วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas <h2><strong><span style="font-size: big;">วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา<br /></span></strong></h2> <h2 class="a"><strong>Journal of Ayutthaya Studies</strong></h2> <p><strong>ISSN 3027-7248 (Print) และ ISSN 3027-7256 (Online)</strong></p> <p class="a"><span lang="TH">วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา </span>Journal of Ayutthaya Studies <span lang="TH">เป็นวารสารวิชาการของสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ (</span>Article) <span lang="TH">และบทความงานวิจัย (</span>Research Article) <span lang="TH">ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่สอดคล้องกับบริบทของอยุธยาในมิติต่างๆ</span></p> <p class="a"><span lang="TH">วารสารมีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับเดือนมกราคม–มิถุนายน และฉบับเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม โดยดำเนินการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ และเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 โดยใช้ระบบการพิจารณาแบบ </span>Double-blind Peer Review <span lang="TH">ซึ่งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความจะไม่ทราบชื่อและข้อมูลซึ่งกันและกัน บทความที่ผ่านการประเมินจะได้รับการเผยแพร่ทั้งในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบออนไลน์ และในรูปแบบตีพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการอย่างกว้างขวาง</span></p> <p><strong>ภาษา:</strong> ภาษาไทย<br /><strong>กำหนดเผยแพร่:</strong> 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน / ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม<br /><strong>อัตราค่าส่งบทความ : </strong>3,000 บาท / บทความ</p> th-TH thanee.chu@hotmail.com (อาจารย์ ดร.ธานี ชูกำเนิด) aryuwat@aru.ac.th (อายุวัฒน์ ค้าผล) Fri, 26 Dec 2025 20:34:24 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 เปิดประตูสู่ประวัติศาสตร์: การเรียนรู้เชิงพื้นที่ในพระนครศรีอยุธยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282465 <p class="a"><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวคิดและผลลัพธ์ของการบูรณาการ “การเรียนรู้เชิงพื้นที่” เข้ากับการสอนวิชาประวัติศาสตร์ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา การเรียนรู้เชิงพื้นที่ในบริบทของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือการใช้พื้นที่เป็นเครื่องมือและแหล่งเรียนรู้หลัก โดยเน้นการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สถานที่ สิ่งแวดล้อม และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น ๆ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปรียบเสมือนห้องเรียน ขนาดใหญ่ที่มีชีวิต นักเรียนสามารถลงพื้นที่สำรวจ และสัมผัสกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ การได้เห็นสถานที่จริงที่เคยเป็นฉากเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ทำให้การเรียนรู้เป็นรูปธรรมและน่าสนใจยิ่งขึ้น การเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่เน้นการท่องจำเนื้อหาจากตำราเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ </span>21 <span lang="TH">ของนักเรียนได้ ทั้งนี้ได้มีแนวทางในการพลิกโฉมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้มีชีวิตชีวาและมีความหมายผ่านกิจกรรมต่าง ๆ การเรียนรู้เชิงพื้นที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนกับความเป็นจริงได้ และยังเป็นการปลูกฝังความตระหนักในคุณค่า ของมรดกทางวัฒนธรรมและสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง บทความนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้จากแหล่งประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาการศึกษาประวัติศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</span></p> พันธกานต์ ดวงงา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282465 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ถอดรหัสผู้แต่งโคลงยวนพ่าย สู่สมมุติฐานใหม่ “สมเด็จพระอินทราชา” https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282097 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับกวีผู้แต่งโคลงยวนพ่าย จากเดิมที่นักวิชาการสันนิษฐานว่า กวีผู้แต่งโคลงยวนพ่ายอาจเป็นพระสงฆ์ หรืออาจเป็นเจ้านายสตรีชั้นสูงในพระราชวงศ์สุโขทัย แต่ผลจากการศึกษาใหม่ในครั้งนี้ ที่ศึกษาด้วยวิธีอ่านละเอียด และวิเคราะห์ข้อมูลจากโคลงยวนพ่าย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์พบว่า สมเด็จพระอินทราชา พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือ กวีผู้แต่งโคลงยวนพ่าย เนื่องจากมีบทบาทในการรบคู่กับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทุกครั้ง ดังนั้นสมเด็จ-พระอินทราชาจึงเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตามที่ปรากฏในโคลงยวนพ่าย ผลการศึกษายังพบอีกว่า สมเด็จพระอินทราชาไม่ได้แต่งโคลงยวนพ่ายเพื่อสดุดีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเท่านั้น แต่ยังแต่งโคลงยวนพ่าย เพื่อกอบกู้พระเกียรติยศของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ทำสงครามพ่ายแพ้พระเจ้าติโลกราชถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้สมเด็จพระอินทราชายังแต่งโคลงยวนพ่ายจากความประทับใจในชัยชนะของอยุธยาที่มีต่อล้านนาในสงครามชิงเมืองเชลียง (เมืองเชียงชื่น) กลับคืนจากความครอบครองของล้านนา</p> ณัฐวุฒิ คล้ายสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282097 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 อาสาสมัครมรดกโลก 2567 : ข้อเสนอการบริหารจัดการ แหล่งมรดกโลกอยุธยาผ่านการจัดการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/281936 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานของโครงการอาสาสมัครมรดกโลก (World Heritage Volunteers: WHV) ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดขึ้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดการและกระจายนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความแออัดในเขตศูนย์กลาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่รอบนอกของแหล่งมรดกโลก โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครในการอนุรักษ์และพัฒนามรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO) อุทยานฯ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2534 เนื่องจากคุณค่าโดดเด่นเป็นสากล (Outstanding Universal Value – OUV) ที่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง และการจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด หลักการของโครงการมุ่งเน้นการกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่ศูนย์กลางเมืองที่แออัดไปยังโบราณสถานและชุมชนโดยรอบ เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลของอยุธยา กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วยการสำรวจพื้นที่ การวิเคราะห์เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงปริมาณและคุณภาพ การออกแบบแผนแม่บทการจัดการท่องเที่ยวเชิงมรดก และการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านการนำเสนอและรับฟังความคิดเห็น</p> <p>ผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การบูรณาการวัฒนธรรมที่มีชีวิตกับแหล่งประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างกิจกรรมร่วมสมัยและฟื้นฟูบทบาทของโบราณสถานให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน 2) การผสานการสัญจรและการนำเสนอความแท้ของมรดก โดยพัฒนาเครือข่ายการเดินทางเชื่อมโยงโบราณสถานรอบเกาะเมืองกับเส้นทางน้ำและเส้นทางจักรยาน รวมถึงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ในการชมทัศนียภาพจากมุมสูงเพื่อเสริมคุณค่าการเรียนรู้ 3) การผสานแหล่งมรดกชุมชนท้องถิ่น และการจัดการน้ำผ่านการพัฒนาแคมเปญ “Ayutthaya Go” ที่ส่งเสริมประสบการณ์เชิงจิตวิญญาณ วัฒนธรรมอาหาร และเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อยกระดับความยั่งยืนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของชุมชน 4) การฟื้นฟูทุ่งแก้ว–ทุ่งขวัญ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะเชิงมรดกและระบบนิเวศทางน้ำ โดยเชื่อมโยงเครือข่ายคลองกับโบราณสถานรอบนอกเพื่อกระจายการท่องเที่ยวออกจากเขตศูนย์กลาง</p> <p>ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวมรดกโลกที่ผสมผสานองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม การจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งมุ่งพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการที่สมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การท่องเที่ยว และความยั่งยืนของพื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา</p> ปฏิพล ยอดสุรางค์, อัสดาภรณ์ เกียรติธนวัฒน์, ณัชชา วัฒนมะโน, โชวเหวิน ทั้น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/281936 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาททางการเมืองของกรมหมื่นเทพพิพิธ ตอนปลายสมัยอยุธยาถึงสมัยกรุงธนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/281907 <p class="a"><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาททางการเมืองของกรมหมื่นเทพพิพิธในช่วงตอนปลายสมัยอยุธยาถึงสมัยต้นกรุงธนบุรี โดยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นและชั้นรอง ผลการศึกษาพบว่า กรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นพระโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มีบทบาททางการเมืองมากที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงระยะเวลา คือ 1) ช่วงก่อนกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย และ 2) ช่วงสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งในช่วงระยะเวลาก่อน พ.ศ. 2310 กรมหมื่นเทพพิพิธมีบทบาทในการสนับสนุนเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าอุทุมพร เมื่อเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระเจ้า-เอกทัศน์ กรมหมื่นเทพพิพิธทรงออกผนวชและถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏต่อพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์จึงถูกเนรเทศไปอยู่เกาะลังกา เมื่อประทับอยู่ที่เกาะลังกาก็มีส่วนพัวพันในเหตุการณ์กบฏภายในเกาะลังกา จนต้องเสด็จหนีกลับอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าล้อมกำลังไว้ทั้งหมด กรมหมื่น-เทพพิพิธได้รวบรวมกำลังคนเพื่อต่อสู้กับพม่า แต่ก็ถูกกองทัพพม่าตีแตก กรมหมื่นเทพพิพิธจึงหลบหนีไปอยู่เมืองพิมายและนครราชสีมา เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายในปี พ.ศ. 2310 แล้ว กรมหมื่นเทพพิพิธได้จัดตั้งเป็นชุมนุมเจ้าพิมาย เมื่อกองทัพธนบุรีของสมเด็จพระเจ้าตากสินยกกำลังมาปราบปรามชุมนุมเจ้าพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธก็พ่ายแพ้และถูกลงโทษประหารชีวิตในที่สุด</span></p> ธานี สุขเกษม, พัชยา เลือดชัยพฤกษ์ , วิลาวัณย์ น้อยลา, สุกาญดา ทองคำ, กฤษฎากรณ์ ยูงทอง ยูงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/281907 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรื้อสร้างโครงสร้างอำนาจรัฐจารีต: บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ว่าด้วยสถานะของนครราชสีมาในระบบปริมณฑลอำนาจอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/281986 <p class="a"><span lang="TH">บทความฉบับนี้มุ่งศึกษาพลวัตความสัมพันธ์เชิงอำนาจและกระบวนการผนวกดินแดนระหว่างราชธานีอยุธยากับเมืองนครราชสีมา ในฐานะหัวเมืองชั้นนอกที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ระเบียบวิธีแบบแนวพินิจทางประวัติศาสตร์ผ่านการวิเคราะห์หลักฐาน ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับนครราชสีมามิได้ดำรงอยู่ในลักษณะการกดทับอำนาจจากศูนย์กลางอย่างเบ็ดเสร็จตายตัว หากแต่เป็นกระบวนการที่มีความยืดหยุ่นและเต็มไปด้วยการต่อรองทางการเมือง ราชสำนักอยุธยาใช้วิธีการแทรกแซงผ่านกลไกการแต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางเข้าไปควบคุม ควบคู่กับการสร้างความชอบธรรมผ่านระบบอุปถัมภ์และการเกี่ยวดองทางเครือญาติกับชนชั้นนำท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนสภาพจากพื้นที่กึ่งอิสระให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร บทความนี้จึงนำเสนอข้อถกเถียงใหม่ว่า นครราชสีมาในสมัยอยุธยาทำหน้าที่เป็น </span>“<span lang="TH">พื้นที่ปะทะสังสรรค์ทางอำนาจ</span>”<span lang="TH"> ที่ซึ่งรัฐจารีตต้องปรับตัวและประนีประนอมกับอำนาจท้องถิ่นเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะเฉพาะของการจัดระเบียบการปกครองในรัฐไทยก่อนสมัยใหม่ที่อำนาจมิได้รวมศูนย์อย่างสมบูรณ์ แต่ขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและการจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน</span></p> พีรภัทร ฉัตรพิบูลย์ภูเวียง ห้าวเหิม, วีระนุช แย้มยิ้ม, ยิ่งศักดิ์ คชโคตร, อุเทณ วัชรชิโณรส, เศรษฐศาสตร์ วัตรโศก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/281986 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความเชื่อเรื่องโภชนาการของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการบริโภคขนมไทยในสมัยอยุธยาที่มีต้นกำเนิดโดยท้าวทองกีบม้า https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282349 <p class="a"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเชื่อเรื่องโภชนาการของขนมไทยในสมัยอยุธยาที่มีต้นกำเนิดโดยท้าวทองกีบม้าของคนรุ่นใหม่ (2) ศึกษาการบริโภคขนมไทยในสมัยอยุธยาที่มีต้นกำเนิดโดยท้าวทองกีบม้าของคนรุ่นใหม่ (3) ศึกษาอิทธิพลของความเชื่อเรื่องโภชนาการของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการบริโภคขนมไทยในสมัยอยุธยาที่มีต้นกำเนิดโดยท้าวทองกีบม้า เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่ม </span>Generation Z <span lang="TH">และ </span>Millennials <span lang="TH">อายุ 18-42 ปี จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</span></p> <p class="a"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า (1) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 18-22 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพนักเรียน/นักศึกษา มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และไม่มีโรคประจำตัว โดยส่วนใหญ่เคยไปเยี่ยมชมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3-4 ครั้ง การรับรู้เกี่ยวกับท้าวทองกีบม้า ส่วนใหญ่เคยได้ยินชื่อท้าวทองกีบม้า แต่ไม่แน่ใจในรายละเอียด โดยได้รับข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์เมื่อถามถึงความรู้เกี่ยวกับขนมไทยในสมัยอยุธยาที่มีต้นกำเนิดโดยท้าวทองกีบม้าสามารถตอบได้ว่าขนมไทยเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากท้าวทองกีบม้า (2) ความเชื่อเรื่องโภชนาการของขนมไทย ส่วนใหญ่คนรุ่นใหม่มีความเชื่อเรื่องโภชนาการของขนมไทยในสมัยอยุธยาที่มีต้นกำเนิดโดยท้าวทองกีบม้าโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความเชื่อด้านคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มีค่าสูงสุด รองลงมาคือ ความเชื่อด้านผลกระทบต่อสุขภาพ และความเชื่อด้านสรรพคุณของขนมไทยแต่ละชนิดมีค่าต่ำสุด (3) การบริโภคขนมไทยในสมัยอยุธยาที่มีต้นกำเนิดโดยท้าวทองกีบม้า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า กลุ่มตัวอย่างสามารถระบุชื่อและลักษณะของขนมไทยสมัยอยุธยาได้มากที่สุด รองลงมาคือ มีความตั้งใจจะแนะนำและชักชวนให้ผู้อื่นรับประทานขนมไทยโบราณ การรับประทานขนมไทยในงานพิธี งานมงคล หรือเทศกาลสำคัญมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (4) อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโภชนาการต่อการบริโภคขนมไทย โดยผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ความเชื่อเรื่องโภชนาการทั้ง 7 ด้าน มีความสัมพันธ์กับการบริโภคขนมไทยในระดับสูง เมื่อพิจารณาอิทธิพลของความเชื่อแต่ละด้านพบว่ามี 3 ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคขนมไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ 1.ความเชื่อด้านการบำรุงธาตุตามภูมิปัญญาโบราณ มีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุด 2.ความเชื่อเปรียบเทียบกับขนมสมัยใหม่ มีอิทธิพลเชิงบวกรองลงมา และ 3.ความเชื่อด้านผลกระทบต่อสุขภาพ มีอิทธิพลเชิงลบ</span></p> สรัช ทองงาม , เปรมระพี อุยมาวีรหิรัญ , ธันวา สุทธิชาติ , เอนก ศรฟ้า, ชวินโรจน์ ธรรมกิตติ์โภคิน , ชัชวรรณ วิชัยดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282349 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานบริการสำหรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ในเมืองมรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282381 <p class="a"><span lang="TH">การวิจัยเรื่องการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานบริการสำหรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเมืองมรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span>1<span lang="TH">) วิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของการบริการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ในบริบทเมืองมรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา </span>2<span lang="TH">) สังเคราะห์และพัฒนาชุดตัวชี้วัดมาตรฐานบริการสำหรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง สำหรับใช้ในพื้นที่เมืองมรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา </span>3<span lang="TH">) ตรวจสอบความตรงและความเหมาะสมของชุดตัวชี้วัดมาตรฐานบริการที่พัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ </span>4<span lang="TH">) นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ตัวชี้วัดสำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</span></p> <p class="a"><span lang="TH">การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนาโดยเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย </span>3 <span lang="TH">กลุ่ม รวม </span>31 <span lang="TH">คน คือ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐ ใช้เทคนิคเดลฟาย </span>2 <span lang="TH">รอบ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ </span>17 <span lang="TH">คน เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความตรงของตัวชี้วัด และนำแบบตรวจประเมินที่ไปประเมินสถานประกอบการ </span>50 <span lang="TH">แห่ง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </span></p> <p class="a"><span lang="TH">ผลการวิจัย พบว่า ช่องว่างสำคัญ </span>3 <span lang="TH">ประการ คือ ด้านความคาดหวัง ความพร้อมและนโยบาย จึงพัฒนาชุดตัวชี้วัดมาตรฐานบริการ ประกอบด้วย </span>5 <span lang="TH">มิติ </span>17 <span lang="TH">ตัวชี้วัด ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมีความตรงและความเหมาะสมในระดับสูงมาก (ค่าเฉลี่ย </span>4<span lang="TH">.</span>66, S<span lang="TH">.</span>D<span lang="TH">. </span>0<span lang="TH">.</span>49<span lang="TH">) โดยมิติด้านการจัดการผลกระทบต่อมรดกโลกมีความสำคัญสูงสุด ชุดตัวชี้วัดนี้เป็นเครื่องมือแรกในประเทศไทยที่พัฒนาขึ้นสำหรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในบริบทเมืองมรดกโลก สามารถประยุกต์สำหรับพื้นที่มรดกโลกอื่น ผลการประเมินพบว่าสถานประกอบการ (ร้อยละ </span>66<span lang="TH">) อยู่ในระดับปานกลาง ผู้วิจัยจึงเสนอข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ </span>AYUTTHAYA H<span lang="TH">.</span>E<span lang="TH">.</span>A<span lang="TH">.</span>R<span lang="TH">.</span>T<span lang="TH">. เพื่อยกระดับบริการอย่างยั่งยืน</span></p> เจษฎา ความคุ้นเคย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282381 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700