https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/issue/feed
Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
2025-12-28T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ก่อเกียรติ ขวัญสกุล
ajberm@gmail.com
Open Journal Systems
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/283177
การบริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์วิวัฒน์การเรียนรู้
2025-11-24T18:32:42+07:00
กฤตย์ษุพัช สารนอก
kritsupath_sar@vu.ac.th
ประสิทธิ์ มงคลเกษตร
Changyaijung@gmail.com
กันตภณ พรหมนิกร
Bowonp@reru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานสถานศึกษาในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้วิวัฒน์การเรียนรู้ของมนุษย์ โดยเนื้อหาของบทความจะมุ่งเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับ การบริหารสถานศึกษาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การสังเคราะห์แนวคิดการบริหารคนและ ปัญญาประดิษฐ์ การเป็นผู้บริหารที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล การบริหารการใช้เทคโนโลยี ให้สามารถทำงานและเรียนรู้อยู่ร่วมกันได้ในสถานศึกษาอย่างสมดุลยั่งยืน โดยผลการวิเคราะห์ พบว่า การขับเคลื่อนสถานศึกษาผู้บริหารจะต้องเข้าใจองค์ประกอบที่มีพลวัตในการดำเนินงานโดยผู้บริหารจะต้องมีความสามารถ ดังนี้ </p> <p>1. ด้านของการบริหารคนและปัญญาประดิษฐ์ให้อยู่ร่วมกันได้ในสถานศึกษา คือ 1) มีการกำหนดบทบาทให้ชัดเจน 2) มีการจัดงานฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรอยู่เสมอ 3) มีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน 4) มีการประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และ 5) มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยความโปร่งใสและมีจรรยาบรรณ </p> <p>2. ด้านการเป็นผู้นำการบริหารเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล คือ 1) การเป็นผู้นำและตัวแทนแห่งการเปลี่ยนแปลง 2) การเป็นผู้สนับสนุนการออกแบบการเรียนรู้ 3) การเป็นผู้นำครู บุคลากร และนักเรียน 4) การเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูล 5) การเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยทั้งหมดผู้บริหารต้องปรับบทบาทสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลที่มีคุณธรรม จริยธรรม ยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ ยึด “หลักการบริหารเทคโนโลยีควบคู่ไปกับคุณธรรม” เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีหัวใจ แห่งความเป็นครูผู้ให้ที่มีจริยธรรมและจรรยาบรรณเพื่อลูกศิษย์ทุกคนอย่างแท้จริง</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/281273
ผลการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร่วมกับเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2025-09-02T12:08:13+07:00
อารีฟ ดอเล๊าะ
arif.doloh.2009@gmail.com
ปรีดา เบ็ญคาร
Preeda.be@skru.ac.th
กุลพัฒน์ ยิ่งดำนุ่น
kullaphat.yi@skru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็นหลังการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ ร้อยละ 70 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาหลังการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 70 4) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ รูปแบบการวิจัยเป็นเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์แห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 14 แผน, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์, แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถาม ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <p>1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทางคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 </p> <p>2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น หลังเรียนสูงกว่าร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> <p>3) ทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .05</p> <p><br />4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.48, S.D.=0.12)</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/281266
การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารวิทยา โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 ขั้นตอนในหลักสูตรคณิตศาสตร์
2025-09-06T17:15:29+07:00
ปาวาริศา สมาฤกษ์
pareeza18@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อกำหนดดัชนีประสิทธิผลด้านทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 ขั้นตอนในหัวข้ออัตราส่วนและร้อยละ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้หัวข้ออัตราส่วนและร้อยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แนวทาง GPAS 5 ขั้นตอน และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ต่อกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แนวทาง GPAS 5 ขั้นตอน เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสารวิทยา กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย จำนวน 40 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการสอน แบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแบบสำรวจความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 ขั้นตอน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ร้อยละ, ค่าดัชนีประสิทธิผล, และการทดสอบสถิติที (Dependent for t-test) กับการพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ผลการวิจัยพบว่าการใช้กระบวนการ GPAS 5 ขั้นตอน แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เกิดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนเพิ่มขึ้น 69.23% จากแบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนเรียนและหลังเรียนมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6923 และคะแนนแบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และความพึงพอใจของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุดมีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.71 ,S.D. =0.04) </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/280536
ผลการใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรี่ไลน์ (Storyline) เพื่อส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2025-08-25T21:24:11+07:00
จินตนา ชาญวงษ์สนิท
chan.jintana22@gmail.com
ชฎาภรณ์ หาญปรี
chadaporn.harnpree@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง ผลการใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรี่ไลน์ (Storyline) เพื่อส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยเทคนิคการสอนแบบสตอรี่ไลน์ (Storyline) 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยเทคนิคการสอนแบบสตอรี่ไลน์ (Storyline) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1ESC (Enrichment Science Classroom) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) ปีการศึกษา 2566 จำนวน 25 คน ได้มาโดยใช้การเลือก สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ชนิดปรนัย แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test แบบ Dependent Sample</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <p>1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยในการอ่านจับใจความสำคัญ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 </p> <p>2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยเทคนิคการสอนแบบสตอรี่ไลน์ (Storyline) มีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากที่สุด (M=4.80, S.D.=8.94) </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/282281
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และเจตคติต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน: การวิจัยผสานวิธี
2025-10-08T14:55:31+07:00
ปฏิภาณ หงษ์ษา
anpitap@gmail.com
ทัศน์ศิรินทร์ สว่างบุญ
tatsirin.s@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และเจตคติต่อการเรียน 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ ด้านคณิตศาสตร์ในระดับที่แตกต่างกัน ตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาลวาปีปทุม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำนวน 61 คน จาก 2 ห้องเรียน กลุ่มที่ 1 จำนวน 30 คน จัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มที่ 2 จำนวน 31 คน จัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ มี 2 วิธี วิธีที่ 1 การจัดการเรียนรู้ แบบปกติ จำนวน 10 แผน ทำการสอนแผนละ 1 ชั่วโมง วิธีที่ 2 การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน จำนวน 10 แผน ทำการสอนแผนละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ ฉบับที่ 2 แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ แบบวัดเจตคติต่อการเรียนจำนวน 30 ข้อ แบบสัมภาษณ์นักเรียนจำนวน 7 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย One-way MANOVA</p> <p>ผลการวิจัยปรากฏดังนี้</p> <p>1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และเจตคติต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) สูงกว่านักเรียนที่มีการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> <p>2. คุณลักษณะของผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ในระดับ ที่แตกต่างกัน โดยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ต่ำ แนวโน้มจะมีพฤติกรรม ที่สะท้อนถึงการขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ซึ่งมีสาเหตุหลักประกอบด้วย ครอบครัวที่ไม่เข้มงวด การใช้เวลาว่าง ไม่เกิดประโยชน์ ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อย ส่วนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ ด้านคณิตศาสตร์สูง แนวโน้มจะมีพฤติกรรมที่ส่งผลให้การเรียนประสบความสำเร็จ ประกอบด้วยความรับผิดชอบ ความขยันหมั่นเพียร ทัศนคติเชิงบวก และยอมรับความเห็นต่างจากผู้อื่น </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/282076
โมเดลเชิงยืนยันสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู
2025-10-07T09:57:52+07:00
สุพจน์ อิงอาจ
drsupot@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ด้วยปัญญาประดิษฐ์ และผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู (2) ยืนยันโมเดลการวัดตัวแปรสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ และผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู และ (3) ยืนยันโมเดลสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยเป็นนักศึกษาวิชาชีพครูในระดับปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 528 คน ด้วยการเลือกแบบหลายขั้นตอน มีแบบสอบถามที่มีโครงสร้างเป็นเครื่องมือการวิจัยที่ผ่านการหาคุณภาพ ด้วยดัชนีความสอดคล้องระหว่างคำถามกับวัตถุประสงค์การวิจัย และความเชื่อมั่น ข้อมูลที่รวบรวมได้ผ่านการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ และความโด่ง และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการพัฒนาโมเดลสมการเชิงโครงสร้างแบบความแปรปรวนร่วม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ที่มีอายุเฉลี่ย 20 ปี ศึกษาอยู่ปี 4 และสาขาประถมศึกษา โดยข้อมูลจากการวิจัย พบว่า (1) นักศึกษามีความเห็นเชิงบวกในระดับมากทั้งต่อสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนดิจิทัลพลิกผันและการใช้แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่ผลลัพธ์การเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักศึกษาได้รับประโยชน์จากการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบดังกล่าว (2) โมเดลการวัดทุกตัวแปรมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square/df ≤ 5.00, SRMR ≤ 0.05, RMSEA ≤ 0.08, CFI ≥ 0.90, IFI ≥ 0.90, และ TLI ≥ 0.90) ซึ่งบ่งชี้ว่าตัวแปรสังเกตได้ใช้วัดและอธิบายความสัมพันธ์กับตัวแปรแฝงได้จริงและเหมาะสม และ (3) ผลการวิจัย ได้ยืนยันว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square/df ≤5.00, SRMR ≤ 0.05, RMSEA ≤ 0.08, CFI ≥ 0.90, IFI ≥ 0.90, และ TLI ≥ 0.90) โดยพบว่า สภาพแวดล้อมการเรียนการสอนดิจิทัลพลิกผัน และ การใช้แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ในแบบผสมผสานมีผลกระทบโดยตรงต่อผลลัพธ์การเรียนรู้</p> <p><br />นอกจากนี้ การวิจัยยังพบว่า แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางแบบคู่ขนาน โดยส่งอิทธิพลทางอ้อมจากสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนดิจิทัลพลิกผันไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาได้</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/282221
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางการเล่าเรื่องดิจิทัลด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัล สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2025-10-16T15:38:42+07:00
ยุทธนา โสจันทึก
yuttana.soj@ku.th
ศรินย์พร ชัยวิศิษฎ์
sarinporn.c@ku.th
สุกานดา จงเสริมตระกูล
sukanda.jon@ku.ac.th
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางการเล่าเรื่องดิจิทัลด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัล 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนพร้านีลวัชระ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา สมุทรปราการเขต 1 จำนวน 33 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้วิธีการจับสลาก ผู้วิจัยพัฒนากิจกรรมและแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเล่าเรื่องดิจิทัล และเก็บข้อมูลนักเรียนโดยวัดการรู้ดิจิทัล และ วัดความพึงพอใจ ผู้วิจัยใช้สถิติบรรยายในการวิเคราะห์ผลของวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และข้อที่ 3 และใช้สถิติ Paired Samples t-test ในการวิเคราะห์ผลการวิจัยของวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพกิจกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.91, S.D.=1.15) 2) นักเรียนกลุ่มตัวอย่างผ่านการประเมินการรู้ดิจิทัล และคะแนน ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 และ 3) ผลความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.75, S.D.=0.38) จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากิจกรรม การเรียนรู้ตามแนวทางการเล่าเรื่องดิจิทัลด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างสามารถส่งเสริมนักเรียนให้เกิดการรู้ดิจิทัลได้</p> <p> </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/281985
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ DTULE โดยผสานการคิดเชิงออกแบบในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบยูบิควิตัสเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
2025-10-25T18:30:05+07:00
ทักษิณพัฒน์ ศรีขวาชัย
draunt2519@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบวิจัยและพัฒนา (R&D) 4 ระยะ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ DTULE 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ และ4) ประเมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ DTULE กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/16 โรงเรียนสารคามพิทยาคม จำนวน 35 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DTULE แบบสอบถามสภาพปัญหาและ ความต้องการ แบบประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ใช้แบบแผนวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน-หลัง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test for dependent samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัญหาหลักคือ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบรรยายและขาดการฝึกปฏิบัติ ส่งผลให้นักเรียนขาดทักษะ จึงต้องการรูปแบบที่เน้นปฏิบัติจริงผ่านเทคโนโลยี</p> <p>2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DTULE ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ D: Discover & Define, T: Think & Transform, U: Unite & Understand, L: Learn & Link, และ E: Experiment & Evaluate โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมในระดับมากที่สุด </p> <p>3) นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด <br /><br /></p> <p>4) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DTULE มีคุณภาพสูงและมีศักยภาพในการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DTULE สามารถพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยมีข้อจำกัด เช่น การจำกัดกลุ่มตัวอย่างเฉพาะในบริบทหนึ่งซึ่งอาจส่งผลต่อการนำผลไปใช้ในกลุ่มนักเรียน ที่แตกต่างกันได้</p> <p> </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/282776
ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
2025-11-20T16:07:48+07:00
อาทร โฮมกระโทก
6714470017@rumail.ru.ac.th
อุไร สุทธิแย้ม
urai.5694s@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาระดับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างครูจากตารางสำเร็จรูป ของโคเฮนที่ระดับนัยสำคัญ .05 จำนวน 370 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ได้แก่ การสุ่ม แบบยกกลุ่ม และวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.986 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบ Enter</p> <p>ผลการวิจัยพบวา</p> <p>1)ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2)การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p>3)ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมีความสัมพันธ์กันในทางบวก อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>4)ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (R) = 0.784 มีประสิทธิภาพในการทํานาย ร้อยละ 61.41 อย่างมีนัยสําคัญ ที่ระดับ .05 นํามาเขียนเป็นสมการถดถอยได้ดังนี้ </p> <p>สมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปแบบคะแนนดิบ</p> <p><strong> </strong><strong>Ŷ</strong> = 1.004 + .124 (X<sub>1</sub>) + .127 (X<sub>2</sub>) + .205 (X<sub>3</sub>) + .306 (X<sub>4</sub>) </p> <p> สมการการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p><strong> Z</strong> = .149 (X<sub>1</sub>) + .152 (X<sub>2</sub>) + .230 (X<sub>3</sub>) + .328 (X<sub>4</sub>)</p> <p> </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/282629
การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้อภิปัญญาในการส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษและความคิดสร้างสรรค์สำหรับนิสิตครุศาสตร์ระดับปริญญาตรี
2025-11-29T10:48:55+07:00
ศตพล ใจสบาย
sataphol789@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้อภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและความคิดสร้างสรรค์ของนิสิตครุศาสตร์ระดับปริญญาตรี(2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้และ (3) ศึกษาเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยดำเนินการตามกระบวนการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ R1 การศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและความต้องการของผู้เรียนจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและการสำรวจผู้เรียน D1 การออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยใช้อภิปัญญา ซึ่งเรียกว่า รูปแบบ MER-CT ประกอบด้วยหลักการ กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน และระบบการวัดและประเมินผล พร้อมทั้งตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญและทดลองนำร่อง R2 การทดลองใช้รูปแบบกับนิสิตครุศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จำนวน 26 คน โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเรียน และ D2 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบจากผลการเรียนรู้ และข้อเสนอแนะของผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ (2) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์และ (3) แบบสอบถามเจตคติเครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85, 0.87 และ 0.89 ตามลำดับ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 80.54/82.98) นิสิตมีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 นิสิตยังมีเจตคติต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะการตระหนักถึงความสำคัญของทักษะการอ่านภาษาอังกฤษต่อวิชาชีพครู</p> <p> </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/etcedumsujournal/article/view/283176
การส่งเสริมทักษะการผลิตสื่อการสอนและการทำงานเป็นทีมด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐานของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
2025-11-17T16:38:48+07:00
กมลาลักษณ์ นวมสำลี
kamalalak.fern@gmail.com
ภาสกร ภู่ประภา
p.phuprapa@gmail.com
อัตภาพ มณีเติม
attapap.man@mail.pbru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการผลิตสื่อการสอนของนักศึกษาหลังเรียนรู้ด้วยรูปแบบ การใช้โครงงานเป็นฐานกับเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ70 2) เปรียบเทียบทักษะการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาสาขาวิชา ดนตรีศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 20 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานจำนวน 6 แผน (2) แบบประเมินทักษะการผลิตสื่อการสอน (3)แบบประเมินทักษะการทำงานเป็นทีม และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <p>1) ทักษะการผลิตสื่อการสอนของนักศึกษาหลังเรียนรู้ด้วยรูปแบบการใช้โครงงานเป็นฐานสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนด</p> <p>2) ทักษะการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน สูงกว่าก่อนเรียน</p> <p>3) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.62, S.D.=0.59)</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Educational Technology and Communications Faculty of Education Mahasarakham University (JETC)