ผู้บริหารควรยอมรับความคิดเห็นของครู กล่าวคำชมเชย ให้กำลังใจ สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ยึดหลักธรรมาภิบาลในการพิจารณาความก้าวหน้า วางแผนงานอย่างเป็นระบบ จัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม และเปิดโอกาสให้ครูพัฒนางานอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปัญญา พรานแม่น; พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน, บรรยวัสถ์ ฝางคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285945 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท ๔ สำหรับโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ ๘ (ศรีเมืองใหม่) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ๓ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/286255 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการ สำหรับโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 8 (ศรีเมืองใหม่) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2) ศึกษาวิธีการส่งเสริมการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท ๔ สำหรับโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 8 (ศรีเมืองใหม่) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 3) เสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 8 (ศรีเมืองใหม่) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ๓ เป็นการวิจัยแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods research)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1.สภาพการบริหารงานวิชาการในภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการนิเทศการศึกษา รองลงมาคือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา</p> <p>2.การส่งเสริมการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท ๔ ภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยด้านที่มีการส่งเสริมสูงสุดคือ ด้านจิตตะ การมีจิตใจจดจ่อรับผิดชอบรองลงมา คือด้านวิมังสา การใช้ปัญญาไตร่ตรองและด้านวิริยะ ความเพียรพยายาม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านฉันทะ ความพอใจและรักในงาน</p> <p>3.ผลการสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท ๔ จากการสังเคราะห์ความเห็นผู้ทรงคุณวุฒิพอสรุปแนวทางสำคัญได้ดังนี้คือ 1) ด้านฉันทะ มุ่งสร้างแรงจูงใจให้ครูรักในวิชาชีพและกระตือรือร้นในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านวิริยะ ส่งเสริมความพากเพียรในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการสอน อย่างต่อเนื่อง 3) ด้านจิตตะ ปลูกฝังความรับผิดชอบและมีจิตตั่งมั่นในการทำงานเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ 4) ด้านวิมังสา ส่งเสริมการประชุมการตรวจสอบประเมินผลตามสภาพจริง และการนำผลนิเทศมาปรับปรุงกระบวนการบริหารหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง</p> <p> </p> พระพรสวรรค์ จนฺทสาโร แก้วพรม; พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน, บรรยวัสถ์ ฝางคำ, ทรงศักดิ์ แก้วชิณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/286255 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ ๑๕ (โขงเจียม) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ๓ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285944 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคล 2) ศึกษาการบริหารงาน</p> <p>บุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 15 (โขงเจียม) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยใช้การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบ การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) มีประชากรและกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 92 คน จาก 12 โรงเรียน สุ่มโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Morgan เชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) จำนวน 5 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 5 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) และคำถามปลายเปิด แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ มีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ทั้งฉบับเท่ากับ ๐.88 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> </p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>สภาพการบริหารงานบุคคล: ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านวินัยและการรักษาวินัย รองลงมาคือ ด้านการออกจากราชการ และด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ตามลำดับ</li> <li>การบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7: ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านหลักกาลัญญุตา (รู้จักกาล) มัตตัญญุตา (รู้จักประมาณ) และปุคคลัญญุตา (รู้จักบุคคล)</li> <li>แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7: ควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างแรงจูงใจผ่านการยกย่องชมเชยทันเวลา (กาลัญญุตา) การกำหนดเกณฑ์การประเมินที่โปร่งใสและเป็นธรรม (มัตตัญญุตา) การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง (อัตตัญญุตา) และการวางแผนอัตรากำลังล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ (ธัมมัญญุตา) เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</li> </ol> อุไรพร อินทราชา; บรรยวัสถ์ ฝางคำ, พระมหาประยูร ติกขปญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285944 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรตามหลักพรหมวิหาร 4 ของคณะครูและบุคลากรโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/286446 <p> </p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพความสัมพันธ์ในองค์กรของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 2.) เพื่อศึกษาวิธีการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรตามหลักพรหมวิหาร 4 ของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ และ 3.) เพื่อเสนอแนวทางการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรตามหลักพรหมวิหาร 4 ของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครูในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 63 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1) สภาพความสัมพันธ์ในองค์กรของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ อุเบกขา กรุณา มุทิตา และ เมตตา ตามลำดับ</p> <p> 2) วิธีการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรตามหลักพรหมวิหาร 4 ของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การมีส่วนร่วมและเป้าหมายร่วม การยึดมั่นคุณธรรมและการเคารพสิทธิ ความจริงใจและความไว้วางใจ และการสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดกว้าง ตามลำดับ</p> <p> 3) แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรตามหลักพรหมวิหาร 4 ของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ที่นำเสนอประกอบด้วย 3.1) ด้านเมตตา สถานศึกษาควรพัฒนาบรรยากาศองค์กรเชิงบวกด้วยความปรารถนาดี 3.2) ด้านกรุณา สถานศึกษาควรบริหารด้วยการรับฟังปัญหาอย่างตั้งใจ เข้าใจบริบทชีวิตและภาระหน้าที่ของบุคลากร 3.3) ด้านมุทิตา สถานศึกษาควรสร้างกลไกชื่นชมและยกย่องความสำเร็จของบุคลากรอย่างเหมาะสม 3.4) ด้านอุเบกขา สถานศึกษาควรตัดสินใจด้วยเหตุผลและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน พิจารณาข้อเท็จจริงโดยไม่ลำเอียง สร้างบรรยากาศที่บุคลากรปฏิบัติต่อกันด้วยความเป็นกลาง</p> เบญจมาศ แสงพล; พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ, บรรยวัสถ์ ฝางคำ, อริย์ธัช ศรีภัทรโกสินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/286446 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการเสริมสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมโดยการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในบริบทท้องถิ่น จังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284755 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับสภาพปัญหาและความต้องการในการเสริมสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมในจังหวัดอุบลราชธานี (2) สร้างและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างแหล่งเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม และ (3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น</p> <p>การดำเนินวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่1 การวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชน ผู้นำชุมชน และครูในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 400 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อร่างรูปแบบโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน ประกอบด้วย ปราชญ์ชาวบ้าน พระสงฆ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และ ระยะที่ 3 การตรวจสอบรูปแบบ โดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 ท่าน และประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพปัญหาการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>(x= 4.21) โดยเฉพาะด้านการขาดระบบการจัดการองค์ความรู้และการขาดงบประมาณสนับสนุน ส่วนความต้องการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในระดับมากที่สุด 2.รูปแบบการเสริมสร้างแหล่งเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น (B-Ubon Model) มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ (1) วัตถุประสงค์เชิงพุทธบูรณาการ (2) หลักพุทธธรรมขับเคลื่อน (หลักอิทธิบาท 4 และสังคหวัตถุ 4) (3) กระบวนการมีส่วนร่วมของ "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน) (4) ปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จ และ (5) ระบบติดตามและประเมินผล 3.ผลการประเมินรูปแบบพบว่า มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริงอยู่ในระดับมากที่สุด (x = 4.55) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน</p> บรรยวัสถ์ ฝางคำ; พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน, นฤมล ดวงแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284755 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285951 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล3) เพื่อเสนอกลยุทธ์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 389 คน วิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลตำบลบันนังสตา จำนวน 20 คน เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณคือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test แบบ Independent samples) และ F-test (one way ANOVA) และวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการดำเนินงาน รองลงมา ด้านการวางแผนและตัดสินใจ และด้านการติดตาม ประเมินผล ส่วนด้านการรับประโยชน์ อยู่ในระดับปานกลาง 2) ประชาชนที่มีเพศ อาชีพ และระดับการศึกษาต่างกัน มีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น ไม่แตกต่างกัน 3) กลยุทธ์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชน ดังนี้ (1) การสร้างความตระหนักรู้และสร้างจิตสำนึกชุมชนเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของโครงการและร่วมรับผิดชอบ (2) การจัดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นโดยปราศจากข้อจำกัดและแรงกดดัน (3) การให้ความรู้และข่าวสารผ่านช่องทางที่ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง (4) การสนับสนุนกลุ่มอาชีพและสร้างเศรษฐกิจชุมชน (5) การสร้างความสามัคคีและเครือข่ายความร่วมมือ (6) การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน</p> อนุชา พิมายนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285951 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชน ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสะอาด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285680 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชน 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เสนอแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสะอาด อำเภอ ลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประชากรการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตตำบลโคกสะอาด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 10,017 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 389 คน วิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้นำชุมชน จำนวน 32 คน เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณคือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า การวิจัยเชิงคุณภาพคือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test แบบ Independent samples) และ F-test (one way ANOVA) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์สาระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการดำเนินงาน รองลงมา ด้านการตัดสินใจ และด้านการติดตามประเมินผล ส่วนด้านการรับประโยชน์ อยู่ในระดับปานกลาง 2) ประชาชน ที่เพศ อาชีพ และระดับการศึกษาต่างกัน มีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น (1) ด้านการตัดสินใจ อบต.ควรกำหนดกลยุทธ์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาร่วมในกิจกรรม การประชุม หรือประชาคมชุมชนให้มากที่สุด โดยคำนึงถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม ความสะดวกในการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมของประชาชน การสื่อสารหรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบหรือตระหนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับอย่างชัดเจน เป็นต้น (2) ด้านการดำเนินงาน อบต.ควรกำหนดกลยุทธ์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาร่วมในการเป็นผู้แทน หรือเป็นกรรมการในการดำเนินโครงการ/กิจกรรม ให้มากที่สุด (3) ด้านการรับประโยชน์ อบต.ควรจัดโครงการด้านการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครัวเรือน ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง (เน้นให้ความรู้ มากกว่าให้ค่าตอบแทน) และ (4) ด้านการติดตามประเมินผล อบต.ควรกำหนดกลยุทธ์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผล และทำการประชาสัมพันธ์อย่างหลากหลาย ครอบคลุม และทั่วถึง</p> ปรัชญา ศิลปะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285680 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288354 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2) เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและแนวทางการพัฒนารูปแบบที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ และ 3) เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงเอกสารแบบบูรณาการ (Integrative Review) ตามแนวทางของ Whittemore และ Knafl (2005) โดยสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล ThaiJo และ ThaiLIS ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2569 (โดยสิ้นสุดการสืบค้นข้อมูลในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 เพื่อให้ครอบคลุมและแม่นยำตามขอบเขตเวลาที่กำหนด) คัดเลือกเอกสารฉบับเต็มที่มีคุณภาพจำนวน 42 เรื่อง เพื่อทำการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์ข้ามกรณี (Cross-case Synthesis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>รูปแบบการฝึกประสบการณ์ที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การเตรียมความพร้อมเชิงสมรรถนะ (2) กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเกลียววน (Spiral Action Research Cycle) (3) ระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงแบบสามภาคีเครือข่าย (Tripartite Partnership) (4) การสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ และ (5) การประเมินผลตามสภาพจริง ความสำเร็จของรูปแบบขึ้นอยู่กับ 4 มิติปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคล กระบวนการ บริบท และเครื่องมือ</li> <li>ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวส่งผลให้สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครูสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบท (ร้อยละ 92.86) และการนำผลไปพัฒนาผู้เรียน (ร้อยละ 85.71) นอกจากนี้ยังพบผลลัพธ์ที่ไม่ได้คาดหมายคือ การเพิ่มความมั่นใจและลดความวิตกกังวลในการสอนของนักศึกษาครู</li> <li>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงหลักสูตรให้บูรณาการการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาระบบรับรองทักษะ Coaching สำหรับครูพี่เลี้ยง และการปรับเปลี่ยนระบบการนิเทศสู่การนิเทศแบบพัฒนาศักยภาพ (Developmental Supervision)</li> </ol> ปุ่น ชมภูพระ; ประภากร พาป้อ, ปพิชญา พรหมกันธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288354 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการเรียนรู้ทางสังคมศึกษาเพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล : สังเคราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) บนฐานประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288438 <p>การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ส่งผลต่อการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการมีส่วนร่วมทางสังคมของประชาชนอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ได้ก่อให้เกิดความท้าทายต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยในสังคมดิจิทัล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดและอธิบายแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยในยุคดิจิทัลบนฐานของแนวคิดประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) และแนวคิดความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship)</p> <p>บทความนี้ใช้วิธีการศึกษาและสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ความเป็นพลเมืองดิจิทัล และการเรียนรู้พลเมืองที่มีปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นกรอบการวิเคราะห์สำหรับครู อาจารย์ หรือบุคลากรทางการศึกษา ในการจัดการเรียนรู้ทางสังคมศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยให้แก่นักเรียน นักศึกษาหรือผู้ที่สนใจ ผลการสังเคราะห์พบว่า ความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยในยุคดิจิทัลประกอบด้วยสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) การรู้เท่าทันข้อมูลสาธารณะ (Civic Information Literacy) (2) การใช้เหตุผลเชิงประชาธิปไตย (Democratic Reasoning) (3) การสื่อสารและการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ (Deliberative Communication) (4) การมีส่วนร่วมทางสังคมและสาธารณะ (Civic Participation) และ (5) การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI Citizenship)</p> <p>นอกจากนี้ ผู้เขียนได้สังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเรียนรู้พลเมืองประชาธิปไตย ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะ การสะท้อนคิดบนพื้นฐานของหลักฐาน การอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ การสร้างข้อเสนอและการมีส่วนร่วมเพื่อสาธารณะ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ โดยสรุปเป็นกรอบแนวคิด DCAI Framework (Democratic Citizenship in the Age of AI Framework) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ทางสังคมศึกษาสำหรับการพัฒนาความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล ซึ่งข้อค้นพบสำคัญของแนวคิดนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาพลเมืองประชาธิปไตยจากศึกษาแบบดั้งเดิม สู่การส่งเสริมการสอนที่เท่าทันเทคโนโลยีขั้นสูงอันจะช่วยขับเคลื่อนคุณภาพของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยยุคดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ธานี ถังทอง; ประเสริฐศักดิ์ มีหมู่, ธนาวิทย์ กางการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288438 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288237 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน 2) เปรียบเทียบการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด 10 ตำบล จาก 120 หมู่บ้าน จำนวน 40,269 คน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีคำนวณจากสูตรของทาโร ยามาเน่ จำนวน 400 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า:</strong></p> <ol> <li>วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ลำดับแรก ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง รองลงมา ด้านการมีจิตสำนึกในความเป็นพลเมือง ด้านด้านจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนพรรคการเมือง ด้านความต้องการรักษาสิทธิของตนเอง และด้านความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ตามลำดับ ตามลำดับ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษ และอาชีพ โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชน คือ ผู้นำชุมชนทุกระดับต้องสร้างจิตสำนึกทางการเมืองให้กับประชาชน รู้และเข้าใจ เข้าถึงความสำคัญของการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ</li> </ol> รชพล ศรีขาวรส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288237 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยชดเชยความเสียหายทางการแพทย์สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ในประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288845 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการประกันภัยชดเชยความเสียหายทางการแพทย์จากผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ 2) ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายจากบริการของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพในสหราชอาณาจักร 3) เสนอแนวทางและมาตรการทางกฎหมายประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายให้กับบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการรับบริการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการศึกษาในเชิงเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ 1. พบว่ากฎหมายไทยยังมิได้กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ต้องมีประกันภัยหรือหลักประกันความรับผิดทางวิชาชีพเป็นเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพ ส่งผลให้ผู้เสียหายยังขาดแหล่งชดเชยความเสียหายที่ชัดเจนและครอบคลุม ขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ต้องรับภาระความเสี่ยงด้านกฎหมาย การเงิน และการประกอบวิชาชีพด้วยตนเอง แม้มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จะกำหนดให้มีเงินช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านวงเงิน ขอบเขตการคุ้มครอง และกระบวนการพิจารณา</p> <p>วัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า สหราชอาณาจักรกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพต้องมีประกันภัยหรือหลักประกันความรับผิดที่เหมาะสม โดยเชื่อมโยงกับการขึ้นทะเบียนและต่ออายุใบอนุญาตภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรวิชาชีพ ทำให้ผู้เสียหายมีแหล่งชดเชยที่ชัดเจน แนวทางดังกล่าวจึงควรนำมาปรับใช้กับประเทศไทย</p> <p>วัตถุประสงค์ที่ 3. พบว่าเห็นควรให้กำหนดระบบประกันภัยชดเชยความเสียหายทางการแพทย์ภาคบังคับโดยผูกโยงกับการออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ควบคู่กับการใช้หลักการชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดและการระงับข้อพิพาทโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งออกแบบโครงสร้างกฎหมายและอัตราเบี้ยประกันภัยให้เหมาะสม เพื่อให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย</p> รุ่งอรุณ หน่อคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/288845 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาตามหลักสัปปายะ 7 ของกลุ่มโรงเรียนศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/286207 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาและนำเสนอแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา โดยบูรณาการหลักพุทธธรรม "สัปปายะ 7" (สภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติ) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพการศึกษาในกลุ่มโรงเรียนศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ การวิจัยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ (2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาการจัดแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และ (3) เพื่อสังเคราะห์และเสนอแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ระเบียบวิธีวิจัย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้แนวคิดการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับสถานศึกษาและหลักสัปปายะ 7 เป็นกรอบแนวคิดหลัก พื้นที่วิจัยคือกลุ่มโรงเรียนศรีบูรพาจารย์หัวตะพาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมจำนวน 32 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในเชิงคุณภาพจำนวน 5 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามที่มีคุณภาพเชิงสถิติและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ย (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการหาดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลในรูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพความต้องการจำเป็น ในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า "ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่าย" มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าสถานศึกษาต้องการการสนับสนุนและการบูรณาการความร่วมมือจากภาคีภายนอกเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งเรียนรู้</p> <p>2) วิธีการพัฒนา การจัดแหล่งเรียนรู้ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบเชิงบูรณาการ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านกายภาพ (อาวาสสัปปายะ) การบริหารจัดการ (อาหารสัปปายะ) กระบวนการเรียนรู้ (ธัมมสัปปายะ) ผู้เรียนและครู (ปุคคลสัปปายะ) และมิติการมีส่วนร่วม ซึ่งทุกมิติต้องเอื้อต่อสภาวะจิตใจและส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียน</p> <p>3) แนวทางการพัฒนา ผู้วิจัยได้นำเสนอแนวทางในลักษณะของ "โมเดลเชิงระบบ" (Systems Model) ที่ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ 1. ปัจจัยนำเข้า (Inputs) เช่น ทรัพยากรและคน 2. กระบวนการ (Process) คือการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ 3. กลไกสนับสนุน (Support Mechanisms) เช่น ภาคีเครือข่าย และ 4. ผลลัพธ์ (Outcomes) คือคุณภาพผู้เรียนและสถานศึกษาแห่งการเรียนรู้ โดยมีหลักสัปปายะ 7 เป็นเกณฑ์กำกับมาตรฐานในทุกขั้นตอน</p> จิรกร คำสัตย์; บรรยวัสถ์ ฝางคำ, พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ, อริย์ธัช ศรีภัทรโกสินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/286207 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 สมาธิ ฐานสู่สุขภาพจิตและปัญญาหยั่งรู้ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284548 <p>หนังสือเรื่องสมาธิ ฐานสู่สุขภาพจิตและปัญญาหยั่งรู้ เขียนโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พิมพ์ครั้งที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560 จำนวน 160 หน้า โดยสำนักพิมพ์ศยาม บริษัทสำนักพิมพ์สยามปริทัศน์ (ในเคลือบริษัทเคล็ดไทย จำกัด) ได้ขออนุญาติพิมพ์เป็นหนังสือ เพื่อเผยแผ่หลักธรรมให้แพร่หลาย เป็นหนังสือที่นำเสนอหลักธรรมคือมรรค์มีองค์ 8 ได้แก่ สัมมาสมาธิ ในพระพุทธศาสนา มาประยุกต์เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวัน</p> พระศักดิ์สิทธิ์ พุทฺธปุตฺโต; ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/284548 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700 ไอที: ภายใต้วัฒนธรรมแห่งปัญญา (ศาสนากับยุคโลกาภิวัตน์) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285030 <p>หนังสือเรื่อง “ไอที: ภายใต้วัฒนธรรมแห่งปัญญา (ศาสนากับยุคโลกาภิวัตน์)” แต่งโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พระเถรานุเถระผู้มีผลงานด้านวิชาการทางพระพุทธศาสนาร่วมสมัยจำนวนมาก เป็นหนึ่งในนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญของประเทศไทย หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2540 เป็นหนังสือที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัยของพุทธธรรมที่สามารถอธิบายและแก้ปัญหาสังคมร่วมสมัยได้</p> <p>รายงานบทวิจารณ์หนังสือฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ไอที: ภายใต้วัฒนธรรมแห่งปัญญา (ศาสนากับยุคโลกาภิวัตน์)” โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งแม้จะได้รับการบรรยายไว้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2538 เนื่องในงาน “ไอทีเฉลิมพระเกียรติ” แต่เนื้อหาและหลักคิดที่ปรากฏกลับมีความเป็นสากลและก้าวข้ามกาลเวลา (Timeless) เปรียบเสมือนเข็มทิศทางจิตวิญญาณที่ชี้ทางสว่างให้แก่มนุษย์ผู้กำลังหลงทางอยู่ในป่าข้อมูลข่าวสาร การหยิบยกเอกสารชิ้นสำคัญนี้มาพินิจพิเคราะห์ในระดับดุษฎีบัณฑิต จึงมิใช่เพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ทางความคิด แต่เป็นการแสวงหาคำตอบเชิงปรัชญาและจริยศาสตร์ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโลกยุคปัจจุบัน</p> <p>เนื้อหาภายในบทวิจารณ์ฉบับนี้ ได้มุ่งเน้นการสังเคราะห์แก่นความคิดของผู้ที่ฉายภาพความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและกระบวนทัศน์ในการรับเทคโนโลยีของสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นวิกฤตทางปัญญาที่เกิดจากการขาดแคลนวัฒนธรรมมิติทางวิทยาศาสตร์ และมิติทางอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานของการสร้างสรรค์ แต่กลับรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ภายใต้วัฒนธรรมบริโภค และความเชื่อแบบไสยศาสตร์ ผู้วิจารณ์ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงผลกระทบทางสังคมวิทยาและจิตวิทยาที่เกิดขึ้น เมื่อมนุษย์เสพติดความสบาย กระทั่งละขาดความเพียร (Indolence) และความสามารถในการมีความสุขด้วยตนเอง (Inner Happiness) พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางออกตามข้อเสนอของผู้ประพันธ์ คือ การสร้างวัฒนธรรมแห่งปัญญาตามหลักพุทธธรรม เพื่อพัฒนาคนให้สามารถอยู่เหนือเทคโนโลยี และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์อารยธรรม ไม่ใช่เครื่องมือที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์</p> <p>ผู้วิจารณ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การวิจารณ์และสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารอันทรงคุณค่าเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยเฉพาะในการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเตรียมคนให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคต ไม่ใช่เพียงการเตรียมทักษะทางเทคนิค (Hard Skills) แต่รวมถึงการปลูกฝังภูมิคุ้มกันทางจิตใจและปัญญา (Wisdom &amp; Resilience) ท้ายที่สุดนี้ ผู้วิจารณ์ของกราบขอบพระคุณและบูชาในปัญญาของ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่ได้ให้หลักคิดอันล้ำค่านี้ไว้เป็นมรดกทางปัญญาแก่สังคมไทย และหวังว่าบทวิจารณ์หนังสือฉบับนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานเจตนารมณ์ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สันติสุขและอิสรภาพที่แท้จริงสืบไป</p> ปราชญ์ ก้อนเพชร; ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcr/article/view/285030 Sat, 25 Jul 2026 00:00:00 +0700