วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01
<p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์<br /></strong>ISSN 2821-9635 (Online)</p> <div class="html-div xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x6ikm8r x10wlt62"> <div class="html-div xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x14ctfv x1okitfd x6ikm8r x10wlt62 xerhiuh x1pn3fxy x12xxe5f x1szedp3 x1n2onr6 x1vjfegm x1k4qllp x1mzt3pk x13faqbe x1xr0vuk x1jm4cbz x1lmq8lz xrrpcnn x1xtl47e x13fuv20 xu3j5b3 x1q0q8m5 x26u7qi x19livfd x2t687o x3p3xfz x5od304 xp5s12f x11ucwad xgtuqic x155c047" role="presentation"> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong></div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เริ่มดำเนินการเปิดรับบทความและตีพิมพ์เผยแพร่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักวิจัยและนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศในสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยเผยแพร่บทความวิจัย (research article) และบทความวิชาการ (academic article) ที่สะท้อนมุมมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการ</div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> </div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>ขอบเขตวารสาร</strong><br />สังคมวิทยา มานุษยวิทยา การศึกษา ปรัชญาและศาสนา ภาษาศาสตร์ วรรณกรรม วัฒนธรรม บริหารศาสตร์ พัฒนาสังคม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอาณาบริเวณศึกษา ภูมิศาสตร์ สื่อสารสนเทศการสื่อสาร นวัตกรรม และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> </div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong></div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto">วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ตีพิมพ์รูปแบบระบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</div> </div> </div> <p><strong>ประเภทบทความ</strong><br /> บทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย ทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>นโยบายการตีพิมพ์บทความ</strong><br /> (1) บทความวิจัยจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br /> (2) บทความที่รับพิจารณาตีพิมพ์ต้องผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) อย่างน้อย 3 คน มาจากต่างสถาบันกัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ<br /> (3) ผู้เขียนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กองบรรณาธิการวารสารกำหนด และยินยอมให้บรรณาธิการแก้ไขบทความเพื่อความสมบูรณ์ได้ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเผยแพร่</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ<br /></strong> บทความที่จะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ดังนี้<br /> (1) กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนทราบทาง E-mail หรือช่องทางอื่น เมื่อกองบรรณาธิการได้รับบทความเรียบร้อยแล้ว<br /> (2) กองบรรณาธิการจะตรวจสอบบทความว่าอยู่ในขอบเขตเนื้อหาวารสารหรือไม่ รวมถึงคุณภาพทางวิชาการและประโยชน์ ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ<br /> (3) ในกรณีที่กองบรรณาธิการพิจารณาเห็นควรรับบทความไว้พิจารณาตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะดำเนินการส่งบทความเพื่อกลั่นกรองต่อไป โดยจะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 3 คน ประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองนี้ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review)<br /> (4) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ว กองบรรณาธิการจะตัดสินใจโดยอิงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ บทความนั้นๆ ควรนำลงตีพิมพ์ หรือควรส่งให้ผู้เขียนแก้ไขก่อนส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินอีกครั้ง หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ และจะแจ้งผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิให้ผู้เขียนรับทราบโดยเร็ว โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด<br /> (5) กองบรรณาธิการจะไม่คืนต้นฉบับให้เจ้าของบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> (ก) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคลากรภายใน ให้ชำระอัตราค่าธรรมเนียม จำนวน 2,000 บาท ต่อบทความ<br /> (ข) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคคลภายนอก ให้ชำระค่าธรรมเนียม จำนวน 3,000 บาท ต่อบทความ</p> <p> ท่านสามารถดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ไปยังหมายเลขบัญชี</p> <p> ชื่อธนาคาร: ธนาคารกรุงไทย สาขากาฬสินธุ์<br /> ชื่อบัญชี: มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เงินนอกงบประมาณ <br /> เลขบัญชี: 404-3-19565-6</p> <p><strong>เงื่อนไขการเก็บเงินค่าธรรมเนียมวารสารวิชาการ</strong> <br /> 1) จะเริ่มบังคับใช้เมื่อวารสารเข้าสู่ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป<br /> 2) การเก็บเงินค่าธรรมเนียมจะเก็บหลังจากที่บทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น <br /> 3) หากบทความไหนไม่ผ่านการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมใดๆ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความสำหรับผู้นิพนธ์<br /></strong>กรุณาคลิกลิงค์ <a href="https://drive.google.com/file/d/1Fmv0k167kauvAEfgiPmR7ImoRoB8Aj38/view?usp=drive_link">https://drive.google.com/drive/folders/132MLh6Gc30Cq2xIXxGZoJw8qVRFni_Qt?usp=drive_link</a></p>
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
th-TH
วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
2821-9635
<p>ข้อมูลภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความที่ปรากฎบนเว็บไซต์นี้ ผู้นำไปใช้จะถูกอนุญาตให้นำไปใช้ได้ โดยจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มา จะต้องไม่นำไปใช้เพื่อการค้า และจะต้องไม่ดัดแปลง (CC-BY-NC-ND)</p>
-
ผีบุ้งเต้า: การจัดการความรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นกับการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหมู่บ้านไฮตาก ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281839
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการจัดการความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้ากับการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหมู่บ้านไฮตาก ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ใช้การศึกษาเอกสาร และการลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล พบว่า 1) การจัดการความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้า มี 3 ขั้นตอน ดังนี้ (1) ขั้นการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวคน และเอกสาร ใช้วิธีการประชุม การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ เน้นการเลกเปลี่ยนข้อมูลตามแนวทางสุนทรียสนทนา (2) ขั้นการสร้างความรู้ ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตีความหมาย โดยร่วมกันสรุปเป็นชุดข้อมูลความรู้ และนำออกเผยแพร่ (3) ขั้นการนำความรู้ไปใช้ ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับกิจกรรรม เช่น การสื่อความหมาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์หน้ากากผีบุ้งเต้า และร่วมแห่ในขบวนพาเหรดผีบุ้งเต้าของจังหวัดเลย ส่วน 2) การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน พบว่า เป็นการดำเนินการรูปแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชน ด้วยการนำองค์ความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้ามาขับเคลื่อน และพัฒนาการศักยภาพกลุ่มท่องเที่ยว พบว่า มี 4 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ การประสานงานนักท่องเที่ยว การจัดโปรแกรมท่องเที่ยว การดูแลความปลอดภัย การเป็นผู้สื่อความหมาย (2) ด้านทรัพยากรท่องเที่ยว ได้แก่ การพัฒนาและสร้างความรู้ตามเส้นทางท่องเที่ยว การสื่อสารอัตลักษณ์การท่องเที่ยว (3) ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ กิจกรรมการระบายสีหน้ากาก การนั่งรถอีแต๊กชมวิถีชุมชน การสรงน้ำพระพุทธนาวาบรรพต และ (4) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ การเป็นเจ้าบ้านที่ดี การร่วมจัดการท่องเที่ยว และร่วมจัดการทรัพยากรท่องเที่ยว ส่วนการนำองค์ความรู้วัฒนธรรมผีบุ้งเต้ามาใช้จัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พบว่ามี 3 รูปแบบ ดังนี้ (1) รูปแบบการท่องเที่ยวชมวัฒนธรรมหมู่บ้านไฮตาก (2) รูปแบบการท่องเที่ยวชมและสัมผัสกับวิถีชีวิตหมู่บ้านไฮตาก และ (3) รูปแบบการท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ โดยทุกรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นจะเน้นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมผีบุ้งเต้า ตามความเหมาะสมของเวลาที่เข้ามาท่องเที่ยว</p>
ไทยโรจน์ พวงมณี
สุภาวดี สำราญ
อิสริยาภรณ์ ชัยกุหลาบ
วีระนุช แย้มยิ้ม
คชสีห์ เจริญสุข
อรทัย จิตไธสง
ขนิษฐา หาระคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-05
2026-07-05
5 2
112
127
-
การพัฒนารูปแบบบริหารจัดการและหลักสูตรฝึกอบรมการยกระดับอาชีพโดยใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281109
<p> การวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบบริหารจัดการและหลักสูตรฝึกอบรมฯ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการหลักสูตรฯ 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ ขั้นตอน ความสัมพันธ์ของรูปแบบบริหารจัดการการยกระดับอาชีพฯ 3) เพื่อออกแบบและพัฒนาหลักสูตรฯ และ 4) เพื่อทดลองใช้และประเมินหลักสูตรฝึกอบรมฯกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต บัณฑิต แรงงาน บุคลากรวัยทำงาน และบุคคลทั่วไป จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ความต้องการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ฯ 2) แบบประเมินคุณภาพหลักสูตรฝึกอบรมฯ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเข้าอบรมฯ มีวิธีการดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาหลักการ ทฤษฎีการยกระดับอาชีพฯ และศึกษาความต้องการหลักสูตรการฯ ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรการยกระดับอาชีพฯ ระยะที่3 ทดลองใช้และประเมินหลักสูตรการยกระดับอาชีพฯ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br /> ผลการวิจัยพบว่า <br /> 1.กลุ่มเป้าหมายสนใจเป็นผู้ประกอบการ/ทำธุรกิจ เพื่อหารายได้เสริมระหว่างเรียน ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้การเริ่มต้นธุรกิจ มีความต้องการหาเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ และมีความสนใจเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการผลิตสื่อสำหรับการตลาดออนไลน์, การสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และสะดวกเข้ารับการฝึกอบรมเป็นวันเสาร์ หรือ วันอาทิตย์ โดยให้เน้นอบรมรูปแบบฝึกปฏิบัติจริงจากวิทยากรที่มีประสบการณ์ตรง <br /><span style="font-size: 0.875rem;"> 2.รูปแบบการบริหารจัดการการยกระดับอาชีพฯ มี 4 องค์ประกอบหลัก และมี 6 ขั้นตอน ในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3.ผลการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรฯ มีทั้งหมด 10 หลักสูตร แต่ละหลักสูตรใช้เวลา 6 ชั่วโมง <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 4.ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตร ภาพรวมทุกหลักสูตรอยู่ในระดับเหมาะสมมาก และผลรวมประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตรหลังเข้ารับการฝึกอบรมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด</span></p>
นคร ละลอกน้ำ
สุณี หงษ์วิเศษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
5 2
1
17
-
ความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อแนวทางการสื่อสารในองค์กร อย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281768
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ 2) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการสื่อสารในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มประชากรประกอบด้วย บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.30, S.D. = 0.60) 2) ระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ด้านองค์ประกอบการสื่อสาร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.34, S.D. = 0.63) เพื่อพิจารณาเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับ คือ ด้านผู้รับสาร (= 4.36, S.D. = 0.62) ด้านผู้ส่งสาร ( = 4.31, S.D. = 0.63) ช่องทางในการสื่อสาร (= 4.27, S.D. = 0.70) และด้านข้อมูลข่าวสาร(= 4.12, S.D. = 0.63) ตามลำดับ และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารในองค์กรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้านรูปแบบการสื่อสารในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.34, S.D. = 0.64) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับ คือ การสื่อสารแบบแนวนอน (= 4.39, S.D. = 0.64) การสื่อสารจากบนลงล่าง (= 4.36, S.D. = 0.62) การสื่อสารแบบไขว้ (= 4.32, S.D. = 0.64) และการสื่อสารจากล่างขึ้นบน ( = 4.28, S.D. = 0.66) 3) แนวทางการสื่อสารในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ ควรใช้ช่องทางการสื่อสารที่เชื่อมโยงข้อมูลในสำนักงาน เพื่อให้การสื่อสารเกิดความรวดเร็ว เช่น การใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban) ควรมีการพัฒนาบุคลากรด้านทักษะการสื่อสาร รวมถึงจัดอบรม หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการความสร้างสัมพันธ์ของบุคลากร</p>
เสาวภา คำภา
จริยา อินทนิล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
5 2
18
34
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 กับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล (กลุ่มเครือข่ายที่ 42-43 สำนักงานเขตหนองจอก สังกัดกรุงเทพมหานคร)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281395
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 และประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล 2.เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 กับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล 3.เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล (กลุ่มเครือข่ายที่ 42–43 เขตหนองจอก สังกัดกรุงเทพมหานคร) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างคือครู 148 คน และผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 อยู่ในระดับมาก และมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของการบริหารงานบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.76) โดยเฉพาะด้านการบริหารบุคคล (0.76) และการบริหารวิชาการ (0.73) ขณะที่ด้านงบประมาณสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (0.65) ผลลัพธ์สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสร้างความร่วมมือในสถานศึกษา และการขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p>
วรีรัตน์ มลิวัลย์
พระเมธีวัชราภรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-04
2026-07-04
5 2
35
47
-
ปัจจัยการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281106
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 304 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ค่าดัชนีอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นในระดับสูง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างองค์กร บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศ และภาวะผู้นำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่ประสิทธิผลของสถานศึกษาก็อยู่ในระดับมากเช่นกัน ทั้งสองตัวแปรมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ปัจจัยที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้แก่ ภาวะผู้นำ การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศ โครงสร้างองค์กร และบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .906 ค่ากำลังอธิบาย (R²) ร้อยละ 82.10 ค่าสัมประสิทธิ์ที่ปรับแล้ว (Adjusted R²) เท่ากับ .817 และค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (S.E.) เท่ากับ .063 สมการถดถอยเชิงพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานคือ Zy = 0.228(Z<sub>5</sub>) + 0.342(Z<sub>3</sub>) + 0.362(Z<sub>4</sub>) + 0.138(Z<sub>1</sub>) + 0.190(Z<sub>2</sub>)</p>
วรางค์รัตน์ มลิวัลย์
สุเทพ เมยไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-04
2026-07-04
5 2
48
63
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ในเขตจังหวัดขอนแก่น
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281551
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานเป็นทีม แรงจูงใจในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในเขตจังหวัดขอนแก่น การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่ม แบบเจาะจง จากพนักงาน ธ.ก.ส. ทั้งจังหวัดขอนแก่น จำนวน 413 คน โดยได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืน 396 ชุด คิดเป็นอัตราตอบกลับ 95.88% เครื่องมือวิจัยที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ที่ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามทุกข้อเท่ากับ 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.992 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณในการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยการทำงานเป็นทีม แรงจูงใจในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด การทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ส่งผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ในทางตรงข้ามการทำงานเป็นทีม ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของพนักงาน ธ.ก.ส. ในเขตจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของ ธ.ก.ส. ในบริบทของการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานกับพนักงานต่อไป</p>
ศศิมา สมัปปิโต
อนุฉัตร ช่ำชอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-05
2026-07-05
5 2
64
81
-
การประเมินผลโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281359
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และเสนอแนวทางพัฒนาโครงการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้รับผิดชอบโครงการและประชาชน จำนวน 200 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 13 คน จาก 5 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ครู และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด ผลการวิจัย พบว่า (1) การดำเนินโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทุกมิติของกรอบ CIPP Model ได้แก่ ด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ทั้งสามด้าน อยู่ในระดับมาก และผลผลิต อยู่ในระดับมากที่สุด (2) โครงการสามารถลดพฤติกรรมการเสพยาเสพติดและขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางพัฒนา ควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดและติดตามผลผู้เสพ เสริมศักยภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาทักษะชีวิตเยาวชน และบูรณาการหลักพุทธธรรมกับโครงการ TO BE NUMBER ONE ผลการศึกษานี้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป</p>
ภาสกร นิลปะกะ
จริยา อินทนิล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-05
2026-07-05
5 2
82
94
-
การบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281196
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลตามหลักสาราณียธรรม 6 (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการบริหารงานบุคคลตามตัวแปรพื้นฐาน และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 347 คน ได้จากการสุ่มตามตารางของ Krejcie และ Morgan (1970) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) <br /> ผลการวิจัยพบว่า<br /> (1) การบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /> (2) การเปรียบเทียบตามตัวแปรพื้นฐานพบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ<br /> (3) แนวทางการบริหารงานบุคคลแบบมีส่วนร่วมตามหลักสาราณียธรรม 6 ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ การมีส่วนร่วม และการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของบุคลากรให้สอดคล้องกับหลักสาราณียธรรม เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
ปวีณา มูลเซอร์
พรทิวา ชนะโยธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-05
2026-07-05
5 2
95
111