วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01 <p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์<br /></strong>ISSN 2821-9635 (Online)</p> <div class="html-div xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x6ikm8r x10wlt62"> <div class="html-div xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x14ctfv x1okitfd x6ikm8r x10wlt62 xerhiuh x1pn3fxy x12xxe5f x1szedp3 x1n2onr6 x1vjfegm x1k4qllp x1mzt3pk x13faqbe x1xr0vuk x1jm4cbz x1lmq8lz xrrpcnn x1xtl47e x13fuv20 xu3j5b3 x1q0q8m5 x26u7qi x19livfd x2t687o x3p3xfz x5od304 xp5s12f x11ucwad xgtuqic x155c047" role="presentation"> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong></div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เริ่มดำเนินการเปิดรับบทความและตีพิมพ์เผยแพร่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักวิจัยและนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศในสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยเผยแพร่บทความวิจัย (research article) และบทความวิชาการ (academic article) ที่สะท้อนมุมมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการ</div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> </div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>ขอบเขตวารสาร</strong><br />สังคมวิทยา มานุษยวิทยา การศึกษา ปรัชญาและศาสนา ภาษาศาสตร์ วรรณกรรม วัฒนธรรม บริหารศาสตร์ พัฒนาสังคม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอาณาบริเวณศึกษา ภูมิศาสตร์ สื่อสารสนเทศการสื่อสาร นวัตกรรม และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> </div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong></div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto">วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ตีพิมพ์รูปแบบระบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</div> </div> </div> <p><strong>ประเภทบทความ</strong><br /> บทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย ทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>นโยบายการตีพิมพ์บทความ</strong><br /> (1) บทความวิจัยจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br /> (2) บทความที่รับพิจารณาตีพิมพ์ต้องผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) อย่างน้อย 3 คน มาจากต่างสถาบันกัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ<br /> (3) ผู้เขียนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กองบรรณาธิการวารสารกำหนด และยินยอมให้บรรณาธิการแก้ไขบทความเพื่อความสมบูรณ์ได้ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเผยแพร่</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ<br /></strong> บทความที่จะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ดังนี้<br /> (1) กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนทราบทาง E-mail หรือช่องทางอื่น เมื่อกองบรรณาธิการได้รับบทความเรียบร้อยแล้ว<br /> (2) กองบรรณาธิการจะตรวจสอบบทความว่าอยู่ในขอบเขตเนื้อหาวารสารหรือไม่ รวมถึงคุณภาพทางวิชาการและประโยชน์ ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ<br /> (3) ในกรณีที่กองบรรณาธิการพิจารณาเห็นควรรับบทความไว้พิจารณาตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะดำเนินการส่งบทความเพื่อกลั่นกรองต่อไป โดยจะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 3 คน ประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองนี้ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review)<br /> (4) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ว กองบรรณาธิการจะตัดสินใจโดยอิงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ บทความนั้นๆ ควรนำลงตีพิมพ์ หรือควรส่งให้ผู้เขียนแก้ไขก่อนส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินอีกครั้ง หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ และจะแจ้งผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิให้ผู้เขียนรับทราบโดยเร็ว โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด<br /> (5) กองบรรณาธิการจะไม่คืนต้นฉบับให้เจ้าของบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> (ก) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคลากรภายใน ให้ชำระอัตราค่าธรรมเนียม จำนวน 2,000 บาท ต่อบทความ<br /> (ข) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคคลภายนอก ให้ชำระค่าธรรมเนียม จำนวน 3,000 บาท ต่อบทความ</p> <p> ท่านสามารถดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ไปยังหมายเลขบัญชี</p> <p> ชื่อธนาคาร: ธนาคารกรุงไทย สาขากาฬสินธุ์<br /> ชื่อบัญชี: มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เงินนอกงบประมาณ <br /> เลขบัญชี: 404-3-19565-6</p> <p><strong>เงื่อนไขการเก็บเงินค่าธรรมเนียมวารสารวิชาการ</strong> <br /> 1) จะเริ่มบังคับใช้เมื่อวารสารเข้าสู่ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป<br /> 2) การเก็บเงินค่าธรรมเนียมจะเก็บหลังจากที่บทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น <br /> 3) หากบทความไหนไม่ผ่านการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมใดๆ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความสำหรับผู้นิพนธ์<br /></strong>กรุณาคลิกลิงค์ <a href="https://drive.google.com/file/d/1Fmv0k167kauvAEfgiPmR7ImoRoB8Aj38/view?usp=drive_link">https://drive.google.com/drive/folders/132MLh6Gc30Cq2xIXxGZoJw8qVRFni_Qt?usp=drive_link</a></p> th-TH <p>ข้อมูลภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความที่ปรากฎบนเว็บไซต์นี้ ผู้นำไปใช้จะถูกอนุญาตให้นำไปใช้ได้ โดยจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มา จะต้องไม่นำไปใช้เพื่อการค้า และจะต้องไม่ดัดแปลง (CC-BY-NC-ND)</p> hembasat_5605@hotmail.com (Asst.Prof.Ponpitak Hembasat) napattida.pr@ksu.ac.th (Miss Napattida Promdeerach) Thu, 02 Jul 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผีบุ้งเต้า: การจัดการความรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นกับการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหมู่บ้านไฮตาก ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281839 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการจัดการความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้ากับการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหมู่บ้านไฮตาก ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ใช้การศึกษาเอกสาร และการลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล พบว่า 1) การจัดการความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้า มี 3 ขั้นตอน ดังนี้ (1) ขั้นการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวคน และเอกสาร ใช้วิธีการประชุม การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ เน้นการเลกเปลี่ยนข้อมูลตามแนวทางสุนทรียสนทนา (2) ขั้นการสร้างความรู้ ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตีความหมาย โดยร่วมกันสรุปเป็นชุดข้อมูลความรู้ และนำออกเผยแพร่ (3) ขั้นการนำความรู้ไปใช้ ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับกิจกรรรม เช่น การสื่อความหมาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์หน้ากากผีบุ้งเต้า และร่วมแห่ในขบวนพาเหรดผีบุ้งเต้าของจังหวัดเลย ส่วน 2) การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน พบว่า เป็นการดำเนินการรูปแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชน ด้วยการนำองค์ความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้ามาขับเคลื่อน และพัฒนาการศักยภาพกลุ่มท่องเที่ยว พบว่า มี 4 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ การประสานงานนักท่องเที่ยว การจัดโปรแกรมท่องเที่ยว การดูแลความปลอดภัย การเป็นผู้สื่อความหมาย (2) ด้านทรัพยากรท่องเที่ยว ได้แก่ การพัฒนาและสร้างความรู้ตามเส้นทางท่องเที่ยว การสื่อสารอัตลักษณ์การท่องเที่ยว (3) ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ กิจกรรมการระบายสีหน้ากาก การนั่งรถอีแต๊กชมวิถีชุมชน การสรงน้ำพระพุทธนาวาบรรพต และ (4) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ การเป็นเจ้าบ้านที่ดี การร่วมจัดการท่องเที่ยว และร่วมจัดการทรัพยากรท่องเที่ยว ส่วนการนำองค์ความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้ามาใช้จัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พบว่ามี 3 รูปแบบ ดังนี้ (1) รูปแบบการท่องเที่ยวชมวัฒนธรรมหมู่บ้านไฮตาก (2) รูปแบบการท่องเที่ยวชมและสัมผัสกับวิถีชีวิตหมู่บ้านไฮตาก และ (3) รูปแบบการท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ โดยทุกรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นจะเน้นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมผีบุ้งเต้า ตามความเหมาะสมของเวลาที่เข้ามาท่องเที่ยว</p> ไทยโรจน์ พวงมณี, สุภาวดี สำราญ, อิสริยาภรณ์ ชัยกุหลาบ, วีระนุช แย้มยิ้ม, คชสีห์ เจริญสุข, อรทัย จิตไธสง, ขนิษฐา หาระคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281839 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 สังคมวิทยาดิจิทัลและรูปแบบการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาสังคม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281888 <p>สังคมวิทยาดิจิทัลเป็นศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาสังคมในปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกด้าน การนำความรู้และแนวคิดจากสังคมวิทยาดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ย่อมสามารถสร้างสังคมเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป ดังนั้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดสำคัญของสังคมวิทยาดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาหลักการสำคัญของสังคมวิทยาดิจิทัล 3) เพื่อศึกษารูปแบบการประยุกต์ใช้สังคมวิทยาดิจิทัลในการพัฒนาสังคม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เช่น หนังสือ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความวิชาการ และบทความวิจัย ผลการศึกษา พบว่า 1) แนวคิดสำคัญของสังคมวิทยาดิจิทัล ประกอบด้วย การสร้างและการใช้เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การสร้างสังคมออนไลน์ ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและสังคม และการกำกับดูแลและจริยธรรมดิจิทัล 2) หลักการสำคัญของสังคมวิทยาดิจิทัล ประกอบด้วย การเข้าใจและวิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยี การพัฒนานโยบายและกฎหมาย การสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ การแก้ไขปัญหาทางสังคม และการสร้างการเข้าถึงและความเสมอภาค 3) รูปแบบการประยุกต์ใช้สังคมวิทยาดิจิทัลในการพัฒนาสังคม ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติทางสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม นวัตกรรม การเรียนรู้ สุขภาพ และการสร้างเมืองอัจฉริยะ การศึกษานี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อสังคม โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่กำลังขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยนโยบายดิจิทัลเพื่อสังคม ช่วยสนับสนุนการกำหนดแนวทางเชิงนโยบายและกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและความยั่งยืนของสังคมในยุคดิจิทัล</p> ณวิญ เสริฐผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281888 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700 การจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับวิถีชุมชนโดยศูนย์การเรียนรู้บ้านจำรุง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281424 <p>การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับชุมชนเป็นแนวทางที่ส่งเสริมทั้งสุขภาพของนักท่องเที่ยว และความยั่งยืนของชุมชนในท้องถิ่น บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นการศึกษารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของศูนย์การเรียนรู้บ้านจำรุง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบด้านการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารและวิเคราะห์เนื้อหา การสังเกต และการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าชุมชนบ้านจำรุงจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน คนในชุมชนเป็นเจ้าของกิจกรรมและมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การจัดกิจกรรม การต้อนรับนักท่องเที่ยว ไปจนถึงการบริหารรายได้ และการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ ทั้งนี้ศูนย์การเรียนรู้บ้านจำรุงใช้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐาน และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยผสานวิถีเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย และการใช้ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้นักท่องเที่ยวได้ทั้งความรู้ ความสุข และสุขภาพดี พร้อมสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชน</p> ชนิษฐา ใจเป็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281424 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 All-in-One Strategies for Enhancing ESL Learners’ Listening and Speaking Competence https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281171 <p>This academic article was written with an aim to provide guidance and ways to improve Thai English language learners’ communicative English competence, putting emphasis on listening and speaking facets and apply interactive activities as driving mechanisms. The proven process and methods by way of face-to-face teaching can be implemented by helping learners recognize key vocabulary endings, stress patterns, intonation, and speak with clear pronunciation, while parts of speech/sentence structure, phrasal verbs, idiomatic expressions, and grammatically related elements can also be trained in tandem. The article thoroughly summarized the key guidance and elements to strengthen ESL learners’ listening and speaking competence by ways of recognizing stress syllables, intonation (the rise and fall of the voice), word endings recognition, i.e., minimal pair sound e.g., bet/bat, grasping grammatical function, e.g., suffixes -ed, /t/, /d/, /id/ depending on the preceding sound, realizing singular, plural -s/es. In addition, knowing and being able to expand on root words is essential to improving communicative English skills. VOA Education (2025), for example, the word “construct” is comprised of con (prefix) + struct (root) + ion (suffix) by knowing the root word “struct” learners are able to expand more vocabulary, whilst building listening and speaking skills at the same time. Furthermore, incorporating Task-based and Q-A-Q based strategies into the interactive process with the goal of getting learners to interact with teacher whilst he/she assesses learners’ performances and provide reflections. To sum up, a single meaningful sentence containing key vocabulary and parts of speech can serve as a foundation for sentence expansion and producing a purposeful dialogue.</p> Sirikorn Rochanasak, Nopporn Peatrat, Rattana Klinjuy, Sinsupa Wannasuth ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281171 Wed, 15 Jul 2026 00:00:00 +0700 การอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองซีอาน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/279903 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของการอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองซีอาน ประเทศจีน โดยพิจารณาเมืองซีอานในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ที่มีทุนทางวัฒนธรรมสำคัญ เช่น กำแพงเมืองซีอาน สุสานทหารดินเผา เจดีย์ห่านป่าใหญ่ และพื้นที่เมืองเก่า บทความสังเคราะห์แนวคิดด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการอนุรักษ์มรดกกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์เมือง และประสบการณ์การท่องเที่ยว ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า มรดกวัฒนธรรมของซีอานมิได้มีบทบาทเพียงในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หากยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมือง การใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวร่วมสมัยอาจกระทบต่อความเป็นของแท้และความยั่งยืนของแหล่งมรดก บทความจึงเสนอว่า การพัฒนาเมืองซีอานควรดำเนินผ่านการวางผังเมืองบนฐานมรดก การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม การมีส่วนร่วมของชุมชน และการกำกับนโยบายที่รักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว</p> ณัฐพงศ์ บุญนำ, อภินันท์ ธรรมอินทร์ลาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/279903 Wed, 15 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบบริหารจัดการและหลักสูตรฝึกอบรมการยกระดับอาชีพโดยใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281109 <p> การวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบบริหารจัดการและหลักสูตรฝึกอบรมฯ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการหลักสูตรฯ 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ ขั้นตอน ความสัมพันธ์ของรูปแบบบริหารจัดการการยกระดับอาชีพฯ 3) เพื่อออกแบบและพัฒนาหลักสูตรฯ และ 4) เพื่อทดลองใช้และประเมินหลักสูตรฝึกอบรมฯกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต บัณฑิต แรงงาน บุคลากรวัยทำงาน และบุคคลทั่วไป จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ความต้องการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ฯ 2) แบบประเมินคุณภาพหลักสูตรฝึกอบรมฯ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเข้าอบรมฯ มีวิธีการดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาหลักการ ทฤษฎีการยกระดับอาชีพฯ และศึกษาความต้องการหลักสูตรการฯ ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรการยกระดับอาชีพฯ ระยะที่3 ทดลองใช้และประเมินหลักสูตรการยกระดับอาชีพฯ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br /> ผลการวิจัยพบว่า <br /> 1.กลุ่มเป้าหมายสนใจเป็นผู้ประกอบการ/ทำธุรกิจ เพื่อหารายได้เสริมระหว่างเรียน ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้การเริ่มต้นธุรกิจ มีความต้องการหาเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ และมีความสนใจเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการผลิตสื่อสำหรับการตลาดออนไลน์, การสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และสะดวกเข้ารับการฝึกอบรมเป็นวันเสาร์ หรือ วันอาทิตย์ โดยให้เน้นอบรมรูปแบบฝึกปฏิบัติจริงจากวิทยากรที่มีประสบการณ์ตรง <br /><span style="font-size: 0.875rem;"> 2.รูปแบบการบริหารจัดการการยกระดับอาชีพฯ มี 4 องค์ประกอบหลัก และมี 6 ขั้นตอน ในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3.ผลการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรฯ มีทั้งหมด 10 หลักสูตร แต่ละหลักสูตรใช้เวลา 6 ชั่วโมง <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4.ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตร ภาพรวมทุกหลักสูตรอยู่ในระดับเหมาะสมมาก และผลรวมประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตรหลังเข้ารับการฝึกอบรมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด</span></p> นคร ละลอกน้ำ; สุณี หงษ์วิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281109 Thu, 02 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อแนวทางการสื่อสารในองค์กร อย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281768 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ 2) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการสื่อสารในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มประชากรประกอบด้วย บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.30, S.D. = 0.60) 2) ระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ด้านองค์ประกอบการสื่อสาร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.34, S.D. = 0.63) เพื่อพิจารณาเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับ คือ ด้านผู้รับสาร (= 4.36, S.D. = 0.62) ด้านผู้ส่งสาร ( = 4.31, S.D. = 0.63) ช่องทางในการสื่อสาร (= 4.27, S.D. = 0.70) และด้านข้อมูลข่าวสาร(= 4.12, S.D. = 0.63) ตามลำดับ และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้านรูปแบบการสื่อสารในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.34, S.D. = 0.64) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับ คือ การสื่อสารแบบแนวนอน (= 4.39, S.D. = 0.64) การสื่อสารจากบนลงล่าง (= 4.36, S.D. = 0.62) การสื่อสารแบบไขว้ (= 4.32, S.D. = 0.64) และการสื่อสารจากล่างขึ้นบน ( = 4.28, S.D. = 0.66) 3) แนวทางการสื่อสารในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ควรใช้ช่องทางการสื่อสารที่เชื่อมโยงข้อมูลในสำนักงาน เพื่อให้การสื่อสารเกิดความรวดเร็ว เช่น การใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban) ควรมีการพัฒนาบุคลากรด้านทักษะการสื่อสาร รวมถึงจัดอบรม หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการความสร้างสัมพันธ์ของบุคลากร</p> เสาวภา คำภา, จริยา อินทนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281768 Thu, 02 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 กับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล (กลุ่มเครือข่ายที่ 42-43 สำนักงานเขตหนองจอก สังกัดกรุงเทพมหานคร) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281395 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 และประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล 2.เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 กับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล 3.เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล (กลุ่มเครือข่ายที่ 42–43 เขตหนองจอก สังกัดกรุงเทพมหานคร) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างคือครู 148 คน และผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 อยู่ในระดับมาก และมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของการบริหารงานบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.76) โดยเฉพาะด้านการบริหารบุคคล (0.76) และการบริหารวิชาการ (0.73) ขณะที่ด้านงบประมาณสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (0.65) ผลลัพธ์สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสร้างความร่วมมือในสถานศึกษา และการขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p> วรีรัตน์ มลิวัลย์, พระเมธีวัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281395 Sat, 04 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281106 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 304 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ค่าดัชนีอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นในระดับสูง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างองค์กร บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศ และภาวะผู้นำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่ประสิทธิผลของสถานศึกษาก็อยู่ในระดับมากเช่นกัน ทั้งสองตัวแปรมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ปัจจัยที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้แก่ ภาวะผู้นำ การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศ โครงสร้างองค์กร และบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .906 ค่ากำลังอธิบาย (R²) ร้อยละ 82.10 ค่าสัมประสิทธิ์ที่ปรับแล้ว (Adjusted R²) เท่ากับ .817 และค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (S.E.) เท่ากับ .063 สมการถดถอยเชิงพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานคือ Zy = 0.228(Z<sub>5</sub>) + 0.342(Z<sub>3</sub>) + 0.362(Z<sub>4</sub>) + 0.138(Z<sub>1</sub>) + 0.190(Z<sub>2</sub>)</p> วรางค์รัตน์ มลิวัลย์, เทพ เมยไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281106 Sat, 04 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ในเขตจังหวัดขอนแก่น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281551 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานเป็นทีม แรงจูงใจในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในเขตจังหวัดขอนแก่น การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่ม แบบเจาะจง จากพนักงาน ธ.ก.ส. ทั้งจังหวัดขอนแก่น จำนวน 413 คน โดยได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืน 396 ชุด คิดเป็นอัตราตอบกลับ 95.88% เครื่องมือวิจัยที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ที่ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามทุกข้อเท่ากับ 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.992 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณในการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยการทำงานเป็นทีม แรงจูงใจในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด การทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ส่งผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ในทางตรงข้ามการทำงานเป็นทีม ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของพนักงาน ธ.ก.ส. ในเขตจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของ ธ.ก.ส. ในบริบทของการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานกับพนักงานต่อไป</p> ศศิมา สมัปปิโต, อนุฉัตร ช่ำชอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281551 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281359 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และเสนอแนวทางพัฒนาโครงการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้รับผิดชอบโครงการและประชาชน จำนวน 200 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 13 คน จาก 5 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ครู และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด ผลการวิจัย พบว่า (1) การดำเนินโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทุกมิติของกรอบ CIPP Model ได้แก่ ด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ทั้งสามด้าน อยู่ในระดับมาก และผลผลิต อยู่ในระดับมากที่สุด (2) โครงการสามารถลดพฤติกรรมการเสพยาเสพติดและขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางพัฒนา ควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดและติดตามผลผู้เสพ เสริมศักยภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาทักษะชีวิตเยาวชน และบูรณาการหลักพุทธธรรมกับโครงการ TO BE NUMBER ONE ผลการศึกษานี้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป</p> ภาสกร นิลปะกะ, จริยา อินทนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281359 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281196 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลตามหลักสาราณียธรรม 6 (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการบริหารงานบุคคลตามตัวแปรพื้นฐาน และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 347 คน ได้จากการสุ่มตามตารางของ Krejcie และ Morgan (1970) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) <br /> ผลการวิจัยพบว่า<br /> (1) การบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /> (2) การเปรียบเทียบตามตัวแปรพื้นฐานพบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ<br /> (3) แนวทางการบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ การมีส่วนร่วม และการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของบุคลากรให้สอดคล้องกับหลักสาราณียธรรม เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ปวีณา มูลเซอร์, พรทิวา ชนะโยธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281196 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลาเขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281631 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 327 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น จำแนกตามขนาดสถานศึกษา แล้วทำการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลาก ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .969 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .910 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง (r = .618) อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 </p> ซาลูมา ไชยยอด, สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281631 Sun, 12 Jul 2026 00:00:00 +0700 การรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุในบริบทสังคมดิจิทัล: กรณีศึกษาจังหวัดปทุมธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281495 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรู้เท่าทันสื่อและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุในจังหวัดปทุมธานี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก จากประชากรผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ณ ช่วงเวลาที่ทำการวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 182,450 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุในจังหวัดปทุมธานีมีระดับการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 3.63) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (β=0.160, p=0.002) อาชีพปัจจุบัน (β=0.141, p=0.005) และการเป็นสมาชิกชมรม/โรงเรียนผู้สูงอายุ (β=0.141, p=0.006) ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายการรู้เท่าทันสื่อได้ร้อยละ 14.8 กล่าวคือ ผู้สูงอายุวัย 60-64 ปี ที่ยังประกอบอาชีพ และเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ มีระดับการรู้เท่าทันสื่อสูงกว่ากลุ่มอื่น นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัจจัยที่ไม่มีอิทธิพล ได้แก่ เพศ (β=0.074, p=0.140) และ สถานภาพการอยู่อาศัย (β=0.056, p=0.252) ข้อเสนอแนะสำคัญจากการศึกษา คือ ควรพัฒนานโยบายส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อแบบบูรณาการ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ดิจิทัลประจำอำเภอ พัฒนาหลักสูตรเฉพาะกลุ่มอายุ สร้างเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล และเสริมสร้างบทบาทชมรมผู้สูงอายุในการเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัลและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้สื่อดิจิทัลของผู้สูงอายุ</p> ณัฐชานันท์ ไตรวัฒนวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281495 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมการผลิตทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดแพร่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/282185 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร (2) สภาพการผลิตทุเรียนของเกษตรกร และ (3) ความต้องการ ปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตทุเรียนของเกษตรกร ประชากร คือ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในจังหวัดแพร่ จำนวน 557 ราย กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง 233 ราย โดยใช้สูตรของ Taro Yamane (1973) ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรร้อยละ 61.80 เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 56 ปี ร้อยละ 39.50 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 39.70 เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกร มีประสบการณ์ปลูกทุเรียนเฉลี่ย 10.39 ปี มีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 10.01 ไร่ พื้นที่ให้ผลเฉลี่ย 7.06 ไร่ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 12,519.10 บาทต่อไร่ มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเฉลี่ย 34,711 บาทต่อไร่ 2) ด้านสภาพการผลิต พบว่าเกษตรกรร้อยละ 59.40 ปลูกพันธุ์หมอนทอง มีอายุทุเรียนเฉลี่ย 9.31 ปี ร้อยละ 69.30 ปลูกบนพื้นที่ลาดชัน ร้อยละ 39.40 พบการระบาดของโรครากเน่าโคนเน่า ร้อยละ 26.00 พบการระบาดของเพลี้ยไฟ 3) ด้านความต้องการส่งเสริมการเกษตร พบว่า เกษตรกรมีความต้องการการส่งเสริมในระดับมากด้านการตลาด ด้านน้ำ ด้านการปลูกและการดูแลรักษา ด้านดิน ด้านการเก็บเกี่ยวผลผลิต และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ปัญหาที่พบ ได้แก่ พื้นที่ปลูกไม่มีเอกสารสิทธิ์ ขาดความรู้ในการผลิต และผลผลิตไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ข้อเสนอแนะ ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาออกเอกสารสิทธิ์ สนับสนุนการรวมกลุ่ม และจัดอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตและมาตรฐาน GAP เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทุเรียนจังหวัดแพร่</p> พนัชกร จันทร์ทวี, นารีรัตน์ สีระสาร, ปริชาติ ดิษฐกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/282185 Tue, 14 Jul 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความพึงพอใจของผู้สมัคร ต่อระบบการรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าอบรม ค่ายโอลิมปิกวิชาการและดาราศาสตร์โอลิมปิก ผ่านระบบออนไลน์ ศูนย์ สอวน.คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2567 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280674 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้สมัครต่อการรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าอบรมค่ายโอลิมปิกวิชาการและดาราศาสตร์โอลิมปิก ผ่านระบบออนไลน์ ประจำปีการศึกษา 2567 และเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจผู้สมัครต่อการรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าอบรมค่ายโอลิมปิกวิชาการและดาราศาสตร์โอลิมปิก ผ่านระบบออนไลน์ ประจำปีการศึกษา 2567 โดยสุ่มตัวอย่างจากนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จำนวน 377 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย โดยแบ่งการวิเคราะห์เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้งานของระบบ ด้านประสิทธิภาพของระบบ และด้านความปลอดภัยของระบบ โดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ Man Whitney U test และ Kruskal Walis Test ผลการศึกษาพบว่า คะแนนความพึงพอใจในภาพรวมของผู้ใช้งานระบบอยู่ในระดับดีเยี่ยม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.27,S.D =1.02) คะแนนความพึงพอใจด้านการใช้งานระบบที่มีค่ามากที่สุด คือ ความสะดวกในการชำระค่าสมัครสอบ <em>(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></em> =4.45,S.D =0.97) คะแนนความพึงพอใจด้านประสิทธิภาพระบบ คือ การเข้าใช้ระบบ มีความง่ายต่อการใช้งานที่มีค่ามากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> =4.29,S.D =1.02) และคะแนนความพึงพอใจด้านความปลอดภัยระบบ คือ การกำหนดสิทธิ์การเข้าใช้งานได้อย่างเหมาะสม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> =4.37,S.D =0.97) </p> พิศมัย คชโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280674 Wed, 15 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาศักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280281 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพ อุปสรรค ความท้าทาย และความต้องการในการพัฒนาศักยภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชน และเพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจกับกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั้ง 124 แห่ง และระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ศักยภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชนประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงิน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิก และด้านการจัดสวัสดิการ 2) อุปสรรคและความท้าทายหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการทางการเงิน การสร้างความยั่งยืน และความเสี่ยงและความเปราะบางของครัวเรือนในชุมชน 3) ความต้องการในการพัฒนาศักยภาพ ได้แก่ การพัฒนาระบบฐานข้อมูล การอบรมทักษะการบริหารจัดการแก่คณะกรรมการ และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และ 4) แนวทางการพัฒนาศักยภาพ ประกอบด้วย 5 แนวทาง ได้แก่ การเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินและลดการพึ่งพิงภาครัฐ การพัฒนาระบบข้อมูลและการติดตามประเมินผล การออกแบบสวัสดิการเชิงป้องกันและเชิงรุก การพัฒนาผู้นำและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การพัฒนาศักยภาพจำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะบูรณาการที่เชื่อมโยงทุกมิติเข้าด้วยกัน เพื่อให้กองทุนสามารถสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิผล</p> นิตยา เคหะบาล, ธวัชชัย เคหะบาล, อัครเจตน์ ชัยภูมิ, ยุทธพงษ์ เขื่อนแก้ว , อาริยา ป้องศิริ , อารยา ลาน้ำเที่ยง, จริยา อินทนิล, ธีรนันท์ ขันตี, อภิรดี ดอนอ่อนเบ้า, สายัญ พันธ์สมบูรณ์, สุพจน์ ดีบุญมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280281 Wed, 15 Jul 2026 00:00:00 +0700 An Investigation of Speaking Anxiety and Proficiency Challenges among Thai University Students in English Language Learning. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/282225 <p>This study investigates the factors influencing speaking proficiency among 48 second-year non-English major students enrolled in an English Speaking course at Thai university. The research focuses on emotional and psychological issues, low speaking proficiency, and the learning environment as key issues faced by students when studying English. Although not statistically significant, the results indicate that emotional and psychological factors, such as anxiety and lack of self-confidence, have some effect on students' ability to speak English. Additionally, students self-reported low speaking proficiency with a significant mean score of 3.90 (p=0.000), indicating a need for improving speaking skills. Regarding the learning environment, students disagreed with the idea that it was a major issue, with a mean score of 2.32, suggesting that while some issues exist, the learning environment was not a primary factor in their struggles. The findings highlight the importance of addressing emotional, psychological, and skill-based barriers in English speaking proficiency. Implications for teaching include creating anxiety-reducing activities, incorporating more speaking practice, and focusing on interactive and task-based learning approaches. The study emphasizes the need for further investigation into students' motivation and teaching preferences to enhance speaking skills.</p> Alan Robert White, Manusvee Duangloy, Leechai Panyawongngam ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/282225 Thu, 16 Jul 2026 00:00:00 +0700