https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/issue/feed วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 2022-06-21T21:26:34+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหา ประสิทธิพงศ์ journal.edu.tsu@hotmail.com Open Journal Systems <p>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความทางวิชาการทางศึกษาศาสตร์ของบุคลากรมหาวิทยาลัยทักษิณ และจากหน่วยงานภายนอกโดยจัดทำเป็นวารสารราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม&nbsp;&nbsp;Print ISSN : 1513-9514 , Online ISSN : 2730-4078</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257120 การใช้เกมเพื่อทบทวนเนื้อหาวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า 1 ของนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 2022-06-21T15:43:27+07:00 การะเกด แก้วใหญ่ karakade@tsu.ac.th <p>งานวิจัยนี้ได้นำเกมมาใช้เพื่อทบทวนเนื้อหาวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า 1 ของนิสิตสาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จำนวน 8 คน มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตก่อนและหลังการเล่นเกม และศึกษาความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อเกม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เกมที่ใช้ทบทวนเนื้อหาวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า 1 จำนวน 10 เกม แบบทดสอบก่อนและหลังเล่นเกม แบบสำรวจความพึงพอใจของผู้เรียนต่อเกมที่ใช้ทบทวนเนื้อหาวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า 1 การสัมภาษณ์แบบกลุ่ม และแบบบันทึกพฤติกรรมการเล่นเกมของผู้เรียน งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์คะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเล่นเกม วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อเกมที่ใช้ทบทวนเนื้อหาวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า 1 ในแต่ละด้าน วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เรียนขณะเล่นเกม วิเคราะห์ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เรียนจากการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ร้อยละความแตกต่าง ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่าการใช้เกมเพื่อทบทวนเนื้อหาวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า 1 ช่วยให้นิสิตมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นและเรียนรู้อย่างมีความสุข โดยมีค่าเฉลี่ยของร้อยละความแตกต่างของคะแนนสอบก่อนและหลังเล่นเกม เพิ่มขึ้น 18.29 ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อเกมที่ใช้ทบทวนเนื้อหาวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า 1 แสดงให้เห็นว่านิสิตมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งทางด้านการเรียนรู้และด้านอารมณ์ โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.77 และ 4.85 ตามลำดับ</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257123 การพัฒนากระบวนการจัดการการเรียนรู้ด้วยโครงงานเพื่อส่งเสริมทักษะการวิจัยและความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทางคอมพิวเตอร์ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช 2022-06-21T16:07:40+07:00 กรวรรณ สืบสม Korawan_seu@nstru.ac.th นพรัตน์ หมีพลัด Korawan_seu@nstru.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานเพื่อส่งเสริมทักษะการวิจัยและความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทางคอมพิวเตอร์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินผลสัมฤทธ์ทางการเรียนวิจัยของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการวิจัยของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์, 3) เพื่อประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ด้านการพัฒนานวัตกรรมของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 และ 4) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน &nbsp;กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ชั้นปีที่ 4 จำนวน 50 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา การวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา 4124529 &nbsp;ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการวิจัย แบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 24.30, Sd.= 1.51) สูงกว่าก่อนเรียน ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 16.85, Sd.= 7.23) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และกระบวนการจัดการเรียนด้วยโครงงานส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะการวิจัยหลังเรียน (&nbsp; <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 39.5, Sd.= 6.36)&nbsp;&nbsp; สูงกว่าก่อนเรียน ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 17, Sd.= 5.97) นอกจากนี้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานส่งผลต่อทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนหลังเรียน ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">&nbsp;= 35.5, Sd.= 8.84) สูงกว่าก่อนเรียน ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 21, Sd.= 6.91) ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนในทุก ๆ ด้าน รวมถึงผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานในระดับมาก( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.38, Sd.= 0.74) &nbsp;&nbsp;ดังนั้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานส่งผลให้ผู้เรียนสามารถกำหนดประเด็นปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ ระบุแหล่งข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูลและประเมินผลเพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 5 ต่อไป</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257124 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและการสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการคิดเชิงออกแบบของนักศึกษาครูประถมศึกษา 2022-06-21T16:17:57+07:00 รัชดาภรณ์ ตัณฑิกุล trachadaporn@aru.ac.th วรานันท์ อิศรปรีดา trachadaporn@aru.ac.th กวีเชษฐ์ เปีย trachadaporn@aru.ac.th ทยิดา เลิศชนะเดชา trachadaporn@aru.ac.th อุบลวรรณ ส่งเสริม trachadaporn@aru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการคิดเชิงออกแบบของนักศึกษาครูประถมศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา อาจารย์ประจำสาขาวิชา ครูพี่เลี้ยง และผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูล แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ คู่มือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ควรส่งเสริมให้นักศึกษาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ลงมือปฏิบัติจริงและพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับสื่อที่ใช้ควรทันสมัย บูรณาการได้หลายวิชา สอดคล้องกับชีวิตและลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียน ส่วนการวัดและประเมินผลควรเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เน้นการประเมินตามสภาพจริง และใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย</li> <li class="show">ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการคิดเชิงออกแบบของนักศึกษาครูประถมศึกษา (2E3P Model) พบว่า มีองค์ประกอบ 5 ประการ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น ได้แก่ 3.1) ค้นหาและทำความเข้าใจ (Exploring and Understanding: E) 3.2) นิยามปัญหา (Problem Definition: P) 3.3) สร้างสรรค์ผลงาน (Product Creation: P) 3.4) สร้างโครงร่าง (Pattern Design: P) และ 3.5) ประเมิน ผลและการนำไปใช้ (Evaluation and Using: E) 4) การวัดและประเมินผล และ 5) เงื่อนไขของการนำรูปแบบไปใช้</li> </ol> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257125 การศึกษาสมรรถนะที่จำเป็นและระดับสมรรถนะบุคลากรสนับสนุนด้านวิชาการของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดเกณฑ์คุณภาพมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ 2022-06-21T16:28:48+07:00 มูนา เก็นตาสา muna.k@chula.ac.th สุกัญญา แช่มช้อย muna.k@chula.ac.th <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะที่จำเป็นบุคลากรสนับสนุนด้านวิชาการของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดเกณฑ์คุณภาพมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ 2) ศึกษาระดับสมรรถนะบุคลากรสนับสนุนด้านวิชาการของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดเกณฑ์คุณภาพมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสมรรถนะที่จำเป็น<br>โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาระดับสมรรถนะบุคลากรประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังกัดฝ่ายวิชาการ จำนวน 26 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้วยการวัดค่าดัชนี IOC (Item Objective Congruence)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะที่จำเป็นบุคลากรสนับสนุนด้านวิชาการของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดเกณฑ์คุณภาพมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ ประกอบด้วย 3 ด้าน 1. ด้านความรู้ ได้แก่ ความรู้เรื่องเกณฑ์คุณภาพมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ ความรู้พื้นฐานเรื่องผลงานทางวิชาการ และความรู้เรื่องกฎ ระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านวิชาการ 2. ด้านทักษะ ได้แก่ การสื่อสารภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ที่ดี และการวิเคราะห์ข้อมูลเกณฑ์คุณภาพมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ และ 3. ด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ ทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ความทุ่มเทในการบริการ การเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และการทำงานในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 2) ระดับสมรรถะบุคลากรสนับสนุนด้านวิชาการของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยรวม พบว่า ด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.91, S.D. = 0.61) รองลงมาด้านทักษะ (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.33, S.D. = 0.76) และด้านความรู้ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.03, S.D. = 0.73)</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257136 ความคาดหวังต่อความมั่นคงในชีวิตจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด 19 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในสถาบันอุดมศึกษาจังหวัดสงขลา 2022-06-21T19:23:10+07:00 ภูริทัต สิงหเสม bomjunior@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส<br>โควิด 19 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดสงขลา &nbsp;และศึกษาความคาดหวังต่อความมั่นคงในชีวิต จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด 19 ของนักศึกษาในจังหวัดสงขลา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งศึกษาความคาดหวังต่อความมั่นคงในชีวิต 4 ด้าน คือ ด้านประกอบสัมมาอาชีพ ด้านชีวิตคู่และครอบครัว ด้านสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตและด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน จากจำนวนสถาบันอุดมศึกษาทั้งสิ้น 7 แห่งในจังหวัดสงขลา ผลการวิจัย พบว่า สภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันของนักศึกษาในจังหวัดสงขลา อาศัยอยู่ที่บ้านของตนเองหรือครอบครัว สถานภาพสมรสของบิดามารดาอยู่ด้วยกัน โดยมีพ่อแม่เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนทั้งหมด นักศึกษาได้รับเงินจากผู้ปกครองเฉลี่ย 5,001-7, 500 บาทต่อเดือน ในกรณีที่นักศึกษามีค่าใช้จ่าย&nbsp; ไม่เพียงพอจะขอความช่วยเหลือจากบิดาและมารดา และสภาวะทางการเงินของครอบครัวอยู่ในระดับที่รายได้เพียงพอกับรายจ่าย มีเงินเหลือเก็บ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความคาดหวังต่อความมั่นคงในชีวิตในชีวิตจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส โควิด 19 ของนักศึกษา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระดับปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดสงขลา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยความคาดหวังต่อความมั่นคงในชีวิต ด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตอยู่ในลำดับแรก รองลงมาคือ ด้านสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ด้านการประกอบอาชีพและด้านชีวิตคู่และครอบครัวอยู่ในลำดับสุดท้าย ตามลำดับ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญต่อความมั่นคงในชีวิต จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด 19 มากที่สุด สามประเด็นแรก ได้แก่ 1) ด้านหน้าที่การงานเพราะนักศึกษาต้องการรายได้และสนับสนุน การมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี ของตนเองและครอบครัวและเป็นหลักประกันความมั่นคงและกำหนดแผนการใช้ชีวิต รองลงมาคือ 2) ด้านครอบครัว เพราะครอบครัวทำให้รู้สึกอบอุ่นทางจิตใจ เข้าใจให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และ 3) ด้านการศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสให้นักศึกษามีหน้าที่การงานที่ดีต่อไปในอนาคต</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257138 ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดชัยนาท ตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม 2022-06-21T19:32:27+07:00 เรวัตร อยู่เกิด rawat.y@obec.moe.go.th สุกัญญา แช่มช้อย rawat.y@obec.moe.go.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดชัยนาท ตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม ประชากร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่ศึกษา คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดชัยนาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท จำนวน 13 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวน 11 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวน 10 คน และครูจำนวน 205 คน รวมจำนวน 226 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และการจัดลำดับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p><sup>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </sup>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดชัยนาท ตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.413) และ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.688) ตามลำดับ ขอบข่ายการบริหารวิชาการที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (PNI<sub>modified</sub> = 0.383) ซึ่งมีองค์ประกอบทักษะทางพฤติกรรมที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ความมั่นคงทางอารมณ์ (PNI<sub>modified</sub> = 0.408) รองลงมา คือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (PNI<sub>modified</sub> = 0.379) ซึ่งมีองค์ประกอบทักษะทางพฤติกรรมที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ความมั่นคง ทางอารมณ์&nbsp; (PNI<sub>modified</sub> = 0.409) และขอบข่ายการบริหารวิชาการที่มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การวัดและประเมินผล (PNI<sub>modified</sub> = 0.363) ซึ่งมีองค์ประกอบทักษะทางพฤติกรรมที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ความมั่นคงทางอารมณ์&nbsp; (PNI<sub>modified</sub> = 0.391) ทั้งนี้โรงเรียนสามารถนำผลการวิจัยไปใช้วางแผนแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาหลักสูตร&nbsp; พัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ที่ส่งเสริมทักษะทางพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสมกับการเรียนรู้ของนักเรียน</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257140 ความพึงพอใจของนักศึกษาปีสุดท้ายต่อคุณภาพหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555 โดยใช้ CIPP Model 2022-06-21T19:45:52+07:00 จิรารัตน์ พร้อมมูล jitatat3113@gmail.com มาริสา สุวรรณราช jitatat3113@gmail.com ชุติมา เพิงใหญ่ jitatat3113@gmail.com วรงรอง เนลสัน jitatat3113@gmail.com สาวิตรี วงค์ประดิษฐ jitatat3113@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาปีสุดท้ายต่อคุณภาพหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555 โดยใช้ CIPP Model วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาพยาบาลศาสตรชั้นปีที่ 4 ที่ศึกษา ในปีการศึกษา 2562 จำนวน 129 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาต่อหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555 โดยใช้ CIPP Model&nbsp; โดยผ่านการหาความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า IOC เท่ากับ 0.95 ค่าสัมประสิทธ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.89วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติ โดยคำนวณ ค่าความถี่ ร้อยละ ระดับความพึงพอใจของนักศึกษาปีสุดท้ายต่อคุณภาพหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต โดยคำนวณ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อคุณภาพหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ด้านที่พึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านอาจารย์ผู้สอน &nbsp;(M = 4.64, S.D. = 0.44 รองลงมา คือ ด้านการบรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร (M=4.61, S.D. = 0.53) ด้านที่พึงพอใจน้อยที่สุดคือ ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (M = 4.18, S.D= 0.61) ) แยกรายด้านตาม CIPP Model ดังนี้</p> <ol> <li class="show">ด้านการประเมินบริบท (Context) คือ ด้านหลักสูตรในระดับมากที่สุด (M = 4.54, S.D. = 0.43)</li> <li class="show">ด้านประเมินปัจจัยนำเข้า (Input) คือ ด้านการรับนักศึกษาและการเตรียมความพร้อมในระดับมากที่สุด (M = 4.49, S.D. = 0.45) ด้านการส่งเสริมพัฒนานักศึกษาในระดับมากที่สุด (M = 4.45, S.D. = 0.51) ด้านอาจารย์ผู้สอน ในระดับดีมากที่สุด (M = 4.64, S.D. = 0.44) และด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในระดับมาก <br>(M = 4.18, S.D. = 0.61)</li> <li class="show">ด้านประเมินกระบวนการ (Process) คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนในระดับมากที่สุด (M = 4.55, S.D. = 0.46) และมีความพึงพอใจด้านด้านการวัดและประเมินผลในระดับมากที่สุด (M = 4.48, S.D. = 0.50)</li> <li class="show">ด้านประเมินผลิตผล (Product) คือ ด้านการบรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรระดับมากที่สุด (M = 4.61, S.D. = 0.45)</li> </ol> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีความพึงพอใจด้านอาจารย์ผู้สอนมากที่สุดโดยสามารถแบ่งออกได้&nbsp; 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) อาจารย์ผู้สอนมีความหลากหลาย 2) อาจารย์มีความรู้ที่ทันสมัยและมีความพร้อม และ 3 ) อาจารย์มีความเป็นกัลยาณมิตร ความพึงพอใจน้อยที่สุด ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ความพึงพอใจในด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้น้อยที่สุดโดยแบ่งได้เป็น&nbsp; 2 ลักษณะ ดังนี้ 1) ความไม่เพียงพอของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 2) ความยุ่งยากของระบบยืม-คืนหนังสือ&nbsp; ดังนั้นทางวิทยาลัยมีการพัฒนาระบบบริการคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และเพิ่มจำนวนหนังสือตำราที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอและมีความสะดวกในการยืม-คืน หนังสือ ตำราแก่นักศึกษามากยิ่งขึ้น</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257141 ความสัมพันธ์ระหว่างกรอบคิดและการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย 2022-06-21T19:57:13+07:00 วิลาวัลย์ โพธิ์ทอง rungthip@tsu.ac.th ราตรีรัตน์ ใจวงค์ rungthip@tsu.ac.th วัชรากร จำรัส rungthip@tsu.ac.th ศุภาพิชญ์ มีชัยทรัพย์เจริญ rungthip@tsu.ac.th อรจิรา ศรีสุข rungthip@tsu.ac.th รุ่งทิพย์ แซ่แต้ rungthip@tsu.ac.th <p>การคิดเชิงออกแบบเป็นกระบวนการที่ใช้ในการออกแบบและแก้ปัญหาของผู้อื่น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง นักคิดเชิงออกแบบจึงต้องมีความอดทนต่อความคลุมเครือ และความเสี่ยงกับผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ คุณลักษณะนี้สอดคล้องกับชุดความคิดเติบโตที่เชื่อว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้ด้วยความพยายามและประสบการณ์ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบคิด การคิดเชิงออกแบบ และความสัมพันธ์ระหว่างกรอบคิดและการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ตอบแบบสอบถามกลับคืนทั้งสิ้น 475 ฉบับ ผลการวิจัยพบว่า ไม่มีนักเรียนที่มีชุดความคิดจำกัด ด้านการคิดเชิงออกแบบ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เห็นว่าตนเองมีการคิดเชิงออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับสมาชิกที่มีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ สิ่งที่นักเรียนมีน้อยที่สุดคือ การแก้ปัญหาที่ให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ด้านความสัมพันธ์ระหว่างกรอบคิดและการคิดเชิงออกแบบ พบว่า การคิดเชิงออกแบบทุกด้านมีความสัมพันธ์กันกับกรอบคิด ยกเว้นด้านความสบายใจกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยง ภาพรวมมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับน้อย โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 และพบว่า ข้อคำถามที่เป็นชุดความคิดเติบโตมีความสัมพันธ์กับการคิดเชิงออกแบบทุกด้าน ส่วนข้อคำถามที่เป็นชุดความคิดจำกัด พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กับการคิดเชิงออกแบบ และมีความสัมพันธ์ทางลบกับการคิดเชิงออกแบบในบางด้าน</p> 2022-07-06T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257143 แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์: บทเรียนจากโรงเรียนที่เข้าแข่งขันภูมิศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ 2022-06-21T20:10:03+07:00 ศรัณย์ สงนุ้ย Sarunsongnui@gmail.com กัมปนาท บริบูรณ์ Sarunsongnui@gmail.com รุจน์ ฦาชา Sarunsongnui@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์จากโรงเรียนที่เข้าแข่งขันภูมิศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ การศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณได้มาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นครูสังคมศึกษา จำนวน 225 คน ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นโดยใช้ภูมิภาคเป็นหน่วยการสุ่ม เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ส่วนการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพได้มาจากกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนที่ได้รับเหรียญรางวัลภูมิศาสตร์โอลิมปิก ซึ่งมีสังกัดแตกต่างกันจำนวน 3 โรงเรียน เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสังเกตด้วยแบบสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) โมเดลการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">&nbsp;= 9.75, df = 52, <em>p</em> = .976, AGFI = 1.00, RMSEA = 0.00, SRMR = 0.01 และ CFI = 1.00) โดยองค์ประกอบด้านกิจกรรมเสริมหลักสูตรมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และด้านการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนโดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.63-0.92 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (2) แนวทางการจัดการเรียนรู้จากโรงเรียนที่เข้าแข่งขันภูมิศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติเน้นไปที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรภูมิศาสตร์แบบเข้มโดยจัดเป็นค่ายภูมิศาสตร์โอลิมปิกและจัดเสริมความรู้นอกเวลาเรียน ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อสารสนเทศและเทคโนโลยีภูมิศาสตร์ที่ทันสมัย ทุกโรงเรียนเน้นให้นักเรียนได้ฝึกฝนและใช้เครื่องมือภูมิศาสตร์อย่างชำนาญซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญของการเสริมสร้างความฉลาดรู้เรื่องภูมิศาสตร์</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257144 ผลการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบในรายวิชาการอยู่ค่ายพักแรม ที่มีต่อผลการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์และความรับผิดชอบของนิสิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 2022-06-21T20:21:59+07:00 รักษิต สุทธิพงษ์ praewphornprasert@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบในรายวิชาการอยู่ค่ายพักแรมของนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ 2) เปรียบเทียบทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบก่อนและหลังเรียนในรายวิชาการอยู่ค่ายพักแรมที่ของนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบในรายวิชาการอยู่ค่ายพักแรมที่ของนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตสาขาวิชาพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563&nbsp; จำนวน 26 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยที่ผู้เรียนมีความหลากหลายแตกต่างกันภายในกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) การจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ 2) แบบประเมินทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test แบบ Dependent</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มีทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มีคะแนนทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบหลังการรับการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบสูงกว่าก่อนการรับการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบฯ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257149 ผลการใช้ชุดการเรียนรู้ที่บ้านตามแนวสมดุลภาษา เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย 2022-06-21T20:49:19+07:00 แน็ตทรียา ชาวทะเล nattriyaa@gmail.com ปิยะนันท์ หิรัณย์ชโลทร nattriyaa@gmail.com ชลาธิป สมาหิโต nattriyaa@gmail.com ชลาธิป สมาหิโต nattriyaa@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน ของเด็กปฐมวัยจากการใช้ชุดการเรียนรู้ที่บ้านตามแนวสมดุลภาษา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี จำนวน 10 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์(ขันมาอนุราษฎร์) จ.สมุทรสาคร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1.ชุดการเรียนรู้ที่บ้านตามแนวสมดุลภาษา &nbsp;2.แบบสังเกตทักษะด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย &nbsp;3.แบบบันทึกพฤติกรรมทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย &nbsp;วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการ วิเคราะห์เนื้อหาและบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมจากการใช้ชุดการเรียนรู้ที่บ้านตามแนวสมดุลภาษา มีทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนเพิ่มมากขึ้น โดยด้านที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ มีความ สนใจในการเขียนและการวาดภาพเพื่อสื่อความหมาย สามารถเขียนชื่อ-นามสกุลของตนเองได้ และมีความสนใจ ในการเขียนร่วมกันและการเขียนอิสระเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำ</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257150 ผลการติดเทปแบบยืดหยุ่นที่ข้อเท้าที่มีต่อความสามารถในการเตะเฉียง ของนักเทควันโดระดับเยาวชน 2022-06-21T20:58:34+07:00 ภิญโญ โชติรัตน์ pinyo.c@tsu.ac.th ชัยลิขิต สร้อยเพชรเกษม pinyo.c@tsu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเตะเฉียงระหว่างกลุ่มควบคุมที่ใช้เทปหลอก (Placebo Tape) กับกลุ่มทดลองที่ใช้เทปแบบยืดหยุ่น (Elastic Tape) ก่อนและหลังการติดเทปของของนักเทควันโดระดับเยาวชน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นอาสาสมัครนักเทควันโดเยาวชนระดับสายดำอายุระหว่าง 12 – 15 ปี ที่สมัครเข้าร่วมการอบรมทักษะกีฬาเทควันโด และได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองให้เข้าร่วมกิจกรรมในงานวิจัยครั้งนี้ แล้วผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์การคัดเข้า – คัดออกของโครงการวิจัย จำนวน 18คน ทำการสุ่มเข้ากลุ่ม (Random Assignment) โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 9 คน ประกอบด้วยกลุ่มควบคุมที่ได้รับวิธีการติดเทปหลอกจำนวน 9 คน และกลุ่มทดลองที่จะได้รับการติดเทปแบบยืดหยุ่นที่ข้อเท้าจำนวน 9 คน ต่อจากนั้นทดสอบความสามารถในการเตะเฉียงก่อนการทดลองทั้งสองกลุ่ม ภายหลังการทดสอบทั้งสองกลุ่มจะพัก 45 นาที โดยนักกีฬาจะอยู่ในพื้นที่รับรองเท่านั้น ต่อจากนั้นทำการติดเทปให้กลุ่มควบคุมก่อนแล้วทดสอบทันที แล้วนำกลุ่มทดลองติดเทปแบบยืดหยุ่นเป็นลำดับต่อไป แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลไปทดสอบสมมติฐานทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยอันดับ (Mean Rank) ด้วยสถิติทดสอบแมน-วิทนีย์ ยู (The Mann – Whitney U Test) และสถิติทดสอบวิลคอกซันไซน์ – แรงค์ (The Wilcoxon Signed – Rank Test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการเตะเฉียงของนักเทควันโดในกลุ่มทดลองที่ใช้เทปแบบยืดหยุ่นสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้เทปหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Sig. 2-tailed = 0.04) นอกจากนี้ภายหลังการติดเทปความสามารถในการเตะเฉียงของนักเทควันโดในกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการติดเทป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Sig. 2-tailed = 0.01)</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257156 ผลของการฝึกด้วยการประยุกต์สถานีฝึกแบบมวยสากลที่มีต่อ สมรรถภาพทางกายของบุคคลทั่วไป 2022-06-21T21:21:59+07:00 อทิติ วลัญช์เพียร athiti.vp@hotmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยการประยุกต์สถานีฝึกแบบมวยสากลที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของบุคคลทั่วไป กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครเพศชาย อายุ 20-25 ปี ไม่มีโรคประจำตัว ร่างกายแข็งแรง และไม่ได้เป็นนักกีฬาประเภทใด จำนวน 44 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง 22 คน และกลุ่มควบคุม 22 คน โดยกลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตประจำวันเป็นปรกติ งดเว้นกิจกรรมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาทุกชนิด ส่วนกลุ่มทดลองทำการฝึกตามโปรแกรมแบบสถานีที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 11 สถานี ฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ๆ ละ 3 วัน คือวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ช่วงเวลา 17.00-18.20 น. วันละ 80 นาที ทำการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 8 รายการ ก่อนและหลังการฝึก นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยภายในกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึกและหลังการฝึก ด้วยสถิติ Paired Sample t-test และทำการเปรียบเทียบข้อมูลทางสถิติระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยวิธีการเปรียบเทียบแบบรวมกลุ่ม <strong>Independent test </strong>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าในกลุ่มทดลอง มีดัชนีมวลกาย (22.03±4.11), เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (16.22±5.60), นั่งงอตัวไปข้างหน้า (17.13±6.93), แรงบีบมือ (41.19±4.39), แรงเหยียดขา (181.54±42.20), ลุกนั่ง (42.72±7.18), ดันพื้น (34.90±11.17) และยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที (160.09±10.00) ส่วนในกลุ่มควบคุม มีดัชนีมวลกาย (23.74±6.81), เปอร์เซ็นต์ไขมัน (17.76±8.64), นั่งงอตัวไปข้างหน้า (10.59±3.54), แรงบีบมือ (38.93±5.73), แรงเหยียดขา (115.50±21.19), ลุกนั่ง (28.04±6.82), ดันพื้น (19.04±8.58) และ) และยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที (118.73±15.298) มีค่าที่ดีขึ้น เมื่อทำการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีสมรรถภาพที่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมในทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>สรุป การฝึกด้วยการประยุกต์สถานีฝึกแบบมวยสากล ทำให้มีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น ทั้งในด้านองค์ประกอบของร่างกาย, ความอ่อนตัว, ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ และความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/257157 ผลของการออกกำลังกายด้วยความหนักระดับปานกลางที่มีต่อไขมันช่องท้อง ของบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 2022-06-21T21:26:34+07:00 ธีรพันธ์ สังข์แก้ว maxss.321@gmail.com ชวพงษ์ เมธีธรรมวัฒน์ maxss.321@gmail.com สรรปกรณ์ ศุภการนรเศรษฐ์ maxss.321@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายด้วยความหนักระดับปานกลางที่มีต่อไขมันช่องท้องของบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เพศหญิง อายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 10 คน สุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยกลุ่มตัวอย่างต้องออกกำลังกายตามที่ผู้วิจัยแนะนำที่ระดับความหนักร้อยละ 50-60 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ควบคุมระดับความหนักในการออกกำลังกายโดยติด Wireless Chest Strap บริเวณทรวงอกใต้ราวนมและใส่นาฬิกาสำหรับอ่านค่าอัตราการเต้นของหัวใจ (Polar M400) ที่ข้อมือของผู้เข้าร่วมการทดลอง กิจกรรมการออกกำลังกายใช้ระยะเวลา 30-45 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานข้อมูลทางกายภาพของกลุ่มตัวอย่าง และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของไขมันช่องท้องของกลุ่มตัวอย่าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ด้วยการทดสอบ Wilcoxon Signed Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.) ข้อมูลทางกายภาพของบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จำนวน 10 คน พบว่ามีค่าเฉลี่ยของน้ำหนักตัว 57.83 ± 9.86 กิโลกรัม ค่าเฉลี่ยของส่วนสูง 159.75 ± 6.93 เซนติเมตร และมีค่าเฉลี่ยของดัชนีมวลกาย <br>22.55 ± 2.72 กิโลกรัมต่อเมตร<sup>2</sup></p> <p>2.) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยไขมันช่องท้องของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าค่าไขมันในช่องท้องของกลุ่ม<br>ตัวอย่างก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรุปผลการวิจัย การออกกำลังกายด้วยความหนักระดับปานกลางมีผลต่อการลดไขมันช่องท้องของบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ รวมทั้งค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI) และค่าการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate, BMR) ของบุคลากรมีแนวโน้มดีขึ้นด้วย จึงควรสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมการออกกำลังกายดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ</p> 2022-06-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022