วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas <h2><strong><span style="font-size: big;">วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา<br /></span></strong></h2> <h2 class="a"><strong>Journal of Ayutthaya Studies</strong></h2> <p><strong>ISSN 3027-7248 (Print) และ ISSN 3027-7256 (Online)</strong></p> <p class="a"><span lang="TH">วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา </span>Journal of Ayutthaya Studies <span lang="TH">เป็นวารสารวิชาการของสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ (</span>Article) <span lang="TH">และบทความงานวิจัย (</span>Research Article) <span lang="TH">ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่สอดคล้องกับบริบทของอยุธยาในมิติต่างๆ</span></p> <p class="a"><span lang="TH">วารสารมีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับเดือนมกราคม–มิถุนายน และฉบับเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม โดยดำเนินการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ และเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 โดยใช้ระบบการพิจารณาแบบ </span>Double-blind Peer Review <span lang="TH">ซึ่งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความจะไม่ทราบชื่อและข้อมูลซึ่งกันและกัน บทความที่ผ่านการประเมินจะได้รับการเผยแพร่ทั้งในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบออนไลน์ และในรูปแบบตีพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการอย่างกว้างขวาง</span></p> <p><strong>ภาษา:</strong> ภาษาไทย<br /><strong>กำหนดเผยแพร่:</strong> 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน / ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม<br /><strong>อัตราค่าส่งบทความ : </strong>3,000 บาท / บทความ</p> th-TH thanee.chu@hotmail.com (อาจารย์ ดร.ธานี ชูกำเนิด) aryuwat@aru.ac.th (อายุวัฒน์ ค้าผล) Mon, 29 Jun 2026 20:25:57 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาเชิงวิเคราะห์ เพื่อออกแบบโครงเรื่องในนาฏกรรม ชุด “สุรเสียงสุดาจันทร์” https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/284314 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์โครงเรื่องสำหรับการแสดงนาฏศิลป์ เชิงประวัติศาสตร์ในรูปแบบนาฏศิลป์ร่วมสมัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และกระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ (Creative Research) ผ่านกระบวนการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนหลัก ประกอบด้วย 1) การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารพระราชพงศาวดาร จดหมายเหตุ และทรรศนะเชิงวิพากษ์ทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) 2) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) 3) การปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาผลงานตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความกระชับของข้อมูลในพระราชพงศาวดารได้ทิ้งช่องว่างขนาดใหญ่ให้ผู้วิจัยสามารถแทรกบทพรรณนาเชิงอารมณ์ผ่านกระบวนการสร้าง "เรื่องเล่าโต้กลับ" (Counter-Narrative) เพื่อคืนมิติความเป็นมนุษย์ (Humanity) ให้แก่ตัวละครท้าวศรีสุดาจันทร์ ภายใต้การประยุกต์ใช้ทฤษฎี การออกแบบนาฏกรรมของ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (2547) ในส่วนการกำหนดแนวคิดและการออกแบบร่าง (Drafting) ร่วมกับโครงสร้างโศกนาฏกรรม 6 ส่วนตามทฤษฎีเพโอติกาของ อริสโตเติล (Aristotle) ส่งผลให้ได้โครงเรื่องนาฏกรรมที่สามารถถ่ายทอดสภาวะบีบคั้นทางการเมืองและความซับซ้อนของปุถุชนภายใต้กระแสธารแห่งอำนาจ ซึ่งเป็นการยกระดับงานนาฏศิลป์สร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และการวิพากษ์สังคมอย่างมีนัยสำคัญ</p> ไอริณ บุญยัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/284314 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก: ภาษากับการประกอบสร้างภาพแทน สู่บทบาทการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/285858 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ภาษากับการประกอบสร้างภาพแทนตำนาน พระนางสร้อยดอกหมากในแต่ละสำนวน และ 2) วิเคราะห์บทบาทของภาพแทนตำนานพระนาง-สร้อยดอกหมากที่มีต่อการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ด้านวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ตำนานพระนางสร้อยดอกหมากจากเอกสารประวัติศาสตร์ วรรณกรรมมุขปาฐะ และวรรณกรรมสำหรับเยาวชน ประกอบกับข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ปราชญ์ชุมชนและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยประยุกต์ใช้แนวคิดภาษากับการประกอบสร้างภาพแทนของ Hall (1997) เป็นแนวคิดหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาษาที่ปรากฏในตำนานแต่ละสำนวนเป็นกลไกสำคัญในการประกอบสร้างภาพแทน 5 ลักษณะ ได้แก่ 1) ภาพแทนตัวละคร 2) ภาพแทนสถานที่ 3) ภาพแทนความสัมพันธ์ไทย-จีน 4) ภาพแทนทุนทางวัฒนธรรมด้านคติความเชื่อ และ 5) ภาพแทนบทเรียนทางศีลธรรมและจริยธรรม ทำให้ตำนานสามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบของเรื่องเล่ากับบริบทความเป็นจริงทางสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อของชุมชนได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ภาพแทนที่ปรากฏยังมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ทั้งด้านการยืนยันคุณค่าทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน สะท้อนอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมโยงเรื่องเล่ากับประวัติศาสตร์ชุมชน ถ่ายทอดคุณค่าทางจิตใจ ความเชื่อ และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม รวมถึงการธำรงและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาในสังคมร่วมสมัย</p> ชาสินี สำราญอินทร์, วิเชษฐชาย กมลสัจจะ, นัทธี เพชรบุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/285858 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ราชาพิลาปคำฉันท์: การปะทะสังสรรค์ของคติความเชื่อจาก ไตรภูมิกถาและศาสนาพราหมณ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/283720 <p>บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์คติความเชื่อจากไตรภูมิกถาและศาสนาพราหมณ์จากวรรณคดีสมัยอยุธยาเรื่องราชาพิลาปคำฉันท์ พบว่า คติความเชื่อจากคติไตรภูมิกถามีทั้งการกล่าวถึงเทพเทวดาในคติไตรภูมิกถา การกล่าวถึงอมนุษย์และสัตว์ตามคติไตรภูมิกถา การกล่าวถึงองค์ประกอบอื่นจากไตรภูมิกถา และมโนทัศน์เรื่องกรรม ส่วนคติความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์ปรากฏในลักษณะการกล่าวถึงเทพเจ้าและบุคคลอื่นตามศาสนาพราหมณ์เท่านั้น ส่วนการปะทะสังสรรค์กันของความเชื่อจากคติไตรภูมิกถาและศาสนาพราหมณ์ พบการกล่าวถึงในช่วงตอนเดียวกัน และการกล่าวถึงในลักษณะคู่ตรงข้าม</p> <p> ภาพสะท้อนจากความเชื่อทั้งสองที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องนี้ คือ ผู้แต่งเป็นผู้มีความรอบรู้ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์เป็นอย่างดี จึงทำให้ผสมผสานความเชื่อจากไตรภูมิกถาและความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน การปะทะสังสรรค์กันของความเชื่อ สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครให้เด่นชัด โดยเฉพาะพระราม ที่ไม่ใช่เพียงกษัตริย์ผู้กล้าหาญแต่มีความเป็นมนุษย์ ทำให้พระรามในราชาพิลาปคำฉันท์มีความโดดเด่นต่างจากพระรามในรามเกียรติ์ไทยฉบับอื่น</p> วรางคณา ปัญญามี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/283720 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพระศาสนาในสมัยสมเด็จพระเพทราชา : พุทธศาสนากับการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจในสังคมอยุธยาตอนปลาย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/284838 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของพุทธศาสนาในการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจของรัฐในสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231–2246) ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายหลังวิกฤตการเมืองในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ การเปลี่ยนแปลงราชวงศ์และความไม่มั่นคงของอำนาจทำให้สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องแสวงหาความชอบธรรมในรูปแบบใหม่ บทความนี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารพงศาวดาร ร่วมกับงานศึกษาของนักวิชาการไทยและต่างประเทศ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา การเมือง และอำนาจรัฐในบริบทดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า สมเด็จพระเพทราชาทรงใช้นโยบายด้านพระพุทธศาสนาเป็นกลไกสำคัญในการแปรอำนาจทางการเมืองให้กลายเป็นอำนาจเชิงศีลธรรม ผ่านการอุปถัมภ์คณะสงฆ์ การประกอบพระราชพิธี และการสร้างหรือบูรณะพระอาราม ในขณะเดียวกัน อำนาจทางศีลธรรมดังกล่าวก็ถูกใช้ย้อนกลับเพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองอำนาจทางการเมืองด้วย กรณีศึกษาวัดบรมพุทธารามและวัดพระยาแมนสะท้อนให้เห็นยุทธศาสตร์ทางศาสนาที่แตกต่างกันทั้งในมิติของการประกาศอำนาจในระดับศูนย์กลาง และการประสานอำนาจกับคณะสงฆ์และชุมชนในระดับท้องถิ่น แม้ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนของการถวายที่ดินหรือทรัพย์สินแก่คณะสงฆ์ในลักษณะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของวัด แต่การอุปถัมภ์เชิงพิธีกรรมและสัญลักษณ์ก็มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความชอบธรรมและเสถียรภาพทางการเมือง บทความนี้เสนอว่าพระพุทธศาสนาในสมัยสมเด็จพระเพทราชาควรถูกเข้าใจในฐานะทุนเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐในสังคมไทยก่อนสมัยใหม่</p> นพดล ปรางค์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/284838 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 นันโทปนันทสูตรคำหลวง:พุทธธรรม คติความเชื่อ และคุณค่าทางวัฒนธรรมในวรรณกรรมอยุธยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282972 <p class="a"><span lang="TH">บทความนี้มุ่งศึกษาพุทธธรรม คติความเชื่อ และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ปรากฏใน นันโทปนันทสูตรคำหลวง พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) วรรณกรรมคำหลวงสมัยอยุธยาที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสะท้อนภูมิปัญญาทางวรรณศิลป์ของสังคมไทย การศึกษานี้ใช้วิธีวิเคราะห์เอกสารและการตีความตัวบท โดยพิจารณาเนื้อหา โครงสร้างการประพันธ์ และบทบาททางสังคมของวรรณกรรม ผลการศึกษาพบว่า นันโทปนันทสูตรคำหลวง ถ่ายทอดหลักพุทธธรรมสำคัญ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา รวมทั้งคุณธรรมด้านเมตตากรุณา ผ่านการนำเสนอปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพญานาคนันโทปนันท โดยใช้พญานาคเป็นสัญลักษณ์แทนกิเลสและอวิชชา ขณะที่การปราบพญานาคสะท้อนชัยชนะของธรรมเหนืออธรรม นอกจากนี้ วรรณกรรมเรื่องดังกล่าวยังสืบทอดคติความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคลและค่านิยมทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ข้อค้นพบจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นันโทปนันทสูตรคำหลวง เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพุทธธรรม คติความเชื่อ และวรรณศิลป์ อันแสดงบทบาทของวรรณกรรมในการสืบทอดองค์ความรู้และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย</span></p> พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282972 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 สะพานปรีดี-ธำรงกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ในเกาะเมือง พระนครศรีอยุธยาตั้งแต่พ.ศ.2486 ถึงปัจจุบัน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/285609 <p class="a"><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพทั่วไปของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาก่อนการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง (2) ที่มาของการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง (3) การดำเนินการสร้างสะพาน และ (4) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาภายหลังการสร้าง<a name="_Hlk231731609"></a>สะพานปรีดี-ธำรง จนถึงปัจจุบัน ผลจากการศึกษาพบว่า (1) ก่อนการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง การเดินทางเข้าไปยังฝั่งเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา มีความยากลำบากมาก ต้องใช้การเดินทางทางเรือในการข้ามแม่น้ำ เพราะภูมิประเทศของตัวเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยานั้นเป็นเกาะ มีแม่น้ำล้อมรอบ (2) ผลจากพัฒนาเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาและการสร้างทางและสายวังน้อย-อยุธยา เป็นที่มาของการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง (3) สะพานปรีดี-ธำรง เริ่มก่อสร้างในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2483 แล้วเสร็จใน 3 ปี และเปิดใช้วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2486 ซึ่งตรงกับวันเกิดของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ขนานนามสะพานนี้ว่า “สะพานปรีดี-ธำรง เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีบุคคลสำคัญในรัฐบาล ถึง 2 คน คือ นายปรีดี พนมยงค์ และพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (4) การเปลี่ยนแปลงภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ภายหลังสร้างสะพานปรีดี-ธำรง นอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกในด้านการคมนาคมแล้ว ยังทำให้เกิดการขยายตัวของย่านการค้าใหม่ ๆ เช่นตลาดหัวรอ และตลาดหอรัตนไชย อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมต่อการคมนาคมไปจังหวัดอื่น ๆ อีกด้วย </span></p> ธานี สุขเกษม, อภิญญา บำรุงจิตต์, ณัถฑ์ เขียวงาม, โดมธราดล อนันตสาน, พัชยา เลือดชัยพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/285609 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700