https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/issue/feed
วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
2025-12-11T16:04:07+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.รสริน ดิษฐบรรจง
journal.human@dru.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี รับตีพิมพ์บทความใน<strong>สาขาวิชามนุษยศาสตร์</strong> ภาษาและวรรณคดี ศิลปกรรม นาฏศิลป์และการละคร และ<strong>สาขาวิชาสังคมศาสตร์</strong> นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการจัดการชุมชน</p> <p><strong>อัตราค่าพิจารณาบทความ<br /></strong> ผู้นิพนธ์ต้องชําระค่าธรรมเนียมค่าพิจารณาบทความและค่าตีพิมพ์บทความ ตามอัตราที่วารสารกําหนดนับจากวันที่กองบรรณาธิการวารสารแจ้งตอบรับบทความของท่านเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ ดังนี้<br /> - ค่าตีพิมพ์บทความ บทความ ละ 4,000 บาท<br /> - ค่าสมาชิก 300 บาท/ปี<br /><strong>** กรณีที่บทความของผู้นิพนธ์ไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน ทำให้บทความนั้นไม่ผ่านการพิจารณา หรือผู้นิพนธ์ถอนบทความออกระหว่างการพิจารณา วารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์บทความและค่าสมาชิก</strong></p> <p><strong>การชำระเงิน<br /></strong> ชำระเงินผ่านบาร์โค้ดที่ทางวารสารออกใบแจ้งชำระให้เท่านั้น โดยข้อมูลในใบแจ้งชำระค่าตีพิมพ์จะอ้างอิงตามข้อมูลที่ผู้นิพนธ์กรอกในแบบฟอร์มส่งบทความ</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/279290
เครื่องหนังร่วมสมัย: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยบนฐานอัตลักษณ์ ซอฟต์พาวเวอร์จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-06-11T08:49:34+07:00
ตวงรัก รัตนพันธุ์
tuangrak_vej@nstru.ac.th
ชัชวาลย์ รัตนพันธุ์
chatchawal_rat@nstru.ac.th
อติวิช น้ำขาว
atiwit.n2025@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของบริการวิชาการภายใต้โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูสืบทอด และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมย่อย คือ การออกแบบแฟชั่นไทย การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องหนังร่วมสมัยบนฐานอัตลักษณ์ซอฟต์พาวเวอร์จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องหนังร่วมสมัยบนฐานอัตลักษณ์ซอฟต์พาวเวอร์จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบริการวิชาการโดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐานผ่าน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การรวบรวมองค์ความรู้ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ และการนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มนครหัตถกรรม กลุ่มย่านลิเภาอะโทสะ กลุ่ม ช.ช่างแฝด กลุ่ม 4 ป.บาติก และกลุ่มเครื่องหนังแบรนด์มังคุด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยสรุปได้ 4 ส่วน 1) การรวบรวมองค์ความรู้ พบว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีทุนวัฒนธรรมด้านหัตถศิลป์ที่รวบรวมได้ 5 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องถม จักสานย่านลิเภา งานไม้แกะสลัก ผ้าบาติก และเครื่องหนังร่วมสมัย 2) การอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ผู้ประกอบการได้รับความรู้ด้านการตลาดและต้นทุนการผลิต พร้อมพัฒนาแนวคิดการออกแบบเครื่องหนังที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค 3) การสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ พบว่า แต่ละกลุ่มได้สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบชุดเซ็ต ประกอบด้วย กระเป๋าหนังเครื่องถม อุปกรณ์คาเฟ่ ฮอปปิ้ง เครื่องประดับจากไม้มงคล ผ้าบาติกตกแต่งที่พัก และอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง และ 4) การนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์ พบว่า ต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ร่วมสมัยได้รับการพัฒนาตามบริบทชุมชน ใช้วัสดุและกรรมวิธีท้องถิ่น พร้อมสร้างความสนใจและการยอมรับจากกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน</p>
2025-12-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/280540
แนวทางการจัดการศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุตามแนวทาง พฤฒพลังระดับท้องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม
2025-07-22T11:50:10+07:00
ศรันย์ดิษฐ์ เบญจพงศ์
srundit.ben@rmutr.ac.th
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
m_chaowarit@hotmail.com
ฟ้าใส สามารถ
phasai.s@rmutr.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรสงคราม และเสนอแนวทางการจัดการศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุตามแนวทางพฤฒพลังระดับท้องถิ่นในจังหวัดสมุทรสงคราม การวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ภาคนโยบาย ภาคผู้ให้บริการ ภาคผู้รับบริการ และภาควิชาการ จำนวน 35 คน และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสนทนากลุ่มกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ จำนวน 10 คน เลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยวิธีแบบเฉพาะเจาะจง และวิธีแบบบอกต่อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ (thematic analysis) ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสมุทรสงครามอยู่ในสถานการณ์สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มติดสังคมแต่มีปัญหาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีความต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพและกิจกรรมทางสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและบุคลากรในการทำงานผู้สูงอายุ แนวทางการจัดการศูนย์ควรเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในพื้นที่ โดยจัดตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์ที่เน้นคนในพื้นที่เป็นหลัก การให้บริการที่ยืดหยุ่นตามบริบทของพื้นที่และคำนึงถึงความพร้อมของทรัพยากรในแต่ละท้องถิ่น และมุ่งส่งเสริมสุขภาพเป็นแกนกลาง</p>
2025-12-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/282616
แนวทางการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ โดยบูรณาการศาสตร์พระราชาเป็นฐานการพัฒนาแบบองค์รวม ในจังหวัดสมุทรปราการ
2025-10-22T14:12:23+07:00
จักรพันธ์ พรมฉลวย
jakkapan.p@dru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบโดยบูรณาการศาสตร์พระราชาเป็นฐานการพัฒนาแบบองค์รวม ในจังหวัดสมุทรปราการ และ 3) สร้างแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบโดยบูรณาการศาสตร์พระราชาเป็นฐานการพัฒนาแบบองค์รวม ในจังหวัดสมุทรปราการ การดำเนินการวิจัยใช้วิธีแบบผสมผสาน (mixed methods) โดยมีเครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม (questionnaires) และแบบสัมภาษณเชิงลึก (in-depth interview forms) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ ผู้สูงอายุจำนวน 300 คน สุ่มหลายขั้นตอน สำหรับเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key Informants) ซึ่งเป็นคณะกรรมการโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ จำนวน 32 คน สำหรับเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผู้สูงอายุมีสุขภาวะโดยรวมอยูในระดับมาก (x̅=3.92, S.D.=0.56) โดยด้านจิตใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̅=4.18, S.D.=0.67) ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพ นำไปสู่การสร้างแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่บูรณาการศาสตร์พระราชาเป็นฐานการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งด้านจิตใจ ด้านสังคม ด้านปัญญาและการรู้คิด ด้านอารมณ์ ด้านจิตวิญญาณ และด้านร่างกาย เพื่อให้เกิดความสุขอยางยั่งยืนในบริบทของชุมชนท้องถิ่น</p>
2025-12-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/280877
สถานภาพการศึกษาวัจนกรรมในงานวิชาการของไทยในรอบ 33 ปี (พ.ศ. 2536–2568)
2025-10-14T11:44:58+07:00
กานต์ธิดา อ่อนเกตุพล
kantida.2806@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์สถานภาพการศึกษาวัจนกรรมจากการรวบรวมบทคัดย่อในงานวิชาการของไทยในรอบ 33 ปี (พ.ศ. 2536–2568) จำนวน 180 เรื่อง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทย และฐานข้อมูลออนไลน์ 3 ข้อมูล ได้แก่ Thai Journals Online (TCI-ThaiJo), Google Scholar และกูเกิล (Google) ผลการสังเคราะห์ข้อมูลสามารถจำแนกองค์ความรู้ได้เป็น 5 ประเด็น ดังนี้ 1) ช่วงเวลาที่มีการศึกษาวัจนกรรม แบ่งได้เป็น 4 ช่วง ได้แก่ช่วงบุกเบิก (พ.ศ. 2536–2545) ช่วงขยายแนวคิด (พ.ศ. 2546–2555) ช่วงเติบโตพร้อมยุคดิจิทัล (พ.ศ. 2556–2565) และช่วงร่วมสมัย (พ.ศ. 2566–2568) 2) แนวคิดทฤษฎีที่ใช้ศึกษางานวิจัยวัจนกรรม แบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม แนวคิดที่พบมากสุดคือ กลุ่มแนวคิดวัจนกรรมและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 3) ประเด็นที่ศึกษาวัจนกรรม แบ่งได้เป็น 8 กลุ่ม ประเด็นที่พบมากสุดคือ การศึกษาการแสดงและจำแนกวัจนกรรม 4) ประเภทของวัจนกรรมที่ศึกษา แบ่งได้เป็น 7 ประเภท ประเภทที่พบมากสุดคือ การศึกษาวัจนกรรมแบบภาพรวม และ 5) บริบทที่ใช้ในการวิเคราะห์ แบ่งได้เป็น 7 ประเภท ประเภทที่พบมากสุดคือ การสื่อสารในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ผลการศึกษาทำให้มองเห็นช่องว่างและแนวโน้มในการพัฒนางานวิจัยวัจนกรรมในอนาคต</p>
2025-12-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/282583
การศึกษาชื่อชุมชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในเขตเมืองเก่าฝั่งธนบุรี
2025-10-28T11:37:58+07:00
วิมลวรรณ ขอบเขต
wimonwan.k@dru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างทางภาษาและที่มาของชื่อชุมชนในเขตเมืองเก่าฝั่งธนบุรี ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัย คือ รายชื่อชุมชนในเขตเมืองเก่าฝั่งธนบุรีในพื้นที่ที่กำหนด ทั้งหมด 15 ชื่อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยแนวคิดอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์ ผลการศึกษาโครงสร้างทางภาษา ส่วนที่มาของภาษาที่ใช้ในการตั้งชื่อชุมชนพบรูปแบบที่มาภาษา 1 ภาษาประกอบกัน ที่มาภาษา 2 ภาษาประกอบกัน และที่มาภาษา 3 ภาษาประกอบกัน โดยข้อมูลที่มาภาษา 2 ภาษาประกอบกันเป็นชื่อชุมชน ปรากฏมากที่สุด ส่วนที่มาของภาษาที่ใช้ในการตั้งชื่อชุมชนพบที่มาจาก ภาษาไทย ภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาบาลี และภาษาจีน รูปแบบที่ปรากฏแบ่งได้เป็น 8 รูปแบบ โดยรูปแบบภาษาเขมรประกอบกับภาษาบาลีสันสกฤต ปรากฏมากที่สุด ต่อมาผลการศึกษาโครงสร้างทางภาษา ส่วนองค์ประกอบของโครงสร้างทางภาษาของชื่อชุมชนพบ องค์ประกอบของโครงสร้างทางภาษา 3 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้าง 1 องค์ประกอบ โครงสร้าง 2 องค์ประกอบ และโครงสร้าง 3 องค์ประกอบ โดยพบโครงสร้าง 1 องค์ประกอบมากที่สุด และจะมีส่วนหลักที่แสดงชื่อเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสถานที่มากที่สุด ส่วนผลการศึกษาที่มาของชื่อชุมชนพบ ที่มาจากศาสนสถาน ปรากฏมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ที่มาจากบริเวณที่ตั้ง ที่มาจากอาชีพ และที่มาจากคำเรียกอาคาร และสุดท้าย คือ ที่มาจากที่ดินของพระบรมวงศานุวงศ์</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/282378
การศึกษาเนื้อหาและการใช้ภาษาใน “เพจเฟซบุ๊ก อนุสาร อ.ส.ท.”
2025-11-13T09:02:45+07:00
อุทัยวรรณ สามิภักดิ์ศิลป์
toon.ut21@gmail.com
สุนทรี โชติดิลก
chotidilok_s2@su.ac.th
นรุตม์ คุปต์ธนโรจน์
narut.k@rsu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาและการใช้ภาษาในเพจเฟซบุ๊ก อนุสาร อ.ส.ท. โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลตลอดปี 2567 โดยเลือกเฉพาะโพสต์ที่มียอดเข้าชมมากกว่า 100 ครั้งขึ้นไป จำนวน 315 ข้อความ ผลการวิจัยประเด็นแรกในส่วนเนื้อหาพบว่า การนำเสนอเนื้อหา จำแนกผลการวิจัยเป็น 2 ส่วน คือ 1) รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาในเพจเฟซบุ๊กอนุสาร อ.ส.ท. แยกเป็นประเด็น รูปแบบโครงสร้างเนื้อหาและเนื้อหาที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และ 2) การใช้ภาษาพบการใช้ภาษาเด่น 9 กลวิธี โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) การใช้คำที่มีความหมายโดยนัย ปรากฏ 197 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 62.54 2) การติดแฮชแท็ก ปรากฏ 187 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 59.37 3) การใช้สัญรูป ปรากฏ 174 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 55.23 4) การใช้การซ้ำคำ ปรากฏ 122 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 38.73 5) การใช้การเล่นคำ ปรากฏ 102 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 32.38 6) การใช้คำอุทาน ปรากฏ 98 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 31.10 7) การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ ปรากฏ 76 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 24.13 8) การใช้คำสัมผัส ปรากฏ 62 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 19.68 และ 9) การใช้ภาษาถิ่น ปรากฏ 29 ข้อความ คิดเป็นร้อยละ 9.20 ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า เพจเพซบุ๊กอนุสาร อ.ส.ท. มีการใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ ในสื่อใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและดึงดูดความสนใจ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการปรับตัวจากสื่อสิ่งพิมพ์สู่สื่อดิจิทัลโดยยังคงคุณภาพของเนื้อหาในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยไว้ได้อย่างชัดเจน</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/282243
การปฏิเสธความรับผิดชอบ: การจำนนอย่างมักง่ายและการโทษผู้อื่นของตัวละครนิวแลนด์ อาร์เชอร์ในนวนิยายเรื่อง ดิเอจออฟอินโนเซนต์
2025-10-16T14:31:55+07:00
พิชามญชุ์ บุญช่วย
pichamon.b@dru.ac.th
<p style="font-weight: 400;">นิวแลนด์ อาร์เชอร์ ตัวละครหลักในนวนิยาย เรื่อง ดิเอจออฟอินโนเซนต์ ของอีดิธ วอร์ตัน ที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อค.ศ. 1920 นำเสนอชายผู้เป็นอภิสิทธิ์ชนที่อยู่ท่ามกลางแนวปฏิบัติอันเสแสร้งของสังคมชั้นสูงในนิวยอร์กราว ค.ศ. 1870 แม้ว่าอาร์เชอร์จะมีข้อได้เปรียบในชีวิตมากมาย แต่เขาไม่เคยลงมือทำอะไรเพื่อไขว่ขว้าสิ่งที่ตนปรารถนาหรือเพื่อให้มีชีวิตตามที่ต้องการอย่างแท้จริง จากการศึกษาผลงานเชิงการตีความบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของนวนิยายเรื่องนี้ และบทความที่ศึกษาความเสแสร้งและความซับซ้อนทางจิตใจของอาร์เชอร์ รวมถึงนำทฤษฎีการอนุมานสาเหตุมาประกอบกัน บทความนี้นำเสนอตัวละครนิวแลนด์ อาร์เชอร์ ในมุมมองที่สะท้อนแนวโน้มอันน่าสลดใจของลักษณะของมนุษย์ที่ต้องการปลดเปลื้องตนจากความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นลักษณะความเป็นมนุษย์ที่ยึดติดตัวเขาไปตลอดชีวิต อาร์เชอร์ยอมจำนนอย่างมักง่ายต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และเมื่อผลลัพธ์ของการเพิกเฉยทำให้เขาคับข้องใจ เขาปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยการกล่าวโทษผู้หญิงที่เขาอ้างว่ารัก โทษภรรยาที่เป็นคนที่สมบูรณ์แบบตามบรรทัดฐานของสังคม หรือแม้กระทั่งโทษโชคชะตา นอกจากการสร้างตัวละครแล้ว การเลือกใช้รูปแบบการเล่าเรื่องตามขนบเดิมของวอร์ตันยังสะท้อนการยอมจำนนตามความคาดหวังของสังคมของอาร์เชอร์ รวมไปถึงการที่เขาละจากสิ่งนั้นไม่ได้ไปจนตลอดเรื่องอีกด้วย</p>
2025-12-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/283207
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น ต่อร่างกฎหมาย
2025-11-21T14:58:02+07:00
มาณิช อินทฉิม
manit.in@wetern.ac.th
เพชรปวีณ์ ธิราช
pechpawee.work28@gmail.com
<p>การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย เป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งมีความมุ่งให้กฎหมายสะท้อนเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้การตรากฎหมายเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง บทความนี้นำเสนอบทบาทหน้าที่ของรัฐสภาในการตรากฎหมาย หลักการ แนวคิด กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย และบทบาทของรัฐสภาในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนเสนอแนวทางการพัฒนากระบวนและช่องทางการรับฟังความคิดเห็นการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้กฎหมายที่ตราขึ้นมีความชอบธรรมและตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/283369
ภาษี กับ องค์กรทางศาสนา: กรณีวัดในพระพุทธศาสนา
2025-12-09T20:10:10+07:00
นที อยู่สำราญ
natee.y@dru.ac.th
<p>บทความวิชาการฉบับนี้ศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางภาษีของวัดในพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเปรียบเทียบกับนิติบุคคลทางศาสนาในประเทศญี่ปุ่น เพื่อหาแนวทางพัฒนากฎหมายภาษีให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยกเว้นภาษีให้แก่วัดอย่างกว้างขวางในฐานะองค์กรสาธารณกุศล แต่ยังขาดความชัดเจนในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เป็นลักษณะเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้เกิดปัญหาความโปร่งใสและข้อจำกัดในการตรวจสอบบัญชี ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีการจำแนกรายได้ออกเป็น “กิจกรรมทางศาสนา” ซึ่งได้รับยกเว้นภาษี และ “กิจกรรมเชิงพาณิชย์” ซึ่งต้องเสียภาษีในอัตราพิเศษ แม้จะเป็นองค์กรทางศาสนาก็ตาม มาตรการของญี่ปุ่นจึงช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมศาสนากับความเป็นธรรมทางภาษี บทความนี้จึงเสนอให้ประเทศไทยพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเพื่อแยกประเภทรายได้ของวัดให้ชัดเจน โดยจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์โดยแท้ เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดปัญหาพุทธพาณิชย์ และสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมนานาประเทศ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/283529
โรงเรียนผู้สูงอายุกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้สูงวัย
2025-12-11T16:04:07+07:00
รัตนา วิงวอน
rattana@go.buu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของโรงเรียนผู้สูงอายุในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้สูงวัยในบริบทของ สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (super-aged society) ของประเทศไทย การศึกษาใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมและการสังเคราะห์ข้อมูลจากแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของโรงเรียนผู้สูงอายุในปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่าโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่บูรณาการแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเข้ากับพลังของชุมชนและภาคีเครือข่าย โดยมุ่งเน้นหลักสูตร 4 กลุ่มวิชาหลัก ได้แก่ ด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์และการถ่ายทอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น กระบวนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตใน 4 มิติสำคัญตามกรอบขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ มิติด้านร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความสุขเชิงจิตวิทยา 5 มิติ (สุขสบาย สุขสนุก สุขสง่า สุขสว่าง และสุขสงบ) โดยเฉพาะการสร้างความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง (self-esteem) และการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อเสนอแนะจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการด้วยหลัก 5 ก (กลุ่มกรรมการ กติกา กิจกรรม และกองทุน) ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ เพื่อยกระดับผู้สูงอายุให้เป็น “ผู้สูงวัยที่มีพลัง” (active ageing) และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความสุขอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี