https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/issue/feed วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 2026-04-03T00:00:00+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ rungchatchadaporn@tsu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความทางวิชาการทางศึกษาศาสตร์ของบุคลากรมหาวิทยาลัยทักษิณ และจากหน่วยงานภายนอก</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/275591 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ของนักศึกษาที่มีความบกพร่องในมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2025-01-08T09:59:42+07:00 ณัฐพงษ์ ฉ่ำศิริ jackpepo1982@gmail.com <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยหลักสูตร ปัจจัยนโยบายของรัฐ และปัจจัยภาพลักษณ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของนักศึกษาที่มีความบกพร่องในมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ 2) ศึกษาปัจจัยหลักสูตร ปัจจัยนโยบายของรัฐ และปัจจัยภาพลักษณ์ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของนักศึกษาที่มีความบกพร่องในมหาวิทยาลัยรามคำแหง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่มีความบกพร่องระดับปริญญาตรีที่ลงทะเบียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 200 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนาเป็นสถิติที่ใช้บรรยายคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง ด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ<br /><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของนักศึกษาที่มีความบกพร่องในมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.71, S.D.= 0.69) โดยมีปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือปัจจัยนโยบายของรัฐอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.79, S.D.= 0.90) รองลงมาคือ ปัจจัยภาพลักษณ์อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.72, S.D.= 1.01) ส่วนปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือปัจจัยหลักสูตรอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.63, S.D.= 0.58) และ 2) ปัจจัยภาพลักษณ์ ปัจจัยนโยบายของรัฐ และปัจจัยด้านหลักสูตร ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของนักศึกษาที่มีความบกพร่องในมหาวิทยาลัยรามคำแหง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> <p> </p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/276758 การพัฒนาชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา ทางคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2025-03-17T14:15:22+07:00 พิทักษ์กุล กลยนีย์ phitakkul17@gmail.com กานต์รวี บุษยานนท์ phitakkul17@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การหาร 2) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การหาร 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การหาร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การหาร 3) ชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ด้วยการทดสอบและสำรวจความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test.<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง การหาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง การหาร มีทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับดีเยี่ยม 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง การหาร อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/276883 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคิดสะตีม (STEAM) เรื่อง กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 2025-03-16T11:40:08+07:00 ฐานันญา นิจจำรูญ 6355711005@nstru.ac.th สุพัฒน์ บุตรดี supat_bud@nstru.ac.th จิราภรณ์ เหมพันธ์ Chiraporn_hem@nstru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคิดสะตีม (STEAM) เรื่อง กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการเรียนรู้ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับ ปวช.2 วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง แผนกวิชาช่างก่อสร้างโยธา จำนวน 36 คน ปีการศึกษา 2567 ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคิดสะตีม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /> ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ตามแนวคิดสะตีมที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 78.54/76.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้กับการเรียนการสอนได้หลายสถานการณ์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/276922 โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลสำหรับครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 1 2025-03-15T19:31:54+07:00 สุทธิดา ทิพย์เนตร thipnet9@gmail.com ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ Sutthidathipnet@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลสำหรับครู 2) สร้างและตรวจสอบยืนยันความเหมาะสม ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลสำหรับครู ประชากร ได้แก่ ครู จำนวน 1,275 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 297 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบประชากรกับตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน และใช้เทคนิคการสุ่มแบบแบ่งชั้น ให้ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ จำนวน 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 5 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.08 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.86 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.89 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้แก่ การส่งเสริมการทำงานร่วมกันผ่านเทคโนโลยี การสร้างวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่นและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ 2) โปรแกรมการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมยุคดิจิทัลสำหรับครู ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดังนี้ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) เนื้อหา ประกอบไปด้วย 3 Module คือ การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การส่งเสริมการทำงานร่วมกันผ่าน เทคโนโลยี และการสร้างวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่นและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง (4) วิธีการพัฒนา คือ หลักการพัฒนา70:20:10และ (5) การประเมินผล 3) ผลการประเมินโปรแกรม พบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/277562 ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการสร้างแบบจำลอง ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง สารชีวโมเลกุล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี 2025-06-20T15:01:45+07:00 ชนิศกาญจน์ มั่นคง annmankong@gmail.com ดวงเดือน สุวรรณจินดา annmankong@gmail.com จุฬารัตน์ ธรรมประทีป annmankong@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการสร้างแบบจำลองกับนักเรียนที่ได้เรียนแบบปกติ เรื่อง สารชีวโมเลกุล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี (2) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนภายหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการสร้างแบบจำลอง เรื่อง สารชีวโมเลกุล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี จำนวน 2 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 76 คน ประกอบด้วยนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 38 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 38 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม<br /> เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการสร้างแบบจำลอง (2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา และ (4) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารชีวโมเลกุล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /> ผลการวิจัยพบว่า (1) ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการสร้างแบบจำลองสูงกว่านักเรียนที่ได้เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ<br /> (2) ความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการสร้างแบบจำลองหลังเรียนกับทดสอบหลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/282905 การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นชุมชนเกาะยอ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2025-12-09T11:21:11+07:00 พนัชกร พิทธิยะกุล aporn.pi@skru.ac.th <p> บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นชุมชนเกาะยอ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นชุมชนเกาะยอ ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรต่อความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการออกแบบการเรียนรู้เชิงท้องถิ่นของนักศึกษาวิชาชีพครู และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อหลักสูตร ระยะเวลาในการวิจัย ปีพุทธศักราช 2567-2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 30 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) หลักสูตรท้องถิ่นเกาะยอ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ 3) แบบทดสอบวัดความรู้ 3.1 แบบทดสอบก่อนเรียน 3.2 แบบทดสอบหลังเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (dependent t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) หลักสูตรท้องถิ่นชุมชนเกาะยอที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับ “ดีมาก” ตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการจัดการเรียนรู้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรอยู่ในระดับ “มากที่สุด”แสดงให้เห็นว่าการใช้แนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับบริบทท้องถิ่นสามารถส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกและสร้างความตระหนักรักและภูมิใจต่อท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/277574 ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ระบบอวัยวะในร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี 2025-07-08T15:45:01+07:00 ปิยะดา บุญประดิษฐ์ pupangpiyada@gmail.com ดวงเดือน สุวรรณจินดา pupangpiyada@gmail.com จุฬารัตน์ ธรรมประทีป pupangpiyada@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบอวัยวะในร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD และนักเรียนที่เรียนแบบปกติ และ (2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนดังกล่าวหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD และนักเรียนที่เรียนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 2 ห้องเรียน จำนวน 79 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม แล้วจับฉลากให้ 1 ห้องเป็นกลุ่มทดลอง และอีก 1 ห้องเป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง ระบบอวัยวะในร่างกายมนุษย์ (2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ (3) แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /> ผลการวิจัยพบว่า (1) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) คะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/277703 การพัฒนานวัตกรรมระบบสารสนเทศออนไลน์สำหรับการขออนุญาตนิเทศการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ 2025-09-06T15:01:02+07:00 อรวรรณ ธนูศร orawan@tsu.ac.th กรวิกา ก้องกุล orawan@tsu.ac.th กาญจนา ชูศิริ orawan@tsu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมระบบสารสนเทศออนไลน์สำหรับการขออนุญาตนิเทศการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ และศึกษาความพึงพอใจต่อระบบสารสนเทศออนไลน์สำหรับการขออนุญาตนิเทศการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัย คือ อาจารย์นิเทศก์การสอนหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ระบบสารสนเทศออนไลน์สำหรับการขออนุญาตนิเทศการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2) แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศออนไลน์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อระบบสารสนเทศออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) พัฒนานวัตกรรมระบบสารสนเทศออนไลน์สำหรับการขออนุญาตนิเทศการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเป็นระบบสารสนเทศที่นำเว็บแอพพลิเคชั่นมาใช้เพื่อรองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว มีระบบบันทึกข้อมูล แก้ไขข้อมูล ระบบแจ้งเตือน และระบบรักษาความปลอดภัยการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ2) จากการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศออนไลน์แสดงให้เห็นผล</p> <p>การประเมินในภาพรวมโดยเฉลี่ยประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศออนไลน์อยู่ในระดับมาก (m=4.45, s=0.61) 3) จากการประเมินความพึงพอใจต่อระบบสารสนเทศออนไลน์ จำนวน 3 ด้าน แสดงให้เห็นว่า ผลการประเมินในแต่ละด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยตามลำดับดังนี้ ด้านตรงตามความต้องการของผู้ใช้ระบบงาน (Function Requirement) (m=4.29, s=0.68) ด้านความง่ายต่อการใช้งาน (Usability) (m=4.21, s=0.72) และด้านประสิทธิภาพ (Performance) (m=4.11, s=0.72) โดยสรุป ภาพรวมโดยเฉลี่ยของความพึงพอใจต่อระบบสารสนเทศออนไลน์อยู่ในระดับมาก (m=4.20, s=0.71)</p> <p> </p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/283306 ผลการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความสามารถการจัดกิจกรรมในชุมชนของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ 2026-01-14T14:19:53+07:00 วิไลพิน แก้วเพ็ง Wilaipin.k@tsu.ac.th คัชชา ศิริรัตนพันธ์ katcha.s@tsu.ac.th มนัสวี แขดวง manatsawi.k@tsu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาความสามารถการจัดกิจกรรมในชุมชนของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ และ2. การประเมินประสิทธิภาพหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาความสามารถการจัดกิจกรรมในชุมชนของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงพัฒนาใช้กรอบแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของทาบา ซึ่งประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาสภาพและความต้องการ การกำหนดจุดมุ่งหมาย การเลือกและจัดเนื้อหา การคัดเลือกและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการกำหนดการประเมินผล ซึ่งมีการนำเสนอหลักการทฤษฎีและกระบวนการในการพัฒนาเครื่องมือทั้ง 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ดำเนินการโดยการรวบรวมข้อมูลจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และระยะที่ 2 การประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรม เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบประเมินความสามารถการจัดกิจกรรมในชุมชนของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ก่อนและหลังการเข้าร่วมฝึกอบรม </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยหลักการและวัตถุประสงค์ โครงสร้างเนื้อหา 3 หน่วยการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และเครื่องมือวัดผล โดยมีการตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน พบว่ามีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 0.92 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือตรวจสอบประสิทธิภาพหลักสูตร (Cronbach’s α) เท่ากับ 0.93 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก หลังการทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน พบว่า ค่าคะแนนความสามารถการจัดกิจกรรมในชุมชนของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา หลังฝึกอบรม (= 16.87, SD = 2.35) สูงกว่าก่อนฝึกอบรม (= 12.40, SD = 2.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/277769 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา 2025-06-27T14:26:56+07:00 นัสรีน นิเงาะ nusreen75@gmail.com ฟิตเราะห์ หัดขะเจ Fitrahhadkhajae01@gmail.com มูอัส มะบูเก๊ะ mu.asmabu@gmail.com ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ narongsak.r@psu.ac.th <p><strong> </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา 2) ปัจจัยด้านลักษณะผู้บริหาร การบริหารจัดการ ลักษณะบุคลากร ลักษณะทรัพยากร และลักษณะวัฒนธรรมองค์กร ที่มีต่อผลการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา ปี พ.ศ.2568 จำนวน 169 คน ได้โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br /><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีค่าเท่ากับ 0.65 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.23 และและ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดําเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา ได้แก่ ปัจจัยด้านลักษณะทรัพยากร (X<sub>4</sub>) และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร (X<sub>5</sub>) โดยรวมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01โดยมีประสิทธิภาพในการทำนายได้ร้อยละ73.9 (Adjusted R2= 0.739 และสามารถเขียนเป็นสมการทำนายในรูปคะแนนดิบ ได้ดังนี้ ŷ = 0.837 - 0.332(X4) + 0.468(X5)</p> <p> </p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/277917 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมในชุมชน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2025-04-24T16:10:24+07:00 สิทธิชัย คำแสง ballzimmpea@gmail.com ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ ballzimmpea@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมในชุมชน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนคำน้ำจั้นใหญ่ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 14 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผนการเรียนรู้ มีคะแนนความเหมาะสม โดยรวมเท่ากับ 4.32 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 - 1.00 ค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.3 - 0.8 ค่าอำนาจจำแนก (R) อยู่ระหว่าง 0.2 - 0.5 ค่าความเชื่อมั่น 0.87 และแบบวัดความสามารถในการวิเคราะห์ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.6 - 1.0 มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ไม่ใช้พารามิเตอร์<br /> ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมในชุมชน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ E1/E2เท่ากับ 84.45/75.71 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/278855 การยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ School Report ด้านการวัดและประเมินผล ของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนยะรัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 2025-08-06T14:42:33+07:00 มูฮัมหมัดรอวีย์ สาและ Pg67161615005@ftu.ac.th อะห์มัด ยี่สุ่นทรง Pg67161615005@ftu.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ School Report ด้านการวัดและประเมินผลของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ School Report โดยจำแนกตามตำแหน่งงาน ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ School Report และ 4) เสนอแนวทางการพัฒนาการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ School Report ในกลุ่มโรงเรียนยะรัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนยะรัง จำนวน 117 คน โดยเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบสอบถามผ่านกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความแปรปรวนทางเดียว และรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe’<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การยอมรับการใช้ School Report โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบการยอมรับตามตำแหน่งงาน ระดับการศึกษา และประสบการณ์ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ขั้นตอนการใช้งานที่ยุ่งยาก และระบบที่ขาดความต่อเนื่อง 4) แนวทางพัฒนาที่เสนอ คือ ควรออกแบบระบบให้ใช้งานง่ายขึ้น ไม่ซับซ้อน และมีความต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการยอมรับในระดับสถานศึกษา</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/279041 รูปแบบการนิเทศแบบปรับประยุกต์โดยใช้หลักธรรมกัลยาณมิตร 7 เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 2025-06-27T10:15:10+07:00 เฉลิมชาติ ลิ่มกุล Chaleamchartlimkul@gmail.com สุพัฒน์ ชัยวรรณ์ Chaleamchartlimkul@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อการพัฒนาการนิเทศ 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ 3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศ และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศ การวิจัยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานรูปแบบการนิเทศ โดยการสังเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบบันทึกและแบบสัมภาษณ์ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ ผู้ให้ข้อมูลเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ขั้นตอนที่ 3 ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ แหล่งข้อมูล คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบ และแบบประเมินความสามารถการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ขั้นตอนที่ 4 ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อการพัฒนาการนิเทศ พบว่า เป็นการนิเทศแบบร่วมพัฒนาวิชาชีพ การนิเทศแบบคลินิก การนิเทศแบบพัฒนาตนเอง การนิเทศแบบสนับสนุน การนิเทศแบบภายในโรงเรียน การนิเทศแบบมนุษยสัมพันธ์ มาปรับประยุกต์ใช้ร่วมกัน การนิเทศที่สามารถพัฒนาได้ด้วยตนเองและให้คำปรึกษาคำแนะนำแก่ผู้รับการนิเทศที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ของครู 2) รูปแบบการนิเทศ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการนิเทศและการวัดประเมินผล โดยกิจกรรมการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การวางแผนกำหนดทิศทาง ขั้นที่ 2 การปฏิบัติการนิเทศ ขั้นที่ 3 การเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ขั้นที่ 4 การร่วมสร้างประสบการณ์ และขั้นที่ 5 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรูปแบบการนิเทศ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การทดลองใช้รูปแบบการนิเทศ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก หลักการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 มีความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับมากที่สุด มีทักษะการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับมากที่สุด และมีเจตคติที่ดีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกวิชาภาษาไทย 4) ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ พบว่า ความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/279645 ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา: การศึกษาการปรับตัวในยุค AI และ Metaverse ของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ 2025-08-28T08:33:19+07:00 จักรพันธุ์ จันทร์เจริญ chakkaphan.dear@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการปรับตัวของสถานศึกษาต่อเทคโนโลยี AI และ Metaverse 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลกับการปรับตัวต่อเทคโนโลยี AI และ Metaverse และ 4) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปรับตัวของสถานศึกษาในบริบทสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษารวม 226 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /> <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล อยู่ในระดับมากที่สุด 2) การปรับตัวของสถานศึกษาต่อเทคโนโลยี AI และ Metaverse อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนการสอน 3) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับระดับการปรับตัวของสถานศึกษา และ 4) ปัจจัยวิสัยทัศน์ดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการ สามารถร่วมกันพยากรณ์การปรับตัวของสถานศึกษาต่อเทคโนโลยี AI และ Metaverse ได้ร้อยละ 59.4 (R² = .594) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันการเปลี่ยนผ่านของสถานศึกษาไปสู่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมีประสิทธิภาพในยุค AI และ Metaverse</span></p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/279660 การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน เรื่องชุดคำศัพท์ช่างพื้นฐานสำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรม 2025-09-06T14:30:13+07:00 พิชญ์นันท์ รักษาวงศ์ marudis.va@rmu.ac.th มารุดิศ วชิรโกเมน marudis.va@rmu.ac.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เรื่องชุดคำศัพท์ช่างพื้นฐานสำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรม ให้มีประสิทธิภาพ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาอุตสาหกรรมศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 22 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เรื่องชุดคำศัพท์ช่างพื้นฐานสำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรม จำนวน 7 แผน รวม 28 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /> ผลการวิจัยพบว่า<br /> 1) คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เรื่องชุดคำศัพท์ช่างพื้นฐานสำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรม มีประสิทธิภาพ 79.65/82.27 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75<br /> 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /> 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้บอร์ดเกมเป็นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D.= 0.49)</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/280023 ผลสัมฤทธิ์เรื่อง If clause ในรายวิชาหลักการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2 โดยใช้การสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ของนิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง 2025-09-02T14:54:39+07:00 ศุภธิดา จุลสิทธิ์ supathida.c@tsu.ac.th เจตริน อาชาฤทธิ์ chettarin.a@tsu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง If-clause โดยใช้การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ในรายวิชา หลักการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2 โดยประชากรที่ศึกษา ได้แก่ นิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จำนวน 25 คน ซึ่งเป็นการศึกษาจากประชากรทั้งหมด (census) มิได้ใช้การสุ่มหรือการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ใช้แบบแผนกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง (one-group pretest–posttest design) โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ จำนวน 4 แผน ครอบคลุมเนื้อหา If-clause Type 0–3 รวมเวลาเรียน 16 ชั่วโมง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน (ข้อสอบปรนัยแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ชนิดคำตอบถูกเพียงข้อเดียว และแบบเติมคำ) และแบบสอบถามความพึงพอใจ เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ในช่วง 0.50–1.00 แบบทดสอบตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 และแบบสอบถามความพึงพอใจตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha)<br /> การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติ t-test สำหรับกลุ่มสัมพันธ์ (dependent-samples t-test) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน<br /> ผลการวิจัยพบว่าหลังเรียนด้วยการสอนตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ นิสิตมีผลสัมฤทธิ์เรื่อง If-clause สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งรายข้อและภาพรวม โดยคะแนนเฉลี่ยรวมก่อนเรียนเท่ากับ 24.80 (S.D. = 5.92) และหลังเรียนเท่ากับ 37.68 (S.D. = 6.16) </p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ