https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 2026-01-05T00:00:00+07:00 Asst.Prof.Ponpitak Hembasat hembasat_5605@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์<br /></strong>ISSN 2821-9635 (Online)</p> <div class="html-div xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x6ikm8r x10wlt62"> <div class="html-div xdj266r x11i5rnm xat24cr x1mh8g0r x14ctfv x1okitfd x6ikm8r x10wlt62 xerhiuh x1pn3fxy x12xxe5f x1szedp3 x1n2onr6 x1vjfegm x1k4qllp x1mzt3pk x13faqbe x1xr0vuk x1jm4cbz x1lmq8lz xrrpcnn x1xtl47e x13fuv20 xu3j5b3 x1q0q8m5 x26u7qi x19livfd x2t687o x3p3xfz x5od304 xp5s12f x11ucwad xgtuqic x155c047" role="presentation"> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong></div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เริ่มดำเนินการเปิดรับบทความและตีพิมพ์เผยแพร่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักวิจัยและนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศในสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยเผยแพร่บทความวิจัย (research article) และบทความวิชาการ (academic article) ที่สะท้อนมุมมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการ</div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"> </div> <div class="html-div xexx8yu x4uap5 x18d9i69 xkhd6sd x1gslohp x11i5rnm x12nagc x1mh8g0r x1yc453h x126k92a x18lvrbx" dir="auto"><strong>ขอบเขตวารสาร<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"> เนื้อหาของบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องเกี่ยวข้องกับด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้แก่ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ปรัชญาและศาสนา ภาษาศาสตร์และวรรณกรรม วัฒนธรรม เศรษฐศาสตร์ บริหารศาสตร์ กฎหมาย การเมืองการปกครอง รัฐประศาสนศาสตร์ พัฒนาสังคม ประวัติศาสตร์และโบราณคดีอาณาบริเวณศึกษา ภูมิศาสตร์ สื่อสารสนเทศและการสื่อสาร และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</span></div> </div> </div> <p><strong>กำหนดเผยแพร่<br /></strong> วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ตีพิมพ์รูปแบบระบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความ</strong><br /> บทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย ทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>นโยบายการตีพิมพ์บทความ</strong><br /> (1) บทความวิจัยจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br /> (2) บทความที่รับพิจารณาตีพิมพ์ต้องผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) อย่างน้อย 3 คน มาจากต่างสถาบันกัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ<br /> (3) ผู้เขียนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กองบรรณาธิการวารสารกำหนด และยินยอมให้บรรณาธิการแก้ไขบทความเพื่อความสมบูรณ์ได้ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเผยแพร่</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ<br /></strong> บทความที่จะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ดังนี้<br /> (1) กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนทราบทาง E-mail หรือช่องทางอื่น เมื่อกองบรรณาธิการได้รับบทความเรียบร้อยแล้ว<br /> (2) กองบรรณาธิการจะตรวจสอบบทความว่าอยู่ในขอบเขตเนื้อหาวารสารหรือไม่ รวมถึงคุณภาพทางวิชาการและประโยชน์ ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ<br /> (3) ในกรณีที่กองบรรณาธิการพิจารณาเห็นควรรับบทความไว้พิจารณาตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะดำเนินการส่งบทความเพื่อกลั่นกรองต่อไป โดยจะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 3 คน ประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองนี้ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review)<br /> (4) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ว กองบรรณาธิการจะตัดสินใจโดยอิงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ บทความนั้นๆ ควรนำลงตีพิมพ์ หรือควรส่งให้ผู้เขียนแก้ไขก่อนส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินอีกครั้ง หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ และจะแจ้งผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิให้ผู้เขียนรับทราบโดยเร็ว โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด<br /> (5) กองบรรณาธิการจะไม่คืนต้นฉบับให้เจ้าของบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> (ก) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคลากรภายใน ให้ชำระอัตราค่าธรรมเนียม จำนวน 2,000 บาท ต่อบทความ<br /> (ข) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคคลภายนอก ให้ชำระค่าธรรมเนียม จำนวน 3,000 บาท ต่อบทความ</p> <p> ท่านสามารถดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ไปยังหมายเลขบัญชี</p> <p> ชื่อธนาคาร: ธนาคารกรุงไทย สาขากาฬสินธุ์<br /> ชื่อบัญชี: มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เงินนอกงบประมาณ <br /> เลขบัญชี: 404-3-19565-6</p> <p><strong>เงื่อนไขการเก็บเงินค่าธรรมเนียมวารสารวิชาการ</strong> <br /> 1) จะเริ่มบังคับใช้เมื่อวารสารเข้าสู่ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป<br /> 2) การเก็บเงินค่าธรรมเนียมจะเก็บหลังจากที่บทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น <br /> 3) หากบทความไหนไม่ผ่านการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมใดๆ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความสำหรับผู้นิพนธ์<br /></strong>กรุณาคลิกลิงค์ <a href="https://drive.google.com/file/d/1Fmv0k167kauvAEfgiPmR7ImoRoB8Aj38/view?usp=drive_link">https://drive.google.com/drive/folders/132MLh6Gc30Cq2xIXxGZoJw8qVRFni_Qt?usp=drive_link</a></p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281128 การบริหารจัดการธุรกิจสุขภาพในยุคดิจิทัล กรณีศึกษา “การศึกษาเปรียบเทียบมุมมองภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับสังคมผู้สูงวัย" 2025-09-23T17:09:09+07:00 สุวลักษณ์ ห่วงเย็น suwaluk_hua@dusit.ac.th รรินทร วสุนันต์ rarinthorn_vas@dusit.ac.th <p>บทความนี้ได้มุ่งเสนอการวิเคราะห์เชิงแนวคิดและประสบการณ์การเปรียบเทียบแนวทางการดำเนินงานและกลยุทธ์ของโรงพยาบาลภาครัฐ และโรงพยาบาลภาคเอกชน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและบุคลากรหลักพบว่า โรงพยาบาลภาครัฐให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าทางสังคมและความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ขณะที่โรงพยาบาลภาคเอกชนเน้นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและการขยายตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุและชาวต่างชาติ ผลการวิเคราะห์สะท้อนใน 10 มิติหลักชี้ให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ทั้งนี้ พบจุดร่วมสำคัญในด้านการส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม การพัฒนาทักษะบุคลากรเชิงบูรณาการ โดยเฉพาะทักษะด้านมนุษย์ (Soft Skills) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ ข้อค้นพบเหล่านี้มีนัยสำคัญต่อการออกแบบหลักสูตรบริหารธุรกิจสุขภาพ และการเตรียมกำลังคนในระบบสุขภาพยุคใหม่</p> 2026-01-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280131 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2025-07-12T14:28:49+07:00 พจนีย์ กัญญาเลิศ potjaneetan@gmail.com สุวัฒน์ จุลสุวรรณ์ suwat.29012505@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 และ 2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 344 คน ซึ่งได้แก่ ผู้บริหารและครู โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประเมินค่า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างบรรยากาศทางวิชาการ ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมโดยใช้ผลจากระยะที่ 1 และนำเสนอแก่ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คนประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ผลการประเมินพบว่า โปรแกรมมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมาก เหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ</p> 2026-01-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/279981 โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ 2025-07-14T16:46:29+07:00 กนิษฐาภรณ์ สนุ่นไพบูลย์ kanitthaponsanoonpaiboon@gmail.com ประสาท เนืองเฉลิม prasart.n@msu.ac.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 320 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1.<span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2.</span><span style="font-size: 0.875rem;">โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย เนื้อหา แบ่งออกเป็น 4 Module ได้แก่ Module 1 การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ Module 2 การสร้างแรงบันดาลใจ Module 3 การกระตุ้นการใช้ปัญญา และ Module 4 การคำนึงถึงการเป็นปัจเจกบุคคล กระบวนการพัฒนา และการประเมินผล มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมอยู่ในระดับ มากที่สุด</span></p> 2026-01-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280149 การรับรู้ข่าวสารและความรู้เท่าทันสื่อผ่านสื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู 2025-07-12T15:38:39+07:00 ปรายฟ้า กองผาพา 66011381019@msu.ac.th อลงกรณ์ อรรคแสง alongkorn.a@msu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ของกลุ่มผู้สูงอายุในอำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู (2) การรู้เท่าทันสื่อผ่านสื่อออนไลน์ของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ดังกล่าว และ (3) แนวทางในการพัฒนา ทั้งนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจากผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 378 คน และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ในระดับปานกลาง โดยนิยมใช้ Facebook มากที่สุด ใช้งานเฉลี่ย 1–3 วันต่อสัปดาห์ และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมออนไลน์อย่างชัดเจน แม้จะยังมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี (2) ด้านการรู้เท่าทันสื่อ ผู้สูงอายุมีความสามารถในระดับน่าพอใจ โดยเฉพาะด้านการประเมินแหล่งข่าวสาร (Mean = 4.6834) เพศหญิงและกลุ่มอายุ 60–65 ปีมีศักยภาพสูง ส่วนด้านการใช้วิจารณญาณยังต่ำที่สุด (Mean = 4.5335) โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและมีรายได้มากกว่า 15,000 บาท มีความสามารถโดดเด่นด้านการคิดวิเคราะห์และวิจารณญาณ (3) แนวทางในการพัฒนา พบว่าผู้สูงอายุสามารถปรับตัวต่อสื่อออนไลน์ได้พอสมควร มีความรอบคอบในการใช้สื่อ และควรส่งเสริมด้านการใช้วิจารณญาณ การจัดกิจกรรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติ และการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับรู้และตัดสินใจบนสื่อออนไลน์อย่างเหมาะสมและปลอดภัย</p> 2026-01-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280243 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 2025-08-25T10:38:11+07:00 อำนาจ ไชยสงค์ nag.tpcom@gmail.com วาโร เพ็งสวัสดิ์ khaitoy8@gmail.com วันเพ็ญ นันทะศรี Wanphen48@gmail.com ธันยาภักค์ คมธัชนิธิชยวัศ Thanyaphak.bim@gmail.com อาจารี นวภัทรอภิญญา ajaree26@gmai.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ซึ่งมีวิธีการดำเนินการ 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัล 2) การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ขององค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัล โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จากการสังเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล 2) ความรู้และทักษะดิจิทัล 3) การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม 4) การขับเคลื่อนนวัตกรรม 5) การบริหารการเปลี่ยนแปลง และ 6) ความยืดหยุ่นและการปรับตัว โดยมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-01-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280211 การศึกษากรอบความคิดแบบเติบโตในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2025-07-12T14:34:12+07:00 สมาพร ประเสริฐ nuchypp22@gmail.com เศวตาภรณ์ ตั้งวันเจริญ sawettaporn.t@ubru.ac.th ชวนคิด มะเสนะ Chuankid.m@ubru.ac.th <p>ในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา การส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาศักยภาพของครู การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตในการปฏิบัติงานของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 (2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพดังกล่าวจำแนกตามตำแหน่งทางวิชาชีพ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน และ (3) เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางในการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตในการปฏิบัติงานของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 32 คน และครู 306 คน รวม 338 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณควบคู่กับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนอำเภอ โดยอ้างอิงตารางของเครจซี่และมอร์แกน ส่วนกลุ่มเป้าหมายในวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้บริหารและครู 6 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ = .98) และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (t-test, F-test) รวมถึงการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) การเปรียบเทียบจำแนกตามตำแหน่งทางวิชาชีพ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3) แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความมุ่งมั่นและความพยายาม การสร้างความท้าทาย การรับคำวิจารณ์และข้อเสนอแนะ การเรียนรู้จากอุปสรรค และการเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น</p> 2026-01-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280362 ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 2025-07-20T12:03:26+07:00 ณัฐพล วงศ์ประทุม badhero99@gmail.com วาโร เพ็งสวัสดิ์ Khaitoy8@gmail.com วันเพ็ญ นันทะศรี wanphen2516@windowslive.com นันทณัฏฐ์ เวียงอินทร์ nanthanut.wi@ksu.ac.th วรวุฒิ อินต๊ะชัย worawut.ain@tune.ac.th นฤมล วงศ์ประทุม Tookkatik99@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการและตัวบ่งชี้เชิงพฤติกรรม และประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยผู้เชี่ยวชาญในบริบทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งแบ่งเป็นสามขั้นตอน ได้แก่ การสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 10 แหล่ง การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการและตัวบ่งชี้พร้อมตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์และการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ภาวะผู้นำแบบร่วมมือและการสร้างเครือข่าย ภาวะผู้นำด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ และภาวะผู้นำด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยมี 3 องค์ประกอบที่ปรากฏซ้ำมากกว่าร้อยละ 40 ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์และการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม และภาวะผู้นำแบบร่วมมือและการสร้างเครือข่าย ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าองค์ประกอบทั้งห้ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการมีวิสัยทัศน์เชิงเปลี่ยนแปลงที่ได้รับคะแนนสูงสุด สะท้อนว่าผู้บริหารสถานศึกษาไทยควรพัฒนาองค์ประกอบทั้งห้าอย่างสมดุล โดยมุ่งเน้นการใช้วิสัยทัศน์เชิงเปลี่ยนแปลง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21</p> 2026-01-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280584 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นําเชิงสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา 2025-08-13T12:03:47+07:00 ศิริชัย เมืองโคตร sirichaitom@gmail.com วาโร เพ็งสวัสดิ์ Khaitoy8@gmail.com วัญเพ็ญ นันทศรี wanphen2516@windowslive.com นิรุตติ์ พลบุตร npolbut@gmail.com ศิริพงษ์ ทักษิณวิโรจน์ siripong1_28@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นําเชิงสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทของไทย ซึ่งมีวิธีการดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นําเชิงสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นําเชิงสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ขององค์ประกอบภาวะผู้นําเชิงสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คนที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารการศึกษาไม่น้อยกว่า 10 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย สรุปได้องค์ประกอบ 5 ข้อ องค์ประกอบที่ได้มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด คือองค์ประกอบ การมองโลกในแง่ดี ได้คะแนนสูงสุด และรองลงมาตามลำดับ คือ ความน่าเชื่อถือ วิสัยทัศน์ การเป็นแบบอย่างที่ดี และได้คะแนนต่ำสุดคือ ความกระตือรือร้น โดยทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมและความเป็นไปในระดับมากที่สุด งานวิจัยครั้งนี้ช่วยยืนยันว่าองค์ประกอบภาวะผู้นําเชิงสร้างแรงบันดาลใจสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในบริบทสถานศึกษาไทยในปัจจุบัน</p> 2026-01-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281477 ปัจจัยเชิงบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารภาครัฐ: ภาวะผู้นำ การทำงานเป็นทีม และสภาพแวดล้อมการทำงานในจังหวัดร้อยเอ็ด 2025-09-16T09:45:11+07:00 ประดิษฐ์ บุญชัยโย pradid.boo@baac.or.th อนุฉัตร ช่ำชอง Anuchat_cha@utcc.ac.th <p>การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำ ปัจจัยการทำงานเป็นทีม และปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล จำนวน 328 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณในการทดสอบสมมติฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยภาวะผู้นำส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในจังหวัดร้อยเอ็ด 2) ปัจจัยการทำงานเป็นทีมส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในจังหวัดร้อยเอ็ด 3) ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในจังหวัดร้อยเอ็ด</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281552 ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน ปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร และปัจจัยภาวะความ เป็นผู้นำ ที่ส่งต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในสังกัด สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดชัยภูมิ 2025-09-16T09:59:57+07:00 อุเทน นันหมื่น utan251999@gmail.com วรรณรพี บานชื่นวิจิตร utan251999@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน ปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร และปัจจัยภาวะความเป็นผู้นำที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในสังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยแรงจูงใจ ปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยภาวะความเป็นผู้นำที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในสังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดชัยภูมิ การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับพนักงานในสังกัดสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 239 ราย โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณในการทดสอบสมมติฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ในสังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดชัยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) วัฒนธรรมองค์กรส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ในสังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดชัยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ภาวะความเป็นผู้นำองค์กร ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ในสังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดชัยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281473 แรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2025-09-04T11:16:29+07:00 เทอดศักดิ์ ผาฤพล thoetsak168@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยเรื่องแรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับพนักงาน ธ.ก.ส. ในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 326 ราย ใช้วิธีการสุ่มแบบโควตา (Quota Sampling) ตามสัดส่วนจำนวนพนักงานของแต่ละจังหวัด เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มตัวอย่างมีการกระจายตัวที่เหมาะสมและสามารถสะท้อนลักษณะของประชากรทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณใน การทดสอบสมมติฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อันเป็นระดับมาตรฐานในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ ซึ่งช่วยควบคุมความเสี่ยงในการสรุปผลคลาดเคลื่อนจากความจริง (Type I Error) ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และยังคงความไวในการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรได้อย่างเหมาะสม ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ ปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน และปัจจัยความผูกพันต่อองค์กร ล้วนส่งผลต่อความพึงพอใจในงานของพนักงานในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมทั้งแรงจูงใจและความผูกพันของพนักงานเพื่อยกระดับความพึงพอใจในงานของพนักงาน อันจะส่งผลให้การดำเนินงานของธนาคารมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถประสบความสำเร็จในระยะยาว</p> 2026-01-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281742 แนวทางการพัฒนาโครงการโปรแกรมการปฐมนิเทศผู้ต้องขังเข้าใหม่ กรณีศึกษาเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ 2025-09-17T14:06:45+07:00 เฉลิมลาภ อ้วนศรี str2546tu@gmail.com อาริยา ป้องศิริ Ariya.po@ksu.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาโครงการโปรแกรมการปฐมนิเทศผู้ต้องขังเข้าใหม่กรณีศึกษาเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษาผลการดำเนินโครงการ โดยใช้ CIPPIEST Model เพื่อเปรียบเทียบลักษณะการกระทำความผิดกฎหมาย และอัตราโทษจำคุก ต่อผลการดำเนินโครงการ และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการ โดยมีประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ ผู้ต้องขังเข้าใหม่เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง จากการคำนวณตัวอย่าง ผู้วิจัยคำนวณขนาดตัวอย่างได้ จำนวน 284 คน แต่ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูล จำนวน 300 คน คิดเป็นร้อยละ 105.63 เพื่อลดความคลาดเคลื่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ สรุปและอภิปรายผลการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>ผลการศึกษาสภาพการดำเนินโครงการ โดยใช้ CIPPIEST Model อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.98, S.D = 0.94) ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของภาพรวมผลการดำเนินโครงการ โดยใช้ CIPPIEST Model ต่อลักษณะการกระทำความผิดตามกฎหมาย และอัตราโทษที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาพรวมผลการดำเนินโครงการ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Sig. &gt; 0.05) ส่วนแนวทางการพัฒนาโครงการโปรแกรมการปฐมนิเทศผู้ต้องขังเข้าใหม่เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถจำแนกได้เป็น 3 ด้าน คือ ด้านทัศนคติผู้ต้องขัง ด้านการจัดโครงการ ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ</p> 2026-01-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281464 ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่สนับสนุนการให้บริการลูกค้าของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2025-09-29T17:21:59+07:00 สุระเดช วงษ์ศรีทา suradeth.wo@baac.or.th ธิดารัตน์ พงษ์วชิรินทร์ tidarat_pon@utcc.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่สนับสนุนการให้บริการลูกค้าของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยมุ่งเน้นศึกษาปัจจัยแรงจูงใจ ปัจจัยความสำเร็จของระบบสารสนเทศ และปัจจัยด้านเทคโนโลยี องค์กร และสิ่งแวดล้อม การวิจัยเป็นการศึกษาเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากพนักงานปฏิบัติงานในสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดสังกัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 362 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยแรงจูงใจมีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่สนับสนุนการให้บริการลูกค้าของพนักงาน ธ.ก.ส. ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และ 2) ปัจจัยด้านเทคโนโลยีองค์กร และสิ่งแวดล้อม มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่สนับสนุนการให้บริการลูกค้าของพนักงาน ธ.ก.ส. ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน อย่างไรก็ตามปัจจัยความสำเร็จของระบบสารสนเทศ ไม่มีผลกระทบต่อการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ</p> 2026-01-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/280775 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2025-09-01T21:07:21+07:00 ศิริพงษ์ ทักษิณวิโรจน์ siripong1_28@hotmail.com วาโร เพ็งสวัสดิ์ Khaitoy8@gmail.com วัญเพ็ญ นันทศรี wanphen2516@windowslive.com นิรุตติ์ พลบุตร npolbut@gmail.com ศิริชัย เมืองโคตร Sirichaitom@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีวิธีการดำเนินการ 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำ<br />เชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง และ 2) การประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบวกในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการสังเคราะห์เอกสาร ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การสื่อสารเชิงบวก 2) การสร้างแรงบันดาลใจ 3) การส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนา 4) การให้อภัยและความเข้าใจ และ 5) การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.92, S.D. = 0.27) และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.92, S.D. = 0.27)</p> 2026-01-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/hsi_01/article/view/281045 ความคิดเห็นของประชาชนด้านศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา และความคาดหวังต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่อุทยานธรณีขอนแก่น 2025-09-30T16:11:34+07:00 เปรมกมล เถื่อนนาดี premkamol.ppt@kkumail.com <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา รวมถึงองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวและความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่อุทยานธรณีขอนแก่นเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนที่อาศัยในเขตพื้นที่อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น จำนวน 375 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม และเครื่องที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ผลศึกษาพบว่า ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาด้านวิชาการมากที่สุด คือ 1) หลุมขุดค้นที่ 8 หินลาดป่าชาด 2) น้ำตกตาดฟ้า 3) ผาชมตะวัน และ 4) หินเกลือบ้านบ่อ ตามลำดับ ในด้านการพัฒนา และบริหารจัดการในระดับสูงที่สุด คือ 1) น้ำตกตาดฟ้า 2) หลุมขุดค้นที่ 8 หินลาดป่าชาด 3) ผาชมตะวัน และ 4) หินเกลือบ้านบ่อ ตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อศักยภาพองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุด คือ 1) แหล่งดึงดูด 2) ที่พัก 3) สิ่งอำนวยความสะดวก 4) การเข้าถึง และ 5) กิจกรรม ตามลำดับ ทั้งนี้ ความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่อุทยานธรณีขอนแก่นมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่า 1) สามารถยกระดับอุทยานธรณีประเทศไทยสู่อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก 2) ชุมชนมีความภาคภูมิใจในแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาในพื้นที่ 3) ชุมชนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 4) ทรัพยากรธรณีในพื้นที่ได้รับการอนุรักษ์และปกป้องอย่างยั่งยืน 5) ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 6) มีรายได้เพิ่มขึ้น และ 7) มีการจ้างงานมากขึ้น ตามลำดับ</p> 2026-01-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์