วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu <p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี </strong>เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ<br />โดยเปิดรับบทความวิจัย (Research paper) บทความวิชาการ (Academic article) และเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ <br /><strong>ISSN 3057-1480 (Online) ตั้งแต่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป</strong></p> <p><strong> <br /></strong><strong>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</strong><br />ได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 พ.ศ. 2568-2572 ให้อยู่ในกลุ่มที่<strong> 2 </strong></p> <p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี </strong>มีค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ 3,000 บาท/บทความ <br />(มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป)<strong><br /></strong><em>(ชำระเมื่อบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อทำการส่งไปยังผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาต่อไป)</em></p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ubusocj@ubu.ac.th (Dr.Thanachet Visaijorn) ubusocj@ubu.ac.th (Miss.Patcharaporn Chantawee) Mon, 29 Jun 2026 13:53:57 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเปรียบต่างของการลำดับคำในประโยคภาษาไทยและภาษาเวียดนามของนักศึกษาเวียดนาม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286307 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการเปรียบต่างของการลำดับคำในประโยคเชิงโครงสร้างระหว่างภาษาไทยและภาษาเวียดนาม และ (2) วิเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดในการลำดับคำในประโยคภาษาไทยของนักศึกษาเวียดนาม งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบทดสอบจำนวน 18 ข้อ และการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาเวียดนามชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาไทยศึกษา มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม ณ นครโฮจิมินห์ จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาษาไทยและภาษาเวียดนามมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ S-V-O เหมือนกัน แต่แตกต่างกัน<br />ในระดับโครงสร้างย่อย โดยเฉพาะตำแหน่งของส่วนขยายและคำเชื่อม (2) นักศึกษามีข้อผิดพลาดในประโยคความรวมมากที่สุด จำนวน 6 ประโยค คิดเป็นร้อยละ 42.86 รองลงมาคือประโยคความเดียวและประโยคความซ้อน อย่างละ <br />4 ประโยค คิดเป็นร้อยละ 28.57 ตามลำดับ ทั้งนี้ นักศึกษาสามารถลำดับคำ<br />ในประโยคความเดียวและประโยคความซ้อนได้ถูกต้องกว่าประโยคความรวม เนื่องจากมีข้อได้เปรียบจากความเหมือนกันของโครงสร้างพื้นฐานแบบ S-V-O และข้อจำกัดในการวางตำแหน่งของส่วนขยายและคำเชื่อม ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากการถ่ายโอนเชิงลบจากภาษาแม่ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการสอนภาษาไทยสำหรับผู้เรียนชาวเวียดนาม</p> Nguyen Thi Thu Trang, Truong Vy Khang, Phan Thi Hong Nhung ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286307 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 เส้นทางชีวิตและวัฒนธรรมการดื่มสุราของคนไร้บ้าน: ความเปราะบางเชิงโครงสร้างและกลยุทธ์การปรับตัว ในจังหวัดขอนแก่น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286234 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมการดื่มสุราของคนไร้บ้านผ่านมิติของเวลา พื้นที่ และเส้นทางชีวิต รวมถึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ และแบบแผนการดื่มสุราในชีวิตประจำวันของคนไร้บ้าน การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสำรวจคนไร้บ้าน 45 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 20 คน การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการจัดทำปฏิทินชีวิต (Life History Calendar) ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ในพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การดื่มสุราของคนไร้บ้านเป็นกระบวนการที่ก่อรูปขึ้นตลอดเส้นทางชีวิต โดยก่อนเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน การดื่มสัมพันธ์กับวิถีการดื่มของคนในครอบครัว กลุ่มเพื่อน และวัฒนธรรมการทำงาน ขณะที่ภายหลังเข้าสู่ภาวะ<br />ไร้บ้าน ความหมายและหน้าที่ของการดื่มได้เปลี่ยนไปสู่การเป็นกลไกในการจัดการความเครียด ความโดดเดี่ยว และความไม่มั่นคงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ สุรา<br />ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ธำรงความเป็นสมาชิกของกลุ่ม และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การปรับตัวภายใต้เงื่อนไขของความไร้บ้าน ผลการศึกษายังพบว่า พื้นที่สาธารณะมีบทบาทสำคัญต่อการก่อรูปวัฒนธรรม<br />การดื่ม โดยเอื้อต่อการสร้างเครือข่ายการดื่ม การแบ่งปันทรัพยากร และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่ม ซึ่งสะท้อนว่าการดื่มสุรามิได้เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมภายใต้เงื่อนไขของความขาดแคลน</p> <p>การศึกษานี้เสนอว่า การดื่มสุราของคนไร้บ้านไม่ควรถูกอธิบายในฐานะพฤติกรรมเบี่ยงเบนของปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นผลผลิตของเส้นทางชีวิต ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ และความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยวัฒนธรรมการดื่มสุราทำหน้าที่เชื่อมโยงการปรับตัวของบุคคลเข้ากับเงื่อนไขทางสังคมที่พวกเขาเผชิญ การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การส่งเสริมการมีงานทำ การเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและสุขภาพจิต ตลอดจนการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน</p> อารียา สุปรียาพร, มนทกานต์ ฉิมมามี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286234 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อัตวิสัยแบบอัลกอริทึม: การประกอบสร้างตัวตนของผู้เล่นเกมพนันออนไลน์ผ่านการคำนวณดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286707 <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการพนันออนไลน์ในฐานะสนามแห่งการประกอบสร้างอัตวิสัยภายใต้เงื่อนไขของสังคมดิจิทัล วัตถุประสงค์หลักงานวิจัยเพื่ออธิบายว่าตัวตนของผู้เล่นถูกประกอบสร้างผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ อัลกอริทึม ข้อมูล และโครงสร้างแพลตฟอร์มอย่างไร การศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลในกลุ่มผู้เล่นพนันออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจพนันออนไลน์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการพนันออนไลน์ รวมถึงการวิเคราะห์เอกสารและระบบแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า การพนันออนไลน์ไม่ใช่เพียงกิจกรรมการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นเครือข่ายของผู้กระทำการ (actants) ที่อัลกอริทึมมีบทบาทสำคัญในการติดตาม วิเคราะห์ และชี้นำพฤติกรรมของผู้เล่นแบบเรียลไทม์ พฤติกรรมของผู้เล่นถูกแปลงเป็นข้อมูลที่สามารถคาดการณ์และจัดการได้ ขณะเดียวกันอารมณ์ความรู้สึกถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดการตัดสินใจ ส่งผลให้ความเป็นผู้กระทำการของมนุษย์ถูกกระจายและปรับเปลี่ยนภายในระบบแพลตฟอร์มเกมพนันออนไลน์ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า “อัตวิสัยแบบอัลกอริทึม” เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการร่วมระหว่างมนุษย์กับระบบคำนวณของอัลกอลิทึม ตัวตนของผู้เล่นถูกผลิตขึ้นผ่านการคัดแยก จัดหมวดหมู่ และคาดการณ์ มากกว่าถูกกำหนดจากประสบการณ์เรียนรู้ในการเล่นของผู้เล่นเพียงอย่างเดียว ในบริบทของทุนนิยมแพลตฟอร์มยุคดิจิทัลตัวตนของปัจเจกบุคคลผู้เล่นยังทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่ถูกสกัดมูลค่าอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้เสนอว่ามนุษย์ในยุคดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นผลผลิตของระบบอัลกอริทึมที่กำหนดเงื่อนไขของการรับรู้ การตัดสินใจ และความเป็นไปได้ของการกระทำในชีวิตประจำวัน</p> ประชาธิป กะทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286707 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 คุณลักษณะของบัณฑิตครูที่พึงประสงค์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI): การปรับตัวของวิชาชีพครูเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในบริบทการเปลี่ยนแปลง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/283772 <p>ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญต่อการศึกษาขั้นพื้นฐานและการผลิตครูในศตวรรษที่ 21 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุและสังเคราะห์คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตครูในยุค AI โดยอาศัยวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนการสอนที่สนับสนุนด้วย AI และการผลิตครู การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร โดยประยุกต์ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงวิเคราะห์ตามแนวทางของ Snyder (2019) งานวิจัยนี้ทบทวนบทความที่ตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. 2020 ถึง 2025 จำนวน 37 บทความ และคัดเลือกบทความจำนวน 28 บทความสำหรับการวิเคราะห์<br />เชิงลึก โดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องและความเหมาะสมกับประเด็นการศึกษา ผลการสังเคราะห์พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตครูประกอบด้วย <br />5 โดเมนสำคัญ ได้แก่ (1) ทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการเรียนรู้ตลอดชีวิต <br />(2) ความยืดหยุ่นและความพากเพียร (3) การออกแบบการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมและนวัตกรรม (4) คุณธรรม จริยธรรม และความเข้าใจบริบทของผู้เรียน และ (5) ภาวะผู้นำการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ โดเมนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บัณฑิตครูจำเป็นต้องมีคุณลักษณะทางวิชาชีพแบบบูรณาการ ซึ่งช่วยให้สามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ปรับตัวต่อสภาพการศึกษาที่เปลี่ยนแปลง ออกแบบประสบการณ์<br />การเรียนรู้ที่ครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่ม ปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม เข้าใจบริบทของผู้เรียน และนำการเรียนรู้ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ ผลการศึกษานี้สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาหลักสูตรผลิตครู <br />การพัฒนาวิชาชีพครู และการอภิปรายเชิงนโยบายเกี่ยวกับการผลิตครูสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานในยุค AI</p> สุธิดา เลขะวัฒนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/283772 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286685 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสถานศึกษา 2) ระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งสถานศึกษาออกเป็นชั้น (Strata) จากนั้นจึงสุ่มผู้ให้ข้อมูลในแต่ละสถานศึกษาตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ รวมทั้งสิ้น 328 คน เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) โดยขั้นที่ 1 สุ่มโรงเรียนจากแต่ละชั้น และขั้นที่ 2 สุ่มหรือเลือกบุคลากรในโรงเรียนนั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากัน 0.87 และได้ใช้สถิติเหล่านี้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมและในแต่ละด้าน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>3) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมี สัมพันธ์กันในทางบวกระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีค่าสหสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง .662 - 760</p> ไพฑูรย์ โคตรชมภู, วันเพ็ญ นันทะศรี, ทรัพย์หิรัญ จันทรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/286685 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/285157 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (2) การเปรียบเทียบศักยภาพจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและวิธีการพัฒนา (3) แนวทางการพัฒนาสู่พนักงานดีเด่นและตำแหน่งบริหาร และ (4) ปัญหาอุปสรรค โดยใช้วิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างรวม 237 คน (เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 207 คน พนักงานดีเด่น 8 คน และหัวหน้าส่วน/หัวหน้าสำนักงาน 22 คน) วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย, F-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าศักยภาพการปฏิบติงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านคุณธรรมจริยธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการติดต่อประสานงาน ขณะที่แรงจูงใจอยู่ในระดับปานกลางและมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการเปรียบเทียบพบว่าระดับการศึกษาและวิธีการพัฒนาไม่ส่งผลต่อศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นด้านคุณธรรมจริยธรรมที่ผู้มีประสบการณ์มากกว่ามีค่าเฉลี่ยสูงกว่า ข้อเสนอแนะมหาวิทยาลัยควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การสื่อสาร และการกำหนดเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตำแหน่งบริหาร</p> ขณิษฬา พันธุ์พาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/285157 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพอย่างยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/285147 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจทรัพยากรการท่องเที่ยว 2) ศึกษาศักยภาพการจัดการ และ 3) หาแนวทางการจัดการแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพอย่างยั่งยืน โดยเก็บข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสาร การสำรวจภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่ม รวม 30 คน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว ผลการวิจัย พบว่าเมืองโบราณศรีเทพมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่นทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ในด้านศักยภาพการจัดการ พบว่าชุมชนมีความตระหนักสูงแต่ขาดการมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย ภาคเอกชนยังขาดอัตลักษณ์ แบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อสื่อสารระดับสากล และบุคลากรจำเป็นต้องพัฒนาทักษะภาษาและเทคโนโลยีดิจิทัล</p> <p>จากข้อค้นพบดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางการจัดการแหล่งท่องเที่ยว 5 แนวทาง ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมของชุมชน 2) การพัฒนาอย่างยั่งยืน 3) การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย 4) การตลาดและการสร้างแบรนด์ และ 5) การติดตามผลการประเมิน</p> เบญจวรรณ รอดคล้ายขลิบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/285147 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานผู้สูงอายุผ่านการถ่ายทอด องค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ตำบลน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/283380 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพบริบท ศักยภาพ ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานผู้สูงอายุ 2) พัฒนากระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่ม และ 3) เปรียบเทียบความรู้ของผู้เข้าร่วมโครงการก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ สมาชิกกลุ่ม จักสานผู้สูงอายุ ตำบลน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 27 คน ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูล เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มจักสานผู้สูงอายุมีศักยภาพด้านองค์ความรู้และทักษะการจักสานที่สืบทอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความเข้มแข็งด้านความร่วมมือของสมาชิก แต่ประสบปัญหาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสืบทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ โดยมีความต้องการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการกลุ่ม และการตลาดออนไลน์ 2) กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยการร่วมวางแผน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกปฏิบัติจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการติดตามผล ส่งผลให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้ร่วมกันและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ และ 3) ผลการเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ก่อนเข้าร่วมโครงการเท่ากับ 5.41 คะแนน (S.D. = 1.32) และหลังเข้าร่วมโครงการเท่ากับ 8.59 คะแนน (S.D. = 0.97) โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมโครงการสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมสามารถพัฒนาความรู้และศักยภาพของสมาชิกกลุ่มจักสานผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ฉัตรชัย เสมาทอง, ชลธิชา ระลึก, สุภาพร ชูสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/283380 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ต้นทุนชีวิตในสังคมร่วมสมัย: กรอบแนวคิดบูรณาการ 4 มิติภายใต้ความเหลื่อมล้ำสะสมตลอดช่วงชีวิต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/283333 <p>สังคมร่วมสมัยกำลังเผชิญต้นทุนชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าครองชีพ ภาระหนี้ เวลาทำงานที่ยาวนาน การเดินทางที่สิ้นเปลือง ความเครียดเรื้อรัง ปัญหาการนอน และความสัมพันธ์ที่เปราะบาง อย่างไรก็ดี งานศึกษาจำนวนมากมักแยกพิจารณาปัญหาเหล่านี้เป็นรายประเด็น เช่น ความเครียดทางการเงิน ความขาดแคลนเวลา ภาระสุขภาพ หรือความขัดแย้งระหว่างงานและครอบครัว โดยยังขาดกรอบเชิงบูรณาการในการอธิบายภาพรวมของภาระชีวิต บทความวิชาการนี้เสนอ “ต้นทุนชีวิต 4 มิติ” ครอบคลุมด้านการเงิน เวลา สุขภาวะ และความสัมพันธ์ ในฐานะกรอบแนวคิดที่อธิบายภาระชีวิตซึ่งสะสมและทับซ้อนกันภายใต้กระบวนการความได้เปรียบ–เสียเปรียบแบบสะสมตลอดช่วงชีวิต บทความสังเคราะห์กลไกที่ทำให้ภาระต่าง ๆ เชื่อมโยงและทวีความรุนแรงซึ่งกันและกัน จนส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาวะจิต และโอกาสในชีวิต พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายสำหรับประเทศรายได้ปานกลางโดยเฉพาะประเทศไทย ผ่านมาตรการลดต้นทุนชีวิตแบบหลายมิติและการพัฒนาเครื่องมือวัดเชิงบูรณาการเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างมีหลักฐานรองรับ</p> ไทศิต เครือโสม, ศิริรัตน์ เจนศิริศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/283333 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700