วารสารสังคมศาสตร์บูรณาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu
<p><strong>วารสารสังคมศาสตร์บูรณาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> อยู่ในฐานข้อมูล <a href="https://tci-thailand.org/detail_journal.php?id_journal=698" target="_blank" rel="noopener">TCI กลุ่ม 2 (2568 - 2572)</a> ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดย<a href="https://sh.mahidol.ac.th/?page=faculty&p=1&searchrow=all&keyword=&dpm=%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C" target="_blank" rel="noopener">ภาควิชาสังคมศาสตร์</a> <a href="https://sh.mahidol.ac.th/" target="_blank" rel="noopener">คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</a> <a href="https://mahidol.ac.th/th/" target="_blank" rel="noopener">มหาวิทยาลัยมหิดล</a> ทั้งนี้ <a href="http://203.131.211.58/hrtuweb/documents/year64/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%AD-%E0%B8%894-2564.pdf" target="_blank" rel="noopener">บทความจะถูกประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน</a> และ <a href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/issue/archive">เผยแพร่ 2 ฉบับ ต่อปี (ม.ค.-มิ.ย. และ ก.ค.-ธ.ค.)</a><br /><br /><strong>วารสารฯ เปิดรับผลงานทางด้าน:</strong></p> <p> ▶ สังคมศาสตร์ในมิติต่าง ๆ เช่น สังคมศาสตร์การแพทย์/สุขภาพ สังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ<br /> ▶ การบริหารจัดการองค์การภาครัฐ, ภาคเอกชน, ภาคไม่แสวงหากำไร<br /> ▶ นโยบายสาธารณะในประเด็นต่าง ๆ เช่น นโยบายสังคม นโยบายการศึกษา นโยบายสุขภาพ ฯลฯ<br /> ▶ ประเด็นทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่สอดคล้องกับ<a href="https://science.mahidol.ac.th/sdgs/17goals/" target="_blank" rel="noopener">เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)</a><br /><br /><span style="font-weight: bolder;"><span style="font-weight: 400;">ผู้สนใจสามารถส่งบทความฯ เพื่อรับการพิจารณาได้ </span><a style="background-color: #ffffff; font-weight: 400;" href="https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/about/submissions" target="_blank" rel="noopener">ที่นี่ (ส่งบทความ)</a><span style="font-weight: 400;"> หรือ ติดต่อวารสารฯ ได้ที่ Line Official: @019mqyqa or Email: </span><a style="background-color: #ffffff; font-weight: 400;" href="https://mail.google.com/mail/?view=cm&source=mailto&to=issj.mahidol@gmail.com" target="_blank" rel="noopener">issj.mahidol@gmail.com</a><br /><br /><em>** วารสารฯ ไม่มี นโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือ ค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการตีพิมพ์ **<br /></em></span></p>Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol Universityth-THวารสารสังคมศาสตร์บูรณาการ มหาวิทยาลัยมหิดล2350-983X<p>- วารสารสังคมศาสตร์บูรณาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อนุญาตให้สามารถนำไฟล์บทความไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ต่อได้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขสัญญาอนุญาต CC Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) โดยต้องแสดงที่มา/การอ้างอิงจากวารสาร – ไม่ใช้เพื่อการค้า – ห้ามแก้ไขดัดแปลงเนื้อหา</p> <p>- ข้อความที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการวารสารฯ (ซึ่งหมายรวมถึง บรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิในกองบรรณาธิการ หรือ บรรณาธิการรับเชิญ) แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง ตลอดจนความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความเป็นของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการวารสารฯ</p> <p>- กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตัดทอน/ปรับแก้ถ้อยคำบางประการเพื่อความเหมาะสม</p>บทวิจารณ์หนังสือ เรื่อง “โรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิที่พบบ่อย (Common Secondary Osteoporosis) ฉบับปรับปรุง”
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/283256
ชมภูนุช ฉัตรนภารัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-122026-02-12122207212ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/275803
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี กลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาทุกคน ในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.967 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาสูงที่สุด ได้แก่ ประสิทธิภาพแห่งตน รองลงมาคือ การมุ่งอนาคตควบคุมตน และการได้รับแบบอย่างความรับผิดชอบ ตามลำดับ และสามารถทำนายความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาได้ร้อยละ 60 ดังนั้นหลักสูตรควรออกแบบและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยมุ่งเน้นการพัฒนาปัจจัยดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา</p>ขจิตา สมเนตรปริญญา มูลสินณัฐพงศ์ วงษ์ชุ่มศิวพร หอมหวลประพันธ์ ไตรยสุทธิ์จาตุรงค์ จงจีน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-042026-02-04122123การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีทักษะ Mahidol HIDEF และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/268870
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงาน ปัจจัยเกื้อหนุน และแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลให้มีทักษะ Mahidol HIDEF และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย ปีการศึกษา 2564 จำนวน 367 คน บุคลากรด้านกิจการนักศึกษา จำนวน 23 คน นายจ้างผู้ใช้บัณฑิตที่จบในปีการศึกษา 2562-2563 จำนวน 44 คน ผู้บริหารด้านกิจการนักศึกษาและบุคลากรกองกิจการนักศึกษาที่รับผิดชอบจัดกิจกรรม Mahidol HIDEF จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. ด้านปัญหาการดำเนินงาน นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์มีความรู้ด้านเทคโนโลยีแตกต่างกัน ขาดสมาธิ และไม่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มหาวิทยาลัยยังไม่มีแบบประเมินทักษะที่แท้จริงของนักศึกษา และบุคลากรผู้จัดกิจกรรมมีจำนวนจำกัด 2. ด้านปัจจัยเกื้อหนุน บุคลากรมีความเข้าใจนโยบายการพัฒนานักศึกษา มีกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และ 3. ด้านแนวทางการพัฒนา ควรส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะจากการปฏิบัติ ลดเวลาเรียนในชั้น เพิ่มเวลาในกิจกรรม บูรณาการกิจกรรมกับหลักสูตร พัฒนาทักษะให้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง ส่งเสริมบุคลากรให้เข้าใจลักษณะนักศึกษา และปรับการดำเนินงานให้ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กล่าวโดยสรุป ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนากิจกรรมและระบบเสริมสร้างทักษะ Mahidol HIDEF และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล</p>กิรติ สอนคุ้มเพชรัต คุณาพันธ์จุฬารักษ์ เครือจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-082026-02-081222442Tourism Management Guidelines for the Khu Mueang Kao Market at Ban Sri Than Ancient City
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/271136
<p class="Abstract">The objectives of this research are the following: 1) To interrogate the community needs for developing the Khu Mueang Kao floating market, 2) To survey the tourism management potential and, 3) To propose management guidelines for the Khu Mueang Kao floating market at Ban Sri Than Ancient City in Khon Kaen Province. This is qualitative and quantitative research. Data was collected from twelve community leaders, entrepreneurs, and 400 people using an interview form and using questionnaires as tools for data collection. The statistics used for data analysis were mean and standard deviation. The results of the research were as follows: 1) Most of the people have a desire to manage the Khu Mueang Kao floating market. They are interested in bringing products for retail and needed facilities to the floating market. The community wanted to organize health activities, followed by food activities and shopping activities, respectively. 2) Potential management of tourist attractions pricewise is suitable for the quality of the product. It is followed by other people in the community having interests in community tourism and are willing to provide services and products and whereby the community has interesting products and standards. 3) From the research results, it was found that the management of the Khu Mueang Kao floating market via the community would develop tourism management potentials in relation to online distribution and advertising support participation in determining the use of natural resources of the community. Furthermore, it promotes the organization of activities according to the needs of cultural tourists.</p>Sumalee Nunthasiriphon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-092026-02-091224357อิทธิพลการส่งผ่านของความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในความสัมพันธ์ระหว่าง วิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงาน: กรณีศึกษานักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/277732
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงาน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงาน และ 3) ศึกษาบทบาทความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในฐานะตัวแปรส่งผ่านระหว่างวิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงาน ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 451 คน จากทุกคณะในมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลในปีการศึกษา 2567 ด้วยแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณแบบเชิงชั้น ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับมาก และมีพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงานในระดับดี 2) วิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างวิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงาน ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมวิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาพฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงานของนักศึกษา</p>ธารทิพย์ พจน์สุภาพรุ่งอรุณ กระแสร์สินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-092026-02-091225878ประสิทธิผลโครงการฝึกอบรมการใช้ระบบออนไลน์อีวันสต็อปเซอร์วิสในการนำส่งวัตถุพยานเพื่อตรวจพิสูจน์ ณ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/280543
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโครงการอบรมการใช้ระบบออนไลน์อีวันสต็อปเซอร์วิสในการนำส่งวัตถุพยานเพื่อตรวจพิสูจน์ ณ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2565 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากผลการทำแบบทดสอบทั้งก่อนเรียน และแบบทดสอบหลังเรียน รวมถึงแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 66 คน โดยมีการประเมินโครงการอ้างอิงกรอบแนวคิดตามโมเดลซิปป์ (CIPP Model) ในการกำหนดตัวชี้วัดและโครงสร้างการวิเคราะห์ทั้งในด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจก่อนและ หลังโครงการอบรม ด้วยสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านผลลัพธ์ หลังการอบรมผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบอีวันสต็อปเซอร์วิส การเตรียมวัตถุพยาน และการหีบห่อวัตถุพยานสูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001, α = .05) และจากการรวบรวมสถิติการใช้งานระบบอีวันสต็อปเซอร์วิส พบว่าภายหลังการจัดโครงการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถใช้งานระบบอีวันสต็อปเซอร์วิสได้อย่างถูกต้องเพิ่มขึ้นจากเดิม 2. ผลการประเมินความพึงพอใจของโครงการอบรมในด้านกระบวนการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.68, SD = 0.49) รองลงมาคือ ด้านปัจจัยนำเข้า (M = 4.33, SD = 0.71) ด้านผลลัพธ์ (M = 4.27, SD = 0.75) และด้านบริบท (M = 3.95, SD = 0.93) ตามลำดับ จากผลการวิจัยนี้ สามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อขยายขอบเขตของกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการอบรม และพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม เพื่อสร้างมาตรฐานการดำเนินงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน</p>วริษฐา พงษ์คุณากรไพเราะ ไพรหิรัญกิจสุธาวินี ลิ้มสุวรรณดวงเนตร พิพัฒน์สถิตพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-092026-02-091227996ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันสิ่งคุกคามสุขภาพของพนักงานเก็บขยะ สังกัดเทศบาล จังหวัดนนทบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/282499
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกัน สิ่งคุกคามที่ส่งผลต่อสุขภาพ และเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การสัมผัสสิ่งคุกคามทางสุขภาพจากการทำงาน และความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมป้องกันสิ่งคุกคามที่ส่งผลต่อสุขภาพของพนักงานเก็บขยะ สังกัดเทศบาล จังหวัดนนทบุรี ใช้รูปแบบการวิจัยแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จากพนักงานเก็บขยะ จำนวน 242 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square และ Pearson’s product moment correlation coefficient ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันสิ่งคุกคามสุขภาพจากการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.2 และมีพฤติกรรมการป้องกันสิ่งคุกคามทางสุขภาพจากการทำงานอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 66.1 โดยมีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันสิ่งคุกคามที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยด้านระดับการศึกษา การสัมผัสสิ่งคุกคามทางสุขภาพจากการทำงานในด้านอุบัติเหตุจากการทำงาน และด้านจิตวิทยาสังคม และความรอบรู้ด้านสุขภาพด้านการนำข้อมูลไปใช้เพื่อดูแลสุขภาพ มีข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีนโยบายด้านความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เข้มข้นและชัดเจน และมีการจัดกิจกรรมการอบรมการเชื่อมสัมพันธ์ และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้พนักงานเก็บขยะมีพฤติกรรมในการป้องกันสิ่งคุกคามทางสุขภาพจากการทำงานอยู่เสมอ โดยควรมีการประเมินพฤติกรรมในการป้องกันสิ่งคุกคามทางสุขภาพจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง</p>ระพีพร แน่นอุดรสุวัฒนา เกิดม่วงสุนิสา จันทร์แสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-092026-02-0912297118การสังเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จากฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย พ.ศ. 2562- 2566
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/274853
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์บทความวิชาการและบทความวิจัยเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่เผยแพร่อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ในช่วงพ.ศ. 2562- 2566 โดยคำสำคัญที่ใช้ในการสืบค้น ได้แก่ ใบอนุญาตแรงงาน แรงงานต่างด้าว ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อจัดกลุ่มของข้อมูลพิจารณาถึงความสอดคล้องของข้อมูลในด้านหัวข้อเรื่อง วัตถุประสงค์ แนวคิดทฤษฎี ระเบียบวิธีวิจัย/วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์เอกสาร และผลการวิจัยหรือผลการวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นถึงแนวโน้มการกระจายตัวของข้อมูลตามช่วงเวลา แหล่งศึกษา และประเด็นการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ผลการศึกษา พบว่า <br />1) มีบทความวิชาการและบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวทั้งหมดจำนวน 15 เรื่อง เผยแพร่ในปี 2562 จำนวน 4 เรื่อง เผยแพร่ในปี 2563 จำนวน 3 เรื่อง เผยแพร่ในปี 2564 จำนวน 2 เรื่อง เผยแพร่ในปี 2565 จำนวน 4 เรื่อง เผยแพร่ในปี 2566 จำนวน 2 เรื่อง มีบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและอุปสรรคในการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวจำนวนโดยตรงจำนวน 4 เรื่อง 2) มีปัญหาและอุปสรรคการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคลากรที่ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้านความรู้ความเข้าใจในระบบของผู้รับบริการ ซึ่งผู้ประกอบการและลูกจ้างทราบข้อมูลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนแรงงาน แต่ด้วยค่าใช้จ่ายสูงและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานมีความยุ่งยากจึงนำไปสู่การหลีกเลี่ยงหรือการไม่ขึ้นทะเบียนแรงงาน ด้านการติดต่อสื่อสาร มีการยื่นคำร้องในระบบออนไลน์ทำได้ยากเนื่องจากเว็บไซต์ที่ใช้ยื่นมีเพียงภาษาไทยและมีเงื่อนไขเรื่องเอกสารจำนวนมาก และด้านกฎหมายที่การบังคับใช้และการนำไปปฏิบัติมีความซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ</p>นิภาพรรณ เจนสันติกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-102026-02-10122119133พรมแดนความรู้ของงานวิจัยวิชาสังคมศึกษาในประเทศไทยในระหว่าง 2 ทศวรรษ (พ.ศ. 2500-2520)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/282949
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารากฐานของความรู้และการทำงานด้านการวิจัยด้านสังคมศึกษาที่ ผ่านมาในประเทศไทย โดยมีขอบเขตอยู่ในช่วงปี 2500-2520 จะพบว่างานวิจัยด้านสังคมศึกษาไทยได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกาอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา การศึกษาไทยถือว่ามีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องมือกล่อมเกลาทางสังคมของรัฐบาลไทยซึ่งอยู่ในช่วงเผด็จการทหาร กรณีวิชาสังคมศึกษา งานวิจัยส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบวิทยานิพนธ์ของระดับบัณฑิตศึกษาจะมีศูนย์กลางอยู่ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจะขยายไปสู่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ในทศวรรษ 2500 ระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกนำมาใช้งานก็คือ การสำรวจผ่านแบบสอบถาม แต่ในทศวรรษ 2510 งานวิจัยเชิงทดลองจะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น และหัวข้อวิจัยในทศวรรษ 2510 จะสัมพันธ์กับช่วงที่การเมืองตึงเครียด ทั้งการเรียกร้องประชาธิปไตย และการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อีกด้วย</p>ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์นิพิฐพนธ์ นันทะวงศ์พิริยา แย้มนิล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-112026-02-11122134151การจัดการเรียนรู้การบัญชียุคดิจิทัล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/279334
<p>บทความทางวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้การบัญชีในยุคดิจิทัล โดยผู้เขียนได้ศึกษาแนวคิดสำคัญดังต่อไปนี้ ความรู้ความเข้าใจบริบทของความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ลักษณะสังคมยุคดิจิทัล ลักษณะผู้เรียนยุคดิจิทัล ทักษะดิจิทัลของผู้สอน การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และการบัญชียุคดิจิทัลจากนั้นได้นำแนวคิดเหล่ามาประยุกต์นำเสนอเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้การบัญชียุคดิจิทัล ทั้งนี้ได้ข้อเสนอแนะเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้การบัญชียุคดิจิทัล โดยสรุป ดังนี้ 1. การพัฒนาหลักสูตร โดยการวิเคราะห์สภาพความเปลี่ยนแปลง และความต้องการจำเป็นของสังคมในการใช้สมรรถนะของผู้เรียนในการพัฒนางานการบัญชียุคใหม่ 2. การจัดการเรียนรู้ โดยการออกแบบการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มความสามารถ และการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และ 3. การประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวัดและประเมินผลด้วยวิธีการที่หลากหลาย</p>นงนิภา ตุลยานนท์ชัยสรรค์ รังคะภูติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-112026-02-11122152170การเรียนรู้ในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อความยั่งยืน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/262866
<p>บทความทางวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการเรียนรู้ในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อความยั่งยืน เพราะความยั่งยืนเป็นสิ่งชี้วัดที่สำคัญของความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน ดังนั้นการเรียนรู้ในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนให้เกิดความยั่งยืนนั้น ผู้นำและสมาชิกของวิสาหกิจชุมชน ควรมุ่งเน้นไปที่หลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ทั้งรายบุคคลและแบบกลุ่ม เรียนรู้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน การเรียนรู้จากทั้งคุณลักษณะส่วนบุคคลและคุณลักษณะของการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนยังมีส่วนช่วยให้การบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนนั้นยั่งยืนได้อีกทางหนึ่งด้วย การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนที่เน้นการบริหารแบบเดินสายกลาง อย่างโปร่งใส อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยกลุ่มผู้นำและสมาชิกของวิสาหกิจชุมชนมีความทุ่มเททำงานอย่างซื่อสัตย์ และพร้อมส่งต่อธุรกิจชุมชนไปยังรุ่นลูกหลาน รวมไปถึงการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเพื่อความยั่งยืน ผู้นำและสมาชิกของวิสาหกิจชุมชน ต้องพัฒนาต้นทุนในการดำรงชีวิตในชุมชน ด้วยการเสริมสร้างรายได้ของคนในชุมชน ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง พัฒนาความรู้ ขยายโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างสภาพแวดล้อมของชุมชนให้เจริญรุ่งเรือง การพัฒนาสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชนเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง</p>ชิสา พันธุ์ไพโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-112026-02-11122171188องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/isshmu/article/view/274198
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อนำเสนอสถานการณ์ของผู้สูงอายุในประเทศไทยและแนวทางการส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยนำตัวแบบการกระจายอำนาจมาใช้ในการอธิบาย ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารทุติยภูมิ ผลการวิเคราะห์ พบว่า 1) ในปี 2567 ภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุของประเทศไทยเพิ่มขึ้นมีปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและสวัสดิการของผู้สูงอายุ และปัญหาการทับซ้อนของภารกิจหน้าที่ระหว่างราชการส่วนกลางและราชการส่วนท้องถิ่น 2) แนวทางการส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจำแนกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้านการจัดทำและพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้สูงอายุ ด้านการจัดสรรทรัพยากรทางการบริหาร ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการพัฒนาบุคลากรและกลไกการสร้างอาสาสมัครชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเงื่อนไขสภาพแวดล้อม โครงสร้างระบบราชการ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การ ทรัพยากรองค์การสำหรับการนำแผนงานไปปฏิบัติ และคุณลักษณะและสมรรถนะของหน่วยปฏิบัติ</p>ญาณิศา ไพรสุขนิภาพรรณ เจนสันติกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2024 Department of Social Sciences, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Thailand
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-122026-02-12122189206