https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/issue/feed
วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
2026-08-10T11:11:41+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.รสริน ดิษฐบรรจง
journal.human@dru.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี รับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการใน<strong>สาขาวิชามนุษยศาสตร์</strong> ภาษาและวรรณคดี ศิลปกรรม นาฏศิลป์และการละคร และ<strong>สาขาวิชาสังคมศาสตร์</strong> นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการจัดการชุมชน</p> <p><strong>นโยบายการพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะมีการตรวจความถูกต้องเหมาะสมจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง (peer review) 3 คน <strong>โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (double-blind peer review)</strong></p> <p><strong>อัตราค่าพิจารณาบทความ<br /></strong> ผู้นิพนธ์ต้องชําระค่าธรรมเนียมค่าพิจารณาบทความและค่าตีพิมพ์บทความ ตามอัตราที่วารสารกําหนดนับจากวันที่กองบรรณาธิการวารสารแจ้งตอบรับบทความของท่านเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ ดังนี้<br /> - ค่าตีพิมพ์บทความ บทความ ละ 4,000 บาท<br /> - ค่าสมาชิก 300 บาท/ปี<br /><strong>** กรณีที่บทความของผู้นิพนธ์ไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน ทำให้บทความนั้นไม่ผ่านการพิจารณา หรือผู้นิพนธ์ถอนบทความออกระหว่างการพิจารณา วารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์บทความและค่าสมาชิก</strong></p> <p><strong>การชำระเงิน<br /></strong> ชำระเงินผ่านบาร์โค้ดที่ทางวารสารออกใบแจ้งชำระให้เท่านั้น โดยข้อมูลในใบแจ้งชำระค่าตีพิมพ์จะอ้างอิงตามข้อมูลที่ผู้นิพนธ์กรอกในแบบฟอร์มส่งบทความ</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/286780
วิกฤติประมวลจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษา: ปัญหาสถานะทางกฎหมายและกลไกการบังคับใช้ประมวลจริยธรรม
2026-04-30T15:08:49+07:00
นฤชล เขื่อนยัง
naruechon_k@kpru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์สถานะทางกฎหมาย มาตรการทางกฎหมายและกลไกการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษา โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัญหาในการบังคับใช้ในสถาบันอุดมศึกษา ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 รวมถึงกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงให้เห็นถึงอุปสรรคทางกฎหมายที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้ในสถาบันอุดมศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ในปัจจุบันการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษายังเผชิญกับปัญหาสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ปัญหาสถานะทางกฎหมาย และสภาพบังคับกรณีฝ่าฝืนจริยธรรม 2) ปัญหาความไม่ชัดเจนของการตีความหมายถ้อยคำและขอบเขตการบังคับใช้ประมวลจริยธรรม และ 3) ปัญหาด้านกระบวนการที่ซ้ำซ้อนระหว่างจริยธรรมกับวินัย กลไก และองค์กรการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษาที่ขาดความเป็นอิสระและขาดมาตรฐานกลาง ส่งผลให้ประมวลจริยธรรมมีสภาวะเป็นเพียงมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ขาดสภาพบังคับอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น เมื่อศึกษาหลักกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษาจึงเห็นควรเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดสถานะและสภาพบังคับของประมวลจริยธรรมให้ชัดเจน รวมถึงกำหนดมาตรฐานกลางด้านกลไกการบังคับใช้และเสริมสร้างความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ เพื่อให้การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษามีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/287247
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในกระบวนการพิจารณาคดี: บทวิเคราะห์เปรียบเทียบศาลยุติธรรมในประเทศไทย สิงคโปร์ และจีน
2026-05-21T16:05:30+07:00
ฉันทฬส รุ่งเรือง
streetforball@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้นำมาใช้ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมภายใต้บริบทของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (digital disruption) และพลวัตทางสังคมในปัจจุบัน โดยศึกษาเปรียบเทียบศาลยุติธรรมของประเทศไทย สิงคโปร์ และจีน ผลการศึกษาพบว่าศาลยุติธรรมไทยได้ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนพิจารณาในคดีแพ่ง ได้แก่ e-filing, e-notice, การประชุมทางจอภาพ และการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สอดคล้องกับศาลสิงคโปร์และศาลจีน ซึ่งมีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในระบบงานศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของศาลยุติธรรมไทยเพื่อให้สามารถยกระดับมาตรฐานการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะส่งผลดีในด้านการประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม แต่ยังคงพบข้อจำกัดที่ท้าทายเช่นเดียวกันทั้งสามประเทศ กล่าวคือ ข้อจำกัดด้านความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลทั้งการขาดแคลนอุปกรณ์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต และทักษะการใช้งาน รวมไปถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/285786
รูปแบบการบริหารจัดการด้านศิลปะร่วมสมัยสำหรับนิทรรศการ ข้ามวัฒนธรรมนานาชาติในมณฑลเหลียวหนิง
2026-04-02T08:38:49+07:00
จ้าว จื่อเจี้ยน
6740120027@bkkthon.ac.th
เมธาสิทธิ์ อัดดก
mathasit.add@bkkthon.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาองค์ประกอบเชิงโครงสร้างของศิลปะร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการข้ามวัฒนธรรมนานาชาติ 2) วิเคราะห์ปัจจัยด้านการจัดการที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในบริบทนานาชาติ และ 3) พัฒนาแบบจำลองการจัดการศิลปะร่วมสมัยในมณฑลเหลียวหนิง การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ ศิลปินร่วมสมัย ภัณฑารักษ์ ผู้บริหารสถาบันศิลปะ และนักวิชาการด้านการจัดนิทรรศการ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน ซึ่งเป็นผู้ชมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิทรรศการศิลปะนานาชาติในมณฑลเหลียวหนิง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบสำคัญของการจัดการศิลปะร่วมสมัยประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายวัฒนธรรม 2) กลยุทธ์ภัณฑารักษ์และการคัดเลือกศิลปิน 3) เครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ 4) กระบวนการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และ 5) การพัฒนาผู้ชม โดยพบว่า เครือข่ายนานาชาติและกลยุทธ์ภัณฑารักษ์มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของนิทรรศการมากที่สุด จากการสังเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ได้นำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองการจัดการศิลปะร่วมสมัยที่ประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับโครงสร้างสถาบัน ระดับการจัดการนิทรรศการ และระดับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ซึ่งเป็นกรอบแนวทางเชิงระบบในการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย และช่วยเสริมสร้างบทบาทของมณฑลเหลียวหนิงในเครือข่ายศิลปะระดับโลก โดยเพื่อความสอดคล้องของระเบียบวิธีวิจัย ข้อมูลเชิงคุณภาพยังได้รวบรวมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม เพื่อสะท้อนลักษณะของศิลปะในฐานะระบบที่ประกอบด้วยผู้กระทำหลายฝ่าย</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/286478
กลยุทธ์การจัดการอย่างยั่งยืนเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์หลี่ในมณฑลไหหลำ
2026-05-14T09:47:01+07:00
เสี้ยว จื้อเหริน
xiaozhiren1996@gmail.com
สมเดช เฉยไสย
somdej.che@bkkthon.ac.th
พิชัย สดภิบาล
pichai.sod@bkkthon.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาคุณค่าและสถานการณ์ของมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์หลีในมณฑลไห่หนาน 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและปัญหาที่มีอิทธิพลต่อการจัดการและการอนุรักษ์มรดกดังกล่าว และ 3) เพื่อพัฒนาแบบจำลองการจัดการอย่างยั่งยืนสำหรับมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน และการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน แบ่งเป็นประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอย่างละ 75 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการจัดกลุ่มประเด็น และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้คุณค่ามรดกในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยด้านคุณค่าทางวัฒนธรรม (x̅=4.45) และด้านการท่องเที่ยว (x̅=4.32) ขณะที่ความตระหนักด้านการอนุรักษ์อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (x̅=3.85) นอกจากนี้ ผลกระทบจากการท่องเที่ยวพบว่าด้านเศรษฐกิจมีค่าเฉลี่ยสูง (x̅=4.40) แต่ด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅=3.60) และ (x̅=3.75) ตามลำดับ ด้านผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขาดระบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการ การอนุรักษ์ที่เน้นเพียงรูปแบบภายนอกส่งผลให้ความแท้ลดลง การขาดระบบบำรุงรักษา การสูญเสียทักษะช่างพื้นถิ่น และแรงกดดันจากการท่องเที่ยว จากการบูรณาการผลการวิจัย พบช่องว่างด้านการจัดการและนำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองการจัดการอย่างยั่งยืนที่ประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ระยะยาวและความแท้ จึงเกิดข้อเสนอแนะให้มีการจัดตั้งหน่วยงานบริหารแบบบูรณาการ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม และการควบคุมผลกระทบจากการท่องเที่ยว</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/287372
แนวทางการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีจราจรทางบก: กรณีศึกษาพนักงานสอบสวน สังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ
2026-05-19T14:17:52+07:00
อัญชลี ปุจฉาการ
anchalee_1_4@hotmail.com
ภิญโญ มีเปี่ยม
pinyo@rpca.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีจราจรทางบก และ 2) ทราบแนวทางการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีจราจรทางบกของพนักงานสอบสวนสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods research) วิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานสอบสวน โดยใช้แบบประเมินความต้องการจำเป็น (needs assessment) และวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ค่าดัชนี PNI Modified จะแสดงถึงลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา ซึ่งช่วยให้สามารถจำแนกปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในลำดับแรกได้อย่างชัดเจน ผลการวิจัยพบว่าพนักงานสอบสวนมีความต้องการจำเป็นในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานสูงที่สุด (PNI Modified=0.471) โดยเฉพาะประเด็นการรักษาสถานที่เกิดเหตุห้ามเคลื่อนย้ายวัตถุใด ๆ จนกว่าการเก็บหลักฐานจะเสร็จสิ้น สำหรับปัจจัยด้านทรัพยากรการบริหาร (4M) พบว่าด้านงบประมาณ (money) และวัสดุอุปกรณ์ (materials) มีความต้องการจำเป็นสูงสุดเนื่องจากการจัดสรรงบประมาณจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานจริง ทั้งด้านอุปกรณ์สำนักงาน และอุปกรณ์เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน แนวทางแก้ไขที่สำคัญคือการเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณ จัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีรวบรวมพยานหลักฐานที่ทันสมัย ปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล (digital transformation) และการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOPs) ที่ชัดเจนเพื่อรักษาสภาพพยานหลักฐานตามหลักห่วงโซ่แห่งการครอบครอง</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/287273
การวิเคราะห์ประเภทของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวัจนกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเมืองรอง ที่ปรากฏในเฟซบุ๊กการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
2026-05-15T18:19:57+07:00
ภาวิณี พนมวัน ณ อยุธยา
ppawinee_wi@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวัจนกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเมืองรองที่ปรากฏในเฟซบุ๊กการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เก็บข้อมูลจากเฟซบุ๊กการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 5 สำนักงาน ได้แก่ สำนักงานสุพรรณบุรี สำนักงานเชียงราย สำนักงานสมุทรสงคราม สำนักงานอุบลราชธานี และสำนักงานอุดรธานี ใช้เกณฑ์การคัดเลือกจาก 5 จังหวัดเมืองรองที่นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวสูงสุดในปี พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2568-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 จำนวน 128 โพสต์ โดยคัดเลือกโพสต์ที่แสดงข้อความเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น ผลการศึกษาพบประเภทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 4 ประเภท ได้แก่ 1) การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ 2) การท่องเที่ยวงานวัฒนธรรมและประเพณี 3) การท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตชนบท และ 4) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทางวัฒนธรรม ด้านวัจนกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในเมืองรอง พบ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) วัจนกรรมกลุ่มบอกกล่าว พบ 4 ประเภทย่อย คือ การพูด การยืนยัน การบรรยาย และการรายงาน 2) วัจนกรรมกลุ่มชี้นำ พบ 3 ประเภทย่อย คือ การออกคำสั่ง การขอร้อง และการแนะนำ 3) วัจนกรรมกลุ่มผูกมัด พบ 1 ประเภทย่อย คือ การสัญญา และ 4) วัจนกรรมกลุ่มแสดงความรู้สึก พบ 2 ประเภทย่อยคือ การต้อนรับและการชมเชย ไม่พบวัจนกรรมกลุ่มแถลงการณ์ เนื่องจากลักษณะของสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ได้มีรูปแบบการกระทำบางสิ่งอันมีผลทำให้สภาพสิ่งของ บุคคล หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/286848
การศึกษากลไกการสร้างแบบเรียนเพื่อสร้างค่านิยมรักชาติ ผ่านแบบเรียนแนวคิดสังคมนิยมแบบอัตลักษณ์จีนยุคใหม่
2026-05-12T09:01:26+07:00
ไพลิน มุนินทรวัฒน์
pailin.mu@ku.th
จตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์
chatuwit.k@ku.th
ณัฐกานต์ ทวีวัฒนเศรษฐ์
nathakarn.th@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การนำเสนอแนวคิด “ความรักชาติ” ในแบบเรียนแนวคิดสังคมนิยมแบบอัตลักษณ์จีนยุคใหม่ระดับประถมศึกษา เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องกับความรักชาติ และ 2) อธิบายกลไกการเชื่อมโยงมิติทางอารมณ์กับมิติทางอุดมการณ์ภายในตัวบท การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะการวิจัยเอกสาร โดยใช้การวิเคราะห์ตัวบทเป็นแนวทางหลัก แหล่งข้อมูลคือแบบเรียนแนวคิดสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนในยุคใหม่ของ สี จิ้นผิง ระดับชั้นประถมศึกษา ฉบับปี ค.ศ. 2021 ของสำนักพิมพ์การศึกษาประชาชน จำนวน 2 ฉบับ ในระดับประถมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย รวม 20 บท 50 หน่วยการเรียนรู้ย่อย ผลการวิจัยพบว่า แบบเรียนใช้กลไกทางภาษาในการสร้างค่านิยมรักชาติอย่างเป็นระบบ ทำหน้าที่เชื่อมโยงความภาคภูมิใจ ความผูกพัน และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ “พวกเรา” เข้ากับกรอบความคิดเรื่องชาติและบทบาทพลเมือง ส่งผลให้ความรักชาติมิได้ถูกนำเสนอเพียงในฐานะอารมณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการผลิตความหมายที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ ผลการศึกษาช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับแบบเรียนในฐานะพื้นที่ผลิตความหมายเชิงอุดมการณ์ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบเรียน หลักสูตร สื่อการเรียนรู้ ตลอดจนการกำหนดนโยบายด้านการสร้างค่านิยมและอัตลักษณ์ของผู้เรียนในบริบทการศึกษา</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/287161
การออกแบบผลิตภัณฑ์จากเกล็ดปลานิล และสร้างตราสินค้าในเชิงพาณิชย์
2026-06-08T11:02:31+07:00
ชาคริต เกตุเรืองโรจน์
chakrit.k@dru.ac.th
วรางคณา กรเลิศวานิช
vrkn.korn@gmail.com
ศรัณย์ สรรพศิริ
sarun.s@dru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะทางกายภาพและคุณสมบัติของเกล็ดปลานิล 2) ออกแบบผลิตภัณฑ์จากเกล็ดปลานิลและสร้างตราสินค้าในเชิงพาณิชย์ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์จากเกล็ดปลานิลและตราสินค้าในเชิงพาณิชย์ โดยมีกลุ่มผู้ที่ให้ข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 คือ ชาวบ้านเกษตรกรผู้แปรรูปปลานิล กลุ่มที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกลุ่มที่ 3 คือผู้บริโภค แต่ละกลุ่มมีจำนวน 3 คน รวมทั้งหมด 9 คน การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยดำเนินการผ่านการสัมภาษณ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมที่มีต่อผลิตภัณฑ์จากเกล็ดปลานิลและสร้างตราสินค้าในเชิงพาณิชย์ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์จากเกล็ดปลานิล และสร้างตราสินค้าในเชิงพาณิชย์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบของการเขียนบรรยาย และหาค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์จำนวน 28 คนให้ความเห็นว่ามีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์จากเกล็ดปลานิลและสร้างตราสินค้าในเชิงพาณิชย์ โดยมีค่าเฉลี่ย (x̅=4.32) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.=0.46)</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/288044
แนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยววิถีชุมชนเข้มแข็งในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
2026-06-12T09:57:58+07:00
พิมพงา เพ็งนาเรนทร์
pimpanga.p@dru.ac.th
<p>การวิจัยเพื่อศึกษา 1) ศักยภาพการท่องเที่ยวตามอัตลักษณ์วิถีชุมชนเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลชุมชน 2) ความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อศักยภาพการท่องเที่ยวตามอัตลักษณ์วิถีชุมชนเพื่อรองรับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และ 3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยววิถีชุมชนเข้มแข็ง วิธีการวิจัย ข้อมูลเชิงปริมาณโดยแจกแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวในชุมชนตลาดโบราณบางพลี จำนวน 385 คน ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน และสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 คน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการร้านค้าที่อยู่ตลาดชุมชน ผลการวิจัยพบว่า 1) ตลาดโบราณบางพลีเป็นชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวจากอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังคงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลชุมชนเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 2) ศักยภาพการท่องเที่ยวตามอัตลักษณ์วิถีชุมชนในอำเภอบางพลี โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง 3) สภาพปัญหาการจัดการตลาดชุมชนมีจุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ในระดับปานกลาง มีโอกาสและอุปสรรคอยู่ในระดับมาก และ 4) แนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของตลาดชุมชนในอำเภอบางพลีโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะการวิจัยคือ ชุมชน ผู้ดูแลตลาดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีแนวทางการพัฒนาตลาดโบราณบางพลีที่ชัดเจน จัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน และการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวยังไม่เพียงพอ ควรเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ออนไลน์</p>
2026-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี