วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru <p> วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี รับตีพิมพ์บทความใน<strong>สาขาวิชามนุษยศาสตร์</strong> ภาษาและวรรณคดี ศิลปกรรม นาฏศิลป์และการละคร และ<strong>สาขาวิชาสังคมศาสตร์</strong> นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการจัดการชุมชน</p> <p><strong>อัตราค่าพิจารณาบทความ<br /></strong> ผู้นิพนธ์ต้องชําระค่าธรรมเนียมค่าพิจารณาบทความและค่าตีพิมพ์บทความ ตามอัตราที่วารสารกําหนดนับจากวันที่กองบรรณาธิการวารสารแจ้งตอบรับบทความของท่านเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ ดังนี้<br /> - ค่าตีพิมพ์บทความ บทความ ละ 4,000 บาท<br /> - ค่าสมาชิก 300 บาท/ปี<br /><strong>** กรณีที่บทความของผู้นิพนธ์ไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน ทำให้บทความนั้นไม่ผ่านการพิจารณา หรือผู้นิพนธ์ถอนบทความออกระหว่างการพิจารณา วารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์บทความและค่าสมาชิก</strong></p> <p><strong>การชำระเงิน<br /></strong> ชำระเงินผ่านบาร์โค้ดที่ทางวารสารออกใบแจ้งชำระให้เท่านั้น โดยข้อมูลในใบแจ้งชำระค่าตีพิมพ์จะอ้างอิงตามข้อมูลที่ผู้นิพนธ์กรอกในแบบฟอร์มส่งบทความ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี</p> <p>- บทความในวารสารวิชาการมนุษย์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์ ไม่ใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ และไม่ใช่ความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการและ/หรือของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี</p> <p>- กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p>- บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะมีการตรวจความถูกต้องเหมาะสมจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (peer review) จำนวน 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (double-blind peer review)</p> journal.human@dru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.รสริน ดิษฐบรรจง) journal.human@dru.ac.th (นางสาวอลิสา อรุณธนหิรัญ) Mon, 20 Apr 2026 11:33:23 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลวิธีการใช้ภาษาในวัจนกรรมเพื่อสร้างอารมณ์ขันของคนไทย ในบริบทข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/282676 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาในวัจนกรรม (speech acts) เพื่อสร้างอารมณ์ขันของคนไทยในบริบทข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลถ้อยคำที่สื่ออารมณ์ขันจากแพลตฟอร์มยูทูบ ที่เผยแพร่ในช่วงเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม 2568 จำนวน 60 ข้อความ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลวัจนกรรมประเภทต่าง ๆ ผลการวิจัย พบกลวิธีการใช้ภาษาในวัจนกรรมเพื่อสร้างอารมณ์ขันของคนไทย จำนวน 6 กลวิธี ได้แก่ 1) วัจนกรรมโอ้อวด (boasting) 2) วัจนกรรมดูถูก (expressing condescension) 3) วัจนกรรมตำหนิ (blaming) 4) วัจนกรรมข่มขู่ (threatening) 5) วัจนกรรมเย้าแหย่ (teasing) และ 6) วัจนกรรมเสียดสี (satire) ซึ่งแต่ละกลวิธีสะท้อนให้เห็นทั้งการสื่อสารเชิงอารมณ์ขันและการวิพากษ์วิจารณ์เชิงสังคมการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีลักษณะร่วมคือ “การใช้ภาษาสองชั้น” ทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง เพื่อสร้างความตลกขบขันให้ผู้รับสารเกิดรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้รับสารได้รับรู้ทัศนะทางสังคมและการเมืองที่แอบแฝงอยู่ในสถานการณ์ตอนนั้น วัจนกรรมแห่งอารมณ์ขันในบริบทข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เพียงให้ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย และความคิดทางการเมืองของคนไทยในโลกดิจิทัล โดยใช้เสียงหัวเราะเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและยืนยันความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ</p> ราตรี แจ่มนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/282676 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเติบโตของความเป็นเมืองที่มีอิทธิพลต่ออาชญากรรมความรุนแรง: การศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/284066 <p>การศึกษานี้มุ่งตรวจสอบผลกระทบของปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมต่ออาชญากรรมความรุนแรง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (อัตราเงินเฟ้อและการว่างงาน) และการขยายตัวของเมือง งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Panel Data จำนวน 132 ค่าสังเกต ระหว่างปี ค.ศ. 2011–2021 จากประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง 12 ประเทศ ด้วยแบบจำลอง Fixed Effects พร้อมปรับค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานแบบ HAC (Heteroskedasticity and Autocorrelation Consistent) เพื่อควบคุมความแตกต่างเฉพาะของแต่ละประเทศ ผลการศึกษาพบหลักฐานเชิงบ่งชี้ ว่าการขยายตัวของเมืองมีความสัมพันธ์ในทิศทางลบกับอัตราการฆาตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับขอบเขต (marginally significant) ที่ระดับ 0.10 (=-0.51) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “ปัจจัยปกป้อง” ที่อธิบายว่าเมืองช่วยลดความสูญเสียชีวิตได้ผ่านการเข้าถึงทรัพยากรระบบการเฝ้าระวังสาธารณะและการแพทย์ฉุกเฉินที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากแบบจำลองมุ่งวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงระยะสั้น ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงช้า ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า ปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละประเทศ บริบททางวัฒนธรรม และความแข็งแกร่งของสถาบันทางสังคม มีบทบาทกำหนดระดับความรุนแรงมากกว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะสั้น (R<sup>2</sup>=0.96) ดังนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงควรเน้นการวางผังเมืองเพื่อความปลอดภัยควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมในระยะยาว เพื่อสร้างกลไกการป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ตติยะพจน์ ศรีกาญจนากาศ, ภิญโญ มีเปี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/284066 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดการพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของชนเผ่าหลีในมณฑลไห่หนานที่บูรณาการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/284606 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ปัญหาการสืบทอด และความต้องการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชนเผ่าหลี 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการจัดการพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านั้น และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์บูรณาการมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชนเผ่าหลีกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม 665 ชุด และการสัมภาษณ์เชิงลึก 7 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บริหารภาคธุรกิจ และชาวบ้านในชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์สังเคราะห์แบบจำลองพบว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชนเผ่าหลีเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการสืบทอด ได้แก่ ช่องว่างระหว่างวัย การแสดงออกทางวัฒนธรรมที่ไม่ชัดเจน และการบูรณาการให้เข้าการศึกษายังไม่เพียงพอ ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์จัดแบ่งออกเป็นห้าระบบ ได้แก่ เนื้อหาองค์ความรู้ ทรัพยากรมนุษย์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การกำกับดูแลความร่วมมือ และการสนับสนุนเชิงนโยบาย จากผลการวิจัยดังกล่าว จึงได้นำเสนอรูปแบบการจัดการแบบบูรณาการ “ICCT” (มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม) ซึ่งเน้นเป้าหมายสองประการ ได้แก่ การถ่ายทอดวัฒนธรรมและการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว ได้รับการสนับสนุนจากทั้งห้าระบบดังกล่าวและกลไกป้อนกลับแบบพลวัต การศึกษานี้นำเสนอกรอบแนวคิดเป็นระบบ ยั่งยืนสำหรับบูรณาการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม นวัตกรรมการศึกษา และพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ชาติพันธุ์</p> หวาง ซวน, ทองเจือ เขียดทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/284606 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การออกเสียงชื่อสถานที่ท่องเที่ยวภาษาไทยของชาวจีน: ใช้วิธีการถ่ายถอดอักษรโรมันตามหลักเกณฑ์การถอดอักษรไทย เป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงของราชบัณฑิตยสถาน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/284724 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการออกเสียงชื่อสถานที่ท่องเที่ยวไทยที่เขียนด้วยหลักเกณฑ์การถ่ายถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันตามหลักเกณฑ์ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เก็บข้อมูลชื่อสถานที่ท่องเที่ยวไทยที่ชาวจีนนิยมมาท่องเที่ยว 250 ชื่อจากแพลตฟอร์มเสี่ยวหงชู (Xiaohongshu) นำมาแปลงเป็นอักษรโรมันตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วนำไปสร้างแบบทดสอบอ่านและแบบทดสอบฟัง ทดสอบการออกเสียงอักษรโรมันกับกลุ่มตัวอย่างชาวจีน 3 กลุ่ม คือ ชาวจีนฮั่นเหนือ ชาวจีนฮั่นใต้ และชนกลุ่มน้อย ที่ไม่เคยเรียนภาษาไทย จากนั้นประเมินความถูกต้องของการออกเสียง โดยอาจารย์ผู้สอนภาษาไทย ผลการศึกษาพบว่าเนื่องจากความแตกต่างของระบบเสียงภาษาไทย-จีน ชาวจีนส่วนใหญ่มักออกเสียงตามรูปแบบสัทอักษรพินอินเป็นหลัก รวมทั้งมีอิทธิพลการออกเสียงภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นร่วมด้วยบ้าง ทำให้ออกเสียงอักษรโรมันได้ทั้งถูกต้องและคลาดเคลื่อน ชาวจีนจะออกเสียงอักษรโรมันได้ถูกต้องหากเป็นหน่วยเสียงที่มีในภาษาจีนและมีรูปอักษรโรมันรูปเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับสัทอักษรพินอิน และจะออกเสียงคลาดเคลื่อนเมื่อต้องอ่านหน่วยเสียงที่ไม่มีในภาษาจีนหรือเป็นหน่วยเสียงที่มีในภาษาจีนแต่ใช้รูปอักษรโรมันแตกต่างกัน</p> อทิตา อมรลักษณานนท์, ปริวรรต นาครักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/284724 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้สูงวัย ผ่านศิลปะชุมชนบนฐานทุนวัฒนธรรมในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285382 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการมีส่วนร่วมระหว่างผู้สูงวัยกับงานศิลปะชุมชนบนฐานทุนวัฒนธรรม และเพื่อส่งเสริมให้เกิดเทศกาลศิลปะผู้สูงวัยในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้สูงอายุในพื้นที่จำนวน 40 ท่าน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 6 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า คุ้งบางกะเจ้ามีทุนวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทุนทางประวัติศาสตร์และการผสมผสานชาติพันธุ์ 2) ทุนทางระบบนิเวศและเกษตรกรรม “ป่าสามน้ำ” และ 3) ทุนทางจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้วิจัยได้นำทุนเหล่านี้มาออกแบบกิจกรรมศิลปะที่มีส่วนร่วม 3 กิจกรรม ได้แก่ “ฉลุลมหายใจแห่งคุ้งสีเขียว” การใช้ศิลปะการฉลุกระดาษร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายโลงมอญและธรรมชาติ “ถักทอวิถีบางกะเจ้า” การนำเศษผ้าและเส้นใยปอกระเจามาสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อสารเรื่องราวในอดีต “ถักยอด้วยหัวใจ ณ บางยอ” การนำถุงพลาสติกเหลือทิ้งมาถักโคเชต์เป็นผลงานศิลปะขนาดใหญ่ (upcycling) เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและลดขยะในชุมชน ผลการจัดเทศกาลศิลปะสูงวัย พบว่าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความพึงพอใจในระดับดีมาก โดยเฉพาะความรู้สึกสนุกและภาคภูมิใจในผลงานที่สร้างร่วมกับชุมชน งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่า (active aging) และสามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรมด้านวัสดุเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ได้</p> นิศากร เพ็ญสมบูรณ์, ณัฏฐพล บุญเผือก, องอาจ มากสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285382 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบและเนื้อหาของการสื่อสารทางการเมืองบนเฟซบุ๊ก: กรณีศึกษาพรรคภูมิใจไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285438 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการสื่อสารทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยผ่านเฟซบุ๊ก และวิเคราะห์เนื้อหาของการสื่อสารในช่องทางดังกล่าว เป็นการวิจัยเอกสาร โดยเก็บข้อมูลจากเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่พรรคมีสถานะฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม–30 ตุลาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 652 โพสต์ ผลการวิจัยพบว่ามีความถี่ในการโพสต์เฉลี่ย 5-6 โพสต์/วัน รูปแบบการโพสต์ 3 อันดับแรก ได้แก่ ข้อความ รูปภาพ/อัลบั้มภาพ และคลิปวิดีโอ/ไลฟ์สด มีการใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการมากกว่าภาษาที่เป็นทางการเพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย พร้อมทั้งใช้สีน้ำเงินและสัญลักษณ์ของพรรคในภาพหรือปกคลิปที่โพสต์เพื่อเสริมสร้างการจดจำ ด้านเนื้อหาที่นำเสนอเน้นกิจกรรม/การทำงานของพรรค การนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไข และนโยบายของรัฐบาล โดยในช่วงที่เป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล เนื้อหามุ่งสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของผู้นำคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญคือโครงการคนละครึ่งพลัส โดยแฮชแท็ก 3 ลำดับแรกที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ #พรรคภูมิใจไทย #ภูมิใจไทย #พูดแล้วทำ ซึ่งเป็นสโลแกนที่พรรคใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โทนการสื่อสารที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โทนเชิงบวก โทนเชิงลบ และโทนเป็นกลาง ส่วนโทนการสื่อสารที่พบในระดับต่ำสุดคือโทนระดมพลัง ผลการวิจัยเสนอว่าพรรคควรเพิ่มการสื่อสารในโทนระดมพลังให้มากขึ้นเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผ่านสื่อออนไลน์</p> กชพรรณ ขำอนันต์, ภาวิดา รังษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285438 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอุบัติเหตุจราจรของพนักงานสอบสวนในจังหวัดนครราชสีมา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285917 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามคู่มือการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอุบัติเหตุจราจรของพนักงานสอบสวนในจังหวัดนครราชสีมา 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามพนักงานสอบสวนในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาจาก 3 สถานี ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา สถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง และสถานีตำรวจภูธรปากช่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ จำนวน 59 นาย จากประชากรทั้งหมด 69 นาย และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานสอบสวนมีระดับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการเก็บพยานหลักฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.40, S.D.=0.09) แม้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.6 จะไม่เคยผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางแต่สามารถพัฒนาทักษะผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (tacit knowledge) นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ภาระงานที่สูงเกินขีดความสามารถ ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ที่ทันสมัย และการฝึกอบรมที่ไม่ต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรมุ่งเน้นการจัดทำแนวทางปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) และรายการตรวจสอบ (checklist) ที่เป็นรูปธรรม ควบคู่กับการบูรณาการงบประมาณร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับมาตรฐานนิติวิทยาศาสตร์สากล</p> กนกนภัส แก้วสารพัดนึก, ภิญโญ มีเปี่ยม, อัศว์ณุต แสงทองดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285917 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมการผลิตเครื่องศิราภรณ์และถนิมพิมพาภรณ์ไทยจากผักตบชวา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/286010 <p>บทความวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการผลิตเครื่องศิราภรณ์และถนิมพิมพาภรณ์ไทยจากผักตบชวา 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องศิราภรณ์และถนิมพิมพาภรณ์ไทยที่ผลิตขึ้นในด้านความสวยงาม ความแข็งแรงทนทาน ค่าใช้จ่ายการผลิต และ 3) เพื่อนำเครื่องศิราภรณ์และถนิมพิมพาภรณ์ที่ผลิตขึ้นไปใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ไทย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods research) ระหว่างการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) และการวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาและทดลองผลิตกระดาษจากผักตบชวาเพื่อนำมาใช้ทดแทนประเก็นแบบดั้งเดิม เครื่องศิราภรณ์และถนิมพิมพาภรณ์ ประกอบด้วย รัดเกล้ายอด กะบังหน้า กรองคอ ทับทรวง กำไลต้นแขน กำไลข้อมือ โดยยังคงอาศัยเทคนิคการประดิษฐ์เครื่องศิราภรณ์และถนิมพิมพาภรณ์รูปแบบศิลปะไทยดั้งเดิม ผลจากการออกแบบพบว่า ด้านความสวยงาม มีความสวยงามและสามารถใช้งานได้จริง มีความคิดเห็นระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.85, S.D. 0.48) ด้านความแข็งแรงทนทาน ใช้งานจริง มีน้ำหนักเบา ไม่แตกหักง่าย มีความคิดเห็นระดับมากที่สุดเช่นกัน (ค่าเฉลี่ย 4.85, S.D. 0.53) ด้านต้นทุนการผลิต สะท้อนถึงความคุ้มค่าในการใช้วัสดุทดแทนจากธรรมชาติ ทั้งในมิติของงบประมาณ และความเป็นไปได้ในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปสู่เชิงพาณิชย์ มีความคิดเห็นระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.86, S.D. 0.50) งานวิจัยนี้เป็นการแปรรูปวัชพืชที่สร้างปัญหาให้เกิดประโยชน์ แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย บูรณาการศิลปวัฒนธรรมกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์เป็นต้นแบบของการพัฒนาสินค้าเชิงวัฒนธรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ชนิดา จันทร์งาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/286010 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การต่อสู้ของความคิดทางการเมืองแบบช่วงวัย การเป็นชายขอบทางการเมือง และการเอาตัวรอดในสังคมการเมือง หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285114 <p>บทความชิ้นนี้ต้องการชี้ชวนและเสนอให้พิจารณามุมมองความเปลี่ยนแปลงในความขัดแย้งจากความคิดทางการเมืองของประชาชนในสังคมไทยหลังการเปลี่ยนถ่ายอำนาจรัฐภายใต้อิทธิพลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการถือครองอำนาจรัฐของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสู่รัฐบาลพลเรือนที่อยู่ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย วัตถุประสงค์หลักคือ การชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งในความคิดทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงจากการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ การเมืองสีเสื้อแบบเก่า ความขัดแย้งในชุดอุดมการณ์ทางความคิดที่เสมือนกลายเป็นการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองด้วยมุมมองแบบช่วงวัย หรือความขัดแย้งที่สะท้อนผ่านชุดความคิดแบบช่วงอายุที่กลายเป็นการปะทะกันทางความคิดระหว่างประชาชนวัยเก่าที่มองความเปลี่ยนแปลงของรัฐในเชิงการปฏิรูปเป็นเสมือนภัยคุกคาม และประชาชนวัยใหม่ที่มองรัฐในปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่ไม่ตอบสนองและไม่เป็นมิตร บนพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าตนกำลังหมดประโยชน์หรือไม่มีความหมายในพื้นที่สังคมการเมือง อันนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างแสดงออกเพื่อพยายามเอาตัวรอดด้วยการช่วงชิงบทบาทในการครอบครองอำนาจรัฐเพื่อให้ตนสามารถสร้างพื้นที่ที่ตนเห็นว่าเหมาะสมได้</p> วัชรพล ยงวณิชย์, ศิริกุล บัวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285114 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 วรรณคดีในนาฏศิลป์ไทย: การตีความเชิงศิลปวัฒนธรรมในบริบทปัจจุบัน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285727 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างวรรณคดีกับนาฏศิลป์ไทยในฐานะกระบวนการทางศิลปวัฒนธรรมที่มีพลวัตและสามารถปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคมร่วมสมัย โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและแนวคิดการดัดแปลงวรรณกรรมสู่ศิลปะการแสดงเป็นกรอบในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทวรรณคดีกับภาษาการแสดง ผลการศึกษาพบว่า วรรณคดีไทยเป็นรากฐานสำคัญของนาฏศิลป์ไทย ทั้งในด้านโครงเรื่อง ตัวละคร ภาษา บทพากย์ บทร้อง และระบบสัญลักษณ์ของลีลาท่ารำ ซึ่งถ่ายทอดคติความเชื่อ โลกทัศน์ และคุณค่าทางสังคมผ่านการแสดงในบริบทสังคมร่วมสมัย การนำวรรณคดีมาสร้างสรรค์นาฏศิลป์มิได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดเนื้อเรื่องตามต้นฉบับ หากเป็นกระบวนการตีความและสังเคราะห์แก่นความคิดและสัญลักษณ์ทางวรรณศิลป์เพื่อแปลงเป็นภาษาการเคลื่อนไหวและองค์ประกอบการแสดงที่สื่อสารกับผู้ชมยุคปัจจุบัน การศึกษานำเสนอการวิเคราะห์ใน 4 ประเด็น ได้แก่ การแปลงวรรณคดีเป็นภาษานาฏศิลป์ การตีความเชิงศิลปวัฒนธรรมในบริบทร่วมสมัย นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยและการดัดแปลงวรรณคดี และคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ การศึกษา และสังคมวัฒนธรรม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วรรณคดีในนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งเนื้อเรื่อง หากยังเป็นกรอบวัฒนธรรมที่ถูกนำมาปรับและสร้างความหมายใหม่ผ่านตัวบท ภาษาการแสดง ผู้ชมร่วมสมัย และบริบททางสังคมวัฒนธรรม กระบวนการดังกล่าวทำให้นาฏศิลป์ไทยสามารถเชื่อมโยงการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมกับการสร้างสรรค์ความหมายใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ตัดขาดจากจารีต และทำให้วรรณกรรมคลาสสิกดำรงอยู่ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตในสังคมร่วมสมัย</p> ณัฐนันท์ ชุ่มสุวรรณ, สุริยา อินทจันท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285727 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700