Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม th-TH Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2985-0827 การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณและการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/285852 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความต้องการของครูผู้สอนต่อการใช้บอร์ดเกมในการจัดการเรียนรู้ด้านการคิดเชิงคำนวณ 2) พัฒนาและประเมินคุณภาพของบอร์ดเกม “Code Haunted” และ 3) ศึกษาผลของการใช้บอร์ดเกมต่อทักษะการคิดเชิงคำนวณ พฤติกรรมการทำงานเป็นทีม และความพึงพอใจของนักเรียน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ ความต้องการของครูผู้สอนวิทยาการคำนวณระดับประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 77 คน และ การสัมภาษณ์ครูในสังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม จำนวน 13 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาและประเมินคุณภาพ บอร์ดเกมโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 14 คน และระยะที่ 3 การทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรม แบบทดสอบก่อน–หลังเรียน แบบประเมินทักษะการคิดเชิงคำนวณ แบบประเมินการทำงานเป็นทีม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการเปรียบเทียบคะแนนก่อน–หลังเรียน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บอร์ดเกม “Code Haunted” ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก โดยผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 (S.D.=0.17) และผลการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 (S.D.=0.24) ภายหลังการจัดกิจกรรม นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และมีพัฒนาการด้านทักษะการคิดเชิงคำนวณอยู่ในระดับดี ขณะที่พฤติกรรมการทำงานเป็นทีมโดยรวมอยู่ในระดับดี และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยสะท้อนว่า บอร์ดเกมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ และบูรณาการพื้นฐานของการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p> สุขฤทัย ช้างเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 7 22 การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้จากนิทาน เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง EF กลุ่มทักษะพื้นฐานและการปฏิบัติของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286343 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจปัญหาและความต้องการในการจัดประสบการณ์ 2) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์ โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้จากนิทาน ตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านโพธิ์กลาง) เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มจากห้องเรียนทั้งหมด 3 ห้องเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม รูปแบบการจัดประสบการณ์โดยใช้โครงงานเป็นฐาน คู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดประสบการณ์ แบบวัดทักษะสมอง EF กลุ่มทักษะพื้นฐานและการปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการสำรวจปัญหาและความต้องการในการจัดประสบการณ์ พบว่า เด็กขาดระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกันในสังคม ขาดการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกลุ่ม ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง ไม่มีสมาธิในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ขาดการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ และยังใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ไม่คล่องแคล่ว นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กบางส่วนมีลักษณะเอาแต่ใจ ไม่รับฟังผู้อื่น ขาดความรอบคอบและความยืดหยุ่นทางความคิด ขณะที่ครูยังขาดเทคนิคและสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม ดังนั้นควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าแสดงออกคิดและปฏิบัติอย่างเป็นระบบ แสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุผล และฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างคล่องแคล่ว </p> <p>2) ผลการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ พบว่า รูปแบบประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 2.1) หลักการของรูปแบบ 2.2) ลักษณะการจัดประสบการณ์ 2.3) จุดประสงค์ของรูปแบบ 2.4) กระบวนการจัดประสบการณ์ตามขั้นตอน Bag Do Model จำนวน 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน ขั้นกระตุ้นความสนใจ ขั้นจัดกลุ่ม ขั้นลงมือทำ และขั้นนำเสนอ และ 2.5) การประเมินรูปแบบการจัดประสบการณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.34, S.D.=0.53)</p> <p>3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์ พบว่า เด็กที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบมีคะแนนทักษะสมอง EF กลุ่มทักษะพื้นฐานและการปฏิบัติ หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ</p> <p>4) ผลการศึกษาความพึงพอใจของเด็กที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์ พบว่า โดยรวมเด็กมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=2.76, S.D.= 0.43) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า รูปแบบการจัดประสบการณ์โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้จากนิทานสามารถส่งเสริมทักษะสมอง EF กลุ่มทักษะพื้นฐานและการปฏิบัติของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์เรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม</p> อรวรรณ บัวแสนวงศ์วัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 23 36 การพัฒนาสื่อการเรียนรู้โปรแกรมคณิตศาสตร์แบบพลวัต เรื่อง เลขยกกำลัง ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบวิธีอุปนัย เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286461 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อการเรียนรู้โปรแกรมคณิตศาสตร์แบบพลวัต เรื่อง เลขยกกำลัง ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบวิธีอุปนัย ให้มีคุณภาพในระดับดี 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อการเรียนรู้โปรแกรมคณิตศาสตร์แบบพลวัต เรื่อง เลขยกกำลัง ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบวิธีอุปนัย ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดนครนายก จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) สื่อการเรียนรู้โปรแกรมคณิตศาสตร์แบบพลวัต 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบวิธีอุปนัย 3) แบบทดสอบ เรื่อง เลขยกกำลัง 4) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติ t-test แบบอิสระ</p> <div> </div> <div>ผลการวิจัยพบว่า</div> <div> </div> <div>1) สื่อการเรียนรู้โปรแกรมคณิตศาสตร์แบบพลวัต เรื่อง เลขยกกำลัง ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบวิธีอุปนัย มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก</div> <div> </div> <div>2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อการเรียนรู้โปรแกรมคณิตศาสตร์แบบพลวัต เรื่อง เลขยกกำลัง ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบวิธีอุปนัย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05 </div> <div> </div> <div>3) ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05</div> <div> </div> <div>4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนอยู่ในระดับมาก </div> <p> </p> ธัญญธร บุญวิเศษ สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 37 52 การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิกตามแนวคิดไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286460 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อโมชันกราฟิกตามแนวคิดไมโครเลิร์นนิงรายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยสื่อโมชันกราฟิก ตามแนวคิดไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 3) เปรียบเทียบคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์รายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบแผนการทดลองขั้นต้นแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนการทดลอง และทดสอบหลังการทดลองตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประเทียบวิทยาทาน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) สื่อโมชันกราฟิกตามแนวคิดไมโครเลิร์นนิง 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน 4) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน 5) แบบประเมินความ พึงพอใจการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ การทดสอบค่าที (t-test)</p> <div>ผลการวิจัยพบว่า</div> <div> </div> <div>1) ผลการพัฒนาสื่อโมชันกราฟิกตามแนวคิดไมโครเลิร์นนิง รายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก </div> <div> </div> <div>2) ผลสัมฤทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 </div> <div> </div> <div>3) ผลคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์รายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</div> <div> </div> <div>4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</div> <p> </p> ธนพงษ์ สุขขุม สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 53 64 การพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมเรื่องวัฒนธรรมดนตรี 4 ภาคของไทย ตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ TGT สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดเสาหิน จังหวัดสุโขทัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286927 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม เรื่อง วัฒนธรรมดนตรี 4 ภาคของไทย ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ด้วยชุดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม ตัวอย่าง ในการวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดเสาหิน 11 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมเรื่องวัฒนธรรมดนตรี 4 ภาค ของไทย 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Wilcoxon signed-rank test</p> <div>ผลการวิจัยพบว่า </div> <div> </div> <div>1. ชุดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมเรื่องวัฒนธรรมดนตรี 4 ภาคของไทย ตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ TGT ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.50/85.45 ซึ่งเป็นไปเกณฑ์ที่กำหนดไว้</div> <div> </div> <div>2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมเรื่องวัฒนธรรมดนตรี 4 ภาคของไทยของนักเรียนทุกคนมีคะแนนเพิ่มขึ้น โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</div> <div> </div> <div>3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.21, S.D. = 0.41)</div> <p> </p> เคลน บุณยานันต์ นิลพัตร มาขำ วิทวัส รงค์ทอง นิธิภัทร ไกรกิจราษฎร์ ญาณัจฉรา ผึ้งอุ่น มลวรรณ ถองทอง สุจิตรา เลิศเสม บุณยานันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 65 78 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เว็บแอปพลิเคชันร่วมกับเทคนิคการสอนแนะให้รู้คิด เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286742 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เว็บแอปพลิเคชันร่วมกับเทคนิคการสอนแนะให้รู้คิด ในระยะก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เว็บแอปพลิเคชันร่วมกับเทคนิคการสอนแนะให้รู้คิด ในระยะก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ธุรกิจและบริการ ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี จำนวน 54 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน 2) เว็บแอปพลิเคชัน 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ จำนวน 3 ชุด สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni</p> <div>ผลการวิจัยพบว่า</div> <div> </div> <div>1. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เว็บแอปพลิเคชันร่วมกับเทคนิคการสอนแนะให้รู้คิด มีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญที่ระดับ.05 โดยพบว่าคะแนนเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระยะก่อนเรียน (15.39) ระยะระหว่างเรียน (23.39) และระยะหลังเรียน (32.46) จากคะแนนเต็ม 42 คะแนน</div> <div> </div> <div>2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เว็บแอปพลิเคชันร่วมกับเทคนิคการสอนแนะให้รู้คิด มีคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05 โดยพบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากระยะก่อนเรียน (3.19) เป็นระยะระหว่างเรียน (16.94) และระยะหลังเรียน (17.33)จากคะแนนเต็ม 18 คะแนน</div> <p> </p> <p> </p> อนพัช สุวรรณมณี วัตสาตรี ดิถียนต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 79 90 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) ร่วมกับ Gamification เรื่อง อสมการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286881 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) ร่วมกับ Gamification ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อสมการ กับเกณฑ์ร้อยละ 75 โดยใช้งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One group pretest - posttest design) ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องเรียนพิเศษ (Gifted Programs) โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย จำนวน 36 คน โดยการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 12 แผน 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติตรวจสอบสมมติฐาน ได้แก่ Dependent samples t-test และ One sample t-test </p> <div>ผลการวิจัยพบว่า </div> <div> </div> <div>1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) ร่วมกับ Gamification มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ หลังเรียน (=26.030, S.D.=0.383) สูงกว่าก่อนเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=11.030, S.D.=0.387) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</div> <div> </div> <div>2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) ร่วมกับ Gamification มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=16.140, S.D.=2.150)</div> <p> </p> พิสิษฐ์ รจนัย ญาณภัทร สีหะมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 91 101 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL ร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286882 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ วิธีการวิจัยเชิงทดลอง ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมูม้น (สหมิตรวิทยาคาร) ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 12 แผน 2) แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 6 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยแบบเลือกคำตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 10 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณประกอบด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบที (Dependent Samples t-test) และการทดสอบที (One-Sample t-test) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL ร่วมกับเกมมิฟิเคชันมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> <p>2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL ร่วมกับเกมมิฟิเคชันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วสุนันท์ หินขาว ญาณภัทร สีหะมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 102 111 การพัฒนารายวิชาภาษาไทย เรื่อง ประโยค ในระบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิด สำหรับนักเรียน โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286479 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนารายวิชาภาษาไทยเรื่อง “ประโยค”ในระบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง "ประโยค" ในระบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิด 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรายวิชาภาษาไทย เรื่อง "ประโยค" ในระบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิด โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำราที่เป็นแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายวิชาภาษาไทย เรื่อง ประโยค ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารายวิชาภาษาไทยในระบบการจัดการเรียนรูแบบเปด และขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้และทดสอบประสิทธิภาพ ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รายวิชาภาษาไทยในระบบการจัดการเรียนรูแบบเปด แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจ ประเมินคุณภาพรายวิชาภาษาไทยเรื่อง “ประโยค” ในระบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิด โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ด้านเนื้อหาและเทคโนโลยีการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติเชิงพรรณา ทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> และ สถิติทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)</p> <div>ผลการวิจัยพบว่า</div> <div> </div> <div>1. ผลการพัฒนาประสิทธิภาพของรายวิชาภาษาไทย เรื่อง "ประโยค" ในระบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิดมีคุณภาพ อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.32 ,S.D.=0.43) และมีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 80.45/82.55 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ </div> <div> </div> <div>2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .01 </div> <div> </div> <div>3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.06, S.D.= 0.72) </div> <p> </p> พิมพ์สุพร สุนทรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 112 123 การพัฒนาความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้วยการจัดการเรียนรู้ สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา (CEO พยุห์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286757 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้วยการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลและเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านขนวนจานสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 แผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือกที่มุ่งวัดความรู้และ ความเข้าใจ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.69, S.D.=0.13) และมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.50–1.00 แบบทดสอบมีค่า ความยาก (p) ตั้งแต่ 0.33–0.67 ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.28–0.60 และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และการหาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีประสิทธิภาพ 89.20/85.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p>2. ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียน พบว่า คะแนนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 25.60, S.D.=3.14, ร้อยละ 85.33) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=13.27, S.D.=1.16, ร้อยละ 44.23) และมีดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.74</p> <p>3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.58 , S.D.=0.51)</p> ฉัตรชัย สิ้นภัย สมร ทวีบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 124 136 การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการเรื่องสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286429 <p>การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่องสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การบูรณาการเป็นรูปแบบสหวิทยาการ ที่นำเนื้อหาสาระการเรียนรู้จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงกัน โดยมีกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักของการบูรณาการ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จังหวัดนครนายก จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 27 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายจากทุกห้องเรียน ซึ่งมีนักเรียนที่เรียนรายวิชานี้ จำนวน 5 ห้องเรียน โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่องสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล และแบบวัดความสามารถในการเชื่อมโยง ทางคณิตศาสตร์ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.51 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดย The Wilcoxon signed-rank test</p> <div>ผลการวิจัย พบว่า</div> <div> </div> <div>1) หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่องสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.33/83.46</div> <div> </div> <div>2) ความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญที่ .05</div> <p> </p> สุนารี วิเศษโวหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 137 147 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน ของโรงเรียนวัดบัวขวัญ (มีทับราษฎร์บำรุง) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286955 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อคุณภาพนักเรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน และ 4) ประเมินผลการใช้และปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กรอบแนวคิดศึกษาเกี่ยวกับ การบริหาร การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบไฮบริด คุณภาพนักเรียน และความพึงพอใจ ประชากร คือ ครู จำนวน 22 คน นักเรียน จำนวน 345 คน และผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนวัดบัวขวัญ (มีทับราษฎร์บำรุง) จำนวน 345 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสอบถามความคิดเห็น แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึก ร้อยละของคะแนน แบบสรุปผลงานเชิงประจักษ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ค่าความตรงด้านเนื้อหา ตั้งแต่ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผลการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน ประกอบด้วย การวางแผน การออกแบบการเรียนรู้แบบไฮบริด การนำไปปฏิบัติ และการนิเทศและประเมินผล รูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบไฮบริดที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 ส่วนนำ มี 2 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ องค์ประกอบที่ 2 กระบวนการบริหาร มี 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การวางแผน 2) การออกแบบการเรียนรู้แบบไฮบริด 3) การนำไปปฏิบัติ และ 4) การนิเทศและประเมินผล องค์ประกอบที่ 3 เงื่อนไขสู่ความสำเร็จ มี 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) ผู้บริหาร 2) ครูและบุคลากร 3) นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน และ 4) องค์กรที่เกี่ยวข้อง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ครูสามารถปฏิบัติตามรูปแบบได้ อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินผลการใช้และปรับปรุงรูปแบบ พบว่า ด้านผลการประเมินคุณภาพนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น และผลงานเชิงประจักษ์ของโรงเรียน บุคลากร และนักเรียน ได้รับรางวัลระดับชาติ ด้านความพึงพอใจของนักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนในภาพรวม อยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจของครูในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และสิ่งที่ควรเพิ่มเติมเพื่อการปรับปรุงรูปแบบ คือ การใช้ข้อมูลย้อนกลับ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การทำชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และภาคีเครือข่าย </p> สาลินี สุขศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 148 166 การพัฒนาบทเรียนบนเว็บตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286455 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนบนเว็บ ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ วิชาการงานอาชีพ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาบทเรียนบนเว็บ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนบนเว็บ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนบนเว็บและการเรียนแบบปกติ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บ ตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น ได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง ได้แก่ กลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/10 จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุม ได้แก่กลุ่มที่เรียนแบบปกติ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) บทเรียนบนเว็บ จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติค่าที</p> <p>ผลการวิจัยปรากฏดังนี้</p> <p>1. บทเรียนบนเว็บตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.88/83.50 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p>2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนบนเว็บ มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7276 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 72.76</p> <p>3. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บ มีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> <p>4. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียน แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> <p>5. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อบทเรียนบนเว็บ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.37, S.D.=0.59)</p> บุญชวน ดาทุมมา ธนดล ภูสีฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 167 179 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/287148 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) ต่อทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน และ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลของการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ต่อทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน การวิจัยใช้รูปแบบกึ่งทดลองแบบวัดก่อน–หลัง โดยมีกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 91 คน ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ PBL ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนแบบปกติ การทดลองดำเนินการในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเรขาคณิตในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ การทดสอบ t-test แบบอิสระ</p> <div>ผลการวิจัยพบว่า</div> <div> </div> <div>1. ด้านทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลอง (M=112.46, S.D.=8.68) สูงกว่า กลุ่มควบคุม (M=91.35, S.D.=10.23) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t = 6.892, p &lt; 0.001) โดยคะแนนพัฒนาการ รวมในทุกด้านของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้น 29.88 คะแนน ขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้น 8.93 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน</div> <div> </div> <div>2. ด้านทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลอง (M=12.35, S.D.=1.57) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (M=8.77, S.D.=1.89) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t=6.789, p &lt; 0.001) โดยคะแนนพัฒนาการรวมในทุกด้านของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้น 4.78 คะแนน ขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้น 1.12 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน</div> <p> </p> ถิงเฟิง ยี่ ศิริพงษ์ เพียศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 180 192 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL) เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในรายวิชากิจกรรมแนะแนว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/287797 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว (One-Group Pretest-Posttest Design) ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/8 โรงเรียนผดุงนารี ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 40 คน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2) แบบทดสอบความสามารถการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test Dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1.ผลการหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เท่ากับ 85.84/82.55 เป็นไปตามเกณฑ์ </span>80/80</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2.นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถ</span>การคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .05</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับ</span>พึงพอใจมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.56, S.D.= 0.51)</p> กวินนา แก้วลาไลย วิทยา วรพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 193 206 ผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับบทบาทสมมติในรูปแบบละครวิทยุออนไลน์ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/287483 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับบทบาทสมมติในรูปแบบละครวิทยุออนไลน์ และเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาก่อนและหลังเรียน รวมทั้งเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องมีค่าตั้งแต่ 0.80–1.00 ค่าความยากง่ายมีค่าตั้งแต่ 0.30–0.80 ค่าอำนาจจำแนกมีค่าตั้งแต่ 0.28–0.68 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องมีค่าตั้งแต่ 0.80–1.00 ค่าความยากง่ายมีค่าตั้งแต่ 0.21–0.64 ค่าอำนาจจำแนกมีค่าตั้งแต่ 0.35–0.75 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนภายหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 15.08 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.13 และหลังเรียนเท่ากับ 27.63 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.22 และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเชิงคุณภาพ พบว่า นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมคิดเป็นร้อยละ 86.33 และ</p> <p>2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนภายหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 15.05 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.55 และค่าเฉลี่ยคะแนนหลังเรียนเท่ากับ 27.13 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 4.42 และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01</p> ณัฏฐา พัวพิสิฐ นพมณี เชื้อวัชรินทร์ สมศิริ สิงห์ลพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 207 218 การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาไทยเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์และการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286482 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์และการคิดสร้างสรรค์ 2) พัฒนารูปแบบการสอนภาษาไทย 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบการสอนโดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบำเหน็จณรงค์วิทยาคม จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามปลายเปิด แบบทดสอบการเขียนเชิงสร้างสรรค์ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และแบบประเมินรูปแบบ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.72 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test for dependent samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า จากการวิเคราะห์เอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ครูผู้สอนภาษาไทยและผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อส่งเสริมการเขียนเชิงสร้างสรรค์และการคิดสร้างสรรค์ควรมุ่งเน้นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้จินตนาการ แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ คิดริเริ่ม สร้างสรรค์ผลงาน และสะท้อนผลการเรียนรู้ โดยครูมีบทบาท เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และควรจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การทำงานกลุ่ม การอภิปราย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการนำเสนอผลงาน เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์และการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ</p> <p>2. ประสิทธิภาพ รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า ICWRA Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการของรูปแบบ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน 1. ขั้นสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Stage) 2. ขั้นเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ (Creative Exploration Stage) 3. ขั้นพัฒนาทักษะการเขียน (Creative Writing Development Stage) 4. ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Collaborative Reflection Stage) 5. ขั้นประเมินและสะท้อนคิด (Assessment &amp; Meta-Reflection Stage) บทบาทของครูและผู้เรียน ระบบสนับสนุน และการวัดและประเมินผล</p> <p>3. นักเรียนมีความสามารถด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์และมีความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.54, S.D. = 0.48)</p> <p>4. ผลการประเมินรูปแบบการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.68, S.D. = 0.45)</p> อาภา สายอาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 219 232 ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ เรื่องปฏิกิริยาเคมี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/287594 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ <br />ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดตราด ภาคเรียนที่ 2<br />ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องปฏิกิริยาเคมี และ 3) แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05ง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">4.ความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ70 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</span></p> <p> </p> วัชรพล สวัสดี นพมณี เชื้อวัชรินทร์ ปริญญา ทองสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 233 243 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับการสะท้อนคิด (Reflective Thinking) เพื่อยกระดับสมรรถนะการคิดขั้นสูงของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบำเหน็จณรงค์วิทยาคม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/286483 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยและสมรรถนะ การคิดขั้นสูงของผู้เรียน 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการสะท้อนคิด เพื่อยกระดับสมรรถนะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และ 4) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ตัวอย่าง ระยะที่ 1 ใช้ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทย จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งได้มาจากการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) รวมทั้งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ระยะที่ 2 ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง จำนวน 5 ท่าน โดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 ใช้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม และระยะที่ 4 ใช้ครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามปลายเปิด แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดขั้นสูง แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินรูปแบบการเรียนรู้ ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ตั้งแต่ 0.60–1.00 และแบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.796 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (Dependent t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <div>1. การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยในปัจจุบันยังเน้นการสอนแบบบรรยาย ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาการคิดขั้นสูงค่อนข้างจำกัด จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง</div> <div> </div> <div>2. รูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนรู้ </div> <div>บทบาทของครูและผู้เรียน ระบบสนับสนุน และการวัดและประเมินผล </div> <div> </div> <div>3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้พบว่า นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคิดขั้นสูงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ในระดับมาก</div> <div> </div> <div>4. ครูผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องประเมินว่ารูปแบบการเรียนรู้มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </div> <p> </p> สมเกียรติ สายอาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 244 257 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIPCO Model เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมบ้านแก้งวิทยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/287580 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIPCO Model 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ โดยเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน และ 4) ประเมินรูปแบบหลังการทดลองใช้จริงด้านความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็นจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 56 คน ระยะที่ 2 ผู้วิจัยพัฒนารูปแบบและให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่านประเมินคุณภาพของรูปแบบ ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม และระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบโดยผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีค่า IOC ตั้งแต่0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่นอมีค่าตั้งแต่ 0.89–0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNI Modified และ One Sample t-test</p> <p><br />ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) นักเรียนมีสภาพปัจจุบันของทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยรวมอยู่ในระดับน้อย แต่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.65, S.D. = 0.49) โดยทักษะที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ความมั่นใจในการพูด รองลงมา คือ การเข้าใจบทสนทนา และการอ่านเพื่อจับใจความ</p> <p>2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIPCO Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ระบบสังคม สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล และมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นป้อนภาษา ขั้นฝึกปฏิบัติ ขั้นปฏิบัติงานเพื่อการสื่อสาร และขั้นสร้างผลงาน โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>3) นักเรียนมีคะแนนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษหลังเรียนเฉลี่ย 32.24 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIPCO Model โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.52, S.D. = 0.53) และ</p> <p>4) ผลการประเมินรูปแบบหลังการทดลองใช้จริงโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </p> ทิพย์สุดา สิงคเสลิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC) 2026-06-27 2026-06-27 9 31 258 270