https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/issue/feed
วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2025-12-30T10:19:06+07:00
Asst.Prof.Dr.Pinwadee Srisupan
ubusocj@ubu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี </strong>เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ<br />โดยเปิดรับบทความวิจัย (Research paper) บทความวิชาการ (Academic article) และเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ <br /><strong>ISSN 3057-1480 (Online) ตั้งแต่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป</strong></p> <p><strong> <br /></strong><strong>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</strong><br />ได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 พ.ศ. 2568-2572 ให้อยู่ในกลุ่มที่<strong> 2 </strong></p> <p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี </strong>มีค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ 3,000 บาท/บทความ <br />(มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป)<strong><br /></strong><em>(ชำระเมื่อบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อทำการส่งไปยังผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาต่อไป)</em></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/277509
การศึกษาองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของประเทศอาเซียน ผ่านวรรณกรรมเด็กที่มีซินเดอเรลล่าเป็นฐาน
2025-04-28T09:46:36+07:00
สิริมา ยังวัน
sirima_y@payap.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียนผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาวรรณกรรมสำหรับเด็กที่มีโครงเรื่องได้รับอิทธิพลจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง ซินเดอเรลล่า โดยวิเคราะห์วรรณกรรมเด็กจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนมีลักษณะของโครงสร้างเรื่องที่คล้ายคลึงกับซินเดอเรลล่า การวิเคราะห์ใช้กรอบแนวคิดของ Vladimir Propp (1968) ว่าด้วย Morphology of the Folktale เพื่อจำแนกบทบาทของตัวละครและลำดับฟังก์ชันในเรื่องเล่า ควบคู่กับกรอบแนวคิดการวิเคราะห์วัฒนธรรมเพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโครงเรื่องกับบริบททางสังคมในแต่ละประเทศ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าวรรณกรรมแต่ละเรื่องมีโครงสร้างเรื่องเล่าที่สอดคล้องกับแบบแผนโครงสร้างนิทานพื้นบ้านตัวละครเอกมักเผชิญกับการกดขี่จากแม่เลี้ยงและลูกสาวของแม่เลี้ยง แต่สามารถเอาชนะอุปสรรคและมีความสุขในท้ายที่สุด ขณะที่ตัวร้ายได้รับผลกรรม อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมเหล่านี้ยังสะท้อนบริบทวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นผ่านการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของเนื้อหา บทบาทของตัวละคร และค่านิยมที่เน้นย้ำในเรื่องเล่า จึงทำให้การศึกษาวรรณกรรมลักษณะนี้เป็นแนวทางสำคัญในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจ ความเหมือนและความต่างของวัฒนธรรมอาเซียนผ่านโครงสร้างเรื่องเล่าในวรรณกรรมสำหรับเด็ก</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/279398
การขับเคลื่อนกลไกแก้ไขความยากจนจังหวัดศรีสะเกษด้วยงานวิจัยเชิงพื้นที่และแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือแนวระนาบ
2025-10-22T15:21:53+07:00
ประจวบ จันทร์หมื่น
prajuab21600@gmail.com
<p>การแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับจังหวัดยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญจากความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐทั้งระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนงานขาดเอกภาพและไม่สามารถจัดลำดับประเด็นปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความวิชาการนี้วิเคราะห์กลไกการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ ผ่านการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย และเครือข่ายภาคประชาชน โดยชี้ให้เห็นว่าระบบข้อมูลมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเชื่อมโยงกลไกต่าง ๆ <br />เข้าด้วยกัน ทั้งในมิติการวิเคราะห์ปัญหา การคัดกรองครัวเรือนยากจน และการวางแผนแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ</p> <p>จังหวัดศรีสะเกษได้พัฒนาระบบข้อมูล Big Data จากชุดข้อมูลการวิจัยด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นฐานร่วมในการวิเคราะห์ฐานทุน 5 ด้านของครัวเรือนยากจน การมีฐานข้อมูลเดียวกันเอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในข้อมูลซึ่งกันและกัน นำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาแบบรายครัวเรือนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บทความเน้นย้ำว่ากลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบ “กลไกเชิงสถาบัน” ที่มีโครงสร้างรองรับอย่างเป็นทางการ ผ่านคณะทำงาน 6 ด้านตามคำสั่งจังหวัด และกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานแผนงาน และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การจัดความสัมพันธ์ทั้งแนวดิ่งระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคและแนวระนาบระหว่างหน่วยงานในจังหวัดและภาคประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความซ้ำซ้อนของแผนงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วม และสร้างความยั่งยืนของการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังพบว่าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเครื่องมือ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการนำข้อมูลไปใช้ ช่วยให้กลไกการแก้ไขปัญหาความยากจนมีความเป็นเจ้าของร่วม และเกิดผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/280381
การวิเคราะห์ภาพผู้หญิงตุรกีในภาพยนตร์เยอรมัน-ตุรกี
2025-07-30T10:36:09+07:00
ธัญทิพ เด่นวงษ์
denwong_t@silpakorn.edu
กรกช อัตตวิริยะนุภาพ
korakocha@yahoo.com
<p>ในภาพยนตร์กลุ่มที่เป็น “ภาพยนตร์เยอรมัน-ตุรกี” มีหลายเรื่องที่พรรณนาถึงความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งตรงกันข้ามกับชีวิตของผู้หญิงในสังคมเยอรมันที่มีเสรีภาพและเท่าเทียมกัน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การนำเสนอภาพแทนของผู้หญิงตุรกีในภาพยนตร์เยอรมัน-ตุรกีที่คัดสรรมา 10 เรื่อง ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่มีตัวเอกเป็นหญิงตุรกี ทั้งนี้ ในการวิเคราะห์มุ่งตอบคำถามวิจัย 3 ประการ คือ 1) ภาพของผู้หญิงตุรกีในบริบทครอบครัวเป็นอย่างไร 2) ภาพของผู้หญิงตุรกีในสังคมเยอรมันถูกนำเสนอออกมาอย่างไร และ 3) ผู้หญิงตุรกีในภาพยนตร์เหล่านี้พบกับปัญหาหรือความขัดแย้งอย่างไรบ้าง และมีทางออกในการแก้ปัญหาอย่างไร ผลการวิจัยพบว่าภาพของผู้หญิงในบริบทครอบครัวมีทั้งฐานะภรรยา ลูกสาว พี่สาว/น้องสาว และหลานสาว อย่างไรก็ตามบทบาท<br />ที่โดดเด่นที่สุดคือ บทบาทลูกสาว ซึ่งเกิดในสังคมเยอรมันแต่ยังต้องใช้ชีวิตในวัฒนธรรมตุรกีของครอบครัว จึงต้องเผชิญกับความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาพของผู้หญิงตุรกีในสังคมเยอรมันนั้นพบว่า มีการนำเสนอภาพการที่ผู้หญิงชาวตุรกีได้รับการศึกษา การเป็นเพื่อนกับชาวเยอรมัน การทำงานกับคนเยอรมัน ตลอดจนการมีความสัมพันธ์กับคู่รักชาวเยอรมัน ปัญหาหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีทั้งภายในครอบครัวและระหว่างครอบครัวตุรกีกับครอบครัวเยอรมัน ในกรณีที่มีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรม แต่ความขัดแย้งโดยหลักเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายชาย คือ ระหว่างหญิงตุรกีกับคู่รักชาวเยอรมัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพ่อหรือพี่ชายของเธอ ซึ่งข้อค้นพบสำคัญประการหนึ่ง คือ ตัวละครผู้หญิงตุรกีในภาพยนตร์ที่วิเคราะห์ส่วนใหญ่เลือกวิธีการแก้ปัญหาด้วยการหนีจากโครงสร้างครอบครัวเดิม</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/279707
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตและการลดอันตรายจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2025-09-09T11:31:20+07:00
ประชาธิป กะทา
prachatip.k@ku.ac.th
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความหมายทางสังคมและความเป็นวัตถุสภาวะ (materiality) ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโลกชีวิตทางสังคมของนักดื่ม งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลที่ชุมชนแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย ระยะเวลาการศึกษา 1 ปี เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์และสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม งานวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญ คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นโครงสร้างพื้นฐานในชีวิตประจำวันของคนในชุมชนที่ศึกษา โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตใน 2 ลักษณะ คือ 1) โครงสร้างพื้นฐานทางวัตถุ (material infrastructure) ในแง่ฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยให้ชาวบ้านรู้สึกผ่อนคลายและคลายปวดเมื่อยหลังทำงาน 2) โครงสร้างพื้นฐานทางความรู้สึก (affective infrastructure) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสื่อกลางในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคนในชุมชน การที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นโครงสร้างพื้นฐานชีวิตผู้คน ส่งผลให้เป็นการยากในการดำเนินมาตรการเพื่อดึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากชีวิตประจำวันของนักดื่ม เพราะหากนักดื่มตัดสินใจลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่ากับองค์ประกอบย่อยอื่น ๆ ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานของชีวิตทางสังคมของพวกเขาจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย วิธีการลดอันตรายจึงเป็นวิธีการที่กลุ่มนักดื่มเลือกใช้ เมื่อพวกเขายังจำเป็นต้องพึ่งพาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต การขยายมุมมองต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ช่วยขยายมุมมองต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีบทบาทมากกว่าการเป็นแค่พยาธิสภาพการเกิดโรค และความรู้เชิงประสบการณ์ของวิธีการลดอันตรายของนักดื่มและคนในชุมชน ยังแสดงให้เราเห็นแนวทางการนำความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้หรือผสมผสานกับความรู้เชิงวิชาชีพอื่น ๆ เพื่อพัฒนามาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและลดอันตรายการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/278405
การดูแลตัวเองผ่านสมาร์ทวอทช์: การวิเคราะห์เทคโนโลยีในฐานะโครงสร้างพื้นฐานการดูแล
2025-05-06T08:46:03+07:00
ปาณิภา สุขสม
panipa.s@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้ศึกษามุมมองและเงื่อนไขการใช้สมาร์ทวอทช์เพื่อดูแลสุขภาพส่วนบุคคล โดยสำรวจการทำงานของอุปกรณ์ วิถีปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพและบทบาทของเทคโนโลยีที่มีต่อการดูแลตนเอง การวิจัยนี้ใช้วิธีวิทยาเชิงคุณภาพแบบแนวคิดเครือข่าย-ผู้กระทำ (ANT) โดยติดตามกลุ่มตัวอย่าง 15 คนที่มีอายุระหว่าง 25-60 ปี ซึ่งใช้สมาร์ทวอทช์เพื่อดูแลสุขภาพมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี เพื่อทำความเข้าใจเครือข่ายความสัมพันธ์ในการดูแลตนเองที่เชื่อมโยงกับการทำงานของสมาร์ทวอทช์ และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแนวคิดวัตถุนิยมแนวใหม่และโครงสร้างพื้นฐานการดูแล ผลการศึกษาพบว่า สมาร์ทวอทช์เป็นเครื่องมือสำคัญที่บุคคลใช้ติดตามสุขภาพ การเลือกใช้สมาร์ทวอทช์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความสามารถของอุปกรณ์ ปัจจัยส่วนบุคคล รูปแบบการใช้ชีวิต และกระแสนิยมในตลาดเทคโนโลยี สมาร์ทวอทช์กลายเป็นผู้กระทำที่มีบทบาทสำคัญในวิถีปฏิบัติการดูแลตนเองของบุคคลผ่านเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ โดยสามารถสร้างการดูแลได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการดูแลนี้ยังขึ้นอยู่กับมิติของเวลาและพื้นที่ของการเคลื่อนย้ายและยังต้องอาศัยความสามารถขององค์ประกอบตัวอื่น ๆ การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การดูแลตนเองไม่ใช่แค่การกระทำที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่ยังต้องอาศัยบทบาทของเทคโนโลยีในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการดูแลซึ่งผลิตผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้สวมใส่ นอกจากนี้ การดูแลดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่เคลื่อนย้ายได้ตามเครือข่ายความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นจากการทำงานของเทคโนโลยีสวมใส่ติดตัว</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/272635
กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของชุมชนตลาดน้ำยะกัง ขนม 100 ปี จังหวัดนราธิวาส
2025-07-24T10:56:59+07:00
กนกพร มาลัยหอม
binggoindy@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนยะกัง ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี จังหวัดนราธิวาส โดยการศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสังเกตและสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน ได้แก่ กลุ่มผู้ขาย กลุ่มผู้ซื้อ และกลุ่มผู้อาศัยในชุมชนยะกัง โดยเลือกแบบเจาะจง ร่วมกับการศึกษาเอกสาร การลงพื้นที่สำรวจ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจดบันทึกภาคสนาม ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือโดยการตรวจสอบสามเส้า</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนยะกังมีอัตลักษณ์โดดเด่นทั้งด้านลักษณะทางกายภาพ กิจกรรม และสถานที่ โดยมีพื้นฐานจากประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและวัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิม การประกอบอาหารพื้นบ้านและขนมโบราณของชาวมลายู อาทิ ขนมอาเกาะ ขนมบาตาบูโร๊ะ ขนมเปียนา ขนมปูตู และขนมแนะบะ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความหลากหลายทางวัฒนธรรม 2) กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี เกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนร่วมกับภาครัฐและท้องถิ่น ผ่านกระบวนการสำคัญ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การค้นหาอัตลักษณ์และทำความเข้าใจคุณค่าอัตลักษณ์<br />ของตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี (2) การค้นหาความโดดเด่นและสร้างความแตกต่าง (3) การทราบความต้องการของผู้มาเที่ยวตลาดในเชิงลึก (4) การสร้างอัตลักษณ์ให้กับตลาดน้ำยะกัง ขนม 100 ปี จากสื่อสังคมและสื่อออนไลน์ (5) การปรับเปลี่ยนกลวิธีการพัฒนาตลาด โดยการผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/278421
แนวทางการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำ ของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประเทศไทย
2025-12-15T09:29:44+07:00
บุณวัทน์ ศรีขวัญ
Boonnawat.s@tsu.ac.th
โกมล จิตรนุ่ม
komon.ch9@gmail.com
ธบัญพร ยิปซั่มภูมิพิจิตร
tabanporn.yip@gmail.com
<p>การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และเพื่อนำเสนอแนวทางการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พร้อมทั้งการวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีจำนวน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยด้านการคิด ปัจจัยด้านการสัมผัส ปัจจัยด้านอารมณ์ความรู้สึกและปัจจัยด้านการเชื่อมโยง และสามารถนำเสนอแนวทางการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ได้ทั้งสิ้น จำนวน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ แนวทางที่ 1 การสร้างประสบการณ์<br />การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาผ่านกระบวนการทางความคิด แนวทางที่ 2 การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาผ่านกระบวนการทางการสัมผัส แนวทางที่ 3 การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาผ่านกระบวนการทางอารมณ์ความรู้สึก และแนวทางที่ 4 การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาผ่านกระบวนการการเชื่อมโยง เป็นต้น ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลทางวิชาที่สำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ที่สามารถสร้างประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวทางน้ำที่มีคุณค่าและสามารถยกระดับ<br />การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ให้เป็นกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/277044
การศึกษาคำศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้จากเพลงใต้ที่เป็นกระแส ในปี พ.ศ. 2566
2025-04-18T15:13:29+07:00
จริยา ก่อภัททสิริกุล
jariya.no@skru.ac.th
ดิยานา สันหรน
644301040@parichat.skru.ac.th
พิชญา สว่างจันทร์
644301046@parichat.skru.ac.th
นุจญมา สำมะเนี๊ยะ
644301022@parichat.skru.ac.th
กีรกิต จิตสมบูรณ์
keerakit.ch@skru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคำศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้ที่เป็นกระแสในปี พ.ศ. 2566 โดยคัดเลือกเพลงจากแพลตฟอร์มยูทูบ (YouTube) ภายใต้คำค้นหาคำว่า “เพลงใต้ที่เป็นกระแสในปี พ.ศ. 2566” “เพลงใต้ยอดนิยมในปี 2566” และ “เพลงใต้ติดกระแส 2566” ศึกษาทุกเพลง (ไม่นับเพลงซ้ำ) รวมทั้งสิ้น 52 เพลง วิเคราะห์ด้วยแนวทางการจำแนกชนิดของคำโดยใช้เกณฑ์ความหมายของพระยาอุปกิตศิลปสาร ผลการวิจัยพบว่า มีคำศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้จากเพลงจำนวนทั้งหมด 177 คำ แบ่งได้เป็น 4 ชนิดคำ ได้แก่ คำวิเศษณ์ ปรากฏการใช้มากที่สุด พบจำนวน 65 คำ รองลงมาคำนาม พบจำนวน 62 คำ คำกริยา พบจำนวน 48 คำ และคำสรรพนาม ใช้น้อยที่สุด พบเพียงจำนวน 3 คำ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ทำให้เห็นว่า คำศัพท์ส่วนใหญ่ในเพลงใต้จะเป็นวิเศษณ์ แสดงให้เห็นว่าคำวิเศษณ์เป็นชนิดคำที่ทำให้เห็นลักษณะสำคัญของความเป็นคนใต้และสะท้อนวิถีชีวิตแบบภาคใต้ได้ชัดเจนที่สุด</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_ubu/article/view/281174
การใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
2025-12-03T14:55:29+07:00
กิตติมา สิงห์สนธิ์
kittimasingson@yahoo.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลวิจัยของความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษหลังจากที่ได้รับการเรียนการสอนด้วยการใช้เกมเป็นฐานแล้วและเพื่อสำรวจความคิดเห็นหลังการเรียนการสอนโดยการใช้เกมเป็นฐานแล้ว ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ 1 ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 60 คน การวิจัยครั้งนี้เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือสำหรับการวิจัยประกอบด้วย แผนกิจกรรมเกมจำนวน 4 แผน แต่ละแผนใช้เวลา 8 คาบ คาบละ 50 นาที รวมเป็น 32 คาบ เครื่องมือสำหรับรวมรวบข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดและประเมินผลความสามารถการพูดภาษาอังกฤษและแบบสำรวจความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน การวิเคราะห์ผลข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน และการแจกแจงความถี่ ดังนี้</p> <ol> <li>คะแนนความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลังจากที่ได้รับการใช้เกมเป็นฐาน พบว่าผ่านเกณฑ์ที่ร้อยละ 77.21 จากที่กำหนดไว้ร้อยละ 50</li> <li>จำนวนแบบสำรวจความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม<br />เป็นฐานจากการแจกแจงความถี่พบว่า ผู้เรียนโดยส่วนใหญ่จำนวน 16 คน ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนาน ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและไม่เบื่อหน่าย คิดเป็นร้อยละ 26.7 และผู้เรียนโดยส่วนใหญ่จำนวน 15 คน กล้าแสดงออกทางการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 25 ตามลำดับ</li> </ol> <p><strong> </strong>การใช้เกมเป็นฐานทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษดีขึ้น เนื่องจากผู้เรียนสามารถเลือกใช้ และจดจำคำศัพท์ วลี และประโยคได้แม่นยำและเหมาะสมตามบริบทพูด ผู้เรียนกล้าแสดงออกมากขึ้น และการทำกิจกรรมเกมร่วมกันกับเพื่อนร่วมเป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ส่งเสริมด้านการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี