https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/issue/feed วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ 2025-12-29T09:52:08+07:00 Usanut Sangtongdee, Ph.D. usanut@rpca.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (Journal of Criminology and Forensic Science) ดำเนินการตีพิมพ์บทความอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 </p> <p>เปิดรับผลงานวิชาการประเภทบทความ ทั้งบทความวิชาการ (Academic) และบทความวิจัย (Research) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรม ผู้สนใจทั่วไป นักวิชาการ นักวิจัยอิสระ ตลอดจนครูอาจารย์ และนักศึกษาทุกระดับชั้น</p> <p>ขอบเขตเนื้อหามุ่งเน้นครอบคลุมทั้งอาชญาวิทยา นิติวิทยาศาสตร์ และกระบวนการยุติธรรม ส่วนประเด็นน่าสนใจ อาทิ การสืบสวนสอบสวน การป้องกันปราบปราม การตรวจพิสูจน์หลักฐาน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น</p> <p>มีวัตถุประสงค์เผยแพร่ผลงานวิชาการ องค์ความรู้ของคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาให้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับชาติซึ่งสามารถนำมาอ้างอิง ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/275912 ระบบบริหารจัดการเส้นทางสายตรวจสำหรับงานป้องกันและปราบปราม ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2025-04-24T21:24:32+07:00 เทอดพงศ์ เมืองปัน 65810047@go.buu.ac.th ธัญภัส เมืองปัน thanyaphat@go.buu.ac.th ฐิติมา วงศ์อินตา thitima@buu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลปัจจุบันและวิเคราะห์การจัดการเส้นทางสายตรวจ เน้นพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารจัดการเส้นทางสายตรวจ(PRMS) เพื่อเสริมความสามารถในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการบริหารเส้นทางสายตรวจอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและพัฒนาการตอบสนองเหตุการณ์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลและศึกษาการจัดการเส้นทางสายตรวจใน 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี (สถานีตำรวจเมืองพัทยา) ระยอง (สถานีตำรวจเพ) และฉะเชิงเทรา (สถานีตำรวจเมืองฉะเชิงเทรา) เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาวางแผนเส้นทางสายตรวจและระบบบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ งานวิจัยนี้นำแนวคิดปัญหาการเดินทางของพนักงานขาย(TSP) และระบบบริหารจัดการการขนส่ง(TMS) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการเส้นทางสายตรวจ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางและระยะเวลา รวมถึงการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ที่มีอาชญากรรมสูง ผลวิจัยชี้ว่าการวางแผนเส้นทางสายตรวจอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลต่อการบริหารเวลา การจัดสรรทรัพยากร และการยับยั้งอาชญากรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม การบูรณาการเทคโนโลยีทันสมัยช่วยให้การวางแผนและปรับเปลี่ยนเส้นทางดำเนินการได้รวดเร็วและยืดหยุ่น เจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอบสนองสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ทันที อีกทั้งการปรับกลยุทธ์สายตรวจให้เหมาะกับลักษณะพื้นที่และใช้ข้อมูลอาชญากรรมในการวางแผนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพควบคุมอาชญากรรมและจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม เส้นทางที่ปรับปรุงแล้วส่งเสริมการป้องกันอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับตำรวจนำไปสู่ความปลอดภัยอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/276565 การตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในบุหรี่ด้วยเทคนิคอินดักทิฟลีคัปเปิลพลาสมาแมสสเปกโทรเมตตรี สำหรับการประยุกต์ใช้ทางนิติวิทยาศาสตร์ 2025-03-03T09:37:21+07:00 ผกาภรณ์ เหลืองทองเจริญ pakaporn.boat@gmail.com ธิติ มหาเจริญ m_thiti@yahoo.com <p>ปริมาณโลหะหนักในตัวอย่างบุหรี่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อเชื่อมโยงเศษบุหรี่ที่พบในสถานที่เกิดเหตุเข้ากับยี่ห้อเฉพาะได้ การศึกษานี้ได้ทำการตรวจวิเคราะห์หาปริมาณของสารหนู, แคดเมียม, โครเมียมและตะกั่ว ในตัวอย่างบุหรี่ที่จำหน่ายในประเทศไทย โดยใช้เทคนิคอินดักทิฟลีคัปเปิลพลาสมาแมสสเปกโทรเมตตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์สำหรับการระบุยี่ห้อบุหรี่ตามปริมาณโลหะหนัก การศึกษาได้ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างบุหรี่ทั้งหมด 20 ยี่ห้อ ประกอบด้วยบุหรี่ที่ผลิตในประเทศไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ โดยใช้วิธีการย่อยด้วยกรดที่มีการช่วยเร่งด้วยคลื่นไมโครเวฟ ผลการวิจัยพบว่าปริมาณโลหะหนักในบุหรี่แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยบุหรี่ที่นำเข้าและผลิตในประเทศแสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะขององค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ทางสถิติ เช่น วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์การจัดกลุ่มถูกนำมาใช้เพื่อแยกแยะยี่ห้อบุหรี่ตามปริมาณโลหะหนักที่พบ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้ข้อมูลโปรไฟล์โลหะหนักในบุหรี่เพื่อการประยุกต์ใช้ทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเศษบุหรี่ที่พบในสถานที่เกิดเหตุได้ ฐานข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์นี้จึงเป็นเครื่องมือที่มีค่าสำหรับสนับสนุนงานบังคับใช้กฎหมายในการสืบสวนคดีอาญา และใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีทางกฎหมาย</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/274788 การตรวจหาธาตุสำคัญในเขม่าดินปืนบนเสื้อผ้าที่ระยะเวลาต่างกัน โดยเทคนิคสเปกโทรสโกปีการดูดกลืนแสงของอะตอมแบบเปลวไฟ 2025-05-02T07:09:03+07:00 ณิช วงศ์ส่องจ้า nich.wo@ssru.ac.th วลัยพร ผ่อนผัน walaiporn.ph@ssru.ac.th <p>ปัจจุบันคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุ ซึ่งสถานที่เกิดเหตุอาจไม่พบพยานหลักฐาน หรืออาจพบได้เพียงเขม่าดินปืนที่ติดบนบริเวณเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตหรือเหยื่อ จำเป็นต้องนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์หาเขม่าดินปืน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณและเปรียบเทียบของธาตุสำคัญในเขม่าดินปืนบนเสื้อผ้าต่างชนิดกันโดยใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีการดูดกลืนแสงของอะตอมแบบเปลวไฟ (FAAS) ในระยะเวลาที่ต่างกัน ซึ่งผู้วิจัยทำการศึกษาของธาตุสำคัญในเขม่าดินปืนที่ตกค้างบนร่องรอยกระสุนปืนจากการยิงด้วยอาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 และกระสุนปืน .38 special ชนิดตะกั่ว ที่ระยะยิง 20 นิ้ว บนเสื้อผ้า 4 ชนิด ได้แก่ ผ้าฝ้าย ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผ้าฝ้ายผสมโพลีเอสเตอร์ และผ้าฝ้ายเคลือบสารสะท้อนน้ำที่ระยะเวลาทันที, 6, 12 และ 24 ชั่วโมง และนำมาวิเคราะห์ปริมาณธาตุ ได้แก่ แอนติโมนี (Sb) แบเรียม (Ba) และตะกั่ว (Pb) ด้วยเทคนิค FAAS ผลการวิจัย พบว่า ปริมาณของธาตุสำคัญในเขม่าดินปืนในทุกระยะเวลาไม่พบปริมาณแอนติโมนี (Sb) แต่สามารถตรวจพบแบเรียม (Ba) โดยจะพบปริมาณมากที่สุดบนผ้าประเภทฝ้ายผสมโพลีเอสเตอร์ และธาตุตะกั่ว (Pb) โดยจะพบปริมาณมากที่สุดบนผ้าประเภทผ้าฝ้าย และเปรียบเทียบปริมาณของธาตุสำคัญในเขม่าดินปืน พบว่า เสื้อผ้าต่างชนิดกันและระยะเวลาที่ต่างกันส่งผลต่อปริมาณของตะกั่ว (Pb) ในเขม่าดินปืนที่แตกต่างกัน และไม่ส่งผลต่อปริมาณแอนติโมนี (Sb) และแบเรียม (Ba) ซึ่งไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/277766 แนวทางการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทำความผิดฐานฉ้อโกง: กรณีการหลอกลวงทางโทรศัพท์นอกราชอาณาจักร 2025-04-07T14:49:58+07:00 ปิยวัฒน์ เกียรติก้อง mou1248@yahoo.com สฤษดิ์ สืบพงษ์ศิริ saritsu2003@yahoo.com <p>การวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาสถานการณ์การหลอกลวงทางโทรศัพท์ ปัญหาและแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทำความผิดฐานฉ้อโกง กรณีการหลอกลวงทางโทรศัพท์ นอกราชอาณาจักร โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การวิจัยเอกสาร การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม มีผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสิ้น 40 คน ใช้การวิเคราะห์แก่นสาระและอภิปรายผลการวิจัยตามแนวคิดทฤษฎีอาชญาวิทยาและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์การหลอกลวงทางโทรศัพท์มาจากภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาชญากรอาศัยข้อจำกัดของกฎหมายแต่ละประเทศ ความสามารถขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการป้องกันและปราบปรามเกิดจากปัจจัยด้านขีดความสามารถของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือระหว่างองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเสนอแนวทางการป้องกันและปราบปราม 11 แนวทาง แต่ละแนวทางมีทั้งระยะเร่งด่วนกับระยะต่อเนื่อง (ระยะยาว) สำหรับการแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง มีข้อเสนอแนะ ที่สำคัญควรปรับปรุงพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 182/2566 เพื่อให้ทันต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พัฒนาขีดความสามารถของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อรองรับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/278976 การศึกษาแนวทางการป้องกันการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ต่อ กรณีการซื้อสินค้าออนไลน์ 2025-05-14T10:08:23+07:00 ธนโชติ นาคะโฆษิตสกุล thanachote@outlook.com ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม cjarsu@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) รูปแบบของการตกเป็นเหยื่อจากการซื้อสินค้าออนไลน์ (2) ปัจจัยที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อจากการซื้อสินค้าออนไลน์ และ (3) แนวทางป้องกันการตกเป็นเหยื่อจากการการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 20 ราย ประกอบด้วยผู้เสียหายจากการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ จำนวน 15 ราย และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ จำนวน 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า รูปแบบของการตกเป็นเหยื่อสามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้า และการได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามที่โฆษณา ปัจจัยที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อ ได้แก่ การขาดทักษะในการตรวจสอบข้อมูลและรู้เท่าทันกลโกง การตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยความเร่งรีบ ความคุ้นชินกับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ความซับซ้อนของกลวิธีที่ผู้กระทำผิด และภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แนวทางป้องกันการตกเป็นเหยื่อที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ การส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทัน<br />ภัยดิจิทัลแก่ประชาชน การพัฒนาระบบการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ปลอดภัย การกำหนดมาตรฐานการยืนยันตัวตนในการซื้อขายออนไลน์ และการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เข้าถึงง่ายและไม่ก่อภาระเกินสมควร การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์พฤติกรรมของเหยื่อในเชิงอาชญาวิทยา และโครงสร้างของสังคมออนไลน์ที่เอื้อต่อการกระทำความผิด ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายสาธารณะและมาตรการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/273483 อาชญากรรมจากการกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา : บทเรียนและมาตรการป้องกัน 2025-02-17T19:19:03+07:00 ดิฐภัทร บวรชัย peace2557@rpca.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุของการประกอบอาชญากรรมจากเหตุการณ์การกราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา 2) เสนอแนะมาตรการการป้องกันอาชญากรรมจากการกราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม จำนวน 41 คน ประกอบด้วยนักวิชาการพนักงานสอบสวน สื่อมวลชน ข้าราชการทหาร ผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชนผู้รู้เห็นเหตุการณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่าสาเหตุของการกราดยิง คือ ความกดดัน บุคลิกลักษณะ ระบบอำนาจนิยม กาย จิต อารมณ์ สังคม การถูกปฏิเสธจากสังคม ความล้มเหลวในชีวิต การต่อต้านสังคม ความสัมพันธ์และความผูกพันในที่ทำงาน ความสามารถในการควบคุมตนเอง การอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว ระดับความสัมพันธ์ของเครือข่ายทางสังคม และด้านชีววิทยา มาตรการป้องกันการกราดยิง คือ การป้องกันไม่ให้กราดยิงเกิดขึ้นเป็นมาตรการก่อนเกิดเหตุ และการรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ มาตรการขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/278594 การจำแนกลูกกระสุนปืนขนาด .38 (9 มม.) ที่เสียสภาพ จากความยาวของรอยร่องเกลียวสันเกลียว 2025-05-14T09:46:34+07:00 อัญมณี ศักดิ์คันธภิญโญ muchanyamanee@gmail.com ธิติ มหาเจริญ thiti.m@rpca.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) ค่าความยาวร่องสันเกลียวเฉลี่ยของลูกกระสุนปืนขนาดประมาณ .38 (9 มม.) และ 2.) เพื่อจำแนกชนิดและขนาดของลูกกระสุนปืนขนาดประมาณ .38 (9 มม.) ที่เสียสภาพ จากความยาวของร่องสันเกลียว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นลูกกระสุนปืนขนาดประมาณ .38 (9 มม.) ที่เสียสภาพจำนวน 60 ตัวอย่าง โดยใช้ช่วงค่าความยาวร่องสันเกลียวเฉลี่ยที่ได้จากการทดลองเปรียบเทียบกับความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างอาวุธปืนและลูกกระสุนปืนขนาดประมาณ .38 (9 มม.) กล้องจุลทรรศน์เปรียบเทียบ เครื่องยิงเก็บลูกกระสุนปืน สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) ผลการศึกษาพบว่าลูกกระสุนขนาดประมาณ .38 (9 มม.) แต่ละชนิดมีค่าความยาวร่องสันเกลียวเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงสามารถนำมาใช้ในการจำแนกชนิดและขนาดได้ โดยสามารถจำแนกชนิดและขนาดได้ตรงกับความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ถึง 11 ตัวอย่าง คิดเป็น 47.83 % ของตัวอย่างที่สามารถยืนยันได้ (27 ตัวอย่าง) นอกจากนี้การจำแนกลูกกระสุนปืนขนาด .38 SPECIAL และ .357 MAGNUM ซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ก็สามารถทำได้ เนื่องจากค่าความยาวร่องสันเกลียวเฉลี่ยต่างกันถึง 1.0 มม. ในกรณีที่เป็นลูกกระสุนแบบ FMJ ผลการวิจัยนี้จึงสามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อการพิสูจน์และจำแนกลูกกระสุนปืนขนาดประมาณ .38 (9 มม.) ที่เสียสภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/forensic/article/view/279658 การยกระดับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล: การฝึกอบรมและติดตามประเมินผล 2025-09-29T11:24:30+07:00 นันท์รพัช ไชยอัครพงศ์ nanrapat.c@ku.th จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย jutharat.u@chula.ac.th วันชัย มีชาติ wanchai.m@nmu.ac.th นัทธี จิตสว่าง sumonthip99@hotmail.com สุมนทิพย์ จิตสว่าง sumonthip99@hotmail.com ณัฐชยา รัตนพันธุ์ natchaya.ratta@gmail.com จุฑารัตน์ ยกถาวร mook.jutha45@gmail.com สุทินา วิรุฬห์วชิระ suthinaa.wi@gmail.com นิลวัฒน์ พึ่งสุจริต ninrawat@gmail.com <p>การยกระดับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมผู้ที่ประสงค์จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และเพื่อนิเทศติดตาม และประเมินผลการนำองค์ความรู้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในการจัดการความขัดแย้งด้วยยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลไปประยุกต์ใช้ในเชิงนโยบาย โครงการวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยใช้การเก็บข้อมูลภาคสนามเชิงคุณภาพทั้งการนิเทศติดตาม การสัมมนา และถอดบทเรียน ร่วมกับการประเมินผลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามความพึงพอใจ และการวัดความรู้ก่อน–หลังการฝึกอบรม โดยการฝึกอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–19 กรกฎาคม 2567 เป็นเวลา 8 วัน รวม 54 ชั่วโมง มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 29 คน และสำเร็จการฝึกอบรมครบตามเกณฑ์ทุกคน นอกจากนี้ผู้สำเร็จการฝึกอบรม จำนวน 13 คน ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน และสามารถจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยตำบลศาลา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ได้สำเร็จ อีกทั้งยังมีการเผยแพร่ความรู้ผ่านกิจกรรมอบรม สัมมนา และการเป็นวิทยากรในหลายบริบท รวมถึงการบรรจุเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการไกล่เกลี่ยด้วยยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เกิดประสิทธิผลสูงสุด ควรมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบทั้งในระดับนโยบาย การปฏิบัติ และการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์