https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/issue/feed วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ 2026-06-20T18:38:30+07:00 Usanut Sangtongdee, Ph.D. usanut@rpca.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (Journal of Criminology and Forensic Science) ดำเนินการตีพิมพ์บทความอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 </p> <p>เปิดรับผลงานวิชาการประเภทบทความ ทั้งบทความวิชาการ (Academic) และบทความวิจัย (Research) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรม ผู้สนใจทั่วไป นักวิชาการ นักวิจัยอิสระ ตลอดจนครูอาจารย์ และนักศึกษาทุกระดับชั้น</p> <p>ขอบเขตเนื้อหามุ่งเน้นครอบคลุมทั้งอาชญาวิทยา นิติวิทยาศาสตร์ และกระบวนการยุติธรรม ส่วนประเด็นน่าสนใจ อาทิ การสืบสวนสอบสวน การป้องกันปราบปราม การตรวจพิสูจน์หลักฐาน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น</p> <p>มีวัตถุประสงค์เผยแพร่ผลงานวิชาการ องค์ความรู้ของคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาให้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับชาติซึ่งสามารถนำมาอ้างอิง ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/276376 การวิเคราะห์ร่องรอยทางเข้าของปืนกึ่งออโตเมติกขนาด 9 มม. รุ่นกล็อก 19 เมื่อทะลุผ่านโลหะที่มุมแตกต่างกัน 2025-04-28T20:28:57+07:00 จิรภาส พลครุธ maxi_jipas@outlook.co.th ธิติ มหาเจริญ m_thiti@yahoo.com <p>การวิเคราะห์ร่องรอยกระสุนในสถานที่เกิดเหตุมีบทบาทสำคัญในการสืบสวนคดีอาชญากรรมโดยเฉพาะการระบุทิศทางและตำแหน่งของผู้ยิงซึ่งมีผลต่อการจำลองเหตุการณ์อย่างแม่นยำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของขนาดรูกระสุนจากการยิงปืนกึ่งออโตเมติกขนาด 9 มิลลิเมตร รุ่นกล็อก 19 เมื่อกระสุนทะลุผ่านแผ่นโลหะภายใต้มุมการยิงที่แตกต่างกัน โดยทำการทดลองยิงที่ระยะ 5 เมตร ด้วยมุม 30°, 45°, 60° และ 90° ผลการวิจัยพบว่ามุมยิง 30° ส่งผลให้รูกระสุนมีความกว้างและความยาวมากที่สุดและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว พบว่าขนาดของรูกระสุนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังได้ประยุกต์ข้อมูลเข้าสู่กระบวนการจำลองสถานที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างมุมการยิงกับลักษณะของร่องรอย โดยพบว่าองศาการยิงมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับอัตราส่วนกว้างยาวของรูกระสุนและสามารถสร้างสมการถดถอยเชิงเส้นเพื่อใช้ในการทำนายมุมการยิงได้อย่างแม่นยำ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนกว้างยาวของรูกระสุนปืนสามารถใช้เป็นตัวแปรสำคัญในการประเมินทิศทางการยิง ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางนิติวิทยาศาสตร์</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/281219 การค้นคืนภาพระบุศพนิรนามที่รายงานจากภาพถ่ายบัตรประชาชนโดยใช้การจดจำใบหน้า 2025-10-22T09:26:45+07:00 รัฐการ ปานมารศรี ratachio@gmail.com ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง choosakoonkrian_s@su.ac.th วรธัช วิชชุวาณิชย์ woratouch_w@yahoo.com <p>ปัญหาการค้นหาบุคคลสูญหายและการระบุศพนิรนามยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในกระบวนการยุติธรรมไทยเนื่องจากข้อมูลกระจัดกระจายและต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเป็นเวลานาน งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบค้นคืนภาพจากบัตรประชาชนโดยใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบุตัวบุคคล โดยประเมินสมรรถนะภายใต้สองแนวทางหลัก ได้แก่ (1) การค้นคืนข้อมูลแบบ 1:N และ (2) การตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลแบบ 1:1 ผลการทดลองในกระบวนการค้นคืนข้อมูลแบบ 1:N พบว่าระบบให้ค่าความแม่นยำอันดับหนึ่ง 86.59% และค่าความแม่นยำอันดับห้า 98.0% โดยใช้เวลาเฉลี่ย 2.12 วินาทีต่อการค้นหา ซึ่งเร็วกว่าผู้เชี่ยวชาญที่ใช้เวลาเฉลี่ย 3.5 นาทีต่อรายเกือบ 100 เท่า แม้ว่าความแม่นยำสูงสุดของผู้เชี่ยวชาญ (≈95.8%) จะยังสูงกว่า แต่ระบบสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกระบวนการตรวจสอบแบบ 1:1 ผลการประเมินจากชุดข้อมูลไอดี-ออล-99 พบค่าพื้นที่ใต้เส้นโค้งลักษณะการทำงานของผู้รับ (ROC–AUC) เท่ากับ 0.706 ซึ่งสะท้อนความท้าทายของข้อมูลที่มีความแตกต่างด้านมุมมอง (cross-pose) และคุณภาพภาพถ่าย (cross-quality) ขณะที่ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบมาตรฐาน ระบบสามารถทำค่าพื้นที่ใต้เส้นโค้งลักษณะการทำงานของผู้รับได้ถึง 0.92 แสดงให้เห็นถึงความไวต่อคุณภาพข้อมูลนำเข้า โดยสรุป ระบบมีศักยภาพสูงต่อการประยุกต์ใช้ในงานนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น การค้นหาบุคคลสูญหายหรือการระบุผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ ทั้งนี้ การใช้งานจริงควรกำหนดขั้นตอน preprocessing และ threshold ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของระบบ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/279492 การศึกษาการคงอยู่ของรอยลายนิ้วมือแฝงบนถุงพลาสติกดำด้วยโรดามีน-6จี 2025-11-01T14:03:23+07:00 เอกชัย ปรักกมะกุล ekkzung@gmail.com ณรงค์ กุลนิเทศ Narong.sa@ssru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคงอยู่ของรอยลายนิ้วมือแฝงบนวัตถุพยานประเภทถุงพลาสติกดำแบบบางหรือถุงขยะแบบบาง ในการศึกษาทดลองได้นำถุงพลาสติกดำแบบบางตัดแบ่งให้มีขนาดประมาณ 2 x 2 นิ้ว เพื่อนำมาเตรียมตัวอย่างรอยลายนิ้วมือบนถุงพลาสติกโดยทำการประทับนิ้วมือลงบนถุงพลาสติกดำที่ตัดไว้และทำการควบคุมแรงกดประทับรอยลายนิ้วมือที่ 500 กรัม ซึ่งแบ่งช่วงเวลาในการศึกษาเป็น 11 ช่วงเวลา ได้แก่ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 14, 21 และ 28 วัน จากนั้นนำตัวอย่างที่เตรียมไว้มาอบด้วยไอกาว แล้วนำมาย้อมสีด้วยสารละลายโรดามีน-6จี เมื่อย้อมและตากแห้งแล้ว นำมาส่องแสงด้วยไฟฉายหลายความถี่ (เครื่องโพลีไลท์) ที่ความยาวคลื่น 505 นาโนเมตรและใช้ฟิลเตอร์ที่ 550 นาโนเมตร ทำการถ่ายภาพแล้วมาวิเคราะห์จำนวนจุดลักษณะสำคัญพิเศษบนรอยลายนิ้วมือแฝงที่ปรากฏโดยใช้โปรแกรม Mini-AFIS จากการศึกษาพบว่า เมื่อประทับรอยลายนิ้วมือทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานขึ้น จำนวนจุดลักษณะสำคัญพิเศษมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงวันที่ 0 ถึง 7 และมีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ในช่วงวันที่ 14 ถึง 28 และจากผลการทดลองพบว่าถึงแม้ระยะเวลาประทับรอยลายนิ้วมือผ่านไปแล้ว 28 วัน รอยลายนิ้วมือดังกล่าวยังมีจำนวนจุดลักษณะสำคัญพิเศษที่เพียงพอต่อการยืนยันตัวบุคคลได้ ดังนั้นสามารถนำงานวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้ทางนิติวิทยาศาสตร์ได้</p> 2026-06-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/273357 การประเมินความต้องการจำเป็นสำหรับการสร้างหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2025-01-04T09:38:41+07:00 วัชรพงษ์ พนิตธำรง visionwpg@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการสร้างหลักสูตรการพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการตำรวจ จำนวน 680 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.923 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิธีการวิเคราะห์ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นสำหรับการสร้างหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร ทั้ง 6 ด้าน มีความแตกต่างกัน โดยสภาพที่ควรจะเป็นมีค่าเฉลี่ยมากกว่าสภาพที่เป็นจริงทั้งภาพรวมและรายด้าน และการประเมินความต้องการจำเป็นของการสร้างหลักสูตรการพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ การสร้างภาพลักษณ์งานตำรวจ รองลงมาคือ การสร้างสัมพันธภาพกับภาคี การส่งเสริมความรู้ในงานตำรวจ การสนับสนุนการมีส่วนร่วม การศึกษาดูงานเชิงประจักษ์ และการจัดทำเอกสารวิชาการ ตามลำดับ</p> 2026-06-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/280228 การเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตกแต่งงบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2025-07-14T11:30:44+07:00 เพิ่มยศ ตันสกุล permyot_cpa@yahoo.com ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม thamavit.t@rsu.ac.th <p>การตกแต่งงบการเงินถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากอาชญากรรมประเภทอื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาสถานการณ์และผลกระทบของปัญหาการตกแต่งงบการเงิน ศึกษารูปแบบและวิธีการตกแต่งงบการเงิน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับดูแลกิจการกับราคาปิดหุ้นสามัญ และเพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตกแต่งงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ คือ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2567 จำนวน 527 บริษัท ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 ราย ผลการวิจัยพบว่า ขนาดของคณะกรรมการบริษัท และการถือหุ้นของผู้ลงทุนสถาบัน มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับราคาปิดหุ้นสามัญ และยังพบว่า สถานการณ์และผลกระทบของปัญหาการตกแต่งงบการเงินเกิดจากสภาพการณ์และแรงกดดันเชิงโครงสร้าง โดยรูปแบบและวิธีการตกแต่งงบการเงินที่พบในปัจจุบันมักใช้วิธีการใหม่ ๆ จากการอาศัยช่องว่างในทางกฎหมาย ระเบียบ หรือนโยบาย ซึ่งการกำกับดูแลกิจการที่ดีนั้นสามารถสร้างมูลค่าให้กับราคาหุ้นของบริษัท และสามารถช่วยลดปัญหาการตกแต่งงบการเงินได้ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตกแต่งงบการเงินผ่านโมเดล คือ "M.A.K.E. U.P." ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิผลการบังคับใช้กฎหมาย การยกระดับความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี การนำความรู้มาใช้ผ่านเทคโนโลยี การสร้างสภาพแวดล้อมที่มีจริยธรรม การยกระดับความตระหนักรู้ของผู้ลงทุน และการสร้างวัฒนธรรมการป้องกัน</p> 2026-06-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/277352 วิทยาศาสตร์ในการจับเท็จ: จากการจ้องมองพฤติกรรมถึงเทคโนโลยีประสาทวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน 2025-05-12T14:23:53+07:00 ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล josh.piyawat@gmail.com เมธัส ปัทมังสังข์ methatmean54@gmail.com <p>แม้ผู้เชี่ยวชาญพยายามวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อจับเท็จ แต่มีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของการตอบสนองของมนุษย์ เช่น ทักษะผู้สอบสวน ความเครียด บริบทแวดล้อม และสัญญาณร่างกายที่สังเกตยาก แบบประกอบการสอบสวนที่เป็นโครงสร้าง เช่น แบบวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของคำให้การ จึงพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานการสอบสวน ส่วนอุปกรณ์ทางสรีรวิทยา เช่น เครื่องจับเท็จ เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย และเครื่องตรวจอัตราการเต้นหัวใจจากระยะไกล ถูกนำมาช่วยตรวจจับสัญญาณที่สังเกตยาก ทว่าแต่ละเทคนิคมีข้อจำกัด ได้แก่ การพึ่งพาทักษะผู้ใช้ ทรัพยากร และความถูกต้องที่ยังขาดการศึกษา โดยเฉพาะสัญญาณร่างกายที่ไม่ได้พิสูจน์ความเท็จจากสมองโดยตรง เทคโนโลยีประสาทวิทยาศาสตร์ เช่น ภาพการทำงานสมองจากคลื่นแม่เหล็ก (fMRI) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จึงถูกนำมาตรวจจับความเท็จจากสมอง แต่ยังมีต้นทุนสูง ซับซ้อนในการตีความ และรูปแบบไม่ชัดเจนพอใช้จริง แม้ใช้หลายวิธีรวมกันหรือการเรียนรู้ของปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบันการแสวงหาความจริงจึงเน้นการสังเกตพฤติกรรมหลายสัญญาณ ตรวจสอบความสอดคล้องเนื้อหา ส่งเสริมทักษะผู้สอบสวน พัฒนาแบบประกอบการสอบสวน ร่วมกับรูปแบบที่ไม่เน้นการกล่าวหา รวมถึงใช้อุปกรณ์จับเท็จในกรณีจำเพาะ อย่างไรก็ตามควรติดตามเทคโนโลยีทางสรีรวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ที่อาจเป็นทางเลือกในอนาคต</p> 2026-06-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/276228 การบริหารงานสืบสวนในการตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน 2025-05-09T15:03:51+07:00 นิธิธรรม ศุนาลัย p_pocadet@hotmail.com เฉลิมพล สุนทรนนท์ chaloemphon.su@rpca.ac.th <p>การบริหารงานสืบสวนโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนมีความสำคัญต่อกระบวนการสืบสวนเป็นอย่างยิ่ง เพราะการบริหารงานสืบสวนที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่จะทำให้การสืบสวนมีประสิทธิภาพและบรรลุผลที่วางไว้ในทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนก่อนเกิดเหตุ การสืบสวนขณะเกิดเหตุและการสืบสวนหลังเกิดเหตุ ตามหลักการในเรื่องหัวใจของการสืบสวน ซึ่งประกอบไปด้วยการสืบสวนเพื่อให้รู้เรื่องราวหรือทราบรายละเอียดที่เกิดขึ้นในคดีนั้น โดยการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งหมายให้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ที่ร่วมกระทำความผิด จนนำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ที่สำคัญที่สุดคือในชั้นการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาต้องพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักเพียงพอและเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักและศาลรับฟังนั้นคือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ หรือก็คือวัตถุพยานที่ได้มาจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยวัตถุพยานและสภาพแวดล้อมของสถานที่เกิดเหตุอาจสูญหายหรือถูกทำลายไปตามกาลเวลา จึงต้องมีการบริหารงานสืบสวนในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ นอกจากจะต้องทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากลแล้ว ยังหมายความรวมถึงวิธีที่เปรียบเสมือนการเก็บรักษาสถานที่เกิดเหตุไว้ด้วย เช่น การแช่แข็งที่เกิดเหตุหรือคือการถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุไว้อย่างละเอียดในทุกระยะ เพื่อประโยชน์ต่อการสืบสวนในภายหลัง</p> 2026-06-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/276029 กลยุทธ์การบริหารงบประมาณในองค์กรตำรวจ: เพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชน 2025-04-07T14:47:55+07:00 วิชิต อาษากิจ v.asakit@rpca.ac.th สมบูรณ์ สิริสรรหิรัญ Somboon.sir@mahidol.edu <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นกลยุทธ์การบริหารงบประมาณในองค์กรตำรวจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เนื่องจากสภาวะทางสังคมในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น กลยุทธ์การบริหารงบประมาณที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลลัพธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ กลยุทธ์เหล่านี้รวมถึงการกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ การตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานและตัวชี้วัดหลัก (KPIs) การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความโปร่งใสในองค์กร นอกจากนี้ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ เช่น กรอบการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านงบประมาณ ระบบการปฏิบัติงาน ภาวะผู้นำขององค์กร และวัฒนธรรมองค์กร พร้อมการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของอาชญากรตามกระบวนการยุติธรรม เป้าหมายสูงสุดคือ การสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรในการเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากประชาชน</p> 2026-06-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์