https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/issue/feed
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
2026-06-29T20:25:57+07:00
อาจารย์ ดร.ธานี ชูกำเนิด
thanee.chu@hotmail.com
Open Journal Systems
<h2><strong><span style="font-size: big;">วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา<br /></span></strong></h2> <h2 class="a"><strong>Journal of Ayutthaya Studies</strong></h2> <p><strong>ISSN 3027-7248 (Print) และ ISSN 3027-7256 (Online)</strong></p> <p class="a"><span lang="TH">วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา </span>Journal of Ayutthaya Studies <span lang="TH">เป็นวารสารวิชาการของสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ (</span>Article) <span lang="TH">และบทความงานวิจัย (</span>Research Article) <span lang="TH">ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่สอดคล้องกับบริบทของอยุธยาในมิติต่างๆ</span></p> <p class="a"><span lang="TH">วารสารมีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับเดือนมกราคม–มิถุนายน และฉบับเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม โดยดำเนินการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ และเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 โดยใช้ระบบการพิจารณาแบบ </span>Double-blind Peer Review <span lang="TH">ซึ่งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความจะไม่ทราบชื่อและข้อมูลซึ่งกันและกัน บทความที่ผ่านการประเมินจะได้รับการเผยแพร่ทั้งในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบออนไลน์ และในรูปแบบตีพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการอย่างกว้างขวาง</span></p> <p><strong>ภาษา:</strong> ภาษาไทย<br /><strong>กำหนดเผยแพร่:</strong> 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน / ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม<br /><strong>อัตราค่าส่งบทความ : </strong>3,000 บาท / บทความ</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/283720
ราชาพิลาปคำฉันท์: การปะทะสังสรรค์ของคติความเชื่อจาก ไตรภูมิกถาและศาสนาพราหมณ์
2026-03-17T15:32:44+07:00
วรางคณา ปัญญามี
warangkhana_16@hotmail.com
<p>บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์คติความเชื่อจากไตรภูมิกถาและศาสนาพราหมณ์จากวรรณคดีสมัยอยุธยาเรื่องราชาพิลาปคำฉันท์ พบว่า คติความเชื่อจากคติไตรภูมิกถามีทั้งการกล่าวถึงเทพเทวดาในคติไตรภูมิกถา การกล่าวถึงอมนุษย์และสัตว์ตามคติไตรภูมิกถา การกล่าวถึงองค์ประกอบอื่นจากไตรภูมิกถา และมโนทัศน์เรื่องกรรม ส่วนคติความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์ปรากฏในลักษณะการกล่าวถึงเทพเจ้าและบุคคลอื่นตามศาสนาพราหมณ์เท่านั้น ส่วนการปะทะสังสรรค์กันของความเชื่อจากคติไตรภูมิกถาและศาสนาพราหมณ์ พบการกล่าวถึงในช่วงตอนเดียวกัน และการกล่าวถึงในลักษณะคู่ตรงข้าม</p> <p> ภาพสะท้อนจากความเชื่อทั้งสองที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องนี้ คือ ผู้แต่งเป็นผู้มีความรอบรู้ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์เป็นอย่างดี จึงทำให้ผสมผสานความเชื่อจากไตรภูมิกถาและความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน การปะทะสังสรรค์กันของความเชื่อ สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครให้เด่นชัด โดยเฉพาะพระราม ที่ไม่ใช่เพียงกษัตริย์ผู้กล้าหาญแต่มีความเป็นมนุษย์ ทำให้พระรามในราชาพิลาปคำฉันท์มีความโดดเด่นต่างจากพระรามในรามเกียรติ์ไทยฉบับอื่น</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/284838
การพระศาสนาในสมัยสมเด็จพระเพทราชา : พุทธศาสนากับการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจในสังคมอยุธยาตอนปลาย
2026-03-18T08:49:52+07:00
นพดล ปรางค์ทอง
nopphadon@aru.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของพุทธศาสนาในการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจของรัฐในสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231–2246) ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายหลังวิกฤตการเมืองในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ การเปลี่ยนแปลงราชวงศ์และความไม่มั่นคงของอำนาจทำให้สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องแสวงหาความชอบธรรมในรูปแบบใหม่ บทความนี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารพงศาวดาร ร่วมกับงานศึกษาของนักวิชาการไทยและต่างประเทศ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา การเมือง และอำนาจรัฐในบริบทดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า สมเด็จพระเพทราชาทรงใช้นโยบายด้านพระพุทธศาสนาเป็นกลไกสำคัญในการแปรอำนาจทางการเมืองให้กลายเป็นอำนาจเชิงศีลธรรม ผ่านการอุปถัมภ์คณะสงฆ์ การประกอบพระราชพิธี และการสร้างหรือบูรณะพระอาราม ในขณะเดียวกัน อำนาจทางศีลธรรมดังกล่าวก็ถูกใช้ย้อนกลับเพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองอำนาจทางการเมืองด้วย กรณีศึกษาวัดบรมพุทธารามและวัดพระยาแมนสะท้อนให้เห็นยุทธศาสตร์ทางศาสนาที่แตกต่างกันทั้งในมิติของการประกาศอำนาจในระดับศูนย์กลาง และการประสานอำนาจกับคณะสงฆ์และชุมชนในระดับท้องถิ่น แม้ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนของการถวายที่ดินหรือทรัพย์สินแก่คณะสงฆ์ในลักษณะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของวัด แต่การอุปถัมภ์เชิงพิธีกรรมและสัญลักษณ์ก็มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความชอบธรรมและเสถียรภาพทางการเมือง บทความนี้เสนอว่าพระพุทธศาสนาในสมัยสมเด็จพระเพทราชาควรถูกเข้าใจในฐานะทุนเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐในสังคมไทยก่อนสมัยใหม่</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/282972
นันโทปนันทสูตรคำหลวง:พุทธธรรม คติความเชื่อ และคุณค่าทางวัฒนธรรมในวรรณกรรมอยุธยา
2026-04-27T16:19:52+07:00
พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม
srawuthbodh2020@gmail.com
<p class="a"><span lang="TH">บทความนี้มุ่งศึกษาพุทธธรรม คติความเชื่อ และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ปรากฏใน นันโทปนันทสูตรคำหลวง พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) วรรณกรรมคำหลวงสมัยอยุธยาที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสะท้อนภูมิปัญญาทางวรรณศิลป์ของสังคมไทย การศึกษานี้ใช้วิธีวิเคราะห์เอกสารและการตีความตัวบท โดยพิจารณาเนื้อหา โครงสร้างการประพันธ์ และบทบาททางสังคมของวรรณกรรม ผลการศึกษาพบว่า นันโทปนันทสูตรคำหลวง ถ่ายทอดหลักพุทธธรรมสำคัญ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา รวมทั้งคุณธรรมด้านเมตตากรุณา ผ่านการนำเสนอปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพญานาคนันโทปนันท โดยใช้พญานาคเป็นสัญลักษณ์แทนกิเลสและอวิชชา ขณะที่การปราบพญานาคสะท้อนชัยชนะของธรรมเหนืออธรรม นอกจากนี้ วรรณกรรมเรื่องดังกล่าวยังสืบทอดคติความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคลและค่านิยมทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ข้อค้นพบจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นันโทปนันทสูตรคำหลวง เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพุทธธรรม คติความเชื่อ และวรรณศิลป์ อันแสดงบทบาทของวรรณกรรมในการสืบทอดองค์ความรู้และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย</span></p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/285609
สะพานปรีดี-ธำรงกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ในเกาะเมือง พระนครศรีอยุธยาตั้งแต่พ.ศ.2486 ถึงปัจจุบัน
2026-04-30T06:32:06+07:00
ธานี สุขเกษม
Patchaya.lue@pcru.ac.th
อภิญญา บำรุงจิตต์
Patchaya.lue@pcru.ac.th
ณัถฑ์ เขียวงาม
Patchaya.lue@pcru.ac.th
โดมธราดล อนันตสาน
Patchaya.lue@pcru.ac.th
พัชยา เลือดชัยพฤกษ์
patchaya.lue@pcru.ac.th
<p class="a"><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพทั่วไปของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาก่อนการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง (2) ที่มาของการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง (3) การดำเนินการสร้างสะพาน และ (4) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาภายหลังการสร้าง<a name="_Hlk231731609"></a>สะพานปรีดี-ธำรง จนถึงปัจจุบัน ผลจากการศึกษาพบว่า (1) ก่อนการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง การเดินทางเข้าไปยังฝั่งเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา มีความยากลำบากมาก ต้องใช้การเดินทางทางเรือในการข้ามแม่น้ำ เพราะภูมิประเทศของตัวเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยานั้นเป็นเกาะ มีแม่น้ำล้อมรอบ (2) ผลจากพัฒนาเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาและการสร้างทางและสายวังน้อย-อยุธยา เป็นที่มาของการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง (3) สะพานปรีดี-ธำรง เริ่มก่อสร้างในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2483 แล้วเสร็จใน 3 ปี และเปิดใช้วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2486 ซึ่งตรงกับวันเกิดของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ขนานนามสะพานนี้ว่า “สะพานปรีดี-ธำรง เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีบุคคลสำคัญในรัฐบาล ถึง 2 คน คือ นายปรีดี พนมยงค์ และพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (4) การเปลี่ยนแปลงภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ภายหลังสร้างสะพานปรีดี-ธำรง นอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกในด้านการคมนาคมแล้ว ยังทำให้เกิดการขยายตัวของย่านการค้าใหม่ ๆ เช่นตลาดหัวรอ และตลาดหอรัตนไชย อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมต่อการคมนาคมไปจังหวัดอื่น ๆ อีกด้วย </span></p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/284314
การศึกษาเชิงวิเคราะห์ เพื่อออกแบบโครงเรื่องในนาฏกรรม ชุด “สุรเสียงสุดาจันทร์”
2026-04-30T06:42:11+07:00
ไอริณ บุญยัง
bipay07@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์โครงเรื่องสำหรับการแสดงนาฏศิลป์ เชิงประวัติศาสตร์ในรูปแบบนาฏศิลป์ร่วมสมัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และกระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ (Creative Research) ผ่านกระบวนการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนหลัก ประกอบด้วย 1) การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารพระราชพงศาวดาร จดหมายเหตุ และทรรศนะเชิงวิพากษ์ทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) 2) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) 3) การปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาผลงานตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความกระชับของข้อมูลในพระราชพงศาวดารได้ทิ้งช่องว่างขนาดใหญ่ให้ผู้วิจัยสามารถแทรกบทพรรณนาเชิงอารมณ์ผ่านกระบวนการสร้าง "เรื่องเล่าโต้กลับ" (Counter-Narrative) เพื่อคืนมิติความเป็นมนุษย์ (Humanity) ให้แก่ตัวละครท้าวศรีสุดาจันทร์ ภายใต้การประยุกต์ใช้ทฤษฎี การออกแบบนาฏกรรมของ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (2547) ในส่วนการกำหนดแนวคิดและการออกแบบร่าง (Drafting) ร่วมกับโครงสร้างโศกนาฏกรรม 6 ส่วนตามทฤษฎีเพโอติกาของ อริสโตเติล (Aristotle) ส่งผลให้ได้โครงเรื่องนาฏกรรมที่สามารถถ่ายทอดสภาวะบีบคั้นทางการเมืองและความซับซ้อนของปุถุชนภายใต้กระแสธารแห่งอำนาจ ซึ่งเป็นการยกระดับงานนาฏศิลป์สร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และการวิพากษ์สังคมอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jas/article/view/285858
ตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก: ภาษากับการประกอบสร้างภาพแทน สู่บทบาทการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
2026-06-08T14:32:46+07:00
ชาสินี สำราญอินทร์
wichetchay.jm@gmail.com
วิเชษฐชาย กมลสัจจะ
Wichetchay.jm@gmail.com
นัทธี เพชรบุรี
wichetchay.jm@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ภาษากับการประกอบสร้างภาพแทนตำนาน พระนางสร้อยดอกหมากในแต่ละสำนวน และ 2) วิเคราะห์บทบาทของภาพแทนตำนานพระนาง-สร้อยดอกหมากที่มีต่อการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ด้านวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ตำนานพระนางสร้อยดอกหมากจากเอกสารประวัติศาสตร์ วรรณกรรมมุขปาฐะ และวรรณกรรมสำหรับเยาวชน ประกอบกับข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ปราชญ์ชุมชนและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยประยุกต์ใช้แนวคิดภาษากับการประกอบสร้างภาพแทนของ Hall (1997) เป็นแนวคิดหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาษาที่ปรากฏในตำนานแต่ละสำนวนเป็นกลไกสำคัญในการประกอบสร้างภาพแทน 5 ลักษณะ ได้แก่ 1) ภาพแทนตัวละคร 2) ภาพแทนสถานที่ 3) ภาพแทนความสัมพันธ์ไทย-จีน 4) ภาพแทนทุนทางวัฒนธรรมด้านคติความเชื่อ และ 5) ภาพแทนบทเรียนทางศีลธรรมและจริยธรรม ทำให้ตำนานสามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบของเรื่องเล่ากับบริบทความเป็นจริงทางสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อของชุมชนได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ภาพแทนที่ปรากฏยังมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ทั้งด้านการยืนยันคุณค่าทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน สะท้อนอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมโยงเรื่องเล่ากับประวัติศาสตร์ชุมชน ถ่ายทอดคุณค่าทางจิตใจ ความเชื่อ และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม รวมถึงการธำรงและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาในสังคมร่วมสมัย</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา